<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>กลแสง - นิตยสารหนังออนไลน์ &#187; birht of seanena</title>
	<atom:link href="http://atrickofthelight.wordpress.com/tag/birht-of-seanena/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://atrickofthelight.wordpress.com</link>
	<description>a trick of the light : a place for cinephiles</description>
	<lastBuildDate>Fri, 06 Nov 2009 10:10:41 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='atrickofthelight.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/224a1b702dd2de4bb8e54a85530e30f7?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>กลแสง - นิตยสารหนังออนไลน์ &#187; birht of seanena</title>
		<link>http://atrickofthelight.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://atrickofthelight.wordpress.com/osd.xml" title="กลแสง &#8211; นิตยสารหนังออนไลน์" />
		<item>
		<title>BIRTH OF THE SEANÉMA บทกล่อมเห่ทะเลกลืนเมือง ของ ศะศิธร อริยะวิชา</title>
		<link>http://atrickofthelight.wordpress.com/2008/02/20/birth-of-the-seanema-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://atrickofthelight.wordpress.com/2008/02/20/birth-of-the-seanema-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Feb 2008 03:48:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>atrickofthelight</dc:creator>
				<category><![CDATA[เนื้อ-หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[birht of seanena]]></category>
		<category><![CDATA[film]]></category>
		<category><![CDATA[kalapapruek]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>
		<category><![CDATA[sasithorn ariyavicha]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://atrickofthelight.wordpress.com/2008/02/20/birth-of-the-seanema-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b9%80/</guid>
		<description><![CDATA[นิมิตวิจารณ์
BIRTH OF THE SEANÉMA บทกล่อมเห่ทะเลกลืนเมือง ของ ศะศิธร อริยะวิชา
โดย . . .  ‘กัลปพฤกษ์&#8217;  kalapapruek@hotmail.com

ไม่น่าเชื่อเลยว่าในที่สุดผู้เขียนก็มีโอกาสสัมผัสกับผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้ของ ศะศิธร อริยะวิชา อีกครั้ง หลังจากที่ดูไปได้ครึ่งเรื่องจากงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นของมูลนิธิหนังไทยเมื่อหลายปีก่อนด้วยสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อม และถึงแม้ Birth of the Seanéma จะมีโอกาสวนเวียนมาฉายในกรุงเทพฯ อีกหลังจากนั้น แต่ผู้เขียนก็ไม่เคยสบโอกาสได้ติดตามไปชมให้จบสักที กระทั่งเมื่อเทศกาล Bangkok Fringe Festival 2008 ร่วมกับมูลนิธิหนังไทยได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ณ ห้องฉายขนาดกะทัดรัดของภัทราวดีเธียเตอร์ ผู้เขียนจึงได้ชมผลงานชิ้นนี้อย่างเต็ม ๆ ในสภาวะที่พร้อมรับกับตัวหนังได้อย่างมีสติสตางค์มากขึ้น จากอาการงง ๆ เง็ง ๆ ซึ่งไม่อาจจะมั่นใจได้ว่าเป็นผลมาจากตัวหนังหรือสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อมสมบูรณ์ การได้ชม Birth of the Seanéma ในครานี้จึงทำให้ผู้เขียนมีโอกาสดูด้วยสายตาที่สามารถประมวลความรู้สึกต่าง ๆ ที่มีต่อตัวหนังได้อย่างเต็มที่ขึ้น
Birth of the [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=atrickofthelight.wordpress.com&blog=2912615&post=16&subd=atrickofthelight&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>นิมิตวิจารณ์</strong></p>
<p><strong>BIRTH OF THE SEANÉMA </strong><strong>บทกล่อมเห่ทะเลกลืนเมือง ของ ศะศิธร อริยะวิชา</strong></p>
<p>โดย . . .  ‘กัลปพฤกษ์&#8217;  <a href="mailto:kalapapruek@hotmail.com"><font color="#3985a2">kalapapruek@hotmail.com</font></a></p>
<div style="text-align:center;"><img border="0" vspace="5" width="400" src="http://www.onopen.com/upload/birth.jpg" hspace="5" height="301" style="width:370px;height:278px;" /></div>
<p>ไม่น่าเชื่อเลยว่าในที่สุดผู้เขียนก็มีโอกาสสัมผัสกับผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้ของ ศะศิธร อริยะวิชา อีกครั้ง หลังจากที่ดูไปได้ครึ่งเรื่องจากงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นของมูลนิธิหนังไทยเมื่อหลายปีก่อนด้วยสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อม และถึงแม้ Birth of the Seanéma จะมีโอกาสวนเวียนมาฉายในกรุงเทพฯ อีกหลังจากนั้น แต่ผู้เขียนก็ไม่เคยสบโอกาสได้ติดตามไปชมให้จบสักที กระทั่งเมื่อเทศกาล Bangkok Fringe Festival 2008 ร่วมกับมูลนิธิหนังไทยได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ณ ห้องฉายขนาดกะทัดรัดของภัทราวดีเธียเตอร์ ผู้เขียนจึงได้ชมผลงานชิ้นนี้อย่างเต็ม ๆ ในสภาวะที่พร้อมรับกับตัวหนังได้อย่างมีสติสตางค์มากขึ้น จากอาการงง ๆ เง็ง ๆ ซึ่งไม่อาจจะมั่นใจได้ว่าเป็นผลมาจากตัวหนังหรือสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อมสมบูรณ์ การได้ชม Birth of the Seanéma ในครานี้จึงทำให้ผู้เขียนมีโอกาสดูด้วยสายตาที่สามารถประมวลความรู้สึกต่าง ๆ ที่มีต่อตัวหนังได้อย่างเต็มที่ขึ้น</p>
