
โดย มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร ดอกเบี้ยรายสัปดาห์ วันที่ 12-18 ก.ค. 2535 ปีที่ 2 ฉบับที่ 60 )
เอกลักษณ์เฉพาะทางภาพยนตร์ของเยอรมนี เป็นสิ่งที่ถูกเฟ้นหาคำตอบพอๆ กับในหนังไทยเลยก็ว่าได้ ตรงที่ความเป็นมาในอดีตช่วงหนึ่ง ซึ่งกินเวลานานติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 30 ปี เนื่องจากสหรัฐได้เข้าไปควบคุม “ความประพฤติ” ของเยอรมนี ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการวางแผนการจัดการทุกอย่างใหม่หมด ซึ่งรวมทั้งการสร้างอิทธิพลครอบงำทางศิลปวัฒนธรรมและภาพยนตร์ … อาจไม่เป็นไปโดยทางตรงโดยผ่านกลไกด้านการแข่งขันทางการตลาดและการจัดเก็บภาษีหนังนำเข้าจากสหรัฐในอัตราที่ต่ำ มีผลให้การอยู่รอดของหนังเยอรมนีเองอยู่ในฐานะลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1942 ถึง 60 ตอนต้น
จริงๆ แล้วอิทธิพลจากหนังสหรัฐในหนังเยอรมนีได้ปรากฏว่าเริ่มตั้งเค้ามาตั้งแต่ยุค 1930 ตอนต้นแล้ว หนังเก่าๆ ของเยอรมนีส่วนหนึ่งจึงดูเบาสบาย ผิดกับตอนปลายของทศวรรษ 1920 ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองขนานแท้ของศิลปะในภาพยนตร์ของเยอรมนีและเป็นความโดดเด่นทางเอกลักษณ์ที่เห็นได้ชัดมาก ก่อนที่นักสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์จะพากันอพยพลี้ภัยฮิตเลอร์ไปยังต่างประเทศกันขนานใหญ่โดยมากมักเลือกไปที่สหรัฐ แล้วได้นำลักษณะเฉพาะในส่วนนี้ไปเจือปนในผลงานเรื่องต่อๆ มาที่ได้สร้างขึ้นในต่างประเทศ กลายเป็นการเคลื่อนไหวของศิลปะภาพยนตร์ในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งได้ปรากฏรูปเป็นหนังในแนวฟิล์มนัวร์ เหลือไว้แต่คนทำหนังส่วนหนึ่งที่ยังตกค้างอยู่ในเยอรมนีตามเดิมซึ่งพากันสวามิภักดิ์ต่อพรรคนาซี โดยการทำหนังเพื่อเชิดชูและโปรปะกันดา ฮิตเลอร์ และอุดมการณ์แห่งชาติทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลเพื่อความอยู่รอดเพียงสถานเดียว

อยู่ดีๆ คนทำหนังรุ่นใหม่ในเยอรมนีเกิดความตื่นตัวกันอย่างมโหฬารในตอนปลายทศวรรษ 1960 ต่อ 70 ตอนต้น กระแสความเคลื่อนไหวในหมู่คนทำหนังเยอรมนีในช่วงนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ New German Cinema ซึ่งประกอบไปด้วยผู้สรรค์สร้างงานภาพยนตร์หน้าใหม่ๆ และชื่อใหม่ๆ มากมาย อย่างไรน์เนอร์-แวร์เนอร์ ฟาสบินเดอร์, แวร์เนอร์ แฮร์โซก และ วิม เวนเดอร์ส เป็นตัวหลัก
ถ้าพัฒนาการของหนังเยอรมนี มีลักษณะก้าวกระโดดเช่นนี้ เป็นผลให้เกิดข้อคำถามที่ว่า ” หากหนังอเมริกันส่วนหนึ่งมีลักษณะของหนังแนวศิลปะนิยมของเยอรมนีแอบแฝงอยู่ ขณะเดียวกัน ในหนังเยอรมนีเองเมื่อยุคอดีตที่ผ่านมาก็เต็มไปด้วยอิทธิพลซ่อนรูปของวัฒนธรรมอเมริกัน เช่นนี้แล้วคนทำหนังกลุ่ม New German Cinema กำลังค้นหาอะไรกันแน่ ? ” คนที่เก็บเรื่องนี้มาครุ่นคิดอย่างจริงจัง น่าจะเป็น วิม เวนเดอร์ส
