a trick of the light : a place for cinephiles

BIRTH OF THE SEANÉMA บทกล่อมเห่ทะเลกลืนเมือง ของ ศะศิธร อริยะวิชา

นิมิตวิจารณ์

BIRTH OF THE SEANÉMA บทกล่อมเห่ทะเลกลืนเมือง ของ ศะศิธร อริยะวิชา

โดย . . .  ‘กัลปพฤกษ์’  kalapapruek@hotmail.com

ไม่น่าเชื่อเลยว่าในที่สุดผู้เขียนก็มีโอกาสสัมผัสกับผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้ของ ศะศิธร อริยะวิชา อีกครั้ง หลังจากที่ดูไปได้ครึ่งเรื่องจากงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นของมูลนิธิหนังไทยเมื่อหลายปีก่อนด้วยสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อม และถึงแม้ Birth of the Seanéma จะมีโอกาสวนเวียนมาฉายในกรุงเทพฯ อีกหลังจากนั้น แต่ผู้เขียนก็ไม่เคยสบโอกาสได้ติดตามไปชมให้จบสักที กระทั่งเมื่อเทศกาล Bangkok Fringe Festival 2008 ร่วมกับมูลนิธิหนังไทยได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ณ ห้องฉายขนาดกะทัดรัดของภัทราวดีเธียเตอร์ ผู้เขียนจึงได้ชมผลงานชิ้นนี้อย่างเต็ม ๆ ในสภาวะที่พร้อมรับกับตัวหนังได้อย่างมีสติสตางค์มากขึ้น จากอาการงง ๆ เง็ง ๆ ซึ่งไม่อาจจะมั่นใจได้ว่าเป็นผลมาจากตัวหนังหรือสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อมสมบูรณ์ การได้ชม Birth of the Seanéma ในครานี้จึงทำให้ผู้เขียนมีโอกาสดูด้วยสายตาที่สามารถประมวลความรู้สึกต่าง ๆ ที่มีต่อตัวหนังได้อย่างเต็มที่ขึ้น

Birth of the Seanéma เป็นหนังทดลองความยาว 70 นาทีที่ใช้ภาพขาวดำของท้องทะเลและสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็นได้ในเมืองใหญ่มาถ่ายทอดไปพร้อม ๆ กับการบอกเล่าจินตนาการผ่านอักขระเฉพาะที่เรียกว่า Seanéma ซึ่งจะมาเล่าเรื่องราวย่อย ๆ ที่ไม่ค่อยจะเชื่อมต่ออะไรกันมากมายนัก โดยมีการหน่วงการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ให้ช้าลงอย่าง ultra slow motion ในทุก ๆ scene ของหนัง แถมยังใช้เทคนิคหนังเงียบด้วยการไม่ยอมให้สุ้มเสียงใด ๆ มาเป็นส่วนประกอบแต่จะใช้อักขระดังกล่าวมาถ่ายทอดถ้อยความต่าง ๆ กันแทน เนื้อเรื่องที่พอจะหยิบจับได้จาก Birth of the Seanéma ก็สรุปได้ประมาณว่า ทะเลนั้นคือสถานที่ที่บรรจุความทรงจำของทุกสรรพสิ่ง ทุกชีวิตล้วนมีต้นกำเนิดมาจากทะเล และเมื่อเมืองใหญ่ถูกกลืนหายไปในผืนน้ำ ความทรงจำคิดอ่านต่าง ๆ ของมวลชีวิตจึงถูกฝังอยู่ภายใต้ผืนสมุทรสุดไพศาลนี้ รอวันที่จะมีรอยแยกแห่งมหรรณพที่วิญญาณของความคิดอ่านเหล่านั้นจะมีโอกาสหวนกลับคืนสู่พื้นโลกอีกครั้ง

