Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘review’

by celinejulie  http://celinejulie.blogspot.com

I went to see SYNDROMES AND A CENTURY: THAILAND’S EDITION (2008, Apichatpong Weerasethakul, A++++++++++) on Saturday. I haven’t seen SYNDROMES AND A CENTURY (2006, Apichatpong Weerasethakul) yet.SYNDROMES AND A CENTURY: THAILAND’S EDITION is a unique experience for me. I have been wanting for a long time for movies being censored in Thailand to [...]

Read Full Post »

 โดย : Jesse James
ในประวัติศาสตร์หนังคาวบอย  เราอาจแบ่งกลุ่มหนังคาวบอยออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ตามถิ่นฐานและองค์ประกอบหลัก ๆ ในแต่ละประเภท ได้แก่ ภาพยนตร์คาวบอยอเมริกัน และภาพยนตร์คาวบอยอิตาเลียน
  ภาพยนตร์คาวบอยอเมริกัน ยึดมั่นที่คุณธรรมน้ำมิตรระหว่างลูกผู้ชาย , การเผชิญโชคและเหล่าวายร้ายด้วยความกล้าหาญตามแบบฉบับวีรบุรุษ  ตัวละครหลักมักเป็นนายอำเภอผู้ยึดมั่นในคุณธรรม (My Darling Clementine)  , คนเลี้ยงม้าผู้ถูกกดขี่ข่มเหง (The Man from Laramie) หรือกระทั่งชายหนุ่มพเนจร ผู้เปรียบประดุจเทวทูตที่ลงมายังดินแดนมนุษย์เพื่อกวาดล้างเหล่าร้ายด้วยกระสุนปืน (Shane) ภาพยนตร์คาวบอยอเมริกัน จึงมักมีสูตรสำเร็จให้ดำเนินไปตามครรลองอยู่ไม่กี่แบบ พระเอกเผชิญปัญหา – ประสบความสิ้นหวัง – ได้รับแรงกระตุ้นจากคนรอบข้างหรือการกระทำอันเลวร้ายของวายร้าย – ลุกขึ้นสู้กับปัญหา  – ประสบชัยชนะในท้ายที่สุด
ทว่าก็มีภาพยนตร์คาวบอยอเมริกันแท้ ๆ ที่เลือกจะแหกกรอบการเล่าเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน ในกลุ่มนี้ได้แก่ High Noon (นายอำเภอผู้แสดงความหวาดกลัว) กระทั่ง The Man Who shot Liberty Valance (เจมส์ [...]

Read Full Post »

โดย มโนธรรม  เทียมเทียบรัตน์
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร ดอกเบี้ยรายสัปดาห์ วันที่  12-18  ก.ค. 2535 ปีที่ 2 ฉบับที่ 60 )
เอกลักษณ์เฉพาะทางภาพยนตร์ของเยอรมนี  เป็นสิ่งที่ถูกเฟ้นหาคำตอบพอๆ กับในหนังไทยเลยก็ว่าได้  ตรงที่ความเป็นมาในอดีตช่วงหนึ่ง  ซึ่งกินเวลานานติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 30  ปี  เนื่องจากสหรัฐได้เข้าไปควบคุม  “ความประพฤติ”  ของเยอรมนี  ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการวางแผนการจัดการทุกอย่างใหม่หมด  ซึ่งรวมทั้งการสร้างอิทธิพลครอบงำทางศิลปวัฒนธรรมและภาพยนตร์ … อาจไม่เป็นไปโดยทางตรงโดยผ่านกลไกด้านการแข่งขันทางการตลาดและการจัดเก็บภาษีหนังนำเข้าจากสหรัฐในอัตราที่ต่ำ  มีผลให้การอยู่รอดของหนังเยอรมนีเองอยู่ในฐานะลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1942 ถึง 60  ตอนต้น
               
