Feeds:
ความเห็น
ความคิดเห็น

7 กันยายน  2007 สัมภาษณ์โดย Tilman Baumgärtel แปล(ตามอำเภอใจ ) โดย FILMSICK

อ่านต้นฉบับที่  https://www.greencine.com/central/lavdiaz

หมายเหตุก่อนอ่าน

ถ้าจัดชื่อผู้กำกับอาร์ตตัวพ่อร่วมสมัย  ชื่อของ LAV DIAZ ผู้กำกับจากฟิลิปปินส์ น่าจะจัดอยู่ในพวก ‘ตัวพ่อของตัวพ่อ’ เพราะในหมู่ผู้กำกับฟิลิปปินส์ที่กำลังผลิตหนังกระฉ่อนโลกอย่าง Raya Martin (ที่ปีนี้มีหนังชิงคานส์สองเรื่อง) หรือ John Torres Kvhan de la Cruz ทุกคนล้วนยกย่องDiaz เป็นเสมือนผู้แผ้วถางทางเดิน เป็นอาจารย์คนสำคัญ และเป็นคนทำหนังที่จุดไฟให้พวกเขา

ผมแปลบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนที่เรา อาจจะได้ พบตัวจริงเสียงจริงของLav Diaz รวมถึงจะได้ดูหนังของเขาในแบบ Retrospective (ย้ำว่าอาจจะ เพราะทั้งหมดยังอยู่ในกระบวนการตั้งไข่)  และสองเพื่อเป็นการตอบคำถามทุกคำถามที่ผู้คนมักถามเกี่ยวกับ Diaz เช่นว่าทำไมหนังเขายาวเฉลี่ย 9-11 ชั่วโมง หรือคำถามที่ว่าทำไมเราจึงควรฉายและดูหนังเขาแบบไม่มีเบรค!!!

บทสัมภาษณ์นี้มาจาก เวบไซต์ GREENCINE   ซึ่งสัมภาษณ์ในช่วง ที่หนังเรื่อง DEATH IN THE LAND OF ENCATOS ออกฉาย ข่าวล่ามาไวแจ้งว่า MELANCHOLIA หนงัเรื่องล่าของเขาโดนแบนจาก เทศกาลหนังในสิงคโปร์ แต่เราหวังว่าจะได้ดูหนังเรื่องนี้อย่างภาคภูมิ ในเมืองไทยครับ!

  อ่านต่อ »

สัมภาษณ์ Peter Todd จากสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ (BFI) โดย กัลปพฤกษ์หมายเหตุ ฟิล์มไวรัส:

เรื่องราวที่จะตีพิมพ์ต่อไปนี้อาจมีประโยชน์หรือใกล้ตัวแค่ไหนสำหรับผู้อ่านและคนดูหนังคงยากจะคาดเดา แต่ข้อมูลจากแฟ้มลับ BFI (มิใช่ FBI) ที่จะตีพิมพ์ต่อไปนี้นั้นอาจจะชี้ที่มาสำคัญส่วนหนึ่งในการศึกษามรดกภาพยนตร์โลก ซึ่งเราท่านในปัจจจุบันต่างได้รับบุญกุศลตกทอดมาให้อ่านผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ยิ่งหากท่านใดยังเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์รักษาฟิล์มและเอกสารโบราณที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าภาพยนตร์ในโลกอนาคตจะถูกจ้องมองผ่านวัสดุสื่อสารชนิดใดก็ตาม กิจกรรมของหอภาพยนตร์ในประเทศต่าง ๆ ในลักษณะใกล้เคียงกับสถาบันภาพยนตร์ BFI เท่านั้นอันจะเป็นตัวแทนและภารกิจหลักในการปูภาพลักษณ์อดีต-ปัจจุบันให้มนุษย์ในกาลหน้าได้ศึกษา

 

(ส่งตรงจากลอนดอน)

 

กัลปพฤกษ์ รายงานพิเศษจากเกาะอังกฤษ

สัมภาษณ์ PETER TODD
ผู้จัดการฝ่ายข้อมูลภาพยนตร์ของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (BFI)

สัมภาษณ์และถ่ายภาพโดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’

kalapapruek@hotmail.com

‘กัลปพฤกษ์’ : ก่อนอื่นขอให้คุณ Peter ช่วยเล่าความเป็นมาของ BFI หรือ British Film Institute (สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร) ให้ผู้อ่านที่อาจจะยังไม่ทราบความเป็นมาสักเล็กน้อย

Peter : BFI หรือ British Film Institute นี่เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 ซึ่งก็นับว่ายาวนานและผ่านการปรับปรุงพัฒนามาโดยตลอด วัตถุประสงค์หลักของ BFI คือการให้การศึกษาด้านภาพยนตร์ การเก็บรักษาฟิล์มต้นฉบับภาพยนตร์และโปรแกรมโทรทัศน์ รวมถึงการนำเอาผลงานเหล่าออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชนด้วย นอกจากนี้ BFI ยังมีส่วนของการเก็บข้อมูลข่าวสารในลักษณะของห้องสมุดหนังซึ่งผมดูแลอยู่โดยตรง ในส่วนนี้เราก็จะเน้นด้านการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหนัง ไม่ว่าจะเป็นโปรดักชันโน้ต วารสาร บทวิจารณ์ที่ตัดจากหนังสือพิมพ์ในช่วงที่หนังออกฉาย

‘กัลปพฤกษ์’ : ในส่วนนี้นี่จำกัดเฉพาะหนังอังกฤษหรือเปล่า?

Peter : ไม่ครับ เราเก็บหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหนังจากประเทศไหน โดยเฉพาะหนังอเมริกันซึ่งอังกฤษก็ถือว่ามีความผูกพันด้วยมาก ซึ่งในแต่ละยุคสมัยก็จะมีกลุ่มหนังจากต่างประเทศเข้ามาฉายที่นี่อย่างกลุ่ม French New Wave กลุ่มหนังยุโรปตะวันออก หนังจากเอเชีย ลาตินอเมริกา เพราะฉะนั้นถึงแม้จะได้ชื่อว่า British Film Institute แต่จริง ๆ แล้วสโคปงานของเราน่าจะเรียกได้ว่าครอบคลุมถึงกลุ่ม World Cinema มากกว่า ซึ่งอันนี้จะเห็นได้ชัดจากงานเทศกาลภาพยนตร์ลอนดอนที่เน้นนำเอาภาพยนตร์เด่นในรอบปีจากทั่วทุกมุมโลกมาฉาย ซึ่งในส่วนนี้เราก็จะมีข้อมูลต่าง ๆ เก็บไว้ในรูปแบบของสูจิบัตรเทศกาล ซึ่งก็รวมไปถึงสูจิบัตรงานเทศกาลชื่อดังอื่น ๆ เช่น คานส์ แบร์ลิน เวนิส ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในด้านการติดต่อสำหรับผู้จัดการเทศกาลทั้งหลายที่บางครั้งอยากได้หนังที่ไม่ได้รับการจัดจำหน่ายจากเทศกาลดัง ๆ ไปจัดฉาย

‘กัลปพฤกษ์’ : ข้อมูลเหล่านี้นี่เก็บรักษามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 เลยหรือเปล่า?

Peter : ไม่ใช่ แค่ปี 1933 ครับ แต่ BFI ยังย้อนกลับไปเก็บข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่จุดแรกเริ่มของกำเนิดภาพยนตร์เลยทีเดียว รวมทั้งการค้นหาและบูรณะฟิล์มเก่า ๆ เหล่านี้ด้วย

‘กัลปพฤกษ์’ : ถ้าเช่นนั้นพอจะสรุปคร่าว ๆ ได้ไหมว่า หนังทุกเรื่องที่ได้เข้าฉายในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 จะได้รับการพิทักษ์รักษาจาก BFI?