ในเมื่อเรื่องของเอกลักษณ์เฉพาะยังไม่เป็นที่ลงเอย เวนเดอร์สจึงยอมลงทุนโดยการสลัดคราบของความเป็นเยอรมนีทิ้งไปให้มากที่สุด ในหนังเรื่อง Paris, Texas นั่นคือทำให้ออกมามีรูปโฉมเป็นหนังต่างด้าวชนิดเต็มอัตรา คือเป็นเรื่องของคนอเมริกันล้วนๆ นับตั้งแต่ทีมสร้างตัวหลักๆ (โดยเฉพาะคนเขียนบทคือ แซม เช็พเพิร์ด) ดารา (แฮร์รี่ ดีน สแตนตัน, ดีน สต็อคเวลล์ และ แอล.เอ็ม.คิท คาร์สัน) สถานที่ถ่ายทำลีลาที่ปรากฏในดนตรีประกอบ ตลอดจนบริษัทจัดจำหน่ายคือทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟ็อกซ์ … ยังเหลือก็แต่ในส่วนของงานกำกับภาพอย่างเดียวที่เป็นของคนเยอรมันจริงๆ คือ ร็อบบี้ มึลเลอร์

ถ้าภาพที่ปรากฏอยู่บนจอเป็นการถ่ายทอดผ่านทางสายตาของคนเยอรมันล้วนๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือการมองอเมริกา จากคนที่เต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ซึ่งตอบรับกับเจตจำนงสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดที่สื่อสารโดยตัวเอกที่ชื่อ ทราวิส (Travis) ผู้ซึ่งเคยผ่านระยะเวลาของการสูญเสียความทรงจำไปแล้วชั่วขณะหนึ่ง
Paris, Texas จึงเป็นเรื่องราวของคนที่เคยมีอาการความจำเสื่อมชั่วคราว หรืออาจจะลืมไปแล้ว แม้กระทั่งเรื่องที่ว่าตัวเองคือใคร (ที่ถูกแล้วน่าจะ ” เคยเป็นใคร ” มากกว่า) หนังเปิดเรื่องโดยให้ ทราวิส เดินกระเซอะกระเซิงอยู่กลางทะเลทรายในเท็กซัส แต่จะเป็นด้วยสัญชาตญาณบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกตัวที่ทำให้ทราวิสเลือกเดินกลับไปหาผู้คนอีกครั้ง … อย่างแรกก็เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดต่อไปก่อน โดยซมซานออกหาน้ำดื่มจากก๊อกน้ำของร้านค้าข้างทาง แต่แล้วก็หมดสติ หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของหมอในการเยียวยารักษา และติดตามหาญาติให้มารับตัวไป และญาติที่ยังเหลือเพียงคนเดียวของทราวิส ก็คือ วอลเตอร์ น้องชาย
ด้วยความที่ร้างราห่างเหินผู้คนเป็นเวลานาน และดำรงชีพอยู่กับความเวิ้งว้างว่างเปล่า อาจส่งผลให้ทราวิสไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อสื่อสารกับใคร จนกระทั่งกลายเป็นความเคยชิน เรียกได้ว่าทราวิสคุ้นแล้วกับการอยู่กับตัวเองคนเดียว จากเดิมที่ ” ภาษา” ไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับทราวิสเมื่อมีอันต้องกลับมาปะหน้ากับบุคคลอื่นอย่างคนขายของหรือหมอ อาจชวนให้คิดไปได้ว่าทราวิสเป็นใบ้หรือเสียสติไปแล้ว เมื่อวอลเตอร์มาพบตัวเขาในคลินิก ทราวิส ต้องใช้เวลาถึงพักใหญ่กว่าจะเรียกความทรงจำ… และรวมถึงระบบการสื่อสารด้วยภาษาในมนุษย์ทั่วไปให้กลับคืนมาดังเดิมสิ่งแรก… และคำพูดคำแรกที่หวนกลับคืนสู่ตัวเขาก็คือ “ปารีส”

