เรียบเรียง โดย CELINEJULIE http://celinejulie.blogspot.com
CREMASTER 3 จากนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 23 พ.ค. 2002
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ชุด Cremaster ซึ่งมีทั้งหมด 5 ภาคและได้รับการยกย่องว่าเป็นงานทัศนศิลป์ร่วมสมัยที่มีความสำคัญมาก โดยแมทธิว บาร์นีย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชุดนี้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยไม่เรียงตามลำดับ โดยเขาเริ่มต้นด้วยการสร้าง Cremaster 4 ในปี 1994 ตามมาด้วย Cremaster 1 ในปี 1995, Cremaster 5 ในปี 1997 และ Cremaster 2 ในปี 1999
Cremaster 3 มีความยาว 182 นาทีและเป็นภาพยนตร์ที่ไม่เน้นการเล่าเรื่อง โดยผู้ชมจะได้เห็นภาพประติมากรรม, สถาปัตยกรรม, การเต้นรำ และฉากที่วิจิตรพิสดารมากมายในเรื่อง ในขณะที่เนื้อหาของเรื่องจะเป็นการผสมผสานกันระหว่างตำนานและเรื่องราวแปลกประหลาดต่างๆ โดยเฉพาะตำนานเกี่ยวกับลัทธิฟรีเมสัน และตำนานของชาวเคลท์ (ชนชาติที่อาศัยอยู่ในอังกฤษและไอร์แลนด์ในยุคโบราณ) ซึ่งรวมถึงเรื่องของพิณทองคำ, เหล้ากินเนส และยักษ์ที่สามารถขโมยเวลา
เนื้อหาส่วนใหญ่ของ Cremaster 3 เกี่ยวข้องกับตึกไครสเลอร์ในนครนิวยอร์คและพลังในการสร้างสรรค์และทำลายของศิลปิน โดยริชาร์ด เซร์รา ประติมากรชื่อดังรับบทเป็นฮิราม อาบิฟฟ์ในเรื่องนี้ ซึ่งอาบิฟฟ์นั้นเป็นบุคคลที่อยู่ในตำนานของลัทธิฟรีเมสันและมีผู้เชื่อว่าเขาเป็นผู้ออกแบบวิหารโซโลมอนในอียิปต์โบราณ ในขณะที่บาร์นีย์ยกให้อาบิฟฟฟ์มีตำแหน่งเป็นบิดาของการก่อสร้างตึกระฟ้าในภาพยนตร์เรื่องนี้
ตัวละครสำคัญอีกคนในเรื่องนี้คือ the Entered Apprentice (แมทธิว บาร์นีย์) ซึ่งพยายามเดินทางจากชั้นล้อบบีของอาคารไครสเลอร์ขึ้นไปยังชั้นบน และในระหว่างทางเขาต้องพบกับเหตุการณ์แปลกประหลาดพิสดารมากมาย ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ในบาร์ Cloud Cafe และเหตุการณ์สยองขวัญในห้องทำฟันซึ่งเป็นฉากที่นักวิจารณ์กล่าวขวัญถึงอย่างมาก โดยในฉากห้องทำฟันนี้ the Apprentice จะถูกจับเปลื้องผ้าจนเห็นอวัยวะเพศที่มีลักษณะพิกลพิการ และเขาถูกบังคับให้กินชิ้นส่วนรถยนต์เข้าไปจนกระทั่งกระเพาะและลำไส้ของเขาพังยับเยินและไหลกองออกมาอยู่นอกตัว
ชื่อเรื่อง Cremaster นั้นมาจากชื่อกล้ามเนื้อในอวัยะเพศชายที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะเพศ โดยนักวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่าการที่บาร์นีย์ตั้งชื่อเรื่องเช่นนี้เป็นเพราะว่าศิลปินส่วนใหญ่มักได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเพศ นอกจากนี้ บาร์นีย์มักเน้นย้ำถึงเรื่องการเคลื่อนที่ในแนวตั้งและเปรียบเทียบรูปทรงของตึกระฟ้ากับอวัยวะเพศชายในภาพยนตร์ของเขาด้วย
นักวิจารณ์บางคนเปรียบเทียบ Cremaster ว่ามีลักษณะคล้ายคลึงภาพยนตร์ของเดวิด โครเนนเบิร์ก (Crash, Naked Lunch, The Fly), สแตนลีย์ คูบริก (Eyes Wide Shut, A Clockwork Orange, 2001: A Space Odyssey), ไคลฟ์ บาร์เกอร์ (Lord of Illusions, Nightbreed, Hellraiser), ปีเตอร์ กรีนอะเวย์ (The Cook,the Thief, his Wife & her Lover, A Zed and Two Noughts, Pillow Book) และเคนเน็ธ อังเกอร์ (Lucifer Rising) และกล่าวว่าผลงานของบาร์นีย์ชุดนี้เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่เป็นขั้วตรงข้ามกับภาพยนตร์อย่าง Lord of the Rings, Harry Potter และ Star Wars ถึงแม้จะมีลักษณะที่เหมือนกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานด้านภาพที่หรูหราตระการตา, การสร้างติดต่อกันหลายภาค และการขายสินค้าประกอบภาพยนตร์ก็ตาม
บาร์นีย์เคยทำงานเป็นนายแบบมาก่อน เขาเคยเป็นนักศึกษาแพทย์ก่อนจะตัดสินใจย้ายมาเรียนด้านทัศนศิลป์เพื่อเจริญรอยตามแม่ของเขาที่เป็นจิตรกรแนวแอบสแตรคท์ ทั้งนี้ เขาประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเมื่อเขาอายุได้เพียง 24 ปี เขาก็สามารถจัดโชว์ผลงานเดี่ยวของตัวเองในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งซานฟรานซิสโกได้แล้ว
Cremaster 3 ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ที่สามารถทำลายช่องว่างทางศิลปะระหว่างประติมากรรมและสื่อภาพยนตร์ ในขณะที่สตีเฟน โฮลเดน นักวิจารณ์ของนิวยอร์คไทม์กล่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างปริศนาที่เหนือกว่าทุกๆปริศนา ทางด้านฮิลารี เอ็ม. ชีทส์ จากนิตยสาร Art News กล่าวว่าบาร์นีย์คือตัวอย่างของศิลปินประเภทที่ไม่เน้นสร้างความเข้าใจต่อผู้ชม ส่วนแพท สเตียร์ ซึ่งเป็นศิลปินเช่นกันนั้นก็กล่าวถึงบาร์นีย์ว่า “คนที่คุ้นเคยกับงานของบาร์นีย์จะรู้ว่าเขาไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะให้คนเข้าใจผลงานของเขา”
–ในเว็บไซท์ SENSES OF CINEMA ในบทความ GLEANING THE FUTURE FROM THE GALLERY FLOOR ของ CHRIS DERCON มีการระบุชื่อของศิลปินผู้กำกับภาพยนตร์แนวพิสดารที่น่าสนใจคนอื่นๆที่น่านำมาเทียบเคียงกับ MATTHEW BARNEY ด้วย
http://www.sensesofcinema.com/contents/03/28/gleaning_the_future.html

