Phantoms of Nabua by Apichatpong Weerasethakul
ชุมแพ : (2519)
โดย jesse james

จากบทประพันธ์เรื่องดังในนิตยสารบางกอกของ ศักดิ์ สุริยา
กำกับ จรัญ พรหมรังษี
นำแสดง สมบัติ เมทะนี – นาท ภูวนัย – ปิยะมาศ โมนยะกุล – เกชา เปลี่ยนวิถี – ดามพ์ ดัสกร – ครรชิต ขวัญประชา – ลักษณ์ อภิชาต – พิภพ ภู่ภิญโญ
เสียงผิวปากของชายหนุ่มนิรนามดังแว่วให้ได้ยิน ..ทำนองคุ้นหูชวนให้นึกถึงหนังคาวบอยเรื่อง “มือปืนเพชรตัดเพชร” เจ้าหนุ่มต่างถิ่นทิ้งกายลงบนเก้าอี้ในร้านกาแฟริมท่ารถ … ก่อนจะโดนนักเลงเจ้าถิ่นลูบคม โดยหารู้ไหมว่า ได้เหยียบตาปลา “เพิก ชุมแพ” (สมบัติ เมทะนี) อดีตนักเลงใหญ่ที่หายหน้าไปจากบ้านเกิดของมันมานานนับสิบปี
แล้ว เพิก ชุมแพ กลับมาทำไม ?
เป้าหมายอันดับหนึ่งของเพิกคือ “จ่าถม นิยมไถ” (นำแสดงโดยสุดยอดดาวร้าย เกชา เปลี่ยนวิถี) อดีตนายตำรวจผู้กว้างขวางประจำชุมแพ ซึ่งครั้งหนึ่งจ่าถมเองเป็นคนสังหารพ่อของเสือเพิก และยังคงจองล้างตามล่าเพิกอย่างไม่ลดละ แต่ปัญหาของเพิก ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะยังมีผู้กองไชโย (นาท ภูวนัย) นายตำรวจตงฉินที่ยึดกฏหมายเป็นหลัก และหมายหัวเพิก ชุมแพ ไว้เช่นกัน
แต่ความมันยังไม่จบแค่นั้น เพราะวายร้ายตัวฉกาจอย่าง “ภู น้ำพอง” (ดามพ์ ดัสกร) ก็มาร่วมสังฆกรรมล่าหัวเพิก ชุมแพ ด้วย
แล้ว “ชุมแพ” ก็ลุกเป็นไฟ เพราะการคืนถิ่นของเสือร้ายอย่าง เพิก ชุมแพ !
ADAM’S APPLE (ANDRES THOMAS JENSEN)ศรัทธาของอดัม
โดย ธเนศ นุ่นมัน

ปีที่ออกฉาย : 2005
ปีที่ออกเป็นดีวีดี: 2006
ระบบเสียง : Dolby Digital 5.1, Dolby Digital 2.0 Stereo,
คำบรรยาย : อังกฤษ, ไทย
Color, Closed-captioned, Widescreen
ความยาว 94 นาที
กำกับการแสดงโดย Anders Thomas Jensen
นำแสดงโดย: Ulrich Thomsen, Mads Mikkelsen
’อดัม’ หัวหน้าแก๊งนีโอนาซี ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ ก่อนจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ เขาจะต้องเข้าสู่โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำงานรับใช้สังคม โดยถูกส่งตัวไปยังโบสถ์ในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง
อุปนิสัยของอดัมถ่ายทอดอยู่บนใบหน้า ของมนุษย์กร้านโลก ท่าทีไม่เป็นมิตรกับใครนัก และด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็น นีโอนาซี ทัศนคติที่เขามีอัดแน่นไปด้วย ความรู้สึกเหยียดเชื้อชาติอื่นๆ เหยียดสีผิว เหยียดกลุ่มคนรักร่วมเพศ หรือกลุ่มคนใดๆ ที่ไม่ได้เป็นอารยันแท้ ความเกลียดชังนี้ ฝังแน่นอยู่ในหัวอดัม ดุจแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย นาทีแรกที่ก้าวขาเข้ามาในโบสถ์ เขารู้สึกว่าต้องฝืนอยู่ที่นี่อย่างเสียไม่ได้ เมื่อเข้าห้องพัก สิ่งแรกที่เขาทำคือปลดไม้กางเขนลงจากผนัง ติดรูปฮิตเลอร์แทน
