ATOL ‘s Guide to WFFBKK ’10 Part 2
1.Crossing the Mountain( Yang Rui/2010)

Review : http://english.cri.cn/7146/2010/05/19/2041s570684.htm
http://www.chinesefilms.cn/1/2010/03/14/21s320.htm
2. A Film Unfinished ( Yael Hersonski /2010)

review :
http://movies.nytimes.com/2010/08/18/movies/18unfinished.html
http://www.allvoices.com/news/6876980-false-witness-yael-hersonski-on-a-film-unfinished
interview :
http://blog.beliefnet.com/moviemom/2010/08/interview-yael-hersonski-of-a.html
3. ฺBorder ( Harutyun Khachatryan/2010)

interview : http://www.panarmenian.net/eng/culture/interviews/43151/
official site : http://www.border.am/en/harutyun-khachatryan/
review : http://www.kinokultura.com/2009/26r-border.shtml
4. The Way Between Two Points (Sebastian Diaz Morales /2010)

from Rotterdam :
http://www.filmfestivalrotterdam.com/en/films/el-camino-entre-dos-puntos/
Director ‘s official site:
http://sebastiandiazmorales.net/sebastiandiazmorales.net/TheWayBetween.html
ATOL ‘s Guide to WFFBKK ’10 Part 1
1.The Portuguese Nun (Eugene Green /2009)

http://www.slantmagazine.com/film/review/the-portuguese-nun/5103
http://www.theepochtimes.com/n2/content/view/44686/
บทความเกี่ยวกับ Le Monde Vivant หนังเรื่องก่อนหน้าของEugene Green (ไทย)
http://filmsick.exteen.com/20091229/la-monde-vivant-eugene-green-2003-france
2.The Heart of No Place (Rika Ohara /2010)

trailer : http://www.vimeo.com/7091573
fb: http://www.facebook.com/pages/The-Heart-of-No-Place/118308778187831
more about Rika Ohara :http://www.la-artist.com/rika_ohara.html
wiki : http://en.wikipedia.org/wiki/The_Heart_of_No_Place
3. The Sound of Insects : ( Peter Liechti /2009)

trailer : http://www.dailymotion.com/video/x9mm48_the-sound-of-insects-record-of-a-mu_shortfilms
official info: http://www.peterliechti.ch/page.php?en,0,16,0
more iformation about Peter Lechti : http://www.peterliechti.ch/page.php?en,2,0,0
review : http://www.variety.com/review/VE1117940715.html?categoryid=31&cs=1
http://oleszczyk.blogspot.com/2010/01/sound-of-insects-record-of-mummy-2008.html
4. Three Weeks Later (José Luis Torres Leiva/2010)

LA DROLESSE (JACQUES DOILLON/1979/FR) เขาและเธอหนีโลกไปอยู่ห้องใต้หลังคา

โดย FILMSICK
หนังเล่าเรื่องของเด็กหนุ่มท่าทางเพี้ยนที่อยู่มาวันหนึ่งล่อลวงเด็กสาว ที่ยังไม่ทันจะวัยรุ่นไปขังไว้ที่บ้าน เรื่องเล่าแทบทั้งหมดเกิดขึ้นในห้องใต้เพดานของโรงนาเน่าๆ ที่ต้องเข้าออกด้วยการปีนบันไดลิง ความผูกพันพิพักพิพ่วนชั่วหนึ่งสัปดาห์ผ่านดาลลั่นช่องประตูที่เอื้อมมือลอด มาเปิดได้ กล้องวงจรปิดเสแสร้ง และสิวหลังคอของเด็กสาวหน่ายมารดา เรื่องที่รู้ตั้งแต่ต้นวาคงจะต้องจบลงอย่างเศร้าๆ ซึ่งมันก็เศร้าแบบนั้นนั่นแหละ เพียงแต่นี่คือความเศร้าของความสัมพันธ์ผิดที่ผิดทางของคนที่ไม่อาจจะเข้าใจ โลกในแบบที่มันเป็นได้ ช่วงเวลาพักร้อนเล็กๆจากชีวิตประจำวันของเด็กนักเรียนกับไอ้หนุ่มคนงานไร่ โลกเนิบเงียบเศร้าที่ส่องสว่างเพียงชั่วครู่แล้วค่อยๆสลัวลง