ผู้กำกับกึ่งศิลปินกลุ่มนี้รวมถึง
1.DOUGLAS GORDON

หนึ่งในนักสร้างภาพยนตร์ที่น่าสนใจที่สุดในยุคปัจจุบัน โดยภาพยนตร์เรื่อง 10MS-1 (1994, A+) ของเขาเคยมาเปิดฉายในกรุงเทพ
http://celinejulie.blogspot.com/2006/08/nirvana-szuper-gallery.html
2.SHARON LOCKHART
อ่านเรื่องของ SHARON LOCKHART ได้ที่
http://www.sensesofcinema.com/contents/01/17/lockhart.html
ภาพยนตร์เรื่อง GOSHOGAOKA (1997) ของ SHARON LOCKHART เคยมาเปิดฉายในกรุงเทพในวันเสาร์ที่ 11 ธ.ค.ปี 1999 แต่ดิฉันไม่ได้ไปดูค่ะ
http://www.imdb.com/title/tt0150767/
ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีอิทธิพลต่อ SHARON LOCKHART รวมถึง CHANTAL AKERMAN, JEAN ROUCH และ JAMES BENNING
http://www.findarticles.com/p/articles/mi_m0268/is_6_38/ai_59923226
3.PIERRE BISMUTH
ภาพยนตร์ที่น่าสนใจของเขารวมถึง RESPECT THE DEAD (2001-2002) ที่เป็นการนำเอาภาพยนตร์หลายๆเรื่องมาตัดต่อเข้าด้วยกัน โดยซีเควนซ์ของหนังแต่ละเรื่องจะถูกตัดไปยังเรื่องอื่นในทันทีเมื่อใดก็ตามที่มีคนตายคนแรกบนหน้าจอ
หนังเรื่อง RESPECT THE DEAD นี้เป็นการให้ความสำคัญกับตัวละครและเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่สำคัญเมื่ออยู่ในภาพยนตร์ฉบับดั้งเดิม
ผลงานของ PIERRE BISMUTH
3.1 SOMETHING LESS SOMETHING MORE
http://www.kunstnet.at/koenig/picts/BISMUTH0401.jpg
3.2 ONE THING MADE FROM ANOTHER; ONE THING USED AS ANOTHER (2006)
http://jameswagner.com/mt_archives/005739.html

4.MARK LEWIS
ภาพยนตร์ของเขามักจะกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักถึงความซ้ำซากและขนบธรรมเนียมของภาพยนตร์ทั่วไป โดยผลงานภาพยนตร์ของเขารวมถึง SMITHFIELD (2000), PEEPING TOM (2000) และ NORTH CIRCULAR (2000)
LANDSCAPES (2006, MARK LEWIS)
http://www.mnac.ro/previous2005.htm



ALGONQUIN (MARK LEWIS)

5.GEORGINA STARR
ผลงานของเธอรวมถึง STATIC STEPS (1992), VISIT TO A SMALL PLANET (1995) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ของ JERRY LEWIS, HYPNODREAMDRUFF (1996) และ TUBERAMA (1998)
CRYING (1993, GEORGINA STARR)
http://www.cca.kiev.ua/exhib/museum/museum15.html


6.STAN DOUGLAS
ONOMATOPOEIA (1985-1986)

ในงานชิ้นนี้ สแตน ดักลาสนำภาพขาวดำ 154 ภาพของโรงงานร้างมาฉายเป็นสไลด์ต่อเนื่องบนจอขาวที่แขวนอยู่บนเปียโนตัวหนึ่งที่เล่นเพลง BEETHOVEN’S C MINOR SONATA, OPUS 11
WIN, PLACE, OR SHOW (1998, STAN DOUGLAS)
http://www.medienkunstnetz.de/works/win-place-or-show/

7.SAM TAYLOR-WOOD
ผลงานดังของเธอคือภาพยนตร์เรื่อง DAVID ที่เป็นการบันทึกภาพเดวิด เบคแฮมขณะนอนหลับ และภาพถ่ายชุด CRYING MEN ที่ทางนิตยสาร BIOSCOPE เคยลงไปแล้ว
BRAM STOKER’S CHAIR VI (2005, SAM TAYLOR-WOOD)

8.PIERRE HUYGHE
http://www.pierrehuyghe.com/
http://www.modernamuseet.se/v4/templates/template3.asp?lang=Eng&id=2632&bhcp=1
ATARI LIGHT (1999, PIERRE HUYGHE)

LES GRANDS ENSEMBLES (2001, PIERRE HUYGHE)

TWO MINUTES OUT OF TIME (PIERRE HUYGHE)

PIERRE HUYGHE + STEAMBOAT SWITSERLAND
http://www.smba.nl/shows/72/72.htm
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PIERRE HUYGHE ได้ในนิตยสาร ART IN AMERICA ฉบับเดือนก.ย.ปีนี้ นิตยสารเล่มนี้มีขายที่ร้านคิโนะคุนิยะ โดยในเล่มนี้มีพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง GHOST OF ASIA (2005, APICHATPONG WEERASETHAKUL + CHRISTELLE LHEUREUX, A+/A) ด้วย

so good i’ve found this page thx