เป็นเรื่องน่าดีใจที่คอหนังหลาย ๆ คนได้แสดงความนิยมชมชอบผลงานเรื่องนี้กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จนกลายเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่สำหรับวงการหนังทดลองร่วมสมัยในเมืองไทยที่ดูจะคาดหวังอะไรได้ไม่มากนัก แต่สำหรับผู้เขียนเองแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อ Birth of the Seanéma กลับสวนทางกับเพื่อนนักดูหนังทั้งหลายเหล่านั้นเกือบจะสิ้นเชิง เพราะผู้เขียนไม่สามารถจะมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมไปกับมโนทัศน์ต่าง ๆ ที่หนังพยายามจะนำเสนอได้เลย จึงขอถือโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นที่อาจต่างออกไปจากบทความหลาย ๆ ชิ้นที่เคยแสดงความชื่นชมหนังเรื่องนี้ เผื่อว่าจะมีใครที่แอบมีความคิดเห็นต้องตรงกันจะได้ไม่รู้สึกแปลกแยกหรือว้าเหว่เดียวดายจนเกินไป รวมทั้งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงโต้แย้ง ไม่จริง! ไม่ใช่! เพื่อเปิดมุมมองการวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้มีมิติที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ความโดดเด่นของหนังซึ่งดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาคอหนังทั้งหลายก็คงจะเป็นลีลากวีสุดพิรี้พิไรที่หนังถ่ายทอดด้วยภาพขาวดำแบบ ultra slow motion ประกอบกับการใช้อักขระ Seanéma ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่เพื่อบอกเล่าห้วงความคิดภายในด้วยบรรยากาศจากโลกแห่งความฝันซึ่งคงจะนำมาสอดร้อยเป็นเรื่องราวเดียวกันได้ยาก ผู้เขียนเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าลีลาของหนังเรื่องนี้มีสมบัติของความเป็นบทกวีอย่างชัดเจน แต่ถึงแม้จะเป็นบทกวีแต่ในแวดวงวรรณคดีก็ยังมีทั้งกวีชั้นดีและกวีชั้นเลว การที่งานศิลปะแขนงอื่น ๆ จะได้รับการขนานนามว่ามีลีลาเฉกกวีนั้น จึงมิได้หมายความว่ามันจะมีคุณสมบัติเป็นงานเชิงกวีที่ดีได้โดยอัตโนมัติ หากผลงานชิ้นนั้นยังเฟื่องฟุ้งฟูมฟายสื่อความหมายโดยปราศจากความคมคายเราก็คงไม่สามารถยกย่องให้มันเป็นอะไรที่ดีได้ต่อให้มีความเป็น ‘กวี้กวี’ ขนาดไหน สำหรับ Birth of the Seanéma แล้ว ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นงานเชิงกวีที่น่าจัดให้อยู่ในกลุ่มหลังได้โดยไม่ต้องลังเลใจ เพราะมันยังแสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยทั้งทางด้านจินตนาการ วิธีการ รวมถึงความคิดสร้างสรรค์กันอย่างเห็นชัดในหลาย ๆ จุด