Peter : คงยังไม่ถึงขนาดนั้นครับ คือลักษณะมันจะไม่เหมือนกับ British Library ที่มีกฎว่าสำนักพิมพ์จะต้องส่งหนังสือมาให้ British Library ทุกครั้งที่มีการพิมพ์เล่มใหม่ ในส่วนของ BFI มันจะเป็นลักษณะของความสมัครใจมากกว่า คือหนังส่วนใหญ่ที่เราได้มาจะมาจากการบริจาคจากทั้งบุคคล และบริษัทหนัง ซึ่งก็คงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเราจะเก็บได้ทั้งหมด

‘กัลปพฤกษ์’ : ฟังดูเป็นภาระที่ต้องใช้เงินทองมากพอสมควร อย่างนี้ BFI ได้รับทุนจากแหล่งไหนบ้าง?

Peter : จริง ๆ BFI ก็มีการปรับเปลี่ยนมาหลายรูปแบบเหมือนกัน แต่ปัจจุบันเรามีลักษณะเป็นองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ดังนั้นเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งก็มาจากรัฐบาล แต่ส่วนหนึ่งเราก็ยังมีรายได้จากระบบการสมัครเป็นสมาชิกของคนทั่วไปทั้ง การเป็นสมาชิกของโรงภาพยนตร์ NFT หรือ National Film Theatre หรือนิตยสาร Sight and Sound ซึ่งเราเป็นผู้จัดพิมพ์ด้วย หรือบางครั้งเราก็ได้เงินสนับสนุนจากองค์กรอิสระอื่น ๆ เช่น David Lynch Foundation ที่ช่วยออกเงินในการบูรณะฟิล์มหนังของ David Lynch อย่างนี้เป็นต้น

‘กัลปพฤกษ์’ : ซึ่งในจุดนี้ดูเหมือน BFI จะให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะในแต่ละเดือนจะมีการบูรณะฟิล์มหนังคลาสสิกเก่า ๆ เพื่อนำมาออกฉายใหม่อย่างสม่ำเสมอ


Peter : ใช่ครับ คือเราพยายามสนับสนุนให้ผู้ชมมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังเหล่านี้ในสภาพที่เหมือนกับตอนที่หนังออกฉายใหม่ ๆ การทำ print ใหม่จึงถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญของ BFI

‘กัลปพฤกษ์’ : ซึ่งก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะหนังอังกฤษอีกเช่นกัน?

Peter : ใช่ครับ BFI เองก็เคยบูรณะหนังจากประเทศอื่น ๆ ด้วย คือตอนนี้ Film Archive ในแต่ประเทศค่อนข้างจะให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกัน บางครั้งเราต้องการฉายหนังของผู้กำกับต่างชาติรายใดเราก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจาก Film Archive ประเทศนั้น ๆ มันจึงเป็นลักษณะของการช่วยกันรักษาสมบัติของวงการภาพยนตร์โลกมากกว่าจะดูแลเฉพาะหนังของตัวเองเพียงชาติเดียว

‘กัลปพฤกษ์’ : ขอถามเรื่องลิขสิทธิ์การจัดฉายของหนังที่ BFI ได้รับบริจาคมา ปกติแล้วเมื่อมีการบริจาคฟิล์มให้กับ BFI จะถือว่าผู้บริจาคได้ให้สิทธิ์ในการจัดฉายแก่ BFI โดยอัตโนมัติเลยหรือไม่?

Peter : ไม่เสมอไปครับ ปกติแล้วเวลา BFI ได้รับบริจาคฟิล์มก็จะมีการทำสัญญาตกลงกับเจ้าของสิทธิ์ผู้บริจาคอย่างชัดเจนเลยว่า BFI จะมีสิทธิ์ในการเผยแพร่หนังเรื่องนั้น ๆ ในลักษณะไหน อันนี้ต้องแล้วแต่เจ้าของสิทธิ์ผู้บริจาคเลย ซึ่งก็จะมีทั้งให้สิทธิ์การจัดฉายอย่างเสรี สามารถจัดฉายได้ภายในช่วงเวลานั้นเวลานี้ หรืออนุญาตให้เก็บรักษาเพื่อการศึกษาได้อย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้บริจาคก็จะให้สิทธิ์ในการจัดฉายมาพร้อม ๆ กับฟิล์มหนังด้วย โดยทางเราก็มีฝ่ายกฎหมายที่ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เหล่านี้โดยตรง

‘กัลปพฤกษ์’ : แต่หนังเหล่านี้ก็ดูจะไม่ได้ฉายที่ NFT แห่งเดียว เพราะหลาย ๆ เรื่องก็ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไปที่อื่น ๆ ด้วย

Peter : ใช่ครับ คือถ้าเจ้าของสิทธิ์อนุญาตเราก็พยายามจะเผยแพร่หนังเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด ดังนั้นโรงหนังต่าง ๆ ก็สามารถจะเช่าฟิล์มจาก archive ของเราไปฉายเป็นเทศกาลเล็ก ๆ ของเขาเองได้

‘กัลปพฤกษ์’ : ที่สนใจในจุดนี้ เพราะผู้ก่อตั้งกลุ่มฟิล์มไวรัสเคยเล่าว่าได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ในช่วงทศวรรษ 1980s แล้ว และมีโอกาสได้ชมการฉายหนังในลักษณะ double bill หรือหนังควบที่นำเอาผลงานหาชมยากของผู้กำกับดังในยุคก่อน ๆ มาฉายให้ดูกันเป็นคู่ ๆ หรือเป็นชุด ไม่ว่าเป็น Everyman Cinema, Roxy Cinema หรือ Scala ซึ่งปัจจุบันนี้ดูเหมือนวัฒนธรรมนี้จะตายไปหมดแล้ว คุณ Peter พอจะลองประเมินได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมยุคสมัยนี้จึงไม่ค่อยมีการจัดฉายหนังแบบ double bill อย่างคับคั่งเหมือนเมื่อก่อน


Peter :อืม ประเด็นนี้เป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียว เราคงต้องมองด้วยว่าวิธีการดูหนังของเราในยุคสมัยนี้มันเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน ตอนนี้เราก็มีเทคโนโลยี DVD เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่สามารถ download หนังมาดูได้ ตรงนี้อาจจะมีส่วนด้วย เพราะวัฒนธรรมมันเปลี่ยนไป คือคนอาจจะอยากดูหนังอยู่เหมือนเดิม แต่ตอนนี้เขาอาจจะมีทางเลือกมากขึ้นว่าจะดูจาก DVD ด้วย laptop หรือจอโทรทัศน์ หรือจะดูจากจอใหญ่ในโรงภาพยนตร์ในแบบฉบับดั้งเดิม ทางเราจึงพยายามเปิดทางเลือกให้ผู้ชมสามารถเลือกได้ว่าจะดูจาก DVD ที่สามารถย้อนกลับไปดูกี่ครั้งก็ได้ หรืออยากได้รับประสบการณ์ในลักษณะของการชมภาพยนตร์ในโรงจริง ๆ

‘กัลปพฤกษ์’ : แม้แต่หนังเงียบก็จะมีการจ้างนักเปียโนมาบรรเลงกันสด ๆ ให้ได้ฟังกันด้วย

Peter : ใช่ครับ เราพยายามจะรักษาบรรยากาศของการชมภาพยนตร์ให้ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่หนังออกฉายมากที่สุด

‘กัลปพฤกษ์’ : ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะหนังบางเรื่องที่ NFT มีโปรแกรมฉาย ทาง BFI ก็มี DVD ออกวางจำหน่ายในราคาที่บางครั้งก็ใกล้เคียงกัน แถมบางเรื่องยังมีบริการให้ดูฟรีใน Booth ดูหนังอีกด้วย