<p>Birth of the Seanéma เป็นหนังทดลองความยาว 70 นาทีที่ใช้ภาพขาวดำของท้องทะเลและสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็นได้ในเมืองใหญ่มาถ่ายทอดไปพร้อม ๆ กับการบอกเล่าจินตนาการผ่านอักขระเฉพาะที่เรียกว่า Seanéma ซึ่งจะมาเล่าเรื่องราวย่อย ๆ ที่ไม่ค่อยจะเชื่อมต่ออะไรกันมากมายนัก โดยมีการหน่วงการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ให้ช้าลงอย่าง ultra slow motion ในทุก ๆ scene ของหนัง แถมยังใช้เทคนิคหนังเงียบด้วยการไม่ยอมให้สุ้มเสียงใด ๆ มาเป็นส่วนประกอบแต่จะใช้อักขระดังกล่าวมาถ่ายทอดถ้อยความต่าง ๆ กันแทน เนื้อเรื่องที่พอจะหยิบจับได้จาก Birth of the Seanéma ก็สรุปได้ประมาณว่า ทะเลนั้นคือสถานที่ที่บรรจุความทรงจำของทุกสรรพสิ่ง ทุกชีวิตล้วนมีต้นกำเนิดมาจากทะเล และเมื่อเมืองใหญ่ถูกกลืนหายไปในผืนน้ำ ความทรงจำคิดอ่านต่าง ๆ ของมวลชีวิตจึงถูกฝังอยู่ภายใต้ผืนสมุทรสุดไพศาลนี้ รอวันที่จะมีรอยแยกแห่งมหรรณพที่วิญญาณของความคิดอ่านเหล่านั้นจะมีโอกาสหวนกลับคืนสู่พื้นโลกอีกครั้ง<span id="more-16"></span></p>
<p>เป็นเรื่องน่าดีใจที่คอหนังหลาย ๆ คนได้แสดงความนิยมชมชอบผลงานเรื่องนี้กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จนกลายเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่สำหรับวงการหนังทดลองร่วมสมัยในเมืองไทยที่ดูจะคาดหวังอะไรได้ไม่มากนัก แต่สำหรับผู้เขียนเองแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อ Birth of the Seanéma กลับสวนทางกับเพื่อนนักดูหนังทั้งหลายเหล่านั้นเกือบจะสิ้นเชิง เพราะผู้เขียนไม่สามารถจะมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมไปกับมโนทัศน์ต่าง ๆ ที่หนังพยายามจะนำเสนอได้เลย จึงขอถือโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นที่อาจต่างออกไปจากบทความหลาย ๆ ชิ้นที่เคยแสดงความชื่นชมหนังเรื่องนี้ เผื่อว่าจะมีใครที่แอบมีความคิดเห็นต้องตรงกันจะได้ไม่รู้สึกแปลกแยกหรือว้าเหว่เดียวดายจนเกินไป รวมทั้งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงโต้แย้ง ไม่จริง! ไม่ใช่! เพื่อเปิดมุมมองการวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้มีมิติที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ความโดดเด่นของหนังซึ่งดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาคอหนังทั้งหลายก็คงจะเป็นลีลากวีสุดพิรี้พิไรที่หนังถ่ายทอดด้วยภาพขาวดำแบบ ultra slow motion ประกอบกับการใช้อักขระ Seanéma ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่เพื่อบอกเล่าห้วงความคิดภายในด้วยบรรยากาศจากโลกแห่งความฝันซึ่งคงจะนำมาสอดร้อยเป็นเรื่องราวเดียวกันได้ยาก ผู้เขียนเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าลีลาของหนังเรื่องนี้มีสมบัติของความเป็นบทกวีอย่างชัดเจน แต่ถึงแม้จะเป็นบทกวีแต่ในแวดวงวรรณคดีก็ยังมีทั้งกวีชั้นดีและกวีชั้นเลว การที่งานศิลปะแขนงอื่น ๆ จะได้รับการขนานนามว่ามีลีลาเฉกกวีนั้น จึงมิได้หมายความว่ามันจะมีคุณสมบัติเป็นงานเชิงกวีที่ดีได้โดยอัตโนมัติ หากผลงานชิ้นนั้นยังเฟื่องฟุ้งฟูมฟายสื่อความหมายโดยปราศจากความคมคายเราก็คงไม่สามารถยกย่องให้มันเป็นอะไรที่ดีได้ต่อให้มีความเป็น ‘กวี้กวี&#8217; ขนาดไหน สำหรับ Birth of the Seanéma แล้ว ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นงานเชิงกวีที่น่าจัดให้อยู่ในกลุ่มหลังได้โดยไม่ต้องลังเลใจ เพราะมันยังแสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยทั้งทางด้านจินตนาการ วิธีการ รวมถึงความคิดสร้างสรรค์กันอย่างเห็นชัดในหลาย ๆ จุด</p>
<p>เริ่มกันตั้งแต่การใช้ภาษาซึ่งผู้กำกับเลือกที่จะถ่ายทอดความนึกคิดต่าง ๆ ผ่านการขึ้นอักขระ Seanéma ซึ่งเป็นเสมือนภาษาแห่งนาวาที่เปล่งมาจากรอยแยกของท้องทะเล อักขระ Seanéma ถูกออกแบบมาด้วยการหมุนตวัดของเส้นโค้งราวกับเป็นเสียงที่เกิดจากการม้วนตัวของเกลียวคลื่นแลดูน่ารักสวยงามคลับคล้ายภาษาฮิราคานะของญี่ปุ่น แต่ที่น่าขบขันก็คือ ศะศิธร อริยะวิชา อุตส่าห์ประดิษฐ์ภาษาใหม่ขึ้นมาสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่มันกลับไม่มีคุณสมบัติพื้นฐานของการสื่อความหมายใด ๆ ที่จะส่งตรงถึงคนดูได้ด้วยตัวมันเอง เพราะสุดท้ายผู้กำกับก็ต้องหันมาถ่ายทอด ‘สาร&#8217; ต่าง ๆ ผ่านถึงคนดูด้วยการแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษในคำบรรยายใต้ภาพกันอยู่ดี จุดนี้เองที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นการประนีประนอมที่ไม่อาจยอมรับได้โดยเฉพาะในหนังที่ต้องการความเป็นตัวของตัวเองสูงอย่าง Birth of the Seanéma เรื่องนี้ จะเห็นว่าเนื้อหาส่วนที่เป็นวัจนภาษาของหนังล้วนส่งถึงคนดูผ่านภาษาอังกฤษแทนที่จะใช้ภาษา Seanéma ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกเทศอย่างแท้จริงของอาณาจักรลึกลับแห่งนี้ นอกจากนี้การออกแบบภาษา Seanéma ก็ดูจะยังขาดความพิถีพิถันละเอียดลออราวกับจะทำออกมาแบบขอไปที เพราะถ้านั่งนับดูดี ๆ แล้วตัวอักษรต่าง ๆ ที่ขึ้นซ้ำวนไปมานั้นอาจจะมีไม่ถึง 20 อักขระ แต่จากคำบรรยายภาษาอังกฤษที่แปลออกมา ตัวอักษรหนึ่ง ๆ กลับสามารถบรรจุความหมายต่าง ๆ ได้หลากหลายจนไม่น่าเชื่อ ที่น่าทึ่งกว่าก็คือนอกจากจะสามารถแทนความหมายได้มากมายแล้ว ตัวอักษร Seanéma เพียงแค่สี่ซ้าห้าตัวก็ยังสามารถใช้แทนคำอ่านชื่อและนามสกุลภาษาไทยของทีมงานใน end credit หนังเรื่องนี้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง! การประดิษฐ์ภาษาใหม่โดยเฉพาะภาษาเขียนให้ดูน่าเชื่อถือจริง