จริงๆ แล้วอิทธิพลจากหนังสหรัฐในหนังเยอรมนีได้ปรากฏว่าเริ่มตั้งเค้ามาตั้งแต่ยุค 1930  ตอนต้นแล้ว หนังเก่าๆ ของเยอรมนีส่วนหนึ่งจึงดูเบาสบาย  ผิดกับตอนปลายของทศวรรษ 1920  ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองขนานแท้ของศิลปะในภาพยนตร์ของเยอรมนีและเป็นความโดดเด่นทางเอกลักษณ์ที่เห็นได้ชัดมาก  ก่อนที่นักสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์จะพากันอพยพลี้ภัยฮิตเลอร์ไปยังต่างประเทศกันขนานใหญ่โดยมากมักเลือกไปที่สหรัฐ  แล้วได้นำลักษณะเฉพาะในส่วนนี้ไปเจือปนในผลงานเรื่องต่อๆ มาที่ได้สร้างขึ้นในต่างประเทศ  กลายเป็นการเคลื่อนไหวของศิลปะภาพยนตร์ในอีกรูปแบบหนึ่ง  ซึ่งได้ปรากฏรูปเป็นหนังในแนวฟิล์มนัวร์  เหลือไว้แต่คนทำหนังส่วนหนึ่งที่ยังตกค้างอยู่ในเยอรมนีตามเดิมซึ่งพากันสวามิภักดิ์ต่อพรรคนาซี  โดยการทำหนังเพื่อเชิดชูและโปรปะกันดา  ฮิตเลอร์ และอุดมการณ์แห่งชาติทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลเพื่อความอยู่รอดเพียงสถานเดียว

Read Full Post »

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com

ในที่สุดก็มีโอกาสลงโรงฉายในเมืองไทย สำหรับหนัง animation เรื่องเยี่ยมอย่าง Persepolis ที่นอกจากจะคว้ารางวัลขวัญใจคณะกรรมการหรือ Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เมื่อปีกลายมาแล้ว หนังยังมีโอกาสข้ามฟากไปร่วมชิงชัยในเวทีออสการ์สาขา animation ยอดเยี่ยมกันถึงฝรั่งอเมริกาอีกด้วย
หนังเรื่องนี้สร้างจากการ์ตูนภาพอัตชีวประวัติชื่อเดียวกันของ Marjane Satrapi ศิลปินหญิงชาวอิหร่านที่โยกย้ายไปพำนักอาศัยและทำงานอยู่ในฝรั่งเศสหลังพบคำตอบว่าเธอไม่สามารถใช้ชีวิตในประเทศบ้านเกิดของตนเองได้อีกต่อไปแล้ว โดยเธอได้เล่าเรื่องราวชีวิตในช่วงเปลี่ยนผ่านวัย จากวัยเด็กสู่วัยสาว และจากวัยสาวสู่วัยผู้ใหญ่ภายใต้บรรยากาศการเปลี่ยนแปลงทางเมืองของอิหร่าน อันเป็นมูลเหตุสำคัญให้เธอต้องระหกระเหเร่ร่อนไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลาหลายขวบปี ซึ่งใน Persepolis ฉบับหนังนี้ Marjane Satrapi ก็มีโอกาสได้รับหน้าที่เป็นผู้กำกับร่วมกับ Vincent Paronnaud เพื่อนนักวาดการ์ตูนชาวฝรั่งเศสอีกคน

Read Full Post »