Peter : ใช่ครับ เราพยายามเปิดช่องทางให้หลากหลาย ซึ่งแต่ละวิธีที่จะเข้าถึงหนังมันก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ที่เกริ่นว่าประเด็นการฉายหนังควบนี่น่าสนใจเพราะในนิตยสาร Sight and Sound เมื่อปีที่แล้วเราได้จัดทำฉบับพิเศษให้นักวิจารณ์ช่วยกันจัดหนัง double bill ในจินตนาการรำลึกถึงบรรยากาศการฉายหนังในยุคสมัยก่อนนี้ด้วย

‘กัลปพฤกษ์’ : อืม ได้เห็นอยู่เหมือนกัน ไม่อยากจะบอกเลยว่าทางกลุ่มฟิล์มไวรัสก็ได้ยืมไอเดียนี้ไปใช้ในงานฉลองครบรอบสิบสามปีที่เพิ่งผ่านมาด้วย เราได้ให้นักวิจารณ์หลาย ๆ คนเสนอไอเดียในการจัดโปรแกรมหนังควบในจินตนาการ ซึ่งแต่ละคนก็มีแนวทางที่แตกต่างหลากหลายได้อย่างน่าสนใจมาก

Peter : จริงหรือครับ? น่าสนุกจัง และไม่ใช่แค่ double bill เท่านั้น สมัยก่อนยังมีการการฉายหนังแบบโต้รุ่งสามเรื่องตลอดคืนให้ได้ดูกันด้วย

‘กัลปพฤกษ์’ : สำหรับฟิล์มที่ทาง BFI เก็บไว้ใน Archive นี่มีการอนุญาตให้ นักเรียนนักศึกษา นักวิจัย หรือผู้สนใจทั่วไปชมได้หรือเปล่า?

Peter : มีครับ เรามีบริการ Viewing Service ที่สำนักงานลอนดอน ตรงถนน Stephen Street ซึ่งผู้ใช้บริการจะต้องเสียค่าบริการเป็นรายชั่วโมง แต่ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาก็จะมีส่วนลดให้ครึ่งราคา สำหรับฟิล์มหนังเราจะมีเครื่องฉายที่คล้าย ๆ โต๊ะตัดต่อที่คุณสามารถใช้ดูได้ ส่วนโปรแกรมโทรทัศน์หรือภาพยนตร์บางเรื่องที่เรามีเป็นม้วนวิดีโอเราก็จะมีจอโทรทัศน์และเครื่องเล่นให้ดู คือเราถือว่าเราต้องให้บริการผู้ที่สนใจศึกษาวิจัยในด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ในฐานะแหล่งสุดท้ายที่พวกเขาจะหาผลงานหากชมยากที่ไม่สามารถหาจากที่อื่นได้

‘กัลปพฤกษ์’ : อืม น่าสนใจจัง ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ไหน อย่างไร?

Peter : คุณสามารถเข้ามาที่เว็บไซต์ http://www.bfi.org.uk/filmtvinfo/ ส่วนของห้องสมุดหนังและการให้บริการข้อมูลได้เลยครับ เรามีรายละเอียดต่าง ๆ แจ้งไว้แล้ว แต่อาจจะต้องจองล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ สัก 2-3 สัปดาห์นะครับ เพราะปกติตารางห้องฉายของเราจะค่อนข้างแน่นไม่น้อยเหมือนกัน

FILMVIRUS PROGRAM : NEW AGES

ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑ท่าพระจันทร์ เชิญชม

NEW AGES

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 9 สิงหาคม 2522 ตั้งแต่เวลา 12:30 น. เป็นต้นไป

ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

และ ณ.ร้านหนัง(สือ) ๒๕๒๑

61  ถนนถลาง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

(โดยที่รเานหนัง(สิอ)๒๕๒๑เริ่มฉาย13.00น.)

ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)ฉายคู่ขนานทุกโปรแกรม

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2552

12.30 น. Surprise Film (หนังจากคาซัคสถาน)
14.30 น. Funuke Show Some Love, You Losers! (2007) กำกับโดย Daihachi Yoshida

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2552
12.30 น. In Between Days (2006) กำกับโดย So Yong Kim
14.30 น. The Puffy Chair (2005) กำกับโดย Jay Duplass

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2552
12.30 น. Chalk (2006) กำกับโดย Mike Akel
14.30 น. Great World of Sound (2007) กำกับโดย Craig Zobel

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2552
12.30 น. Garage Olimpo (1999) กำกับโดย Marco Bechis
14.30 น. Train of Shadows (1997) กำกับโดย Jose Luis Guerin

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2552
12.30 น. Hounds (2007) กำกับโดย Ann-Kristin Reyels
14.30 น. Body Rice (2006) กำกับโดย Hugo Vieira da Silva

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2552

12.30 น. The Art of Crying (2006) กำกับโดย Peter Schonau Fog
14.30 น. Tricks (2007) กำกับโดย Andrzej Jakimowski

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2552
12.30 น. Boogie (2008) กำกับโดย Radu Muntean
14.40 น. Fissures (2006) กำกับโดย Alante Kavaite

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552
12.30 น. La Zona (2007) กำกับโดย Rodrico Pla
14.30 น. 25 Watts (2001) กำกับโดย Juan Pablo Rebella, Pablo Stoll

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2552

12.30 น. Alice’s House (2007) กำกับโดย Chico Teixeira
14.30 น. Paraguayan Hammock (2006) กำกับโดย Paz Encina

*******************************************************************
เรื่องย่อภาพยนตร์


Funuke Show Some Love, You Losers!
Daihachi Yoshida, Japan, 2007, 112min

ดัด แปลงจากนิยายของยูคิโกะ โมโตยะ ผ่านการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับหน้าใหม่ไดอิฮาจิ โยชิดะ ฉายภาพความสัมพันธ์ประหลาดของครอบครัวตระกูลซาโตะ เมื่อเสาหลักของตระกูลคือปู่และย่าจากไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุ สุมิกะลูกสาวคนกลางที่เดินทางไปตามฝันการเป็นดาราในโตเกียวได้กลับมาเยี่ยม บ้านเกิด การกลับมาของเธอได้พาความหลังบางอย่างกับครอบครัวมาด้วย ทั้งความสัมพันธ์อันน่าเคลือบแคลงกับชินจิพี่ชายผู้ค่ำเคร่ง ซึ่งแต่งงานไปกับมาชิโกะสาวไม่เต็มเต็งในหมู่บ้าน และเคียวโอมิน้องสาวเนิร์ดที่มีพรสวรรค์ในการเขียนการ์ตูนซึ่งกินแหนงแคลงใจ กันอยู่ในที

In Between Days
So Yong Kim, South Korea/USA, 2006, 82min

ภาพยนตร์ โดยโซยองคิมผู้กำกับหญิงเกาหลีใต้ที่เติบโตในอเมริกา ตีแผ่เรื่องราวการดิ้นรนของชีวิตผู้อพยพที่หวังกับชีวิตใหม่ในเมืองใหญ่ ติดตามชีวิตของไอมี่เด็กสาวเกาหลีที่เพิ่งอพยพมายังแคนาดา ความแปลกถิ่นและโดดเดี่ยว ได้สร้างความยากลำบากอย่างสูงต่อการดำรงชีวิตในดินแดนใหม่ จะมีก็เพียงแต่หนุ่มทรานเพื่อนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่คอยเป็นคู่หูรู้ใจ แต่ความยุ่งยากก็เริ่มก่อตัวในจิตใจ เมื่อไอมี่เริ่มรู้สึกมีใจให้กับทรานแต่ก็กลัวว่าหากเผยใจออกไป มิตรภาพระหว่างทั้งคู่จะสูญสลาย