บาทหลวงท่าทางพิลึก ชื่อ ‘อีวาน’ เป็นผู้ดูแลโบสถ์แห่งนี้ ครั้งแรกที่ได้เห็นตัวละครอย่างเขา ใครๆ ก็อดคิด อดสงสัยไม่ได้ว่า เขาเป็นบาทหลวงจริงๆ หรือว่าเป็นแค่ฆราวาสในเครื่องแบบนักบวช ดูเผินๆ แล้ว อีวานเหมือนคน สติขาดๆ เกินๆ มากว่าจะเป็นพระจริงๆ แม้แต่คำสอนของเขาก็ฟังดูแปร่งหู จนหามุมน่าเคารพแทบไม่ได้
ความสงสัยนี้ เริ่มโจมตี อดัม เช่นกัน นับวันความสงสัยของเขายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เขามองว่าแรงศรัทธาของอีวานที่มีต่อพระเจ้า นั้นเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี อีวานบอกกับสมชิกในโบสถ์ซึ่งเป็นคนคุกเช่นกันว่า เรื่องร้ายๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เป็นบททดสอบที่ซาตานกำลังลองใจให้ไขว้เขวในศรัทธา หากแน่วแน่ในคำสอน ไม่โอนอ่อนไปกับแรงยั่วยุ ซาตานก็จะพบกับความพ่านแพ้ในที่สุด พระเป็นเจ้าจะอยู่เคียงข้างผู้มีพระองค์อยู่ในใจ
NEXT PROGRAM :ANTICHRIST

รูปแรก จาก ANTICHRIST หนังใหม่ของLARS VON TIER!!
ใครอะนั่น : ตอบ วิลเลม เดโฟ และ ชาร์ลอตต์ แกงสบูรก์!!!!!!
Described by Cinematical as the story of “a couple who retreat to a cabin in the woods after losing a child, and run into some ‘terrifying occurrences’,” the apparent horror film stars Dafoe and Gainsbourg.
Written by Von Trier and Anders Thomas Jensen, the film is produced by Meta Louise Foldager for Zentropa Entertainments23 (Denmark) and coproduced by Zentropa International Koeln (Germany), Slot Machine (France), Memfis Film (Sweden), and Lucky Red (Italy) in cooperation with The Danish Film Institute, Nordic Film & TV Fund, Film i Vaest, Swedish Film Institute, Filmstiftung NRW, ARTE, ZDF, Canal+, DFFF and CNC.
ข่าวจาก
http://www.indiewire.com/article/first_look_von_triers_antichrist/
Rendezvous in Vienna: รื่นรมย์มนต์ออสเตรีย
โดย จิตรลดา อุดมประเสริฐกุล
อีกยี่สิบนาทีใกล้จะถึงเวลาที่นัดหมายแล้ว แต่ดิฉันยังยืนเคว้างคว้างอยู่หน้าสถานีรถไฟใต้ดิน มือกางแผนที่กรุงเวียนนามองหา “Gartenbaukino” โรงหนังซึ่งเป็นจุดที่ดิฉันจะนัดพบกับคู่เดทในคืนนี้ กรุงเวียนนาในคืนหลังวันคริสต์มาสช่างดูเงียบเหงาร้างผู้คน บนถนนมีเพียงรถม้าคันหนึ่งวิ่งผ่านไป ได้ยินเสียงกุบกับของกีบม้ากระทบพื้นถนนแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในหนังย้อนยุค หิมะที่ตกหนักและอุณหภูมิติดลบห้าองศาไม่ได้ทำให้ดิฉันหวั่นใจเลย ในเมื่อโอกาสที่จะได้เจอกับสุภาพบุรุษสุดที่รักคนนี้ไม่ได้มีกันอยู่บ่อยๆ