โดย : สมชาย บำรุงวงศ์
เพื่อนผมเขาเห็นผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องเด็กเรื่องโรงเรียน ได้เอื้อเฟื้อหนังมาให้ผมดูเรื่องหนึ่งชื่อ เคส เป็นหนังจากอังกฤษที่สร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 1969 แม้จะผ่านมาตั้งสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ประเด็นที่หนังนำเสนอยังดูทันสมัยไม่พ้นยุค อดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง
สถานที่ของเรื่องคือบาร์นสลีย์ เมืองอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ เรื่องย่อมีว่า
เด็กชายคนหนึ่งชื่อบิลลี่ อยู่กับแม่ (พ่อแยกทางไปก่อนนานแล้ว) และพี่ชายที่วัยห่างกันมาก ในสภาพค่อนข้างอัตคัด ทั้งในบ้านยังหาความสงบสุขไม่ได้ บิลลี่ต้องทำงานหาเงินด้วยการส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้านในตอนเช้า จากนั้นจึงไปโรงเรียน วันหยุดบิลลี่ชอบเที่ยวไปตามป่าละเมาะแถวบ้าน วันหนึ่งเขาได้ไปเจอเข้ากับรังเหยี่ยวชวาบนหลังคาสูงของบ้านหลังหนึ่ง การได้เห็นการบินร่อนอันสง่างามของมัน ทำให้บิลลี่นึกอยากเลี้ยงลูกเหยี่ยวไว้ฝึกบิน เขาเสาะหาตำราการฝึกเหยี่ยวมาอ่าน ก่อนจะปีนขึ้นไปขโมยลูกเหยี่ยวมาเลี้ยงและฝึก และทำได้สำเร็จ
บิลลี่ไม่ลงรอยกับจู๊ด พี่ชายที่ชอบข่มเหงเขาทั้งด้วยวาจาและกำลัง ทั้งสองเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด โดยบิลลี่เป็นฝ่ายยอมลงให้ วันหนึ่งจู๊ดซึ่งชอบเล่นพนันแทงม้า ทิ้งเงินและฝากโพยให้บิลลี่ไปแทงแทน แต่บิลลี่ซึ่งเกลียดการพนันได้ไปสืบดูจนเชื่อได้ว่า ม้าที่จู๊ดสั่งให้แทงแทบไม่มีโอกาสชนะ และเขาก็เชื่อเช่นนั้น จึงยักยอกเงินของจู๊ดไว้ ซึ่งหากม้าที่จู๊ดสั่งแทงแพ้จริงๆ จู๊ดก็จะไม่สนใจเงินที่เสียไป
แต่เป็นโชคไม่ดีของบิลลี่ที่การณ์กลับเป็นตรงกันข้าม ม้าของจู๊ดถูกรางวัล จู๊ดเมื่อรู้ความจริงจึงเดือดดาลมาก เขาออกตามหาบิลลี่ แต่บิลลี่ก็ไหวตัวทัน จึงหลบหนีและไม่กลับเข้าบ้านในวันนั้น จนรุ่งเช้าจึงโผล่ไปที่บ้าน และได้รู้ว่าจู๊ดได้ฆ่าลูกเหยี่ยวที่เขารักและฝึกมากับมือเสียแล้วเป็นการทดแทน

Read Full Post »

โดย  Jesse James
หนังเรื่องนี้ สร้างเมื่อปี ๑๙๖๒ นับถึงตอนนี้ ก็อายุครบ ๔๕ ปีพอดี แม้จะเก่าขนาดที่เรา ๆ เรียกลุง เรียกอาได้แล้ว แต่หนังเรื่องนี้ ก็ยังคงทำหน้าที่ตอบคำถามถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่เราเรียกกันว่า “กฏหมาย” ได้อยู่เสมอ…
..เป็น ครั้งแรก และครั้งเดียว ที่มีการจับเอาสตาร์ชั้นนำของแวดวงหนังตะวันตกมาประทะกันอย่างยิ่งใหญ่ ดาราระดับตำนานหน้าหนึ่งของหนังคาวบอยอย่าง จอห์น เวย์น รับบท ทอม โดนิฟอน นักเลงปืนและเจ้าของไร่ปศุสัตว์แห่งดินแดนตะวันตก ผู้ยึด “กฏหมู่” เป็นเครื่องมือในการตอบโต้กับเหล่าคนนอกกฏหมาย “กฏ” ของ โดนิฟอน ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน คือ การใช้ปืนตัดสินผิด-ถูกใน ชั่วเวลาลั่นไก… , เจมส์ สจ๊วต อีกหนึ่งตำนานของหนังคาวบอย และผู้รับบทนำในหนังชั้นดีของ อัลเฟรด ฮิทค๊อค อย่าง Vertigo, Rope มาครั้งนี้ รับบทเป็น แรนซั่ม สต๊อคดา์ร์ด นักกฏหมายจากแดนห่างไกล ที่ตัดสินใจมายังบ้านป่าเมืองเถื่อน [...]

Read Full Post »