The Puffy Chair
Jay Duplass, USA, 2005, 85min

หนัง โร้ดทริปฝีมือการกำกับเรื่องแรกของเจย์ ดูปลาส ว่าด้วยเรื่องราวของโจช ชายผู้ล้มเหลวจากชีวิตในเมืองใหญ่ตัดสินใจกลับบ้านที่จากมาด้วยความหวัง เรืองรอง แต่การกลับอย่างมือเปล่านั้นดูจะเป็นการเสียฟอร์มไม่น้อย และเพราะภาพของโซฟาม่วงครามตัวน้อยที่พบในเวปไซต์อีเบย์ทำให้โจชนึกถึงโซฟา สุดรักสุดหวงของพ่อเมื่อครั้งยังที่เขายังเด็ก โจชบังเกิดไอเดียทีจะซื้อโซฟาตัวนี้เพื่อเป็นของขวัญให้แก่พ่อและแก้เก้อให้ กับตัวเอง แต่ทว่าค่าขนส่งที่แพงหูฉี่นั้นดูจะไม่เป็นมิตรต่อกระเป๋าสะตางค์แบนๆเท่าไร นัก เขากับเอมิลี่แฟนสาวจึงเลือกขับรถข้ามรัฐเพื่อไปรับโซฟาตัวนี้ด้วยตัวเอง และระหว่างทางก็ได้แวะรับน้องชายสุดแสบของเอมิลี่ร่วมทริปด้วย ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ได้ช่วยงัดแงะภาพความสัมพันธ์ที่ถูกเก็บดองมาเนิ่น นานของทั้งสามออกมา


Chalk
Mike Akel, USA, 2006, 84min

The Class ภาคอเมริกันที่มาก่อนภาคฝรั่งเศสอันโด่งดังถึงสองปี ถ่ายทอดด้วยสไตล์ของสารคดีลวงโลก (Mockumentary) ได้อย่างสนุกมีชั้นเชิงและตีแผ่วงการการศึกษาของอเมริกาได้อย่างถึงรส แม้แต่มอร์แกน สเปอร์ล็อคผู้กำกับสารคดีชื่อดัง Super Size Meยังออกปากชื่นชม หนังพาเราไปติดตามชีวิตของครูสี่คนต่างบุคลิคในโรงเรียนไฮสคูลแฮริสันไฮท์ กับช่วงหนึ่งปีการศึกษาที่พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหามากมายที่ประดังประเดเข้า มา ไม่ว่าจะเป็นการต้องผจญกับเหล่านักเรียนลิงทะโมนทีคอยแต่จะสร้างปัญหาในชั้น เรียนไม่หยุดหย่อน การต่อสู้กับความมุ่งหวังแรกเริ่มในการเป็นครูในอุดมคติ รวมไปถึงความขัดแย้งทางความคิดและการชิงดีชิงเด่นระหว่างบรรดาครูด้วยกันเอง

Great World of Sound
Craig Zobel, UนSA, 2007, 106min

เคร็ก โซเบลเคยเป็ผู้ช่วยผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างของเดวิด กอร์ดอน กรีนหลายต่อหลายเรื่อง ก่อนจะผันตัวมากำกับหนังเรื่องแรกที่ผสมระหว่างงานสไตล์การเรียนรู้ชีวิตและ โร้ดมูฟวี่ บอกเล่าเรื่องราวของมาร์ติน หนุ่มนักขายที่บังเอิญได้มาเป็นเซลส์แมนขายฝันให้กับบริษัทที่มีชื่อว่า Great World of Sound เขาพบคู่หูต่างสีผิวนามว่าคลาเรนซ์ชายผิวดำวัยกลางคนผู้กำลังตามหาความ เปลี่ยนแปลงใหม่ของชีวิต ขณะที่ยุคสมัยของอเมริกันไอดอลครองเมือง ผู้คนต่างดิ้นรนที่จะมีชื่อเสียงในเส้นทางบันเทิง แต่ทว่าในความเป็นจริงหนทางไปสู่จุดนั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนปูด้วย ซีแพคโมเนีย เหตุนี้ทั้งคู่จึงมีหน้าที่ในการปูพรมให้กับความฝันเหล่านั้น ด้วยข้อเสนอพาเข้าสู่วงการแลกกับเงินค่านายหน้า ในช่วงต้นนั้นดูเหมือนว่าทั้งมาร์ตินและคลาเรนซ์จะสนุกสนานกับงานที่กำลัง แล่นฉิวด้วยดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปทั้งสองเริ่มบังเกิดคำถามว่าบริษัทได้เสนอหนทางที่ดีแก่ คนเหล่านั้นจริงหรือ

Garage Olimpo
Marco Bechis, Italy/Argentina, 1999, 98min

ใน กลางยุค 70 อาร์เจนติน่าเมื่อครั้งระบอบเผด็จการยังฝังรากความโหดร้ายอยู่ทั่วหัวระแหง การจับกุมผู้ต่อต้านรัฐบาลพบเห็นเป็นปกติบนท้องถนน มาเรียเป็นครูสาวผู้เร้นโฉมนักกิจกรรมการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลทหารไว้ เบื้องหลัง เธอพบรักกับเฟลิกซ์หนุ่มขี้อายที่เช่าห้องในบ้านแม่ของเธออยู่ ในเช้าวันที่อากาศแจ่มใส เจ้าหน้าที่รัฐบาลบุกจับตัวมาเรียไปยังโกดังร้างซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษการ เมือง ที่นั่นเธอพบกับการทรมานอันแสนโหดร้าย และมันก็ทวีความรวดร้าวขึ้นไปอีกเมื่อเธอพบว่าหนึ่งในผู้คุมนั่นคือ เฟลิกซ์หนุ่มคนรักของเธอเอง ขณะที่อีกด้านหนึ่งผู้เป็นแม่ก็กำลังออกตามหาลูกสาวด้วยหัวใจแตกสลาย

Train of Shadows
Jose Luis Guerin, Spain, 1997, 81min

ผล งานในยุคแรกของ โฮเซ่ หลุยส์ เกอริน ก่อนที่จะโด่งดังเป็นที่รู้จักใน In the City of Sylvia ซึ่งแสดงถึงความหลงไหลในมนต์ขลังของหนังเงียบยุคแบเบาะของภาพยนตร์ Train of Shadows นั้นเป็นการผสมผสานกันของฟุตเตจหนังบ้านของครอบครัวชาวปาริเซียงที่สาบสูญไป กว่า 70 ปี ตัดสลับกับภาพเหตุการณ์สมัยปัจจุบัน ซึ่งพาเราไปดื่มด่ำกับความรื่นรมย์ทางภาพและเสียงอันเป็นแบบฉบับของเกอริน ทั้งสองส่วนถูกร้อยโยงกลมกลืนราวกับภาพการหยอกล้อของยุคสมัย ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเบาะแสชั้นดีต่อการติดตามร่องรอยการเติบโตทางความคิด ของ โฮเซ่ หลุยส์ เกอริน รวมถึงยังเป็นดั่งภาพฉายที่แสดงการขับเคลื่อนของวงล้อนวัตกรรมภาพยนตร์ที่ แล่นผ่านหน้าต่างแห่งยุคสมัย