เริ่ม จากที่โรงเรียน เด็กสาวเหม่อจ้องมองคนงานทุบทำลายตุ๊กตาหน้าหลุมศพ ครูให้เด็กๆเขียนบทกวีถึงแม่ แม่เหรอ หนูไม่อยากมีแม่ นั่นคือบทกวีของเธอ ที่บ้าน แม่ไม่ชอบให้เธอมายุ่มย่าม เธอแกล้งทำเป็นหลับแอบดูแม่ พยายามจะช่วยแม่เปลี่ยนเสื้อผ้าแต่แม่ไล่เธอไปนอน แม่เธอรู้จักไอ้หมอนั่น เด็กหนุ่มกระทงท่าทางโง่เซอะ เขามาก้อร่อก้อติกกับแม่จนแม่ไล่ตะเพิดไป เขาบอกว่าเขามีมนต์วิเศษที่จะรักษาสิวของเธอได้ แต่แม่คิดว่าเขาเป็นไอ้ลามก วันต่อมาเขาไปดักรอเธอที่พุ่มไม้ บอกว่าจะพาเธอไปดูทีวีที่บ้าน จะรักษาสิวให้เธอ เธอเลยขึ้นกระบะที่พ่วงกับมอเตอร์ไซค์ของเขา ซ่อนตัวในลังกระดาษ ตามเด็กหนุ่มไปที่บ้านที่อาศัยอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยง เด็กหนุ่มขังเธอไว้ในบ้านบอกว่าพ่อเลี้ยงของเขาเป็นไอ้โหด เขาต้องหลอกเธอมาสังเวย เขาขอให้เธออยุ่เฉยๆในห้องเขาจะหาอะไรมาให้เธอกิน แล้วเขาจะพาเธอหนีไป ความสัมพันธ์มันก็เดินไปแบบนี้ เด็กสาวออกจะกลัว แต่เธอก็อาจจะรู้ก็ได้ว่าเขาโกหก เช่นกันเขาก็คิดว่าแค่หลอกเธอมาเล่นสนุก แต่ทั้งคู่ไม่ได้มีเซกส์กัน เธอยังเด็กอยู่มาก และเขาก็เคอะเขิน ทั้งคู่นอนร่วมเตียงกัน คุยกันไว้ใจแต่กันและกัน ในโลกที่ไม่มีใครยึดเกาะมีแต่พวกเขาเอง
หนังเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา ไต่ไปบนความสัมพันธ์หมิ่นเหม่ของเด็กหนุ่มสาวทั้งคู่ แรกทีเดียวเราอาจไพล่นึกไปถึงหนังวัยรุ่นวาบหวามที่เล่นเถิดเจ้าล่อกับความ รู้สึกของแรกหนุ่มแรกสาว แต่เอาเข้าจริงมันกลับเป็นเรื่องของเด็กวัยรุ่น (อีกคนยังไม่ทันวัยรุ่นด้วยซ้ำ) ที่หน่ายโลก ท่ามกลางชีวิตซึ่งไม่มีอะไรให้ยึดเกาะพวกเขาหันมาเกาะเกี่ยวกันและกัน เด็กสาวนอนเขลงอ่านการ์ตูน กินอาหารที่เขาหามาได้ ประหนึ่งว่ามันเป็นวันพักร้อนของเธอ พักร้อนจากชีวิตที่ยังไม่ได้เริ่มต้นซึ่งเธอก็หน่ายมันเสียแล้ว เช่นกันสำหรับเด็กหนุ่ม เด็กสาวกลายเป็นจักรวาลส่วนบุคคลที่เขาใช้หลบหนีจากครอบครัวที่เขาเข้าไม่ ได้ (เป็นไปได้ว่าครอบครัวของเขาเป็นพวกเจ้าระเบียบ เพราะเขาต้องมานั่งหงอในห้องครัวหลังจากออกไปนอกบ้าน แถมความสัมพันธ์กับพี่สาวก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า) พวกเขาสร้างโลกใหม่ที่ตัดขาดจากคนอื่นๆ โลกในห้องใต้หลังคาที่เข้าออกจากการสอดเชือกเข้ามาทางรูเล็กๆที่ผนังแทน สัญญาณ เด็กสาวเรียกเขาเป็นพ่อที่เธอไม่มี และเขาเองก็กอดกับเธอนอนหลับไปในตอนกลางคืน เขาสัมผัสหลังคอของเธอตอนที่ทาโคโลญจน์ฆ่าเชื้อเพื่อรักษาสิวของเธอ (นั่นเวทย์มนต์ของเขา) เขาและเธอกินข้าวร่วมกัน ใช้ชีวิตพิลึกพิลั่นในความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียก ซึ่งถึงอย่างไรก็ต้องถูกทำลายลงอย่างย่อยยับอยู่ดี