ๆ นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย ชนิดที่ใช้ลายเส้นตวัดไปมาเพียงสองสามทีก็จะมีสิทธิ์มาอุปโลกน์ได้ว่าเป็นภาษาใหม่ ตัวอย่างประกอบน่าสนใจที่ผู้เขียนอยากจะยกไว้เผื่อผู้อ่านท่านใดสนใจจะได้หามาศึกษาเปรียบเทียบก็คือ การออกแบบภาษาของมนุษย์ดึกดำบรรพ์เผ่าต่าง ๆ ของ Anthony Burgess (ผู้เขียน A Clockwork Orange) และ Desmond Morris (ผู้เขียนและกำกับ The Naked Ape) ในหนังฝรั่งเศสเรื่อง Quest for Fire (1981) ของ Jean-Jacques Annaud ซึ่งมีการออกแบบภาษาใหม่อย่างเป็นระบบมีไวยากรณ์เป็นของตัวเอง ซึ่งนักแสดงที่เล่นเป็นมนุษย์วานรจะต้องสื่อสารให้ตรงกับที่ Anthony Burgess และ Desmond Morris ได้สร้างสรรค์เอาไว้อย่างเคร่งครัด และที่สำคัญคือ แม้ว่าทุก ๆ อากัปกิริยาของพวกเขาจะมีความหมายต่าง ๆ ซุกซ่อนเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ผู้กำกับก็ไม่ได้ใช้คำบรรยายภาษาใด ๆ มาใส่เอาไว้ให้ผู้ชมได้เข้าใจ เพราะเขาถือภาษาใหม่ควรจะต้องทำหน้าที่ของมันได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงภาษาที่ยังไม่ปรากฏมีในยุคสมัยตามท้องเรื่องเสียด้วยซ้ำ ภาษานาวาจาก Birth of Seanéma ของศะศิธร อริยะวิชา จึงอาจจะมีประโยชน์ทำให้ ทะเลคาริบเบียน กับทะเลจีนใต้ สามารถบอกความในใจข้ามมหาสมุทรใหญ่ถึงกันได้ แต่มันกลับไม่มีประโยชน์อันใดเลยในหนังเรื่องนี้นอกจากจะทำให้หนังดู ‘มี&#8217; อะไร ๆ ที่สามารถทำให้ใคร ๆ อุทานได้ว่า &#8220;อุ๊ย! ดูสิ! หนังเรื่องนี้เค้ามีภาษา Seanéma ด้วย! เก๋จังเลยนะตัวเอง!&#8221;</p>
<p>เมื่อภาษา Seanéma ไม่สามารถสื่อสารอะไรอันใดกับผู้เขียนโดยตรงได้ (หรือถ้าใครมีความสามารถพิเศษในการทำความเข้าใจภาษานี้ได้ก็ขอให้ช่วยทำปทานุกรม Seanéma ฉบับภาษาไทยให้ได้ศึกษากันด้วยนะ!) ผู้เขียนจึงต้องติดตามข้อความต่าง ๆ ในหนังผ่านทางคำแปลภาษาปะกิด English for You (มายเดียร์ออเดี้ยนซ์) กันแทน ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ได้สันทัดจัดเจนในแวดวงวรรณคดีกวีอังกฤษเท่าใดนัก แต่ผู้เขียนก็ยังรู้สึกได้ว่าลีลาและเนื้อหาเชิงกวีที่ปรากฏอยู่ในคำบรรยายที่ถ่ายทอดออกมาเหล่านั้น มันช่างแล้งไร้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อันชวนให้ตะลึงพรึงเพริดกันจริง ๆ การอารัมภบทเกี่ยวกับความทรงจำในท้องทะเลในช่วงแรก ๆ ของหนังอาจจะยังไม่มีปัญหาเท่าใดนัก แต่ยิ่งหนังเริ่มดำเนินไป ก็ดูเหมือนว่าอะไร ๆ ก็จะเริ่ม ‘เสร่อ&#8217; มากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มกันตั้งแต่ เด็กผู้หญิงที่ฝันว่าตัวเองเป็นว่าว! ชายที่ทำให้ฟ้าต้องร้องไห้เป็นเม็ดฝน! ฝูงแมงปอที่กลายมาเป็นความทรงจำของกันและกัน! ซึ่งไอเดียต่าง ๆ นี้จะถูกพัฒนาให้หนักข้อขึ้นเมื่อ ชายชราคนหนึ่งต้องทำหน้าเอ๋อเมื่อไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงที่เขาตามหาคือว่าวตัวไหนในท้องสนามหลวง! และจะมีใครรู้ไหมว่าน้ำตาฟ้าที่หยดหยาดลงมานั้นจะกลายสภาพเป็นฝูงนกกลางคืนที่เรียงยืนเกาะกิ่งไม้ในยามวิกาล!! Birth of the Seanéma ทำให้ผู้เขียนได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ไปอีกหนึ่งขั้นกับการดูหนังทดลองที่อะไร ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ก็ใครจะไปคิดหละว่าจะได้เจอกับ ‘มุกควาย&#8217; ชวนให้หงายหลังในหนังทดลองเชิงกวีที่ไม่มีวี่แววของความเป็นคัมมะดี้อย่างเรื่องนี้กันเลย สำหรับผู้เขียนแล้วการถ่ายทอดจินตนาการเชิงกวีเหล่านี้จะต้องมีน้ำเสียงที่แปลกใหม่แบบจับไม่ได้ไล่ไม่ทันกันจริง ๆ จึงจะสามารถสร้างความประทับใจได้ คิดแล้วก็น่าเสียดายที่กวีเหนือจริงคนโปรดของผู้เขียนอย่าง อุเทน มหามิตร ยังไม่เคยถ่ายทอดจินตนการสุดพิสดารของเขาออกมาเป็นหนัง มิเช่นนั้นผู้เขียนก็อาจจะขอนำมาส่งเข้าประกวดในหมวดหนังทดลองเชิงกวีในลีลาแฟนตาซี + เหนือจริงแข่งกับ Birth of the Seanéma เรื่องนี้ดู</p>
<p>จากเรื่องภาษาก็มาว่าถึงงานด้านภาพกันบ้าง หลาย ๆ อย่างใน Birth of the Seanéma ทำให้ผู้เขียนเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกำเนิดของภาพยนตร์อย่างไม่อาจเลี่ยง ไม่ว่าจะเป็นชื่อหนังที่ดูจะจงใจให้พ้องเสียงกับวลี Birth of the Cinema ซึ่งแปลได้ว่า ‘กำเนิดแห่งหนัง&#8217; รวมถึงการใช้ภาพขาวดำไร้เสียงซึ่งใกล้เคียงกับลักษณะพื้นฐานของหนังเงียบในยุคแรกเริ่ม อย่างไรก็ตามหากจะมองในส่วนของรายละเอียดแล้วลีลาภาพใน Birth of the Seanéma ก็ยังคงดูห่างไกลจากความบริสุทธิ์ในหนังเรื่องแรก ๆ ของพี่น้อง <a href="http://www.imdb.com/name/nm0525910/"><font color="#3985a2">Lumière</font></a> ผู้บุกเบิกประดิษฐกรรมภาพยนตร์อยู่มากมาย ด้วยจริตจะก้านในการปรุงแต่งอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการหน่วงภาพด้วย speed แบบ slow motion ซึ่งอาจจะสวนทางกับความเร็วเกินปกติของกล้องถ่ายหนังในยุคโบราณเสียด้วยซ้ำ การใช้มุมภาพที่แลดูหวือหวา การขึ้นอักขระภาษาทาบทับลงบนภาพแทนที่จะใช้ title card แทรก ไปจนถึงเทคนิคการย้อนและซ้อน footage อย่างมีลีลาซึ่งไม่น่าจะพบเห็นได้ในหนังยุคนั้น จริตจะก้านต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ Birth of the Seanéma มิได้เป็นหนังที่ยึดอิงอยู่กับความไร้เดียงสาของหนังในยุคนั้นอย่างตรงไปตรงมา หากยังมีการเสาะหากลเม็ดมาทำให้บรรยากาศแบบโบราณเหล่านั้นมีความทันสมัยในแบบ modern เข้าไปด้วย</p>