Hounds
Ann-Kristin Reyels, Germany, 2007, 86min

ช่วง เวลาสุขสมแห่งเทศกาลคริสมาสต์ ลาร์สเด็กหนุ่มวัย 16 ปีที่ครอบครัวเพิ่งแตกแยก ต้องระเหเซซังตามพ่อจากเบอร์ลินมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ความเป็นคนเมืองแปลกถิ่นนั้นสร้างความแปลกแยกต่อสองพ่อลูกอยู่ไม่น้อย และบรรยากาศภายในบ้านเองก็ใช่จะแตกต่าง ความเงียบได้ก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงขวางกั้นความสัมพันธ์ของพ่อลูกในท่ามกลาง บรรยากาศยะเยือก แต่แสงสว่างยังพอมี เมื่อลาร์สได้สานสัมพันธ์มารีสาวใบ้ผู้จูงมือลาร์สหันเหออกจากสภาวะเศร้า หมองที่เกาะกุมอยู่ภายใน Hounds เป็นผลงานเรื่องแรกและเป็นภาพยนตร์จบการศึกษาของผู้กำกับสาวอาน คริสติน เรเยลส์ ซึ่งคว้ารางวัลนักวิจารณ์ในสายฟอรั่มจากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินปี 2007

Body Rice
Hugo Vieira da Silva, Portugal, 2006, 118min

แค ทรินและจูเลีย สองสาวน้อยวัยแรกแย้มถูกส่งไปดัดสันดานพร้อมกับกลุ่มหนุ่มสาวชาวเยอรมัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปรับทัศนคติและเรียนรู้การอยู่ร่วมกันยัง ภูมิภาคกันดารแดนใต้ของโปรตุเกส โดยไม่ลืมพกพาความแปลกแยกต่อสังคมติดตัวมาด้วย ที่นี่เอง ทั้งสองได้สนิทสนมกับเปโดรเด็กหนุ่มเจ้าถิ่นที่แบกความผิดแผกไว้บนใบหน้าไม่ ต่างกัน แต่กระนั้นการเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆก็เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายเหลือ กำลัง ภูมิทัศน์แห้งผากเคว้งคว้างนั้นก็รังแต่เป็นตัวบีบเร้าบรรยากาศความตึง เครียดให้สุมรุมขึ้นภายในจิตใจ มีเพียงแต่การเต้นรำอย่างเมามันส์กับปาร์ตี้ดนตรีแทรนซ์เท่านั้น ที่ดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมเดียวที่ปลดปล่อยทุกคนจากสภาวะซึมกระทือได้ชั่วขณะ Body Riceเป็นหนังเรื่องแรกของ ฮูโก้ วิเอร่า ดา ซิลวา ผู้กำกับฯดาวรุ่งของโปรตุเกส ที่มีสไตล์ใกล้เคียงกับ กัส แวงต์ ซองต์ หรือรุ่นพี่ร่วมชาติอย่างเปโดร คอสต้า ด้วยภาษาหนังที่เนิบนิ่ง ใช้ภูมิทัศน์อันเวิ้งว้างของสถานที่และดนตรีจังหวะเมามันส์เป็นส่วนช่วยขับ เร้าบรรยากาศ

The Art of Crying
Peter Schonau Fog, Denmark, 2006, 106min

ภาพยนตร์ ตลกร้ายชิ้นเยี่ยมสร้างจากนิยายของเออริ่ง เยปเซ่น ที่ทำให้ผู้ชมทั้งหัวเราะร่าน้ำตารินไปเรื่องราวของอัลลันเด็กวัย 11 ปี ผู้พยายามรักษาบรรยากาศความอบอุ่นของครอบครัวเล็กๆที่ผิวเผินเหมือนจะอุ่น หนาแต่ความเว้าแหว่งได้ซ่อนตัวอยู่ในหล่มลึกใต้เงามืด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวการสำคัญคือพ่อผู้ขี้ใจน้อย ที่ขู่จะฆ่าตัวตายทุกครั้งหากไม่ได้ดั่งใจ ในงานศพของลูกชายเพื่อนบ้านคู่อริ เขาค้นพบว่าพ่อนั้นมีพรสวรรค์ในการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญในงานศพ อัลลันพยายามทำทุกวิถีทางในการสร้างความสุขขึ้นในใจพ่อ โดยไม่ได้นึกมาก่อนเลยว่าความไม่เดียงสาของตัวเองนั้นได้เป็นมูลเหตุสำคัญ ที่พอรู้สึกตัวอีกทีความเจ็บปวดก็สวาปามเขาและครอบครัวเสียเต็มอิ่มแล้ว

Tricks
Andrzej Jakimowski, Poland, 2007, 95min

สเต เฟ็กหนูน้อยวัย 6 ขวบ อาศัยอยู่กับแม่และพี่สาวในเมืองเล็กเงียบสงบมุมหนึ่งของโปแลนด์ เด็กน้อยดำเนินชีวิตวัยใสไปกับการเล่นสนุกกับจินตการและอยากรู้อยากเห็นไป เสียทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกับของเล่นที่สมมุติเป็นตัวละคร การเล่นเดิมพันในเหตุการณ์รายทางกับพี่สาว หรือแอบปล่อยนกพิราบของเพื่อนบ้าน รวมถึงการไปเล่นซนที่สถานีรถไฟเป็นงานอดิเรก ที่ทำให้วันหนึ่งเด็กน้อยเกิดความสงสัยในตัวของชายแปลกหน้าที่เขาพบเห็นที่ สถานีทุกวันว่าอาจจะเป็นพ่อที่ทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ความอยากรู้อยากเห็นและความซุกซนอันสดใสของสเตเฟ็กนี่เอง ที่ได้สร้างความยุ่งขิงให้กับผู้คนรายล้อมอย่างช่วยไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพี่สาวที่กำลังพยายามสมัครงานกับองค์กรอิตาเลียน แฟนหนุ่มของพี่สาว และชายกลางคนที่ถูกเด็กน้อยแอบติดตาม Tricks เป็นหนังน่ารักอบอุ่นที่ถ่ายทอดความสัมพันธ์ของผู้คนหลายชีวิต ผลงานของอันเดรจ จาคิโมวสกี้ ผู้กำกับที่น่าจับตาชาวโปแลนด์ ที่เคยฝากผลงานที่ดีไม่หย่อนไปกว่ากันอย่าง Squint Your Eyes

Boogie
Radu Muntean, Romania, 2008, 119min

กระแส ภาพยนตร์จากแดนผีดิบนั้นมาแรงแซงโค้งหลายชาติในช่วงที่ผ่านมา ผู้กำกับสายเลือดใหม่ต่างพากันตบเท้าบนพรมแดงของเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลกกัน ขวักไขว่ ราดู มุนเตียนในวัยสามสิบก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น Boogie ผลงานเรื่องที่ 3 นั้นฉายภาพของ บ๊อกดานชายวัยสามสิบต้นที่สูญเสียวัยหนุ่มไปกับชีวิตครอบครัว ในช่วงวันหยุดพักผ่อนของครอบครัวที่ริมหาด เขาได้บังเอิญพบกับสองเกลอเก่าที่เคยกอดคอกันเมาป่วงสมัยวัยเฮ้ว เมื่อทั้งสามออกตระเวนราตรีกันในค่ำคืนเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำอันแสนสุข เขาพบว่าสองซี้นั้นแทบไม่เปลี่ยนไปเลยจากอดีต อารมณ์ถวิลหาชีวิตในวัยอิสระได้หวนคืนเข้ามาในความคิดคำนึง แต่จะให้ตัดสินใจเช่นไรในเมื่อเหลียวมองไปข้างหลัง ยังมีทั้งลูกวัยชายวัยกระเตาะกับภรรยาขี้หึงที่เขารักให้ต้องรับผิดชอบ