เริ่มกันตั้งแต่การใช้ภาษาซึ่งผู้กำกับเลือกที่จะถ่ายทอดความนึกคิดต่าง ๆ ผ่านการขึ้นอักขระ Seanéma ซึ่งเป็นเสมือนภาษาแห่งนาวาที่เปล่งมาจากรอยแยกของท้องทะเล อักขระ Seanéma ถูกออกแบบมาด้วยการหมุนตวัดของเส้นโค้งราวกับเป็นเสียงที่เกิดจากการม้วนตัวของเกลียวคลื่นแลดูน่ารักสวยงามคลับคล้ายภาษาฮิราคานะของญี่ปุ่น แต่ที่น่าขบขันก็คือ ศะศิธร อริยะวิชา อุตส่าห์ประดิษฐ์ภาษาใหม่ขึ้นมาสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่มันกลับไม่มีคุณสมบัติพื้นฐานของการสื่อความหมายใด ๆ ที่จะส่งตรงถึงคนดูได้ด้วยตัวมันเอง เพราะสุดท้ายผู้กำกับก็ต้องหันมาถ่ายทอด ‘สาร’ ต่าง ๆ ผ่านถึงคนดูด้วยการแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษในคำบรรยายใต้ภาพกันอยู่ดี จุดนี้เองที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นการประนีประนอมที่ไม่อาจยอมรับได้โดยเฉพาะในหนังที่ต้องการความเป็นตัวของตัวเองสูงอย่าง Birth of the Seanéma เรื่องนี้ จะเห็นว่าเนื้อหาส่วนที่เป็นวัจนภาษาของหนังล้วนส่งถึงคนดูผ่านภาษาอังกฤษแทนที่จะใช้ภาษา Seanéma ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกเทศอย่างแท้จริงของอาณาจักรลึกลับแห่งนี้ นอกจากนี้การออกแบบภาษา Seanéma ก็ดูจะยังขาดความพิถีพิถันละเอียดลออราวกับจะทำออกมาแบบขอไปที เพราะถ้านั่งนับดูดี ๆ แล้วตัวอักษรต่าง ๆ ที่ขึ้นซ้ำวนไปมานั้นอาจจะมีไม่ถึง 20 อักขระ แต่จากคำบรรยายภาษาอังกฤษที่แปลออกมา ตัวอักษรหนึ่ง ๆ กลับสามารถบรรจุความหมายต่าง ๆ ได้หลากหลายจนไม่น่าเชื่อ ที่น่าทึ่งกว่าก็คือนอกจากจะสามารถแทนความหมายได้มากมายแล้ว ตัวอักษร Seanéma เพียงแค่สี่ซ้าห้าตัวก็ยังสามารถใช้แทนคำอ่านชื่อและนามสกุลภาษาไทยของทีมงานใน end credit หนังเรื่องนี้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง! การประดิษฐ์ภาษาใหม่โดยเฉพาะภาษาเขียนให้ดูน่าเชื่อถือจริง ๆ นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย ชนิดที่ใช้ลายเส้นตวัดไปมาเพียงสองสามทีก็จะมีสิทธิ์มาอุปโลกน์ได้ว่าเป็นภาษาใหม่ ตัวอย่างประกอบน่าสนใจที่ผู้เขียนอยากจะยกไว้เผื่อผู้อ่านท่านใดสนใจจะได้หามาศึกษาเปรียบเทียบก็คือ การออกแบบภาษาของมนุษย์ดึกดำบรรพ์เผ่าต่าง ๆ ของ Anthony Burgess (ผู้เขียน A Clockwork Orange) และ Desmond Morris (ผู้เขียนและกำกับ The Naked Ape) ในหนังฝรั่งเศสเรื่อง Quest for Fire (1981) ของ Jean-Jacques Annaud ซึ่งมีการออกแบบภาษาใหม่อย่างเป็นระบบมีไวยากรณ์เป็นของตัวเอง ซึ่งนักแสดงที่เล่นเป็นมนุษย์วานรจะต้องสื่อสารให้ตรงกับที่ Anthony Burgess และ Desmond Morris ได้สร้างสรรค์เอาไว้อย่างเคร่งครัด และที่สำคัญคือ แม้ว่าทุก ๆ อากัปกิริยาของพวกเขาจะมีความหมายต่าง ๆ ซุกซ่อนเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ผู้กำกับก็ไม่ได้ใช้คำบรรยายภาษาใด ๆ มาใส่เอาไว้ให้ผู้ชมได้เข้าใจ เพราะเขาถือภาษาใหม่ควรจะต้องทำหน้าที่ของมันได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงภาษาที่ยังไม่ปรากฏมีในยุคสมัยตามท้องเรื่องเสียด้วยซ้ำ ภาษานาวาจาก Birth of Seanéma ของศะศิธร อริยะวิชา จึงอาจจะมีประโยชน์ทำให้ ทะเลคาริบเบียน กับทะเลจีนใต้ สามารถบอกความในใจข้ามมหาสมุทรใหญ่ถึงกันได้ แต่มันกลับไม่มีประโยชน์อันใดเลยในหนังเรื่องนี้นอกจากจะทำให้หนังดู ‘มี’ อะไร ๆ ที่สามารถทำให้ใคร ๆ อุทานได้ว่า “อุ๊ย! ดูสิ! หนังเรื่องนี้เค้ามีภาษา Seanéma ด้วย! เก๋จังเลยนะตัวเอง!”