<p>แต่จะว่าไปแล้วผู้เขียนก็มิได้มีปัญหาอะไรกับลีลาภาพในหนังเรื่องนี้นัก เพราะมันก็มิได้มีส่วนไปทำให้จุดใหญ่ใจความของหนังต้องเสียพลังไป สไตล์ทั้งหมดจึงยังเป็นอะไรที่รับได้และสามารถรับใช้ concept หลักของหนังได้ดี แต่สิ่งที่รู้สึกว่ามีปัญหายิ่งกว่าก็คือมุมมองของภาพที่ดูจะเน้นความงามในแบบสูตรสำเร็จจนดูจงใจเกินไปสักนิด ภาพต่าง ๆ ในหนังอาจจะงดงามจริง แต่ก็ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นความงามแบบภาพโปสการ์ดบนกระดาษแข็งที่ทั้งแห้งแล้งและไร้ชีวิต จริงอยู่ที่หนังเรื่องนี้อาจจะมีการพูดถึงเมืองร้างที่เต็มไปด้วยผู้คนไร้หัวจิตหัวใจ แต่ต้องไม่ลืมว่าน้ำเสียงของหนังยังมีสถานะคล้ายการหวนคืนของดวงวิญญาณซึ่งยังต้องการสำนึกบางอย่างของการมีชีวิตที่ยังคิดอ่านอะไรได้อยู่ แต่เท่าที่ดูผู้เขียนก็ยังไม่สามารถรู้สึกถึงสภาวะอันลึกลับน่าค้นหาเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง</p>
<p>ส่วนที่ดูจะอ่อนด้อยที่สุดในหนังก็คือภาพของท้องทะเลซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญและมีปรากฏให้เห็นกันบ่อยครั้ง แต่ผู้กำกับก็ยังหาญกล้าที่จะนำเสนอมันออกมาจากมุมมองแคบ ๆ เพียงมุมเดียวคือภาพที่ถ่ายจากชายหาดที่สามารถพิมพ์เป็นโปสการ์ดวางขายได้ในทันที ทั้ง ๆ ที่ตัวหนังก็ได้กล่าวอ้างถึงพลังอานุภาพของมันเอาไว้อย่าง over ในฉากเปิดเรื่อง ภาพทะเลใน Birth of the Seanéma จึงยังมีความเป็น ทะเล้ ทะเล ด้วยมุมมองจากสองตาของมนุษย์ซึ่งควรจะถูกลดทอนบทบาทลงไปตั้งแต่ต้น โดยไม่สนใจเลยว่า ‘ทะเล&#8217; นั้นยังมีมิติอื่น ๆ อีกมากมายให้ผู้กำกับได้ถ่ายทอด อาณาบริเวณของท้องทะเลนั้นช่างกว้างใหญ่คืบก็ใช่ศอกก็ใช่จนไม่สามารถจะมานั่งจ้องให้เห็นหมดได้จากเพียงหนึ่งชายหาด ความตื้นลึกของมันมีหลายระดับชั้นและคงไม่สามารถจะหยั่งวัดได้หากไม่กระโจนลงไปสัมผัส อีกทั้งระดับการเคลื่อนไหวของมันสามารถมีได้ทั้งสงบนิ่งไม่ไหวติงไปจนถึงถั่งโถมโหมคลั่งอย่างมหาคลื่นสึนามิ ตัวละครที่สำคัญที่สุดรายนี้จึงยังคงมีตัวตนอีกหลากหลายด้านที่ผู้กำกับควรจะสานต่อด้วยการนำเสนอให้ครบทุกมิติ แต่ ศะศิธร ก็ยังเลือกที่จะจำกัดตัวเองด้วยภาพที่ถ่ายกันแบบง่าย ๆ จากชายฝั่งเพียงมุมเดียว การทำความเข้าใจท้องทะเลใน Birth of the Seanéma จึงไม่ต่างไปจากการทำความรู้จักกับ William Shakespeare ด้วยการอ่าน Romeo and Juliet เพียงเรื่องเดียว ซึ่งก็คงไม่สามารถเห็นอะไรได้มากกว่าเศษเสี้ยวส่วนเดียวของอะไร ๆ ทั้งหมด</p>
<p>ส่วนภาพจากส่วนพื้นฝั่งนั้นผู้เขียนก็ยังสงสัยว่าทำไม ศะศิธร จึงเลือกนำเสนอเฉพาะภาพของเมืองใหญ่อันสับสนวุ่นวายไปด้วยผู้คนมากมายแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจที่จะนำเสนอภาพจาก location อื่น ๆ ให้มีความหลากหลายมากกว่านี้สมกับที่ได้ประกาศเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ในตอนแรกว่าทะเลสามารถกลืนความทรงจำของทุกสรรพสิ่งได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรภาพในเมืองเหล่านี้ก็ยังไม่ได้มีมุมมองแปลกใหม่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นอย่างที่หนังตระกูลนี้ควรจะเป็น โดยเฉพาะภาพจากเสารางรถไฟฟ้า แสงไฟ หรือถนนหนทางบริเวณสี่แยกในกรุงเทพ ฯ นั้น มันช่างคุ้นตาจนต้องร้องอุทานว่า ‘โอ้! ไม่นะ! มันมาอีกแล้ว!&#8217;  แต่สิ่งที่ผู้เขียนกลับรู้สึกว่าเป็นปัญหายิ่งกว่าคือสายตาที่มองภาพต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีมุมมองของความเป็นมนุษย์จนทำให้หนังต้องเสียความพิสุทธิ์กันอย่างไม่ควรอภัย จาก concept ทั้งหลายที่หนังนำเสนอมา ผู้เขียนรู้สึกว่าไม่น่าจะมีจุดไหนที่ควรใช้ภาพจากสายตามนุษย์ไปเกี่ยวข้อง หนังควรจะมองภาพต่าง ๆ อย่างสิ่งไร้ชีวิตในลีลาเดียวกับภาพขาวดำสุดมหัศจรรย์จากสายตาของเหล่าเทวดาใน Wings of Desire (1987) ของ Wim Wenders น่าจะเหมาะกว่า แต่ในเมื่อการจัดภาพใน Birth of the Seanéma ยังมีเค้ารอยของการตั้งกล้องถ่ายจากสถานที่ต่าง ๆ ที่มนุษย์สามารถเข้าไปยืนอยู่ได้ แถมยังมีการใส่คำบรรยายที่สามารถนิยามสิ่งต่าง ๆ ได้ว่า นี่คือว่าว นี่คือนก นี่คือผู้ชาย นี่คือแมงปอ นี่คือแมลงวัน ซึ่งล้วนแต่เป็นการมองผ่านสายตาของมนุษย์ทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดข้อสงสัยต่อไปอีกว่า ตกลงตัวละครที่มาพล่ามภาษา Seanéma ในหนังนี่เป็นใครมาจากไหน เคยเป็นคนมาก่อนหรือไม่ ถ้าใช่แล้วไปหัดพูดภาษา Seanéma นี้มาได้อย่างไร แล้วเขาหรือเธอกำลังจะมาทำอะไรในหนังเรื่องนี้? ความพิสุทธิ์ที่ต้องเสียความบริสุทธิ์ให้กับมุมมองแบบสองตาดูของ Birth of the Seanéma จึงทำให้ผลงานเรื่องนี้ของศะศิธร อริยะวิชา ยังไม่สามารถสร้างโลกใหม่ที่เป็นอิสระจากสำนึกของความเป็นมนุษย์ได้เลย</p>
<p>ลีลาประดิดประดอยอันนี้จะส่งผลให้การเล่นภาพของหนังในช่วงหลังทวีจริตจะก้านที่ห่างไกลความบริสุทธิ์ไปมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับจังหวะการลื่นไหลของเม็ดฝนบนแผ่นกระจกใสซึ่งดูอย่างไรก็ยังให้ความรู้สึกแข็งกระด้างแตกต่างไปจากเม็ดพิรุณที่เคยกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตในหนังสั้นสุดพิลาศเรื่อง Regen (1929) ของ Joris Ivens ส่วน shot ที่ควรจะน่าตื่นเต้นอย่างซ้อนภาพป่าคอนกรีตซึ่งกำลังจมหายลงใต้ผืนน้ำทะเลนั้น ผู้กำกับก็ดันหันไปใช้วิธีการซ้อนภาพกันอย่างตรงไปตรงมา จนอดคิดไม่ได้ว่า การที่เมืองทั้งเมืองสามารถจะจมหายลงไปอยู่ใต้บาดาลนั้น มันไม่ได้เป็นเพราะอานุภาพของน้ำทะเล หากเป็นผลจากเทคนิคเพียงง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในห้องตัดต่อโดยไม่ต้องง้อ footage อะไรเพิ่มเติม ถึงแม้เทคนิคง่าย ๆ นี้อาจจะถ่ายทอดเหตุการณ์ตามที่ต้องการบอกเล่าได้โดยไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องแต่ผู้กำกับเองก็ควรจะทดลองหาวิธีแสดงให้เห็นกันอีกสักนิดว่าผืนน้ำนั้นมันสามารถพิชิตทุกสรรพสิ่งได้จริง ๆ มิใช่อยู่นิ่ง ๆ ก็สามารถจะซึมจนท่วมเมืองกันได้อย่างที่เห็น แต่ shot ที่ดูจะเล่นเทคนิคกันจนกลายเป็นการปรุงแต่งถึงขั้นเสแสร้งก็คือ shot ที่แสดงภาพใบไม้ลอยกรูกลับขึ้นไปบนฟากฟ้า ที่ดูแล้วก็ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่ามันจะลอยกลับไปหาสวรรค์วิมานกันด้วยเหตุผลประการไฉนและมันไปสอดคล้องกับ concept หลักทั้งหมดของหนังกันอย่างไร ภาพเหล่านี้จึงดูเหมือนมีเจตนาจะใส่เข้ามาเพื่อสร้างความตื่นตาตามประสาการเล่นภาพในงาน music video อันหวือหวาโดยไม่ต้องสนใจเลยว่ามันจะเข้ากับเนื้อหาหรือทำนองเพลงกันหรือไม่</p>
<p>และทั้งหมดนี้ก็คือสาเหตุที่ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถจะประทับใจไปกับผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้ของ ศะศิธร อริยะวิชา ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาพื้นฐานของมันก็ยังพอมีอะไรให้ดึงดูดได้หากจะไม่ใช้จริตจะก้านอย่างมหาศาลถึงเพียงนี้ สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปใน Birth of the Seanéma ก็คือความ ‘พิสุทธิ์ใส&#8217; ที่สามารถจุดประกายความงามจากภายในได้โดยไม่ต้องฉาบทา แต่สิ่งที่ชวนให้ประหลาดใจมาก ๆ จากหนังเรื่องนี้ก็คือ แม้ขณะนั่งดูผู้เขียนยังสามารถรับรู้ได้อย่างเต็มอกว่า ศะศิธร อริยะวิชา บรรจงทำหนังเรื่องนี้ออกมาด้วยความบริสุทธิ์จริงใจที่จะสะท้อนมโนทัศน์ภายในของเธอออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวให้เราได้เห็น แต่ทำมั้ย ทำไม ยิ่งเธอพยายามจะจริงใจต่อน้ำเสียงของตัวเองมากเท่าใด ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นอะไรที่ ตอแล้ ตอแหล ในทุก ๆ องค์ประกอบถึงเพียงนี้? เห็นทีจะต้องยุแยงให้ผู้กำกับ ศะศิธร อริยะวิชา ได้หวนกลับมาทำหนังเพื่อพิสูจน์ฝีมือให้เห็นกันอีกครั้ง (ถ้ามีจริง) เผื่อจะมีแง่มุมใหม่ให้ได้ตั้งเป็นสมมติฐานเพื่อตอบคำถามว่าอะไรกันแน่หนาที่เป็นปัญหาต่อความน่าประทับใจใน Birth of the Seanéma (ซึ่งอาจจะมาจากตัวผู้เขียนเองก็เป็นได้)</p>
<p>น่าเสียดายเหลือเกินที่สุดท้ายท้องทะเลที่เห็นกันใน Birth of the Seanéma จึงกลายเป็นเพียงผืนนาวาตื้นเขินที่สามารถลุยเดินไปจนจบเส้นขอบฟ้าได้โดยที่ขายังไม่ทันจะเปียก จากถ้อยคำประกาศกล้าถึงอานุภาพใหญ่ยิ่งของท้องทะเลในช่วงแรก เอาเข้าจริง ๆ ทะเลใน Birth of the Seanéma กลับมิสามารถทำอะไรได้มากไปกว่าฉากบนโปสการ์ดกระดาษแข็งที่สิ้นไร้กระทั่งแรงของคลื่นลมที่จะพัดพาอะไร ๆ มาให้ได้รู้สึก แต่อย่างว่าความคิดนึกของคนเรามันก็มักจะมีอะไรที่ไม่ลงรอยกันอยู่เสมอ คุณผู้อ่านท่านใดที่พบเจอจุดไหนตรงส่วนใดของบทวิจารณ์กึ่งลามปามชิ้นนี้ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ‘คุณเข้าใจอะไรผิดแล้วหละ&#8217; ก็จงอย่าได้รอช้าโปรดท้วงติงกันมาให้ข้าพเจ้าได้รับทราบด้วย ขอขอบคุณในความกรุณาที่อุตส่าห์อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เอาไว้มีหนังเรื่องไหนที่ ‘ม่ายล่ายหลั่งจาย&#8217; ก็จะมาสวมวิญญาณเป็น ‘นายปากตะไกร&#8217; มาให้ได้ส่ายหน้ากันใหม่ในโอกาสหน้า ส่วนตอนนี้ก็ขอกล่าวอำลาไปด้วยความสวัสดี . . .</p>
<div style="text-align:center;"><img border="0" vspace="5" width="320" src="http://i241.photobucket.com/albums/ff297/film-sick/Kalapapruek_Signature.jpg" hspace="5" height="240" style="width:290px;height:189px;" /></div>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/atrickofthelight.wordpress.com/16/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/atrickofthelight.wordpress.com/16/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/atrickofthelight.wordpress.com/16/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/atrickofthelight.wordpress.com/16/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/atrickofthelight.wordpress.com/16/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/atrickofthelight.wordpress.com/16/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/atrickofthelight.wordpress.com/16/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/atrickofthelight.wordpress.com/16/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/atrickofthelight.wordpress.com/16/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/atrickofthelight.wordpress.com/16/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/atrickofthelight.wordpress.com/16/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/atrickofthelight.wordpress.com/16/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=atrickofthelight.wordpress.com&blog=2912615&post=16&subd=atrickofthelight&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://atrickofthelight.wordpress.com/2008/02/20/birth-of-the-seanema-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/57aeb893fa2deb2ae431de09e4a3a44c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.onopen.com/upload/birth.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://i241.photobucket.com/albums/ff297/film-sick/Kalapapruek_Signature.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>BIRTH OF SEANEMA (ศะศิธร อริยวิชชา /2004) : ความทรงจำที่สาบสูญ, ความทรงจำอันประดิษฐ์ขึ้นใหม่</title>