Fissures
Alante Kavaite, France, 2006, 87min

หนัง ที่อาจทำให้คลอด ชาโบรลละสังขารด้วยความโล่งใจเสียที เล่าเรื่องของสาวน้อยชาร์ลอต ช่างบันทึกเสียงประจำกองถ่ายสารคดี ที่ข่าวการตายอย่างกะทันหันของแม่ได้พาเธอกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเก่าซึ่ง เป็นที่เกิดเหตุ ความหวังเดียวในการคลี่คลายปริศนาคือสารวัตรสืบสวนประจำท้องที่ แต่ก็เหมือนว่าความเชื่องช้านั้นจะเป็นเครื่องหมายของตำรวจ หากในเมื่อกฎของเวลานั้นคือไม่เคยคอยท่าสิ่งใด ชาร์ลอตต์จึงลงมือสืบเสาะเรื่องราวด้วยตนเอง หากราวกับยมทูตผู้อารีได้ยื่นมือเข้าโอบรัด เครื่องบันทึกเสียงของเธอนั้นเกิดถ่ายทอดแว่วเสียงจากอดีตได้ ภาพเหตุการณ์หลากหลายได้ผุดเข้ามาในมโนภาพราวกับเม็ดเหงื่อ เงื่อนงำการฆาตกรรมได้เขม็งเกลียวเช่นเดียวกับเส้นด้ายที่เธอใช้ผูกโยง เรื่องราวจากเสียงกระซิบพรายจากอดีต ท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวไหลเลื่อนอย่างเชือนชา โฉมหน้าแห่งอดีตนั้นไม่เพียงแต่เปิดเผยฆาตกรตัวจริงให้รับรู้ แต่มันยังนำพาความทรงจำอันปวดร้าวของเธอและครอบครัวกลับมาอีกครั้ง

La Zona
Rodrico Pla, Mexico, 2007, 97min

นอก จากคาร์ลอส เรย์กาดาส, อามัต เอสคาลันเต้ และเฟอร์นานโด เอมบ์คเค ที่หนังอุดมด้วยความเอื่อยเฉื่อยเนือยนิ่งแล้ว โรดริโก้ พลาดาวรุ่งอีกคนหนึ่งของวงการหนังเม็กซิกันที่สไตล์ของเขาแตกต่างไปจากรุ่น พี่ข้างต้นอย่างสิ้นเชิง La Zona ภาพยนตร์เรื่องแรกเปรียบเสมือนกับภาพจำลองของความเหลื่อมล้ำของสองสังคม บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน พวกเขารวมตัวกันก่อตั้งสังคมปิดซึ่งโดดเดี่ยวตัวเองจากโลกภายนอกอย่างสิ้น เชิง ในหมู่บ้านที่ชื่อว่า La Zona ที่ภายนอกขอบเขตของกำแพงมโหฬารเยือกเย็นไปแล้วก็คือชุมชนสลัมของผู้ยากจนที่ ล้อมรอบอยู่ ภายในหมู่บ้านแห่งนี้กฏเกณฑ์ภายนอกนั้นไร้ความหมาย เพราะพวกเขามีกฏหมายบังคับใช้ของตัวเอง การดำรงชีวิตอยู่โดดตัดขาดจากโลกภายนอกนั้นดูจะไม่เป็นปัญหา ทุกอาณาบริเวณถูกจับตาด้วยกล้องวงจรปิดตลอดเวลา จนกระทั่งในค่ำคืนหนึ่งที่ฝนฟ้าคะนอง เหตุฆาตกรรมหญิงหม้ายที่ฆาตกรเป็นกลุ่มเด็กหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้าจากภายนอก ซึ่งนั่นนำไปสู่การกระตุ้นเร้าสัญชาติญาณดิบในตัวพวกเขาออกมา

25 Watts
Juan Pablo Rebella / Pablo Stoll, Uruguay, 2001, 90min

กลางกรุง มอนเตวิเดโอประเทศอุรุกวัย เลเช่ ชาบี้ และ เชบา สามหนุ่ม นั้นเป็นดั่งตัวแทนของวัยกระทงที่กำลังก้าวผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อชีวิตวัย คะนอง กิจวัตรของสามหน่อ คือโต๋เต๋ไปมาเที่ยวตบหมูเตะหมาด่าแม่เจ็กก่อกวนชาวบ้านร้านตลาดไปทั่ว นอกจากนี้คือปัญหาส่วนตัวที่ไม่มีอะไรมากไปกว่า เรื่องระหองระแหงกับแฟน หลงรักอาจารย์สาวและหวังแอ้มอยู่ลึกๆ หรือสุมหัวกันดูหนังโป๊ สองผู้กำกับ ฮวน พาโบล รีเบลล่า และ พาโบล สตอล ใช้รูปแบบทมึนทึมของภาพยนตร์ขาวดำและมุมกล้องสวิงสวาย ถ่ายทอดความเคว้งคว้างสับสนในชีวิตวัยรุ่นออกมาอย่างโดดเด่น จนคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดามปี 2001

Alice’s House
Chico Teixeira, Brazil, 2007, 94min

ภาพยนตร์ สไตล์หญิงแกร่งชีวิตต้องสู้สัญชาติบราซิล เล่าเรื่องของอลิซหญิงช่างเสริมสวยวัยกลางคน เธออาศัยอยู่ในห้องซอมซ่อกับสามีและแม่แก่ชรารวมถึงลูกชายอีก3 คน ปัญหามากมายสุมรุมอยู่ในห้องแคบๆให้เธอต้องขบคิดไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นชีวิตแต่งงานกว่า20 ปีกับสามีที่ระหองระแหงมาร่วมปี ลูกชายทั้ง 3 ก็ขยันสร้างเรื่องปวดหัวมาให้และไม่เคยใส่ใจในตัวเธอเลย ความสัมพันธ์หวานชื่นกับหนึ่งในลูกค้าของเธอที่เหมือนจะเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ ได้บ้าง กลับยิ่งทำให้เธอว้าวุ่นจากความรู้สึกผิดอยู่ภายใน หนำซ้ำยังมาจับได้ว่าชู้รักของสามีแท้ที่จริงแล้วเด็กสาวที่เธอให้ความไว้ใจ เสียอีก

Paraguayan Hammock
Paz Encina, Paraguay, 2006, 78min

หนึ่ง ในห้าภาพยนตร์โครงการ New Crowned Hope ที่มีขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระ 250 ปีประพันธกรโมซาร์ต ที่นักวิจารณ์หลายคนลงความเห็นว่าเป็นชิ้นที่เยี่ยมที่สุด ผลงานเรื่องแรกของผู้กำกับหญิงชาวปารากวัยปาซ เอนซิน่า ย้อนกลับไปในปี 1935 ในพื้นที่รกเรื้อของดินแดนสงบสงัด มันเป็นช่วงเวลาที่สงครามกำลังก่อตัวอยู่ ณ พื้นที่ห่างไกล บนเปลญวนที่สายลมอบอุ่นกำลังโบกโบย สองคู่ชีวิตวัยชรากำลังสนทนากันถึงดินฟ้าอากาศ บ้างชี้ชวนกันดูสรรพสิ่งรอบกาย โน่นแหนะนกเขากรู โน่นแหนะเสียงหมาเห่า โน่นแหนะกิ่งไม่ไหว พลางรำพึงรำพรรณถึงการจากไปสงครามของลูกชาย และเฝ้าถวิลถึงวันเวลาที่เขาจะกลับมา