ในความเข้าใจของคนทั่วไป “ปารีส” คือเมืองในฝรั่งเศส แต่สำหรับทราวิสแล้วมันกินความหมายที่มีลักษณะเป็นส่วนตัวมากกว่ากันเยอะ ตรงที่เป็นจุดเริ่มต้นให้กับทุกสิ่งทุกอย่างให้กับทราวิส ทั้งการเกิดและการกลับคืนของความทรงจำ และ “ปารีส” ในที่นี้ก็คือปารีสที่อยู่ในรัฐเท็กซัส … เมืองกลางทะเลทรายที่ไม่มีอะไรเลย นอกจากความว่างเปล่าและความแห้งแล้งจนไม่อยากเชื่อว่า “ที่ตรงนี้เคยมีชีวิต”
”ปารีส – เท็กซัส” คือสถานที่ที่ชื่อชีวิตของ ทราวิส เฮนเดอร์สัน ก่อกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก พ่อกับแม่ของเขาได้พบกันก็ ณ ที่แห่งนี้ ต่อจากนั้นก็เป็นการเริ่มต้นของการปฏิสนธิในครรภ์มารดา เวนเดอร์ส เล่าเรื่องราวของทราวิส ด้วยกลวิธีแบบย้อนศร คือหนังให้ภาพถอยหลังของการเกิดพายุร้ายที่ส่งผลกระทบในระยะยาวก่อน เสร็จแล้วถึงค่อยให้ทราวิสรวบรวมความทรงจำและปะติดปะต่อเป็นเรื่องเป็นราวทีหลัง จนกระทั่งตอนท้ายเราถึงค่อยรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ทราวิสต้องเป็นไปอย่างที่เห็นเมื่อตอนต้นเรื่อง แล้วหนังก็จบลงด้วยการจากไปของทราวิสเหมือนกับก่อนหน้าที่หนังจะเปิดฉากขึ้น
ชีวิตของ ทราวิส เริ่มต้นกลางทะเลทราย เช่นเดียวกันการกลับมาของ ทราวิส ก็มาจากทะเลทรายอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อสานรอยร้าว อุดรูรั่วให้กับสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ขั้นพื้นฐาน คือพ่อ แม่ ลูก โดยมีลูกเป็นจุดศูนย์กลาง พร้อมกันนั้นก็เพื่อเตือนสำนึกตัวเองให้เข้าใจถึงบทบาทและความสำคัญที่มีต่อคนๆ อื่น … นับตั้งแต่ทราวิสในฐานะที่เป็น “พี่” ของวอลท์ (วอลเตอร์) “พ่อ” ของฮันเตอร์ และคนที่เคยมีชีวิตผ่านวันเวลาร่วมกับ “เจน” ภรรยา ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ทราวิส ก็สามารถพบและทำความเข้าใจได้อย่างเข้าถึง แม้จะด้วยในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างน้อยที่สุด ก็คือการรู้ตัวว่า การได้เป็นพ่อของคนสักคนหนึ่งนั้น คือความสุขที่แท้นั้นเป็นอย่างไร
วิม เวนเดอร์ส ชอบนำโลกส่วนตัวไปสัมผัสกับผลพวงจากอิทธิพลของอเมริกาที่มีต่อวิถีชีวิตแบบเยอรมนีดังจะเห็นได้จากงานหนังเรื่องเก่าๆ ของวิม ที่เคยเข้าไปเป็นประจักษ์พยานต่อหน้าความตายอย่างใกล้ชิดและเป็นความตายที่เกิดกับคนจริงๆ คือ นิโคลัส เรย์ ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าปูชนียบุคคลสำหรับวงการหนังอเมริกัน… (ตามทรรศนะส่วนตัวของวิมล้วนๆ) จากเรื่อง Nick’s Movie Lightening Over Water (1980) การเชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย (ที่เห็นได้จากเรื่องราวของ ทราวิส กับ ฮันเตอร์ ในเรื่องนี้) ก็เคยได้รับการนำมาพูดถึงไปแล้วใน Alice in the Cities (1973) และการตระเวนไปบนท้องถนน เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงในแต่ละท้องถิ่น อย่างเป็นระยะๆ และมีขั้นตอนที่ชัดเจน ตามสไตล์ของหนัง road-movie ที่มีให้ดูกันตลอดครึ่งหลังของ Paris, Texas ก็เป็นสิ่งที่เคยนำมากล่าวถึงเมื่อก่อนหน้านี้ใน Kings of the Road (1975)
