by FILMVIRUS + FILMSICK

แถม บทความหนังสามัญประจำบ้านโดย FILMSICK
มีหนังอยู่สองเรื่องที่แม่ชอบพูดถึงอยู่บ่อยๆ เวลาพูดถึงหนังที่ทำให้ -น้ำตาท่วมโรง - เรื่องแรกคือ แม่น้ำวิปโยค ( SPRING RIVER , FLOW EAST ) หนังจีนขาวดำที่ว่าด้วย น้ำท่วมใหญ่ในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโห ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ ธรณีกรรแสง( MOTHER INDIA )หนังอินเดียที่มักได้ยินเป็นชื่อแรกๆ เมื่อพูดถึงหนังอินเดีย
จนถึงตอนนี้ผมเองยังหา แม่น้ำวิปโยคมาดูไม่ได้ แต่ผมได้ดูธรณีกรรแสงแล้ว หนังยาว ร่วมสามชั่วโมง ที่สุดแสนคลาสสิค จนไม่อาจไม่พูดถึงได้
หนังเริ่มเรื่องด้วยฉกการแต่งงานของ ราธา กับ ชามู พิธีแต่งงานยิ่งใหญ่ กว่าใครในหมู่บ้าน แม้ว่าแม่ของชามูจะต้องกู้เงินจาก ลาล่าเจ้าหนี้หน้าเลือดก็ตาม จากเงินห้าร้อยรูปีและสัญญาโหดทำให้ทั้งคู่ต้องทำงานอย่างหนักและแบ่งข้าวสามในสี่ส่วนไปใช้เป็นดอกเบี้ย ที่ทำเท่าไรก็ไม่สิ้นสุด
จวบจนทั้งคู่มีลูกกด้วยกันสามคน แล้วตั้งใจจะไปแผ้วถางทำไร่เพิ่มในที่ว่างจะได้ข้าวเพิ่มพอมาใช้เงินต้นบ้าง กลับเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นกับชามู และแม่สามี จนในที่สุด ราธาก็ต้องเลี้ยงลูกสามคนเพียงลำพัง เคราะห์ซ้ำกรรมซัดด้วยน้ำท่วมใหญ่ จนพืชผลเสียหายบ้านเรือนจมอยู่ในน้ำ ราธา สูญเสียลูกคนเล็กไป แต่หล่อนก็ยังตัดสินใจจะกู้แผ่นดินคืนมาด้วยกำลังตน หล่อนใช้ตัวเองต่างวัวควาย แบกไถทำนาด้วยกำลังตนจวบจนลูกชายทั้งสองของหล่อนโตเป็นหนุ่ม แต่ก็ยังต้องตกอยู่ในสัญญาทาสอยู่ดี จนในที่สุดลูกชายคนเล็กที่รักหล่อนมากถึงกับถูกขับไล่ให้ไปเป็นโจรป่า ให้สัตย์สาบานว่าจะมาล้างแค้นเจ้าลาล่าคนโฉด ให้จงได้
พลอตหนังฟูมฟาย เต็มที่ ด้วยวิธีการเล่าที่ขับเน้นความอลังการถึงขีดสุด ยิ่งใหญ่ตระการสมราคาหนังคลาสสิคจากยุคคลาสสิค หนังเป็นฝีมือการกำกับของ MEHBOOB KAHN ซึ่งทำหนังอย่างยิ่งใหญ่อลังการจนหนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในสิบหนังอินเดียที่จำเป็นต้องดู หาอยากศึกษาหนังอินเดีย
ด้วยโครงเรื่องที่รุ่มราม เหตุการณ์ประดังประเด หนำซ้ำยังต้องแบ่งเวลาให้กับการร้องเพลงเต้นระบำตามธรรมเนียมของหนังบอลลีวู้ด อาจทำให้หนังไม่ได้สมบูรณ์พร้อมในเชิงศิลปะ แต่ที่ไดมาทดแทน คือความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม ที่ปรากฏอย่างละเอียดลออ และน่าตื่นตาในหนังเรื่องนี้ นับตั้งแต่ฉากพิธีแต่งงาน ที่ฉายภาพออกมาอย่างเต็มที่ รวมไปถึงฉากร้องเพลงเต้นรำในแต่ละฉาก ที่สามารถศึกษาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของอินเดียได้อย่างเต็มที่
เหนือไปกว่านั้น ว่ากันว่า MEHBOOB KAHN สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นไม่นานหลังจากอินเดียได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ ตัวหนังจึงมีนัยยะทางสังคมในการเป็น – หนังสร้างชาติ – ด้วยการหันไปเชิดชู ชาวนาผู้กินอยู่กับพื้นแผ่นดิน ผ่านทางเรื่องเล่าของชาวบ้านที่ถูกกดขี่ข่มเหงจากพวกนายทุนขี้ฉ้อ และตอบโต้ด้วยการลุกขึ้นพลิกฟื้นผืนแผ่นดิน แม้จะประสบชะตากรรมโชคร้ายสักเท่าไร ก็ยังยืนหยัดที่จะสู้ (หนังถึงกับมีฉากหนึ่งเป็นฉากร้องเพลงขณะเกี่ยวข้าว