		<link>http://atrickofthelight.wordpress.com/2008/02/20/birth-of-seanema-%e0%b8%a8%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3-%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%8a%e0%b8%b2-2004-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://atrickofthelight.wordpress.com/2008/02/20/birth-of-seanema-%e0%b8%a8%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3-%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%8a%e0%b8%b2-2004-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Feb 2008 03:44:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>atrickofthelight</dc:creator>
				<category><![CDATA[เนื้อ-หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[birht of seanena]]></category>
		<category><![CDATA[film]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>
		<category><![CDATA[sasithorn ariyavicha]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://atrickofthelight.wordpress.com/2008/02/20/birth-of-seanema-%e0%b8%a8%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3-%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%8a%e0%b8%b2-2004-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</guid>
		<description><![CDATA[BIRTH OF SEANEMA (ศะศิธร อริยวิชชา /2004) : ความทรงจำที่สาบสูญ, ความทรงจำอันประดิษฐ์ขึ้นใหม่&#60;!&#8211;
February 19, 2008 at 3:53 pm · Filed under 02, ดูหนังอย่างคนป่วย
&#8211;&#62;

บทความชิ้นนี้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของหนัง หากการตีความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น






ภาพเหล่านั้นไหลเลื่อนจากรอยปริแตกแห่งท้องทะเล นี้คือความทรงจำซึ่งสาบสูญไป หรือนี้คือความทรงจำซึ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่ พวกเขากล่าวต่อกัน กระซิบกระซาบเพื่อมิให้ทิวามองเห็นแลราตรีได้สดับตรับฟัง พวกเขาอันคือเด็กหญิงที่กลายเป็นว่าว และคนผู้ชายผู้สร้างน้ำตามาเกาะบนกระจก เด็กหญิงผู้ที่ต่อมากลายเป็นแมงปอ กลายเป็นความทรงจำอันสาบสูญไป กลายเป็นความทรงจำอันประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ ในผู้ชายที่กลายเป็นนกเมือง เคลื่อนคล้อยคืนสู่ห้วงสมุทรอันเป็นอนันต์ ด้วยภาษาที่ราไม่อาจรู้จัก ภาพที่ไร้ซึ่งที่มา ชุดความทรงจำซึ่งยังคงดำรงอยู่โดยสลัวเลือน หากแจ่มชัดในความมีอยู่ แม้ภาพจะลาลับจากไปแล้ว
นี้คือสิ่งที่เราพอจะเล่าสู่ได้ จากชุดภาพที่เรืองแสงสีเทาอันแสนหม่นเศร้าราวกับมีหยดน้ำตารินร่วงจากจอภาพ หรือจากดวงตาเรา ภาพไร้ที่มาที่ไปไม่มีเรื่องจะเล่าขาน เป็นเพียงภาพที่บังเกิดขึ้น ดำรงคงอยู่แล้วลาลับ ภาพซึ่งบางที่อาจเล่าหรืออาจไม่ได้เล่า การกำเนิดเกิดขึ้นของภาพยนตร์หรือของท้องทะเลหรือภาพยนตร์ที่ผุดบังเกิดจากพรายฟองคลื่น เพื่อจะดับสูญลงไปอย่างรวดเร็วจนไม่อาจคว้าจับมาครอบครองได้ เว้นแต่ในความทรงจำแหว่งวิ่นของเรา

เราอาจอธิบายถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ด้วยวิธีการอันสามัญว่านี่คือ ภาพยนตร์ของ ศะศิธร อริยวิชชา ภาพยนตร์ที่เป็นชุดภาพบุมเบลอสีขาวดำ ปรากฏขึ้นโดยไร้เสียง และไร้ความต่อเนื่องเพื่อรองรับเรื่องเล่า ภาพอันมีอักขระชนิดใหม่ขึ้นมาเล่าเรื่อง (ที่อาจไม่ได้มีเพื่อสอดรับและขับเคลื่อนเรื่องเล่าแต่อย่างใด) ผุดพรายคล้ายฟองคลื่น ก่อนจะจากไป [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=atrickofthelight.wordpress.com&blog=2912615&post=15&subd=atrickofthelight&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><font color="#b96f17">BIRTH OF SEANEMA (ศะศิธร อริยวิชชา /2004) : ความทรงจำที่สาบสูญ, ความทรงจำอันประดิษฐ์ขึ้นใหม่&lt;!&#8211;</font><font color="#b96f17"></font><font color="#b96f17"></font><font color="#b96f17"></p>
<p class="postmeta">February 19, 2008 at 3:53 pm · Filed under <a rel="category tag" href="http://www.onopen.com/category/02/" title="View all posts in 02">02</a>, <a rel="category tag" href="http://www.onopen.com/category/02/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/" title="View all posts in ดูหนังภ??่างคนป่วย">ดูหนังอย่างคนป่วย</a></p>
<p>&#8211;&gt;</p>
<p></font></p>
<div class="postentry"><strong>บทความชิ้นนี้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของหนัง หากการตีความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น</strong></div>
<div class="postentry"><strong></strong></div>
<div class="postentry">
<div style="text-align:center;"><img width="400" src="http://www.onopen.com/upload/birth.jpg" height="301" /></div>
</div>
<div class="postentry"></div>
<div class="postentry"></div>