ไม่นานดิฉันคิดว่าเจอโรงหนังแล้วเมื่อเห็นคู่นัดยืนรออยู่ข้างหน้าโรงในชุดสูทสีดำ กำลังถกเถียงอยู่กับ มาร์กาเร็ต ซุลลาแวน สาวน้อยที่ทำงานอยู่ร้านเดียวกันที่หัวมุมถนน ก็ไม่ใช่เพราะแขนขายาวเก้งก้างของเขาที่ชอบขยับไปมา หรือน้ำเสียงที่ไต่ระดับในลำคอร่ายย้ำถึงความเที่ยงธรรมหรอกหรือ ที่ทำให้ดิฉันคุ้นเคยรักใคร่ ไม่ทราบจะมีใครเดาออกหรือยังคะว่าคู่เดทของดิฉันเป็นใคร เขาก็คือ เจมส์ สจ๊วต ไงคะ และวันนี้ดิฉันจะมาเจอกับเขาในหนังตลกคลาสสิคโรแมนติคเรื่อง The Shop Around the Corner (1940)
ขอเท้าความก่อนว่า ดิฉันตกหลุมรักเจมส์ สจ๊วตไม่นานมานี้เองเมื่อได้มีโอกาสดู It’s a Wonderful Life (1946) และ The Philadelphia Story (1940) ยิ่งพอได้อ่านประวัติของเขาก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ดิฉันขอสรุปความน่ารักของเขาเป็นห้าข้อต่อไปนี้
1. เขาเป็นคนดีทั้งในจอและนอกจอ คือในหนังก็เล่นเป็นแต่พระเอก ชีวิตจริงก็ไม่เคยมีประวัติเสียหาย เขาเป็นที่ชื่นชอบของผู้กำกับดังๆ เช่น แฟรงค์ คาปรา หรือ อัลเฟรด ฮิชค็อก ที่มักเลือกให้เขามาเล่นหนังบ่อยๆ คนดูก็รักและเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่า “จิมมี่” สจ๊วต เหมือนดั่งคนในครอบครัว เพราะตัวจริงของเขาก็เป็นเหมือนชายหนุ่มซื่อๆ ที่เราสามารถพบได้ทั่วไป
2. เขาได้รับการขนานนามว่าเป็นวีรบุรุษอเมริกัน เพราะเขามุ่งมั่นในปณิธาณที่จะสืบทอดความเชื่อของครอบครัวตามปู่และพ่อของเขาที่ว่าชายหนุ่มอเมริกัน เกิดมาควรจะรับใช้ประเทศชาติ เขาจึงละทิ้งวงการแสดงในช่วงที่กำลังดังสุด เพื่อร่วมต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างกล้าหาญถึงสามปี และกลับมาแสดงหนังต่อในฐานะวีรบุรุษสงคราม
3. เขาแต่งงานกับ กลอเรีย หญิงม่ายลูกติดและรับอุปการะลูกของเธอเหมือนลูกในใส้ เขาและเธอครองรักกันนานถึง 45 ปีจนเธอเสียชีวิตไปก่อนเขา ถือว่าเป็นเรื่องที่หายากในวงการฮอลลีวู้ดที่จะหาดาราชายที่ซื่อสัตย์กับคู่สมรสได้นานขนาดนี้
4. เขาขยันขันแข็งในการทำงาน เริ่มแสดงหนังในปี 1934 เมื่ออายุ 26 ปี จนถึงปี 1991 อายุ 83 ปี ทุกๆ ปีต้องมีผลงานการแสดงของเขาออกมา (ยกเว้นช่วงสงครามกับช่วงอายุมาก) หนังเรื่องสุดท้ายที่เขาร่วมงานคืองานพากย์เสียงการ์ตูนเรื่อง An American Tail: Fievel Goes West (1991 / อำนวยการสร้างโดยสตีเวน สปิลเบิร์ก)