แต่ละช่วงฉากหยุดภาพด้วยตัวละครหันมองฟ้าในทิศทางเดียวกัน แบบที่ตอมามักเป็นท่าทางที่ปรากฏในโปสเตอร์ propaganda ของพรรคคอมมิวนิสต์ แถมยังจบเพลงด้วยการวางกองฟางล้อมเป็นรูปประเทศอินเดีย ที่มีเหล่าชาวนายืนอยู่บนนั้น ) ตัวละคร ราธาทำหน้าที่เป็นเสมือน มารดาแห่งอินเดีย เธอผู้ยอมทุกข์ทน ไถดำนา อย่างกล้าหาญ และยอม- ตกอยู่ใต้อาณัติของนายทุน – โดยไม่ปริปากบ่น แม้หนังจะแสดงให้เห็นว่าเหตุสำคัญที่เหล่ากสิกรต้องถูกล่ามโซ่ติดกับแผ่นดินที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของผลผลิตนั้นเป็นเพราะพวกเขาขาดการศึกษา อ่อนด้วย จนอ่านสัญญาไม่ออกสักคน แต่หนังก็แสดงให้เห็นถึง ภาวะ ยอมจำนน ของราธา (แม้จะยังไว้ศักดิ์ศรีในฐานะ เมียและแม่ผู้ยึดโยงอยู่กับประเพณีดั้งเดิมและยังถวิลหาสามีของเธอชั่วชีวิต) ในขณะที่ บีรจู ลูกชายคนรอง ที่ตั้งคำถาม ถึงเรื่องนี้แต่กลับต้องลงเอยด้วยการกลายเป็นขุนโจร และถูกสงการโดยแม่ของเขาเอง ที่ยอม ฆ่าลูกเพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของหมู่บ้าน (หรือของสามัญชน)
ดังนั้นในทางหนึ่งหนังเรื่องนี้คือการเชิดชู แสดงให้เห็นแบบอย่าง และเทศนาสั่งสอนให้คนอินเดีย ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน หลังการได้รับอิสรภาพ กระทำให้ผู้คนตระหนักรู้ ถึงบุญคุณของมารดาแห่งแผ่นดิน และการยึดถือความเชื่อทางวัฒนธรรมเก่าแก่ ผ่านเรื่องเล่าของวีรสตรี หากแต่ในทางหนึ่งหนังก็สอดแสดงให้เห็นถึงการยอมจำนนต่อนายทุน การพยายามเป็นคนดี จนกว่าฟ้าดินจะลงทัณฑ์คนชั่ว ซึ่งประวัติศาสตร์เสี้ยมสอนเราในท้ายที่สุดว่ามันไม่เคยมาถึง
ดังนั้นในแง่ของประวัติศาสตร์ นี่คือภาพยนตร์ที่ -จำเป็น – จะต้องศึกษา หากจะศึกษาประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อินเดีย ขณะเดียวกันใน ฐานะของหนังคลาสสิค เรื่องเล่าน้ำเนาของมันก็โชนแสงหรูหราแห่งการฟูมฟายทางอารมณ์โดยไม่ปิดบัง ว่ากันว่าตอนที่มันฉายในบ้านเรานั้นคนดูร้องให้กันระงม และในครั้งแรกๆที่ออกวีซีดีออกมา หนังแถมผ้าเช็ดหน้าแนบมาในซอง รับประกันการเสียน้ำตาเลยด้วยซ้ำ
หนังเต็มไปด้วยฉากใหญ่โตที่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิค ฉากการร้องเล่นเต้นระบำในหนังเป็นฉากในสตูดิโอจริงๆ ใช้คนจริงๆในการถ่ายทำ โดยเฉพาะฉากสำคัญอย่างการจุดไฟเผาไล่บีรจูจากกองฟาง ก็เป็นการจุดไฟผาจริงๆ จน NARGIS ผู้รับบทเป็นราธา ถึงกับเกือบจะเสียชีวิตในกองไฟ
หนังยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมตำนาน ว่ากันว่า หนังเรื่องนี้ทำให้ NARGIS ดาราสาวผู้รับบท ราธา ได้พบรักและแต่งงาน กับ SUNIL DUTT ดารานำชายในเรื่องนี้ (ซึ่งเป็นคนที่ช่วยเธอออกมาจากกองไฟ ) และเป็นที่โจษจันกันอย่างยิ่งก็เพราะ ในเรื่อSUNIL DUTT นั้น คือผู้ที่รับบท บีรจู ลูกชายของเธอนั่นเอง
ในแง่หนึ่ง ธรณีกรรแสง อาจเป็นเพียงหนังอินเดียฟูมฟายที่พ้นสมัย ไปแล้ว แต่เพชรย่อมเป็นเพชร นี่คือหนังคลาสสิค ที่กาลเวลายืนยันความคลาสสิคของมัน เปล่งประกายเงียบเชียบรอใครสักคนมาค้นพบ

คุณยังสามารถหาซื้อหนังเรื่องนี้ได้ตามร้านขายวีซีดีทั่วไปในราคาแค่ 40 บาท แต่มาถึงตอนนี้ ผ้าเช็ดหน้าต้องหามาตรียมไว้เองแล้วครับ