หนัง อุทิศเวลาทั้งหมดให้กับเกมของเด็กทั้งสองโดยตัดบริบทอื่นๆออกเกือบหมด ราวกับว่าโลกทั้งโลกหดตัวลง ในขณะที่หนังเพ่งมองไปยังความสงบสุขของมนุษย์สองคนความกระอักกระอ่วนก็ก่อ ตัวขึ้นด้วย ฉากหนึ่งเด็กหนุ่มพาเธอไปทิ้งไว้ในไร่ข้าวโพดขณะเข้าเมือง เขาทิ้งเธอไว้ตลอดวันราวกับจะจบเกมนี้ลง เธอก็รอเขาอยู่ในดวงข้าวโพดเช่นั้นจนในที่สุกเขาก็ต้องมารับ หรืออีกฉากที่เธอวาดภาพบ้านลงบนพื้นและพยายามจะชวนเขาเล่นเหมว่าด้วยบ้านใน จินตนาการที่ที่เราโญนความทุกข์ทิ้งไปได้ แต่เขาด่าว่าเธองี่เง่าเธอเลยด่าว่าเขาเป็นไอ้เลว เธอจะไม่เล่นกับเขาอีกแล้ว จากนั้นเธอก็หนีเขาไปในทุ่งเพื่อที่จะกลับมาอีกครั้ง ความสัมพันธ์ที่ครึ่งๆกลางๆระหว่างการเล่นสนุกและการลักพาตัวที่จริงจัง การเกลียดชังกันในฐานะของเหยื่อ/ผู้ล่าและความรู้สึกที่ดูเหมือนแต่จะมีแค่ สองคนเท่านั้นที่เข้าใจกันได้ถูกถ่ายทอดลงบนจอโดยกันคนดูให้เป็นเพียงผู้ สังเกตการณ์ ก่อนที่หนังจะจบลงเมื่อสิวที่หลังคอของเธอหาย และเขาต้องส่งเธอคืนแม่ของเธอ ในขณะเดียวกันมันก็ดูราวกับว่าโลกข้างนอกค่อยๆคืบคลานมาทำลายโลกในห้องใต้เพ ดานี้ สิวเธอหาย เขาอาจจะต้องติดคุกด้วยหนี้ที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ และฉากสุดท้ายของหนัง เหตุการณ์ปรากฏซ้ำเพียงชั่ววูบเดียวที่มีโลกภายนอกมากำกับอยู่ ก็ทำให้หัวใจของตัวละคร และผู้ชมแหลกสลาย
โดยส่วนตัวหนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับการอ่าน THE CATCHER IN THE RYE และ การดู THE DEVIL , PROBABLY ของBRESSON เพราะมันค่อยๆคลี่ขยายความไม่สัมพันธ์ ของคนที่เข้ากันไม่ได้กับโลก ถ่ายทอดช่วงเวลาที่เขาและเธอพยายามดิ้นหนีไปจากโลก แน่นอนทุกเรื่องจบลงอย่างเศร้าสร้อย และยอมจำนน การดิ้นหนีของพวกเขาไม่ใช่เรื่องโรแมนติก มันคือการต่อสู้แบบที่รู้ว่าต้องแพ้ตั้งแต่ต้น
หมายเหตุ หนังหลายเรื่องอ ของ Jacques Doillon จะฉายในงานเทศกาล World film ปีนี้ พร้อมพบกับตัวจริงของJacques Doillon ด้วยครับ
อ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.worldfilmbkk.com/news/36/Retrospective:-Jacques-Doillon-at-8th-WFFBKK.html
Nights of Cabiria (1957) Federico Fellini