more about “Phantoms of Nabua by Apichatpong Weer…“, posted with vodpod
PHANTOM OF NABUA ภาพยนตร์โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ส่วนหนึ่งจาก animate project ครับข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.animateprojects.org/films/by_date /2009/phantoms?hd=true
Artist’s statement
Last year as a tribute to a place I often visit I wrote an article called Wing Rim Beung (Jogging Around the Swamp). It’s an impression of a swamp in my home town in the northeast. In one paragraph there’s a description of a light near the swamp:’There is something more beautiful at this swamp however; a wooden pole with a soft white neon lamp attached to it, located at one corner next to a large tree. No matter how many years I pass by, I always have to stop and look whenever I go running. The lamp is always blinking on and off, as if its ballast is in a state of permanent decline. The lamp light is momentarily reflected in the large tree nearby, briefly revealing its green leaves in the darkness. I call it ‘the flash of lightning on the banks of the swamp’.’ (Published in GAGARIN: The Artists in their Own Words, volume 9 #1, March 2008.)Perhaps for an economic reason, most of the houses in Asia are illuminated by fluorescent lights. Even though these lights make the skin look pale, even dead, for me they relate to home, to being home.The film’s setting is a rear projection of Nabua (from the Primitive installation) and a recreation of a fluorescent light pole back in my hometown. I used this setting as a playground for the teens who emerged from the dark with a football raging with fire. They took turns kicking the ball that left illuminated trails on the grass. Finally they burned the screen which revealed behind it a ghostly white beam of a projector.Like A Letter To Uncle Boonmee, Phantoms of Nabua is a portrait of home. The film portrays a communication of lights, the lights that exude, on the one hand, the comfort of home and, on the other, of destruction.

ชุมแพ : (2519)

โดย  jesse james

                จากบทประพันธ์เรื่องดังในนิตยสารบางกอกของ ศักดิ์ สุริยา   

 

          กำกับ  จรัญ พรหมรังษี

                นำแสดง  สมบัติ เมทะนี – นาท ภูวนัย – ปิยะมาศ โมนยะกุล – เกชา เปลี่ยนวิถี – ดามพ์ ดัสกร – ครรชิต ขวัญประชา – ลักษณ์ อภิชาต – พิภพ ภู่ภิญโญ

 

                เสียงผิวปากของชายหนุ่มนิรนามดังแว่วให้ได้ยิน ..ทำนองคุ้นหูชวนให้นึกถึงหนังคาวบอยเรื่อง “มือปืนเพชรตัดเพชร” เจ้าหนุ่มต่างถิ่นทิ้งกายลงบนเก้าอี้ในร้านกาแฟริมท่ารถ … ก่อนจะโดนนักเลงเจ้าถิ่นลูบคม โดยหารู้ไหมว่า ได้เหยียบตาปลา “เพิก ชุมแพ” (สมบัติ เมทะนี) อดีตนักเลงใหญ่ที่หายหน้าไปจากบ้านเกิดของมันมานานนับสิบปี

                แล้ว เพิก ชุมแพ กลับมาทำไม ?

                เป้าหมายอันดับหนึ่งของเพิกคือ “จ่าถม นิยมไถ” (นำแสดงโดยสุดยอดดาวร้าย เกชา เปลี่ยนวิถี) อดีตนายตำรวจผู้กว้างขวางประจำชุมแพ ซึ่งครั้งหนึ่งจ่าถมเองเป็นคนสังหารพ่อของเสือเพิก และยังคงจองล้างตามล่าเพิกอย่างไม่ลดละ แต่ปัญหาของเพิก ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะยังมีผู้กองไชโย (นาท ภูวนัย) นายตำรวจตงฉินที่ยึดกฏหมายเป็นหลัก และหมายหัวเพิก ชุมแพ ไว้เช่นกัน

                แต่ความมันยังไม่จบแค่นั้น เพราะวายร้ายตัวฉกาจอย่าง “ภู น้ำพอง” (ดามพ์ ดัสกร) ก็มาร่วมสังฆกรรมล่าหัวเพิก ชุมแพ ด้วย

                แล้ว “ชุมแพ” ก็ลุกเป็นไฟ เพราะการคืนถิ่นของเสือร้ายอย่าง เพิก ชุมแพ !

อ่านต่อ »

 

โดย ธเนศ นุ่นมัน

 

 

ปีที่ออกฉาย : 2005
ปีที่ออกเป็นดีวีดี:   2006

ระบบเสียง : Dolby Digital 5.1, Dolby Digital 2.0 Stereo,

คำบรรยาย : อังกฤษ, ไทย

Color, Closed-captioned, Widescreen

ความยาว  94 นาที

กำกับการแสดงโดย Anders Thomas Jensen
นำแสดงโดย: Ulrich Thomsen, Mads Mikkelsen

 ’อดัม’ หัวหน้าแก๊งนีโอนาซี ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ ก่อนจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ เขาจะต้องเข้าสู่โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำงานรับใช้สังคม โดยถูกส่งตัวไปยังโบสถ์ในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง

อุปนิสัยของอดัมถ่ายทอดอยู่บนใบหน้า ของมนุษย์กร้านโลก ท่าทีไม่เป็นมิตรกับใครนัก และด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็น นีโอนาซี  ทัศนคติที่เขามีอัดแน่นไปด้วย ความรู้สึกเหยียดเชื้อชาติอื่นๆ เหยียดสีผิว เหยียดกลุ่มคนรักร่วมเพศ หรือกลุ่มคนใดๆ ที่ไม่ได้เป็นอารยันแท้ ความเกลียดชังนี้ ฝังแน่นอยู่ในหัวอดัม ดุจแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย นาทีแรกที่ก้าวขาเข้ามาในโบสถ์ เขารู้สึกว่าต้องฝืนอยู่ที่นี่อย่างเสียไม่ได้ เมื่อเข้าห้องพัก สิ่งแรกที่เขาทำคือปลดไม้กางเขนลงจากผนัง ติดรูปฮิตเลอร์แทน

 บาทหลวงท่าทางพิลึก ชื่อ ‘อีวาน’ เป็นผู้ดูแลโบสถ์แห่งนี้ ครั้งแรกที่ได้เห็นตัวละครอย่างเขา ใครๆ ก็อดคิด อดสงสัยไม่ได้ว่า เขาเป็นบาทหลวงจริงๆ หรือว่าเป็นแค่ฆราวาสในเครื่องแบบนักบวช ดูเผินๆ แล้ว อีวานเหมือนคน สติขาดๆ เกินๆ มากว่าจะเป็นพระจริงๆ แม้แต่คำสอนของเขาก็ฟังดูแปร่งหู จนหามุมน่าเคารพแทบไม่ได้

ความสงสัยนี้ เริ่มโจมตี อดัม เช่นกัน นับวันความสงสัยของเขายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เขามองว่าแรงศรัทธาของอีวานที่มีต่อพระเจ้า นั้นเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี อีวานบอกกับสมชิกในโบสถ์ซึ่งเป็นคนคุกเช่นกันว่า เรื่องร้ายๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เป็นบททดสอบที่ซาตานกำลังลองใจให้ไขว้เขวในศรัทธา หากแน่วแน่ในคำสอน ไม่โอนอ่อนไปกับแรงยั่วยุ ซาตานก็จะพบกับความพ่านแพ้ในที่สุด พระเป็นเจ้าจะอยู่เคียงข้างผู้มีพระองค์อยู่ในใจ

อ่านต่อ »

NEXT PROGRAM :ANTICHRIST

รูปแรก จาก ANTICHRIST หนังใหม่ของLARS VON TIER!!

ใครอะนั่น : ตอบ วิลเลม เดโฟ และ ชาร์ลอตต์ แกงสบูรก์!!!!!!

Described by Cinematical as the story of “a couple who retreat to a cabin in the woods after losing a child, and run into some ‘terrifying occurrences’,” the apparent horror film stars Dafoe and Gainsbourg.

Written by Von Trier and Anders Thomas Jensen, the film is produced by Meta Louise Foldager for Zentropa Entertainments23 (Denmark) and coproduced by Zentropa International Koeln (Germany), Slot Machine (France), Memfis Film (Sweden), and Lucky Red (Italy) in cooperation with The Danish Film Institute, Nordic Film & TV Fund, Film i Vaest, Swedish Film Institute, Filmstiftung NRW, ARTE, ZDF, Canal+, DFFF and CNC.