เมื่อภาษา Seanéma ไม่สามารถสื่อสารอะไรอันใดกับผู้เขียนโดยตรงได้ (หรือถ้าใครมีความสามารถพิเศษในการทำความเข้าใจภาษานี้ได้ก็ขอให้ช่วยทำปทานุกรม Seanéma ฉบับภาษาไทยให้ได้ศึกษากันด้วยนะ!) ผู้เขียนจึงต้องติดตามข้อความต่าง ๆ ในหนังผ่านทางคำแปลภาษาปะกิด English for You (มายเดียร์ออเดี้ยนซ์) กันแทน ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ได้สันทัดจัดเจนในแวดวงวรรณคดีกวีอังกฤษเท่าใดนัก แต่ผู้เขียนก็ยังรู้สึกได้ว่าลีลาและเนื้อหาเชิงกวีที่ปรากฏอยู่ในคำบรรยายที่ถ่ายทอดออกมาเหล่านั้น มันช่างแล้งไร้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อันชวนให้ตะลึงพรึงเพริดกันจริง ๆ การอารัมภบทเกี่ยวกับความทรงจำในท้องทะเลในช่วงแรก ๆ ของหนังอาจจะยังไม่มีปัญหาเท่าใดนัก แต่ยิ่งหนังเริ่มดำเนินไป ก็ดูเหมือนว่าอะไร ๆ ก็จะเริ่ม ‘เสร่อ’ มากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มกันตั้งแต่ เด็กผู้หญิงที่ฝันว่าตัวเองเป็นว่าว! ชายที่ทำให้ฟ้าต้องร้องไห้เป็นเม็ดฝน! ฝูงแมงปอที่กลายมาเป็นความทรงจำของกันและกัน! ซึ่งไอเดียต่าง ๆ นี้จะถูกพัฒนาให้หนักข้อขึ้นเมื่อ ชายชราคนหนึ่งต้องทำหน้าเอ๋อเมื่อไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงที่เขาตามหาคือว่าวตัวไหนในท้องสนามหลวง! และจะมีใครรู้ไหมว่าน้ำตาฟ้าที่หยดหยาดลงมานั้นจะกลายสภาพเป็นฝูงนกกลางคืนที่เรียงยืนเกาะกิ่งไม้ในยามวิกาล!! Birth of the Seanéma ทำให้ผู้เขียนได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ไปอีกหนึ่งขั้นกับการดูหนังทดลองที่อะไร ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ก็ใครจะไปคิดหละว่าจะได้เจอกับ ‘มุกควาย’ ชวนให้หงายหลังในหนังทดลองเชิงกวีที่ไม่มีวี่แววของความเป็นคัมมะดี้อย่างเรื่องนี้กันเลย สำหรับผู้เขียนแล้วการถ่ายทอดจินตนาการเชิงกวีเหล่านี้จะต้องมีน้ำเสียงที่แปลกใหม่แบบจับไม่ได้ไล่ไม่ทันกันจริง ๆ จึงจะสามารถสร้างความประทับใจได้ คิดแล้วก็น่าเสียดายที่กวีเหนือจริงคนโปรดของผู้เขียนอย่าง อุเทน มหามิตร ยังไม่เคยถ่ายทอดจินตนการสุดพิสดารของเขาออกมาเป็นหนัง มิเช่นนั้นผู้เขียนก็อาจจะขอนำมาส่งเข้าประกวดในหมวดหนังทดลองเชิงกวีในลีลาแฟนตาซี + เหนือจริงแข่งกับ Birth of the Seanéma เรื่องนี้ดู

จากเรื่องภาษาก็มาว่าถึงงานด้านภาพกันบ้าง หลาย ๆ อย่างใน Birth of the Seanéma ทำให้ผู้เขียนเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกำเนิดของภาพยนตร์อย่างไม่อาจเลี่ยง ไม่ว่าจะเป็นชื่อหนังที่ดูจะจงใจให้พ้องเสียงกับวลี Birth of the Cinema ซึ่งแปลได้ว่า ‘กำเนิดแห่งหนัง’ รวมถึงการใช้ภาพขาวดำไร้เสียงซึ่งใกล้เคียงกับลักษณะพื้นฐานของหนังเงียบในยุคแรกเริ่ม อย่างไรก็ตามหากจะมองในส่วนของรายละเอียดแล้วลีลาภาพใน Birth of the Seanéma ก็ยังคงดูห่างไกลจากความบริสุทธิ์ในหนังเรื่องแรก ๆ ของพี่น้อง Lumière ผู้บุกเบิกประดิษฐกรรมภาพยนตร์อยู่มากมาย ด้วยจริตจะก้านในการปรุงแต่งอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการหน่วงภาพด้วย speed แบบ slow motion ซึ่งอาจจะสวนทางกับความเร็วเกินปกติของกล้องถ่ายหนังในยุคโบราณเสียด้วยซ้ำ การใช้มุมภาพที่แลดูหวือหวา การขึ้นอักขระภาษาทาบทับลงบนภาพแทนที่จะใช้ title card แทรก ไปจนถึงเทคนิคการย้อนและซ้อน footage อย่างมีลีลาซึ่งไม่น่าจะพบเห็นได้ในหนังยุคนั้น จริตจะก้านต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ Birth of the Seanéma มิได้เป็นหนังที่ยึดอิงอยู่กับความไร้เดียงสาของหนังในยุคนั้นอย่างตรงไปตรงมา หากยังมีการเสาะหากลเม็ดมาทำให้บรรยากาศแบบโบราณเหล่านั้นมีความทันสมัยในแบบ modern เข้าไปด้วย