วิจารณ์หนังทั้งน้ำตา # 1
โดย หนุ่มโรงงานน้ำตา Melanchoholics
จาก ประสบการณ์เดินทางไปปารีสอยู่หลายหน ผมพบเรื่องหนึ่งซึ่งน่าแปลกประหลาด (แต่น่าจะมีความจริงอยู่เยอะที เดียว) คือ มีดัชนีชี้วัดความเป็นร้านอาหารอิตาเลียนแท้โดยคนอิตาลีแท้ (ไม่ใช่ปะปนรส ชาติอื่นโดยพ่อครัวยุโรปตะวันออกหรือแอฟริกา) คือ จำนวนรูปขาวดำวัยสาวของโซเฟีย ลอเรนซ์หรือไม่ภาพประกอบฉากของหนังที่กำกับโดยเฟเดอริโก้ เฟลินี่ ถึงขนาดว่ามีร้านอาหารอิตาเลียนร้านหนึ่งใกล้สถานีรถไฟ Gare de Lyon ในใจกลางปารีสที่ตั้งชื่อว่า La Dolce Vita ตามชื่อหนังที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเฟเดอริโก้ เฟลีนี่ (หนังเรื่องนี้ให้กำเนิดศัพท์คำว่า ปาปารัสซี่ ซึ่งชื่อของตัวละครตัวหนึ่งที่เป็นตากล้องหนังสือพิมพ์กอสซิปคอยซอกแซกคนดัง ไปทุกที่)

ภาพยนตร์ของเฟเดอริโก เฟลินี่ แทรกซึมในวิถีชีวิตและทัศนคติของคนอิตาลียุคทศวรรษห้าสิบถึงหกสิบอย่างมีนัย สำคัญ การมองโลกอย่างเย้ยหยัน ความสัมพันธ์ที่โดดเดี่ยวระหว่างแต่ละปัจเจกบุคคล การใช้สัญลักษณ์ซับซ้อนแอบซ่อนทางศาสนาซึ่งมักมีนัยว่าศรัทธาที่มนุษย์มีต่อ พระเจ้ากำลังอ่อนแรงลงทุกที ทุกเรื่องที่เขากำกับจะต้องมีการจำลองฉากชีวิตให้เหมือนหรือคล้ายโรงละคร สัตว์ และมักปิดท้ายด้วยความขื่นขม อาจมีปนซึ้งบ้างก็บางโอกาส นอกจากนี้ ยังมีดนตรีประกอบโดยนักแต่งเพลงคู่บารมีชื่อ นีโน่ โรต้า (ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับความสัมพันธ์ระยะยาวทางอาชีพระหว่างผู้กำกับ อิตาลี จิวเซปเป้ ทอร์นาโทเร (Cinema Paradiso) กับนักประพันธ์เพลงชาวอิตาลี เอนนิโค่ มอริโคเน่)
ในความ ทรงจำของผม หนังที่น่าประทับใจและน่าร้องไห้ตามที่สุดของเฟลีนี่ คือ Nights of Cabiria เรื่องราวของคาบีเรีย สาวโสเภณีกรุงโรมร่างกระทัดรัดผู้ขมขื่น ผู้พบพานการถูกหลอกลวงจากชายคนรักหลายหน้าหลายตา หลายวาระและโอกาส เธอเองก็ไม่ต่างจากนักฝันสามัญชนไอคิวเม็ดถั่วอย่างพวกเราทั้งหลาย เชื่อคนรักง่าย มองโลกเฉพาะด้านที่อยากมอง และโดนลวงรับประทานหัวใจและทรัพย์สินโดยคนที่เธอไว้ใจที่สุด หนังบอกกับทุกคนว่าถึงแม้ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย แต่ทุกรอยแผลเจ็บปวดจะช่วยให้เราจำมันได้ชัดเจนขึ้น เด็กทุกคนอาจจำเป็นต้องโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ขึ้นด้วยการรับประทาน โปรตีนที่เรียกว่าความผิดหวังเสียใจ
จิวเลียตต้า แมสซิน่า (ภรรยาในชีวิตจริงของเฟลีนี่) ผู้รับบทเป็นคาบีเรีย ถือเป็นศูนย์กลางของความบันเทิงและรันทดในเรื่อง เธอเป็นตัวตลก เธอเป็นแม่พระ เธอเป็นนางมาร เธอเป็นคนบาป เธอตีสีหน้าเป็น เธอตีสีหน้าตาย เธอเข้มแข็งต่อชีวิตตัวเองพอๆกับที่คนรอบข้างมองเธอว่าอ่อนแอ นั่นทำให้หนังเรื่องนี้ช่างหวานปนขมเหลือเกิน
คาบีเรีย เป็นตัวละครที่เฟลีนี่เคยให้สัมภาษณ์รู้สึกผูกพันและเป็นห่วงที่สุด อาจเพราะคาบีเรียดูจะเป็นผู้หญิงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้เสียเท่าไร เธอเป็นคนที่แข็งนอกอ่อนใน พยายามระวังป้องกันตัวเองเหลือเกิน แต่ก็กลับอยากเป็นที่รักที่เข้าถึงได้ของใครสักคน มีฉากหนึ่งที่เธออาสาเป็นหนูทดลองให้กับนักมายากล และโดนสะกดจิตเข้าจริง ภาพลักษณ์ก้าวร้าวแนวชวนทะเลาะกับหนุ่มที่คอยข่มเหงพูดจาเหน็บแนมเธอ ในยามที่เธอรู้สึกตัวดี ช่างต่างจากตัวตนภายในที่แสนเปราะบางช่างฝัน และความบริสุทธิ์ที่ถูกค้นพบนั้นนั้น กลับถูกหัวเราะหยันโดยผู้ชมการแสดงมายากลนั้น ช่างเป็นการตบหน้าเด็กน้อยในตัวเธอจนเสียงดังกึกก้องกรุงโรม
ผู้คน แปลกหน้ามากมายผ่านเข้ามาในชีวิตของคาบีเรีย ไม่ว่าจะเป็น มิตรแท้ ลูกค้า เพื่อนร่วมวงการ นักบวช หนุ่มใจบุญ ชายใจหยาบ อาจเป็นไปได้ว่าคาบีเรียเหมาะที่วางใจที่เปราะบางของเธอให้อยู่ห่างๆกับ บุคคลรอบข้าง เพราะหญิงช่างฝันเช่นเธอไม่มีภูมิคุ้มกันแยกแยะถูกผิดระหว่างไมตรีหรือคำลวง ทำให้เครื่องมือที่ใช้จัดการกับชีวิตคือ การไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด และการศรัทธาอย่างสนิทใจ และนั่นนำโศกนาฏกรรมมาสู่สิบนาทีสุดท้ายของภาพยนตร์