ส่วนประกอบที่แทบจะขาดเสียมิได้ในหนังของ วิม เวนเดอร์ส นอกจากสไตล์ road-movie แล้วก็ยังมี home-movie ซูเปอร์ 8 ที่ถูกแทรกเข้ามามีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะใน Paris, Texas ที่หนัง 8 มิลล์ซึ่งถ่ายไว้ดูกันเองในบ้าน ได้ถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นเครื่องมือ “กักเก็บ” ความทรงจำได้เป็นรูปธรรมที่มีประสิทธิภาพ อย่างน้อยที่สุดคนดูก็จะได้มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของเจนร่วมกับทราวิสไปพร้อมๆ กัน … อนึ่งการที่วิมได้ใช้ นาตาชา คินสกี้ มาร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ จนเชื่อว่าน่าจะมีคนดูส่วนหนึ่งต้องการที่จะเห็นหน้านาตาชา คินสกี้ กันไวๆ ในแง่หนึ่งก็อาจมีผลเป็นคุณให้แก่ตัวหนังเองไม่น้อยอีกด้วย ตรงที่เวลา ทราวิสนั่งจ้องภาพหนัง 8 มิลล์บนผนังห้อง ในยามนั้นภาพของเจนได้เลือนหายไปจากความจำของทราวิสเรียบร้อยแล้ว การที่ได้เห็นหน้าเธออีกครั้ง อาจหมายถึงการกลับคืนมาของช่วงเวลาแห่งความสุขที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้ไปพักผ่อนที่ชายทะเลโดยพร้อมหน้า และภาพในหนัง 8 มิลล์ ก็เป็นความรื่นรมย์เพียงช่วงเดียวของหนังซึ่งสิ้นสุดลงด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที

ถ้า “ปารีส” ในฝรั่งเศสคือความปกติ แต่ “ปารีส” ในเท็กซัสคือความไม่ปกติ … ชีวิตของทราวิสที่เริ่มต้นในปารีส เท็กซัส ก็เท่ากับว่าชีวิตของเขามาจากสถานที่ที่ซึ่งตายสนิท และแล้วทราวิสก็กลับมาอีกครั้ง แถมมาจากที่ที่เดียวกับ “สถานที่” เกิดของเขาอีกด้วย แต่การกลับมาใหม่หนนี้ของเขากลับเป็นการมาเพื่อสร้างความสมบูรณ์พูนพร้อมให้กับชีวิตที่น่าจะดำเนินไปตามครรลองของความปกติ อย่างน้อยก็เพื่อเจนและฮันเตอร์ผู้เป็นลูกที่อยู่กับน้าและอา จนนับเป็นพ่อเป็นแม่จริงๆ ไปแล้ว ถ้า ทราวิส ไม่กลับมาอย่างที่เห็น ฮันเตอร์ ก็คงรู้สึกเฉยๆ ไปกับความธรรมดาของชีวิตในครอบครัวที่มีวอลเตอร์กับ อานน์ (ภรรยา)ได้บ้าง อย่างน้อยที่สุดเมื่อดูจากตัววอลเตอร์ที่มีอาชีพเป็นนักออกแบบป้ายโฆษณา ที่มีการนำชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้นมาต่อกันเป็นภาพโดยสมบูรณ์ มันก็คล้ายกับการที่เขาพาตัว ทราวิส ออกมาจากทะเลทรายเพื่อให้พ่อกับลูกได้พบกันก่อนในเบื้องแรก ส่วน อานน์ ผู้เป็นภรรยาของวอลเตอร์ก็มิได้มีความสำคัญยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ตรงที่เธอเป็นคนฝรั่งเศสจริงๆ (แสดงโดย ออโรเร่ เคลมองด์) สำหรับ อานน์ เธอคือ “ปารีส” ที่เป็นปารีสตามความหมายโดยทั่วไป