ข่าวจาก

http://www.indiewire.com/article/first_look_von_triers_antichrist/

โดย จิตรลดา อุดมประเสริฐกุล

อีกยี่สิบนาทีใกล้จะถึงเวลาที่นัดหมายแล้ว  แต่ดิฉันยังยืนเคว้างคว้างอยู่หน้าสถานีรถไฟใต้ดิน มือกางแผนที่กรุงเวียนนามองหา “Gartenbaukino” โรงหนังซึ่งเป็นจุดที่ดิฉันจะนัดพบกับคู่เดทในคืนนี้  กรุงเวียนนาในคืนหลังวันคริสต์มาสช่างดูเงียบเหงาร้างผู้คน  บนถนนมีเพียงรถม้าคันหนึ่งวิ่งผ่านไป ได้ยินเสียงกุบกับของกีบม้ากระทบพื้นถนนแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในหนังย้อนยุค  หิมะที่ตกหนักและอุณหภูมิติดลบห้าองศาไม่ได้ทำให้ดิฉันหวั่นใจเลย ในเมื่อโอกาสที่จะได้เจอกับสุภาพบุรุษสุดที่รักคนนี้ไม่ได้มีกันอยู่บ่อยๆ

ไม่นานดิฉันคิดว่าเจอโรงหนังแล้วเมื่อเห็นคู่นัดยืนรออยู่ข้างหน้าโรงในชุดสูทสีดำ  กำลังถกเถียงอยู่กับ มาร์กาเร็ต ซุลลาแวน สาวน้อยที่ทำงานอยู่ร้านเดียวกันที่หัวมุมถนน   ก็ไม่ใช่เพราะแขนขายาวเก้งก้างของเขาที่ชอบขยับไปมา  หรือน้ำเสียงที่ไต่ระดับในลำคอร่ายย้ำถึงความเที่ยงธรรมหรอกหรือ ที่ทำให้ดิฉันคุ้นเคยรักใคร่  ไม่ทราบจะมีใครเดาออกหรือยังคะว่าคู่เดทของดิฉันเป็นใคร  เขาก็คือ เจมส์ สจ๊วต ไงคะ  และวันนี้ดิฉันจะมาเจอกับเขาในหนังตลกคลาสสิคโรแมนติคเรื่อง The Shop Around the Corner (1940)

ขอเท้าความก่อนว่า ดิฉันตกหลุมรักเจมส์ สจ๊วตไม่นานมานี้เองเมื่อได้มีโอกาสดู It’s a Wonderful Life (1946) และ The Philadelphia Story (1940) ยิ่งพอได้อ่านประวัติของเขาก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ดิฉันขอสรุปความน่ารักของเขาเป็นห้าข้อต่อไปนี้

1.       เขาเป็นคนดีทั้งในจอและนอกจอ คือในหนังก็เล่นเป็นแต่พระเอก ชีวิตจริงก็ไม่เคยมีประวัติเสียหาย เขาเป็นที่ชื่นชอบของผู้กำกับดังๆ เช่น แฟรงค์ คาปรา หรือ อัลเฟรด ฮิชค็อก ที่มักเลือกให้เขามาเล่นหนังบ่อยๆ คนดูก็รักและเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่า “จิมมี่” สจ๊วต เหมือนดั่งคนในครอบครัว เพราะตัวจริงของเขาก็เป็นเหมือนชายหนุ่มซื่อๆ ที่เราสามารถพบได้ทั่วไป

2.       เขาได้รับการขนานนามว่าเป็นวีรบุรุษอเมริกัน เพราะเขามุ่งมั่นในปณิธาณที่จะสืบทอดความเชื่อของครอบครัวตามปู่และพ่อของเขาที่ว่าชายหนุ่มอเมริกัน  เกิดมาควรจะรับใช้ประเทศชาติ เขาจึงละทิ้งวงการแสดงในช่วงที่กำลังดังสุด เพื่อร่วมต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างกล้าหาญถึงสามปี  และกลับมาแสดงหนังต่อในฐานะวีรบุรุษสงคราม

3.       เขาแต่งงานกับ กลอเรีย หญิงม่ายลูกติดและรับอุปการะลูกของเธอเหมือนลูกในใส้ เขาและเธอครองรักกันนานถึง 45 ปีจนเธอเสียชีวิตไปก่อนเขา ถือว่าเป็นเรื่องที่หายากในวงการฮอลลีวู้ดที่จะหาดาราชายที่ซื่อสัตย์กับคู่สมรสได้นานขนาดนี้

4.       เขาขยันขันแข็งในการทำงาน เริ่มแสดงหนังในปี 1934 เมื่ออายุ 26 ปี จนถึงปี 1991 อายุ 83 ปี ทุกๆ ปีต้องมีผลงานการแสดงของเขาออกมา (ยกเว้นช่วงสงครามกับช่วงอายุมาก) หนังเรื่องสุดท้ายที่เขาร่วมงานคืองานพากย์เสียงการ์ตูนเรื่อง An American Tail: Fievel Goes West (1991 / อำนวยการสร้างโดยสตีเวน สปิลเบิร์ก)

5.       ถึงไม่เคยผ่านการเรียนการแสดงมาก่อน แต่ความสามารถทางการแสดงของเขามีคุณภาพเยี่ยมและหนังส่วนใหญ่ของเขายังเป็นที่จดจำจนถึงทุกวันนี้ เช่น It’s a Wonderful Life ของ แฟรงค์ คาปรา ที่กลายเป็นหนังประจำวันคริสต์มาส You Can’t Take It With You (1938), Mr. Smith Goes to Washington (1939)  หนังของฮิชค็อกเรื่อง Rope (1948), Rear Window (1954), The Man Who Knew Too Much (1956), Vertigo (1958)

อ่านต่อ »

WEEK OF SIAM @ HOUSERAMA

พิ่มเติมที่

http://www.popcornmag.com/bbs/index.php?showtopic=5757&st=0&gopid=40044&#entry40044

โดย FILMVIRUS   http://twilightvirus.blogspot.com

“ครอบครัวเป็นเรื่องชั่วคราว”
(ประโยคนี้จากบทวิจารณ์ Tokyo Sonata ของ กัลปพฤกษ์ ในนิตยสาร Filmax)

ม้วนวีดีโอเก่าม้วนนี้เป็นม้วนที่มีค่าที่สุดอันหนึ่งในบ้านของผม ถึงมันจะเป็นหนังพากย์ไทยในชื่อเชย ๆ ว่า “สายใยแห่งรัก” แต่ขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่า มันเป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตผู้หญิงที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่มีการสร้างหนังกันมา

ในสมัยหนึ่งใครที่เป็นคอหนังคงต้องพอรู้จักหนังอย่าง Local Hero ที่เป็นสุดยอดขวัญใจคอหนังและคนรักชนบท ทะนุบำรุงสภาพแวดล้อมเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง หรือไม่ก็ทึ่งกับเพลงเหงาของ Mark Knopfler หลายคนได้ดูหนังเรื่องนี้ทางวีดีโอเทปลักลอบ และต่อมาเมื่อเข้าโรงเล็กจิ๋วบนสยามเซ็นเตอร์มั้ง (ถ้าจำไม่ผิดนะ-ต่อมากลายเป็นร้าน Tower Records) ก็ยังไปดูอีกรอบ และอีกรอบ แต่จะมีใครบ้างสักกี่คนที่รู้จักหนังเรื่อง Housekeeping ท่าทางจะน้อยนัก

อ่านต่อ »

Older Posts »