 
โดย FILMSICK : http://filmsick.exteen.com
คุณนาย JEANNE DIELMAN อาศัยอยู่ในตึกหมายเลขยี่สิบสาม เธออาศัยอยู่กับลูกชายที่กำลังเรียนหนังสือ  ในแต่ละวันเธอจะตื่นเช้ามาทำอาหาร ขัดรองเท้าให้ลูกชาย ปลุกเขา แล้วปูโต๊ะทานอาหารเช้า พอลูกไปโรงเรียนเธอก็เก็บเตียงของลูกชายพับเข้าเป็นโซฟา เก็บโต๊ะ ล้างจาน จากนั้น ออกไปหาซื้อข้าวของเข้าบ้าน ไปตลาด  ไปไปรษณีย์ส่งจดหมาย แวะสนทนากับผู้คนก่อนจะกลับเข้าบ้านตรวจดูตู้จดหมาย ขึ้นลิฟท์ไป แล้วลงมือทำอาหารสำหรับมื้อเที่ยงที่เธอจะกินอย่างง่ายๆ และเตรียมมื้อเย็นให้ลูกชาย บางทีเพื่อนบ้านก็มาฝากลูกทารกไว้กับเธอตอนที่หล่อนไปตลาด  เธอจะนั่งคิดบัญชีรับจ่าย ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน  ปอกมันฝรั่ง รอจนเพื่อนบ้านมารับลูกคืน แวะคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้เธอจะรับฟังอย่างเฉยชา  จากนั้นไม่นานก็จะมี ผู้ชายมาที่บ้าน เธอลงมือทำงานของเธอเพื่อหาเงินเข้าบ้านระหว่างนั้นเธอจะต้มมันฝรั่งไว้บนเตา  งานจะเสร็จในช่วงเย็น เธอส่งผู้ชายออกจากห้อง พร้อมคำสัญญาสำหรับสัปดาห์หน้า จากนั้น เธอจะมาจัดการเตรียมมื้อเย็น มันฝรั่งจะสุกได้ที่ เตรียมซุปและอาหารอื่น ลูกชายกลับถึงบ้านในตอนเย็น ทำการบ้านบนโต๊ะกินข้าว จนถึงมื้อเย็น เธอจะลงมือปูตะกินอาหารเย็นกันเงียบๆ  จากนั้น เธอกับลุกชายจะออกไปข้างนอก พอกลับเข้ามา ลูกชายจะนั่งอ่านหนังสือขอร้องให้เธอเปิดวิทยุ  เธอหยิบนิตติ้งที่ถักค้างไว้มาถัก พอวิทยุบอกเวลาเธอจะปิดมัน กางเตียงให้ลูกชาย  ดูแลเครื่องทำความร้อน ให้ลูกเข้านอน จากนั้นเธอจะเข้าห้อง เปลี่ยนเป็นชุดนอน หวีผมของเอจนเข้ารูปจากนั้นก็เข้านอนก่อนที่วันใหม่ กิจกรรมเดิมจะบังเกิดซ้ำขึ้นอีกครั้ง
 

Read Full Post »

THE LAST COMMUNIST

โดย ปราบต์ บุนปาน   http://agonisticfilm.exteen.com

The Last Communist เป็นหนังสารคดีมาเลเซียของผู้กำกับ Amir Muhammad ที่พยายามจะเดินตามรอยเส้นทางชีวิตของ “จินเป็ง” อดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ท่ามกลางบริบทที่แตกต่างกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม หนังสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การค้นชีวิตของจินเป็ง ตรงกันข้าม อดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์มลายาซึ่งปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในอำเภอเบตง จังหวัดยะลาคนนี้ กลับไม่ได้ปรากฏตัวในหนังแต่อย่างใด
ตามความเข้าใจของผม หนังเรื่องนี้อาจพยายามจะใช้ชีวประวัติของจินเป็งเป็นตัวกลางที่สื่อถึงการดำรงอยู่ของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในอดีตและปัจจุบันที่ถูกบอกเล่าผ่านความทรงจำของผู้คนที่อาศัยอยู่ ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่จินเป็งเคยเดินทางไปพักอาศัยและต่อสู้ทางการเมือง ตลอดจนการเลือนหายไร้ตัวตนของพรรคคอมมิวนิสต์ดังกล่าวที่ถูกบอกเล่าผ่านเรื่องราวชีวิตประจำวันของผู้คนอีกจำนวนหนึ่งในปัจจุบันที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์หรือจินเป็งเลย แม้สถานที่ที่พวกเขาอยู่อาศัยจะมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตในอดีตของจินเป็งเช่นกันก็ตาม 