แต่จะว่าไปแล้วผู้เขียนก็มิได้มีปัญหาอะไรกับลีลาภาพในหนังเรื่องนี้นัก เพราะมันก็มิได้มีส่วนไปทำให้จุดใหญ่ใจความของหนังต้องเสียพลังไป สไตล์ทั้งหมดจึงยังเป็นอะไรที่รับได้และสามารถรับใช้ concept หลักของหนังได้ดี แต่สิ่งที่รู้สึกว่ามีปัญหายิ่งกว่าก็คือมุมมองของภาพที่ดูจะเน้นความงามในแบบสูตรสำเร็จจนดูจงใจเกินไปสักนิด ภาพต่าง ๆ ในหนังอาจจะงดงามจริง แต่ก็ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นความงามแบบภาพโปสการ์ดบนกระดาษแข็งที่ทั้งแห้งแล้งและไร้ชีวิต จริงอยู่ที่หนังเรื่องนี้อาจจะมีการพูดถึงเมืองร้างที่เต็มไปด้วยผู้คนไร้หัวจิตหัวใจ แต่ต้องไม่ลืมว่าน้ำเสียงของหนังยังมีสถานะคล้ายการหวนคืนของดวงวิญญาณซึ่งยังต้องการสำนึกบางอย่างของการมีชีวิตที่ยังคิดอ่านอะไรได้อยู่ แต่เท่าที่ดูผู้เขียนก็ยังไม่สามารถรู้สึกถึงสภาวะอันลึกลับน่าค้นหาเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง

ส่วนที่ดูจะอ่อนด้อยที่สุดในหนังก็คือภาพของท้องทะเลซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญและมีปรากฏให้เห็นกันบ่อยครั้ง แต่ผู้กำกับก็ยังหาญกล้าที่จะนำเสนอมันออกมาจากมุมมองแคบ ๆ เพียงมุมเดียวคือภาพที่ถ่ายจากชายหาดที่สามารถพิมพ์เป็นโปสการ์ดวางขายได้ในทันที ทั้ง ๆ ที่ตัวหนังก็ได้กล่าวอ้างถึงพลังอานุภาพของมันเอาไว้อย่าง over ในฉากเปิดเรื่อง ภาพทะเลใน Birth of the Seanéma จึงยังมีความเป็น ทะเล้ ทะเล ด้วยมุมมองจากสองตาของมนุษย์ซึ่งควรจะถูกลดทอนบทบาทลงไปตั้งแต่ต้น โดยไม่สนใจเลยว่า ‘ทะเล’ นั้นยังมีมิติอื่น ๆ อีกมากมายให้ผู้กำกับได้ถ่ายทอด อาณาบริเวณของท้องทะเลนั้นช่างกว้างใหญ่คืบก็ใช่ศอกก็ใช่จนไม่สามารถจะมานั่งจ้องให้เห็นหมดได้จากเพียงหนึ่งชายหาด ความตื้นลึกของมันมีหลายระดับชั้นและคงไม่สามารถจะหยั่งวัดได้หากไม่กระโจนลงไปสัมผัส อีกทั้งระดับการเคลื่อนไหวของมันสามารถมีได้ทั้งสงบนิ่งไม่ไหวติงไปจนถึงถั่งโถมโหมคลั่งอย่างมหาคลื่นสึนามิ ตัวละครที่สำคัญที่สุดรายนี้จึงยังคงมีตัวตนอีกหลากหลายด้านที่ผู้กำกับควรจะสานต่อด้วยการนำเสนอให้ครบทุกมิติ แต่ ศะศิธร ก็ยังเลือกที่จะจำกัดตัวเองด้วยภาพที่ถ่ายกันแบบง่าย ๆ จากชายฝั่งเพียงมุมเดียว การทำความเข้าใจท้องทะเลใน Birth of the Seanéma จึงไม่ต่างไปจากการทำความรู้จักกับ William Shakespeare ด้วยการอ่าน Romeo and Juliet เพียงเรื่องเดียว ซึ่งก็คงไม่สามารถเห็นอะไรได้มากกว่าเศษเสี้ยวส่วนเดียวของอะไร ๆ ทั้งหมด