โจ๊กมุขเด็ดที่พ่อของทราวิส ชอบเอามาอำคนทั่วไปว่า ได้เจอกับเมียเป็นครั้งแรกในปารีส… พอเล่าเสร็จก็ขยักไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้คนนึกไปก่อนล่วงหน้าว่า ได้พบกันถึงยุโรป แล้วถึงค่อยต่อท้ายว่า “เท็กซัส” หลังจากนั้นก็หัวร่อร่วนด้วยความสำราญ จริงอยู่ปารีสที่อยู่กลางทะเลทรายในเท็กซัส อาจไม่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่มีสีสันเหมือนกับปารีสในฝรั่งเศสจริงๆ “ปารีส-เท็กซัส” จึงไม่ต่างอะไรกับสถานที่กึ่งจริงกึ่งจินตนาการ ถ้าเมืองๆ นี้มีอยู่จริงในโลกตามที่ทราวิสอ้างถึง ก็คงแห้งแล้งกันดารเกินกว่าจะมีใครไปอาศัยอยู่ได้และเป็นสถานที่ซึ่งไม่เคยมีใครจะ (หรือแม้แต่คิดที่จะ…) ไปเยือนเป็นแน่ ความเป็นปารีสเท็กซัส ในหนังจึงเปรียบเสมือนชีวิตของคนๆ หนึ่งที่ไม่มีความสลักสำคัญอะไรกับผู้คนทั่วไปอย่างทราวิส ผู้ซึ่งมีชีวิตที่ว่าธรรมดาก็ธรรมดา จะว่าขมขื่นก็ขมขื่นคล้ายกับความแห้งแล้งกลางทะเลทราย
Paris, Texas ถ่ายทอดมุมมองของความเป็นสหรัฐ ด้วยสายตาของชาวยุโรป (ตัวหนังคือผลผลิตร่วมกันระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศส) คงเป็นไปได้ว่า คนอเมริกันบางส่วนอาจจะไม่รับหรือพลอยปลาบปลื้มไปกับหนังเรื่องนี้ก็เป็นได้ เหมือนกับตัวทราวิสที่เขามา เขารู้ เขาเห็น แล้วก็จากไป และการไปของทราวิสนี่เองที่อาจมองได้ว่า เป็นการทำไปเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับลูก จนตัวเองต้องละทิ้ง “ความสมบูรณ์” ที่เป็นของตัวเอง ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ทราวิสก็แทบไม่ต้องออกไปแสวงหาเอาจากที่อื่นภายนอกแล้ว ในเมื่อทราวิสมาจากปารีส-เท็กซัส… ท้ายที่สุดเขาก็น่าที่จะกลับไปสู่ที่ที่เขาจากมาคือความว่างเปล่า ความไม่มีอะไรเลย บางทีที่ตรงนั้นอาจมอบความ “สมบูรณ์” ให้กับชีวิต แทนที่จะเป็นชีวิตในแบบสังคมเมืองก็เป็นได้

โอกาสสุดท้ายที่เหลืออีกเพียงรอบเดียวสำหรับ Paris, Texas ในวันเสาร์ที่ 11 ที่จะถึงนี้ เวลาบ่าย 2 ที่สมาคมฝรั่งเศส สาธรใต้ ติดกับ YMCA โดยฉายกันเป็นฟิล์ม 35 มาตรฐาน ที่พิเศษคือไม่มีการเก็บค่าตั๋วเหมือนดูหนังตามโรง คือเข้าไปดูฟรีๆ ได้เลย… ถ้าพ้นจากวันนี้แล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเวียนกลับมาอีกครั้งเมื่อไหร่
(หมายเหตุฟิล์มไวรัส: ขอขอบคุณ คุณ มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ที่เอื้อเฟื้องานวิจารณ์ชิ้นนี้ให้ได้อ่านกันอีกครั้ง แฟนงานเขียนของคุณ มโนธรรมสามารถติดตามอ่านได้เป็นประจำจากนิตยสาร Flicks รายปักษ์)

this is one of my forever favorite films.
i love the last scene, mum embracing her kids, while the whole city holding them through the window.
wanna see this on screen.