Read Full Post »

 
written by   FILMSICK +translted by CELINEJULIE
 

 
มันคงเป็นยามบ่ายในฤดูร้อน นางสาวจูลี่ บรรณารักษ์ผู้สวมแว่นหนาเตอะและมีผมหยิกหยองสีแดงเพลิง เกำลังนั่งเล่นในสวน อ่านหนังสือเล่มหนา ที่เกี่ยวกับเวทมนตร์ เอาส้นรองเท้า เขี่ยพื้นทรายวาดวงคาถา ตอนนั้นเองที่นางสาว เซลีน ผู้ซึ่งมีร่างเล็ก ผมดำตรงซอยทรงประหลาด สวมเสื้อตัวโคร่งและสะพายกระเป๋าใบยักษ์ ที่มีข้าวของล้นออกมา เดินผ่านหน้าเธอไป พลันแว่นกันแดดของเธอกระเด็นออกจากกระเป๋า
 นางสาวจูลี่มองเห็นเหตุการณ์พอดีจึงร้องทัก เธอทั้งส่งเสียงเรียก ทั้งวิ่งตาม แต่นางสาวเซลีนก็ไม่หันมอง ซ้ำยังทำนู่นนี่หายหกตกหล่นตลอดทาง นางสาวจูลี่ จึงตามเก็บไปเรื่อย และเปลี่ยนจากการให้ความช่วยเหลือ เป็นการวิ่งเล่นไล่จับกันไปรอบๆเมืองในแสงแดดยามเย็น นางสาวจูลี่สวมแว่นกันแดด และพันผ้าพันคอของนางสาวเซลีน ตามเธอไปในร้านเล็กๆ ที่เธอแสดงมายากล มาจบในร้านกาแฟ
 จากนั้นทั้งสองก็มายอู่ในก้องเดียวกัน ผลัดกันไปใช้ชีวิตของอีกฝ่ายและค้นพบบ้านผีสิงสุดประหลาด ที่ที่พวกเธอต้องผลัดกันเข้าไปค้นหาความจริงว่าใครฆ่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง โดยทั้งหมดนั้นเป็นไปอย่างครึกครื้นรื่นรมย์

Read Full Post »

โดย ธเนศน์ นุ่นมัน

“สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย” เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแอฟริกา ก่อนคริสต์ศักราช ที่นี่เป็นดินแดนสมบูรณ์ หอมหวาน จนเป็นที่หมายปองของชาวตะวันตกซึ่งหมายจะมาตั้งหลักแหล่ง เดิม ดินแดนนี้เคยเป็นของพวกคาเธจ และหลังจาก 146 ปีก่อน ค.ศ. ก็ตกอยู่ในปกครองของโรมัน ต่อมาราวศตวรรษที่ 7 พวกอาหรับก็อพยพมาเข้าครอบครอง กระทั่ง ค.ศ.1518 พายุแห่งโชคชะตาก็ยังไม่หยุดโหมพัด แอลจีเรีย ในช่วงเวลานั้นแผ่นดินนี้ตกอยู่ใต้อำนาจของตุรกี  ก่อนที่จะถูกซ้ำเติมอีกครั้งด้วยการเข้ายึดครองของฝรั่งเศสใน ค.ศ.1830
ฝรั่งเศสปกครองแอลจีเรียต่อมาอีก 168 ปี เมื่อเวลาหมักบ่มสารพัดปัญหา การเมือง ความไม่เท่าเทียม เชื้อชาติ-สัญชาติจนข้นพอ กลุ่มมุสลิมรักชาติก็เริ่มอดรนทนไม่ไหว จับอาวุธขึ้นต่อต้านผู้ปกครอง ลุกลามจนเป็นสงครามกลางเมืองกินเวลานับสิบปี มีประชาชนล้มตายลงเป็นผักปลา
ฝรั่งเศสให้แอลจีเรียเป็นประเทศเอกราชเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 1962 ความง่อยเปลี้ยของระบบเศรษฐกิจทำให้แอลจีเรียประสบปัญหาการว่างงานสูง ผู้คนจำนวนมาก อพยพเข้ามาเป็นพลเมืองชั้นสองในฝรั่งเศส โยกย้ายปัญหากลับมาหาต้นขั้ว เหมือนเงากรรม
ซาโน่และไนม่า คู่รักเชื้อสายแอลจีเรีย สัญชาติฝรั่งเศส เบื่อหน่ายสภาพแวดล้อมในเมือง พวกเขาวางแผนจะไปเที่ยวแอลจีเรีย ไปยัง เมืองแอลเจียร์ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิด แผนการปลุกวิญญาณนักผจญภัย โลดโผนไปถึงขั้นตั้งเป้าออกตามหารกรากที่พวกเขาเกือบหลงลืม

Read Full Post »

เรื่องที่เก่ากว่า