ส่วนภาพจากส่วนพื้นฝั่งนั้นผู้เขียนก็ยังสงสัยว่าทำไม ศะศิธร จึงเลือกนำเสนอเฉพาะภาพของเมืองใหญ่อันสับสนวุ่นวายไปด้วยผู้คนมากมายแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจที่จะนำเสนอภาพจาก location อื่น ๆ ให้มีความหลากหลายมากกว่านี้สมกับที่ได้ประกาศเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ในตอนแรกว่าทะเลสามารถกลืนความทรงจำของทุกสรรพสิ่งได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรภาพในเมืองเหล่านี้ก็ยังไม่ได้มีมุมมองแปลกใหม่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นอย่างที่หนังตระกูลนี้ควรจะเป็น โดยเฉพาะภาพจากเสารางรถไฟฟ้า แสงไฟ หรือถนนหนทางบริเวณสี่แยกในกรุงเทพ ฯ นั้น มันช่างคุ้นตาจนต้องร้องอุทานว่า ‘โอ้! ไม่นะ! มันมาอีกแล้ว!’  แต่สิ่งที่ผู้เขียนกลับรู้สึกว่าเป็นปัญหายิ่งกว่าคือสายตาที่มองภาพต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีมุมมองของความเป็นมนุษย์จนทำให้หนังต้องเสียความพิสุทธิ์กันอย่างไม่ควรอภัย จาก concept ทั้งหลายที่หนังนำเสนอมา ผู้เขียนรู้สึกว่าไม่น่าจะมีจุดไหนที่ควรใช้ภาพจากสายตามนุษย์ไปเกี่ยวข้อง หนังควรจะมองภาพต่าง ๆ อย่างสิ่งไร้ชีวิตในลีลาเดียวกับภาพขาวดำสุดมหัศจรรย์จากสายตาของเหล่าเทวดาใน Wings of Desire (1987) ของ Wim Wenders น่าจะเหมาะกว่า แต่ในเมื่อการจัดภาพใน Birth of the Seanéma ยังมีเค้ารอยของการตั้งกล้องถ่ายจากสถานที่ต่าง ๆ ที่มนุษย์สามารถเข้าไปยืนอยู่ได้ แถมยังมีการใส่คำบรรยายที่สามารถนิยามสิ่งต่าง ๆ ได้ว่า นี่คือว่าว นี่คือนก นี่คือผู้ชาย นี่คือแมงปอ นี่คือแมลงวัน ซึ่งล้วนแต่เป็นการมองผ่านสายตาของมนุษย์ทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดข้อสงสัยต่อไปอีกว่า ตกลงตัวละครที่มาพล่ามภาษา Seanéma ในหนังนี่เป็นใครมาจากไหน เคยเป็นคนมาก่อนหรือไม่ ถ้าใช่แล้วไปหัดพูดภาษา Seanéma นี้มาได้อย่างไร แล้วเขาหรือเธอกำลังจะมาทำอะไรในหนังเรื่องนี้? ความพิสุทธิ์ที่ต้องเสียความบริสุทธิ์ให้กับมุมมองแบบสองตาดูของ Birth of the Seanéma จึงทำให้ผลงานเรื่องนี้ของศะศิธร อริยะวิชา ยังไม่สามารถสร้างโลกใหม่ที่เป็นอิสระจากสำนึกของความเป็นมนุษย์ได้เลย