<div class="postentry">ภาพเหล่านั้นไหลเลื่อนจากรอยปริแตกแห่งท้องทะเล นี้คือความทรงจำซึ่งสาบสูญไป หรือนี้คือความทรงจำซึ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่ พวกเขากล่าวต่อกัน กระซิบกระซาบเพื่อมิให้ทิวามองเห็นแลราตรีได้สดับตรับฟัง พวกเขาอันคือเด็กหญิงที่กลายเป็นว่าว และคนผู้ชายผู้สร้างน้ำตามาเกาะบนกระจก เด็กหญิงผู้ที่ต่อมากลายเป็นแมงปอ กลายเป็นความทรงจำอันสาบสูญไป กลายเป็นความทรงจำอันประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ ในผู้ชายที่กลายเป็นนกเมือง เคลื่อนคล้อยคืนสู่ห้วงสมุทรอันเป็นอนันต์ ด้วยภาษาที่ราไม่อาจรู้จัก ภาพที่ไร้ซึ่งที่มา ชุดความทรงจำซึ่งยังคงดำรงอยู่โดยสลัวเลือน หากแจ่มชัดในความมีอยู่ แม้ภาพจะลาลับจากไปแล้ว</div>
<p class="postentry">นี้คือสิ่งที่เราพอจะเล่าสู่ได้ จากชุดภาพที่เรืองแสงสีเทาอันแสนหม่นเศร้าราวกับมีหยดน้ำตารินร่วงจากจอภาพ หรือจากดวงตาเรา ภาพไร้ที่มาที่ไปไม่มีเรื่องจะเล่าขาน เป็นเพียงภาพที่บังเกิดขึ้น ดำรงคงอยู่แล้วลาลับ ภาพซึ่งบางที่อาจเล่าหรืออาจไม่ได้เล่า การกำเนิดเกิดขึ้นของภาพยนตร์หรือของท้องทะเลหรือภาพยนตร์ที่ผุดบังเกิดจากพรายฟองคลื่น เพื่อจะดับสูญลงไปอย่างรวดเร็วจนไม่อาจคว้าจับมาครอบครองได้ เว้นแต่ในความทรงจำแหว่งวิ่นของเรา</p>
<p class="postentry"><span id="more-15"></span></p>
<p class="postentry">เราอาจอธิบายถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ด้วยวิธีการอันสามัญว่านี่คือ ภาพยนตร์ของ ศะศิธร อริยวิชชา ภาพยนตร์ที่เป็นชุดภาพบุมเบลอสีขาวดำ ปรากฏขึ้นโดยไร้เสียง และไร้ความต่อเนื่องเพื่อรองรับเรื่องเล่า ภาพอันมีอักขระชนิดใหม่ขึ้นมาเล่าเรื่อง (ที่อาจไม่ได้มีเพื่อสอดรับและขับเคลื่อนเรื่องเล่าแต่อย่างใด) ผุดพรายคล้ายฟองคลื่น ก่อนจะจากไป ตลอดเจ็ดสิบนาทีของหนังจึงมีเพียงภาพที่เคลื่อนไหวด้วยจังหวะเชื่องช้าและหม่นหมองเท่านั้นที่หลากไหลมาสู่เรา</p>
<p class="postentry">โดยไม่ต้องสงสัย มันอาจคือชุดภาพชวนเบื่อหน่าย ที่อาจสร้างความมึนงงให้กับผู้ชมที่กระหายอยากเรื่องเล่าอันสอดรับกับชุดภาพที่เริ่มต้น สร้างปมและคลี่คลายอย่างสมบูรณ์ตามรูปแบบภาพยนตร์กระแสหลัก แต่หากเลยพ้นไปจากความต้องการเบื้องต้น (ที่ถูกผลิตสร้างโดยกระบวนการ ทำภาพยนตร์ให้แขนด้วนขาพิการเพื่อส่งไปเร่ขอทานตามสายพานการผลิต เพื่อตอบรับกับสังคมอุตสาหกรรมแห่งยุคสมัยของการผลิตซ้ำอันสมบูรณ์จากโรงงานศิลปะ [หากจะเรียกมันอย่างโอ่อ่า]) เราอาจค้นพบว่าภาพยนตร์นั้นมีศักยภาพทั้งกว้างกว่านั้นและลึกกว่านั้น สวยงามกว่านั้น และสดฉ่ำกว่านั้น และ <span class="caps">BIRTH OF SENEMA </span>คือคำตอบอันทิ่มแทงดวงตาอันเคยชินเพราะนี่คือภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยละทิ้ง (หลงลืม หรือไม่เห็นความสำคัญ) ของกระบวนการพัฒนาภาพยนตร์เชิงเรื่องเล่า หากใส่ใจ และลึกซึ้งกับสัญญาณทางอารมณ์ที่ผุดบังเกิดขึ้นจาก -การจ้องมอง- การจ้องมองอันคือพื้นฐานแห่งการบันทึกภาพที่ผ่านพ้นไปแล้ว ภายใต้สื่อซึ่งทรงพลังทางศิลปะ ไม่แพ้สื่อใดในโลกศิลปะอันไพศาลนี้ ภาพเคลื่อนไหว ที่ยังมีแขนขาและหัวใจซึ่งมีชื่อว่า ภาพยนตร์</p>
<p class="postentry"><strong><span class="caps">BIRTH OF SEA</span></strong></p>
<p class="postentry">เราอาจแบ่งหนังเรื่องนี้ออกเป็นสองส่วน โดยไม่ได้แบ่งตามระยะเวลา หรือแบ่งตามบทแบ่งไม่ได้กระทั่งจากภาพและเรื่องเล่า หากเราอาจแบ่ง(อย่างคลุมเครือ) จากสิ่งซึ่งกระทบเรา การร้อยเรียงความหมายเฉพาะจากภาพที่ผุดบังเกิดต่างหาก</p>
<p class="postentry">ตอลดทั้งเรื่องภาพที่เรามักเห็นซ้ำไปซ้ำมา คือภาพของท้องฟ้าสีเทาเศร้าหม่น และหยดน้ำบนกำแพงกระจกอันกั้นเรากับเมืองที่กว้างใหญ่ไพศาล เด็กหญิงที่ปรากฏเป็นว่าวบนท้องฟ้าและชายหนุ่มผู้ปรากฏหลังกระจกจ้องมองหยดน้ำเชื่องช้า เหล่านี้คือธาตุเบื้อต้นของสรรพสิ่งอันมีสีเดียวกับท้องฟ้าและคือมหาศาลแห่งหยดน้ำ สิ่งซึ่งคือท้องทะเล</p>
<p class="postentry">มันจึงไม่ใช่เรื่องเกินเลยเมื่อภาพแรกที่เราเห็นคือท้องทะเลไร้เสียงที่มีเพียงภาพเกลียวคลื่นลูกแล้วลูกเล่าโถมเชื่องช้าแล้วล่าถอยกลับไป อักขระมอบกุญแจแก่เราด้วยการเล่าว่าภาพนั้นไหลเลื่อนออกจากรอยปริแตกแห่งทะเล ภาพเงียบเชียบที่ปรากฏธาตุพื้นฐานซึ่งประกอบกันกลายเป็นทะเล ในฉากสำคัญที่เราถูกปล่อยให้จ้องมองท้องทะเลยาวนาน จนภาพเมืองมาปรากฏซ้อน หลังจากนั้น ทะเล ไหลสวนทวนกลับ ลมพัดย้อนเส้นทาง และสองภาพสุดท้าย คือภาพของท้องฟ้า ที่ครืนครั่นด้วยแสงฟ้าแลบ และภาพหยดน้ำอันเการะจก ราวกับมันผุดบังเกิดแล้วคายคืนกลับไปสู่ธาตุดั้งเดิมอีกครั้ง</p>
<p class="postentry"><strong><span class="caps">BIRTH OF CINEMA</span></strong></p>
<p class="postentry">ในอีกทางหนึ่ง เราอาจกล่าวได้ว่านี่คือหนังที่พูดถึงการก่อกำเนิดของภาพยนตร์ โดยมีธาตุเบื้องต้นเพียงธาตุเดียว นั้นคือ -ภาพ- ภาพจากหลากหลายสถานที่ หลายหลายสาระเนื้อหา หากทั้งหมดถูกร้อยเชื่อมกันอย่างคลุมเครือ โดยมีเส้นด้ายบางๆเป็นเรื่องเล่าจากตัวอักขระไม่รู้จัก ภาพในหนัง เริ่มจากภาพของท้องทะเล และภาพเมือง ภาพของว่าวที่เล่นลมบนท้องฟ้ากว้าง ชายผู้เหม่อมองผ่านหยดน้ำจากยอดตึก ภาพของเมืองที่หมุนเคลื่อนผ่านจอ ภาพซ้อนทับของเมืองจากระยะไกล ภาพเคลื่อนไหวเดี่ยวๆ ปรากฏสลับกับเรื่องเล่าที่ไม่คืบหน้าไปไหน ด้วยจังหวะ ในภาพที่เชื่องช้า แล้วเลือนดับลับไปก่อนจะมีภาพใหม่ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นแทนที่ ในทางนี้การปรากฏและจบสิ้นของภาพไม่ต่างอะไรจากจังหวะของเกลียวคลื่นม้วนตัวซบหาดทรายอันเชื่องช้าดังที่ปรากฏมาแต่แรก</p>