ฉากจบของ Nights of Cabiria อ้อยอิ่งและตราตรึง หญิงสาวสะบักสะบอมไร้เรี่ยวแรงกำลังประคองหัวใจที่แตกละเอียดเป็นเศษลงมาจาก ยอดเขาแห่งอดีตอันลวงหลอก เธอค้นพบกลุ่มหนุ่มสาวกำลังเต้นรำทำเพลงครื้นเครงไปตามถนน พวกเขายิ้มแย้ม กระเซ้าเย้าแหย่ให้กำลังใจหญิงสาวหน้าอมทุกข์ผู้มีแนวโน้มการฆ่าตัวตายสูง ที่สุดในกรุงโรม (ในขณะนั้น) สิ่งที่หญิงสาวตอบแทนต่อผู้ที่ยิ้มให้เธอ คือ การยิ้มตอบแก่พวกเขา และยิ้มตอบต่อพวกเราผู้ชมภาพยนตร์ นั่นเป็นช่วงเวลาที่ความรู้สึกของผมเอ่อล้น อาจไม่มีสถานการณ์ในชีวิตจริงที่ใครสักคนให้กำลังใจผมด้วยรอยยิ้มผสมน้ำตา นั่นทำให้ผมรู้สึกตัวได้ว่า ชีวิตนี้ช่างมีค่าเสียจริง
การยิ้มให้แก่ อดีตอันทุกข์โศก ถือเป็นการเฉลิมฉลองต่อการมีชีวิตอยู่ และ Nights of Cabiria คือยังคงเป็นอีกหนึ่งบทแห่งการเฉลิมฉลองต่อจิตวิญญาณของประวัติ ศาสตร์โลกภาพยนตร์