5. ถึงไม่เคยผ่านการเรียนการแสดงมาก่อน แต่ความสามารถทางการแสดงของเขามีคุณภาพเยี่ยมและหนังส่วนใหญ่ของเขายังเป็นที่จดจำจนถึงทุกวันนี้ เช่น It’s a Wonderful Life ของ แฟรงค์ คาปรา ที่กลายเป็นหนังประจำวันคริสต์มาส You Can’t Take It With You (1938), Mr. Smith Goes to Washington (1939) หนังของฮิชค็อกเรื่อง Rope (1948), Rear Window (1954), The Man Who Knew Too Much (1956), Vertigo (1958)
WEEK OF SIAM @ HOUSERAMA

พิ่มเติมที่
http://www.popcornmag.com/bbs/index.php?showtopic=5757&st=0&gopid=40044entry40044
วีดีโอสามัญประจำบ้าน ตอน Housekeeping
โดย FILMVIRUS http://twilightvirus.blogspot.com

“ครอบครัวเป็นเรื่องชั่วคราว”
(ประโยคนี้จากบทวิจารณ์ Tokyo Sonata ของ กัลปพฤกษ์ ในนิตยสาร Filmax)
ม้วนวีดีโอเก่าม้วนนี้เป็นม้วนที่มีค่าที่สุดอันหนึ่งในบ้านของผม ถึงมันจะเป็นหนังพากย์ไทยในชื่อเชย ๆ ว่า “สายใยแห่งรัก” แต่ขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่า มันเป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตผู้หญิงที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่มีการสร้างหนังกันมา
ในสมัยหนึ่งใครที่เป็นคอหนังคงต้องพอรู้จักหนังอย่าง Local Hero ที่เป็นสุดยอดขวัญใจคอหนังและคนรักชนบท ทะนุบำรุงสภาพแวดล้อมเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง หรือไม่ก็ทึ่งกับเพลงเหงาของ Mark Knopfler หลายคนได้ดูหนังเรื่องนี้ทางวีดีโอเทปลักลอบ และต่อมาเมื่อเข้าโรงเล็กจิ๋วบนสยามเซ็นเตอร์มั้ง (ถ้าจำไม่ผิดนะ-ต่อมากลายเป็นร้าน Tower Records) ก็ยังไปดูอีกรอบ และอีกรอบ แต่จะมีใครบ้างสักกี่คนที่รู้จักหนังเรื่อง Housekeeping ท่าทางจะน้อยนัก
Lost Souls (1980, Mou Tun-Fei)
โดย คุณ AR http://mihk2002.wordpress.com

หลังจากปฏิวัติทางวัฒนธรรมในจีนแผ่นดินใหญ่ เกิดการหลั่งไหลของประชากรชาวจีน สู่ฮ่องกงในฐานะผู้หลบหนีเข้าเมือง จำนวนมากมายมหาศาล ที่เดินทางมาด้วยเรือลอบเข้าทางชายฝั่ง ลอดรั่วลวดหนาม หลบหนีการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ การเดินทางอันยากเย็นแสนเข็นเพียงเพื่อไปถึงดินแดนในฝันอย่างฮ่องกง
ผู้กำกับจอมฮือฉาว Mou Tun-Fei เจ้าของหนังสงครามโลกครั้งที่สองที่ที่ชื่อว่า “จับคนมาทำเชื่อโรค” หนังที่ถ้าใครได้ผ่านตาแล้วก็คงไม่มีวันลบออกจากความทรงจำไปได้ Lost Souls ผลงานสุดฮือฉาวลำดับแรกของเขาที่สร้างภายใต้ชื่อบริษัทชอว์บราเดอร์ ในปี 1980 ที่เล่าเรื่องคราวเคราะห์ของชาวจีนอพยพ ที่หนีเสือปะจระเข้ หนีความลำบากเพื่อมาเจอความตกต่ำของความเป็นมนุษย์
ฉากหลังของเรื่องนั้นเกิดขึ้นที่เขตชานเมืองของฮ่องกง Mou Tun-Fei ทำลายล้างภาพชนบลอันเงียบสงบ ภาพของทุ่งนา กระท่อมอิฐ และถนนดินลูกรัง ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแว้งว้าง ห่างไกลจากกฏหมาย ความช่วยเหลือ และศีลธรรม