<p class="postentry">หากเราแยกส่วนของภาพจากเรื่องเล่า เราจะเห็นธาตุของเรื่องเล่าอันประกอบด้วยเด็กหญิงซึ่งต่อมากลายเป็นว่าว และกลายเป็นแมงปอ ชายหนุ่มที่มีน้ำตาและกลายเป็นนกเมือง ก่อนที่เด็กหญิงจะกลายเป็น -ความทรงจำ- ของนกเมือง ความทรงจำอันมีเพียงสองประเภท นั่นคือ -ความทรงจำที่สาบสูญไปแล้ว และความทรงจำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่- และรูปแบบของความทรงจำเช่นนี้เอง ก่อกำเนิดประดิษฐกรรมที่เรียกว่าภาพยนตร์</p>
<p class="postentry">จากนั้น อีกครั้ง ธาตุทั้งหมดก็ไหลเลื่อนมารวมกันในฉากสำคัญที่ยาวนาน และเงียบเชียบ จนผู้เขียนไม่แน่ใจตัวเองหูแว่วไปเองหรือไม่เมื่อได้ยินเสียงขึ้นมาเอง นั่นคือฉาก ที่เราค่อยๆมองดูท้องทะเล และภาพของเมืองอันมัวซัวซ้อนทับขึ้นบนสันคลื่น ตรงนี้เอง ธาตุทั้งหมดรวมกัน ภาพยนตร์ถือกำเนิดขึ้น!</p>
<p class="postentry">หากภาพยนตร์ตายลงอย่างรวดเร็วไม่แตกต่างจากการดำรงคงอยู่ของมัน เพราะในฉากต่อมา ภาพที่ปรากฏคือซากแมงปอที่ตายอยู่บนชายหาด หากแมงปอคือความทรงจำ (ที่ทั้งสาบสูญและถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่) มันก็ได้จบลงในฉากที่ภาพทั้งหมดไหลมารวมกัน</p>
<p class="postentry">หลังจากฉากนั้น ภาพทั้งหมดไหลย้อนกลับ เกลียวคลื่นไหลย้อนกลับ ใบไม้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับว่าในทันที่ธาตุทั้งหมดรวมตัวกัน มันก็จะตายลงและกลับคือสู่ธาตุดั้งเดิม ภาพยนตร์เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่ปรากฏเพียงชั่วครู่ จากนั้นลาลับกลับคืนสู่ธาตุเดิมในบัดดล และภาพสุดท้ายธาตุของท้องทะเลและธาตุของภาพยนตร์ต่างสำแดงตนเงียบเชียบ อยู่จอสีเทาที่เรืองแสง</p>
<p class="postentry">และเรา ผู้กระหายอยากในภาพ ได้รับการตอบสนองคืนอย่างแช่มช้อย รุ่มรวยและอิ่มเอิบ ผ่านทางภาพยนตร์อันพิเศษพิสุทธิ์เรื่องนี้ ภาพยนตร์ที่ยืนอยู่ตรงชายขอบของความจริงกับความฝัน ภาพเคลื่อนไหวกับภาพนิ่ง การตื่นรู้และการหลับไหล การฝันกลางวันและการนอนไม่หลับ สิ่งที่สาบสูญและสิ่งซึ่งเพิ่งเกิดใหม่</p>
<p class="postentry">และเป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนทำภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ทำหนังอีกเลยนับจากหนังเรื่องนี้จบลง ด้วยข้อจำกัดของความอัตคัตทางศิลปะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้ฉายบ่อยครั้งนัก แต่ละครั้งมีคนดูจำนวนไม่มากนัก และไม่ได้ถูกพูดถึง ถกเถียง หรือขยายความน่าสนใจนั้นออกไปตามศักยภาพทางศิลปะที่หนังมี แต่นี่คือหนังที่ผู้เขียนรู้สึกอิ่มเอิบใจที่สุดเรื่องหนึ่ง เท่าที่ได้ดูมา การไปเสียจากชะตากรรมภาคบังคับของภาพยนตร์ในหนังเรื่องนี้เป็นการเปิดพรมแดนจินตนาการและปล่อยให้ภาพยนตร์แสดงศักยภาพอันพึงมีออกมาอย่างเต็มที่ โดยไม่พักครุ่นคำนึงถึงผู้ชม (เพราะใช่หรือไม่ที่การที่ผู้สร้างครุ่นคำนึงถึงผู้เสพ ตลอดการสร้างกับเป็นการหมิ่นแคลน สติปัญญาของผู้ชม ด้วยความรู้สึกในทำนองที่ว่า ฉันไม่ทำเช่นนั้นเพราะเธอจะไม่มีวันเข้าใจ) การสร้างงานอย่างซื่อสัตย์ และน้อมรับการตัดสินจากผู้ชมน่าจะเป็นสิ่งซึ่งผู้สร้าง ควรตระหนักที่สุดมิใช่หรือ</p>
<p class="postentry">ภาพยนตร์เกิดขึ้นและจบลงแล้ว ตอนนี้ที่ติดค้างคือความทรงจำ ซึ่งบางที่อาจสาบสูญไปก่อนหน้า หรือเพิ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เมื่อครู่นี้เอง</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/atrickofthelight.wordpress.com/15/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/atrickofthelight.wordpress.com/15/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/atrickofthelight.wordpress.com/15/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/atrickofthelight.wordpress.com/15/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/atrickofthelight.wordpress.com/15/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/atrickofthelight.wordpress.com/15/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/atrickofthelight.wordpress.com/15/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/atrickofthelight.wordpress.com/15/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/atrickofthelight.wordpress.com/15/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/atrickofthelight.wordpress.com/15/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/atrickofthelight.wordpress.com/15/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/atrickofthelight.wordpress.com/15/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=atrickofthelight.wordpress.com&blog=2912615&post=15&subd=atrickofthelight&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://atrickofthelight.wordpress.com/2008/02/20/birth-of-seanema-%e0%b8%a8%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3-%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%8a%e0%b8%b2-2004-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/57aeb893fa2deb2ae431de09e4a3a44c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">filmsick</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.onopen.com/upload/birth.jpg" medium="image" />
	</item>
	</channel>
</rss>