ลีลาประดิดประดอยอันนี้จะส่งผลให้การเล่นภาพของหนังในช่วงหลังทวีจริตจะก้านที่ห่างไกลความบริสุทธิ์ไปมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับจังหวะการลื่นไหลของเม็ดฝนบนแผ่นกระจกใสซึ่งดูอย่างไรก็ยังให้ความรู้สึกแข็งกระด้างแตกต่างไปจากเม็ดพิรุณที่เคยกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตในหนังสั้นสุดพิลาศเรื่อง Regen (1929) ของ Joris Ivens ส่วน shot ที่ควรจะน่าตื่นเต้นอย่างซ้อนภาพป่าคอนกรีตซึ่งกำลังจมหายลงใต้ผืนน้ำทะเลนั้น ผู้กำกับก็ดันหันไปใช้วิธีการซ้อนภาพกันอย่างตรงไปตรงมา จนอดคิดไม่ได้ว่า การที่เมืองทั้งเมืองสามารถจะจมหายลงไปอยู่ใต้บาดาลนั้น มันไม่ได้เป็นเพราะอานุภาพของน้ำทะเล หากเป็นผลจากเทคนิคเพียงง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในห้องตัดต่อโดยไม่ต้องง้อ footage อะไรเพิ่มเติม ถึงแม้เทคนิคง่าย ๆ นี้อาจจะถ่ายทอดเหตุการณ์ตามที่ต้องการบอกเล่าได้โดยไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องแต่ผู้กำกับเองก็ควรจะทดลองหาวิธีแสดงให้เห็นกันอีกสักนิดว่าผืนน้ำนั้นมันสามารถพิชิตทุกสรรพสิ่งได้จริง ๆ มิใช่อยู่นิ่ง ๆ ก็สามารถจะซึมจนท่วมเมืองกันได้อย่างที่เห็น แต่ shot ที่ดูจะเล่นเทคนิคกันจนกลายเป็นการปรุงแต่งถึงขั้นเสแสร้งก็คือ shot ที่แสดงภาพใบไม้ลอยกรูกลับขึ้นไปบนฟากฟ้า ที่ดูแล้วก็ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่ามันจะลอยกลับไปหาสวรรค์วิมานกันด้วยเหตุผลประการไฉนและมันไปสอดคล้องกับ concept หลักทั้งหมดของหนังกันอย่างไร ภาพเหล่านี้จึงดูเหมือนมีเจตนาจะใส่เข้ามาเพื่อสร้างความตื่นตาตามประสาการเล่นภาพในงาน music video อันหวือหวาโดยไม่ต้องสนใจเลยว่ามันจะเข้ากับเนื้อหาหรือทำนองเพลงกันหรือไม่

และทั้งหมดนี้ก็คือสาเหตุที่ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถจะประทับใจไปกับผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้ของ ศะศิธร อริยะวิชา ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาพื้นฐานของมันก็ยังพอมีอะไรให้ดึงดูดได้หากจะไม่ใช้จริตจะก้านอย่างมหาศาลถึงเพียงนี้ สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปใน Birth of the Seanéma ก็คือความ ‘พิสุทธิ์ใส’ ที่สามารถจุดประกายความงามจากภายในได้โดยไม่ต้องฉาบทา แต่สิ่งที่ชวนให้ประหลาดใจมาก ๆ จากหนังเรื่องนี้ก็คือ แม้ขณะนั่งดูผู้เขียนยังสามารถรับรู้ได้อย่างเต็มอกว่า ศะศิธร อริยะวิชา บรรจงทำหนังเรื่องนี้ออกมาด้วยความบริสุทธิ์จริงใจที่จะสะท้อนมโนทัศน์ภายในของเธอออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวให้เราได้เห็น แต่ทำมั้ย ทำไม ยิ่งเธอพยายามจะจริงใจต่อน้ำเสียงของตัวเองมากเท่าใด ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นอะไรที่ ตอแล้ ตอแหล ในทุก ๆ องค์ประกอบถึงเพียงนี้? เห็นทีจะต้องยุแยงให้ผู้กำกับ ศะศิธร อริยะวิชา ได้หวนกลับมาทำหนังเพื่อพิสูจน์ฝีมือให้เห็นกันอีกครั้ง (ถ้ามีจริง) เผื่อจะมีแง่มุมใหม่ให้ได้ตั้งเป็นสมมติฐานเพื่อตอบคำถามว่าอะไรกันแน่หนาที่เป็นปัญหาต่อความน่าประทับใจใน Birth of the Seanéma (ซึ่งอาจจะมาจากตัวผู้เขียนเองก็เป็นได้)

น่าเสียดายเหลือเกินที่สุดท้ายท้องทะเลที่เห็นกันใน Birth of the Seanéma จึงกลายเป็นเพียงผืนนาวาตื้นเขินที่สามารถลุยเดินไปจนจบเส้นขอบฟ้าได้โดยที่ขายังไม่ทันจะเปียก จากถ้อยคำประกาศกล้าถึงอานุภาพใหญ่ยิ่งของท้องทะเลในช่วงแรก เอาเข้าจริง ๆ ทะเลใน Birth of the Seanéma กลับมิสามารถทำอะไรได้มากไปกว่าฉากบนโปสการ์ดกระดาษแข็งที่สิ้นไร้กระทั่งแรงของคลื่นลมที่จะพัดพาอะไร ๆ มาให้ได้รู้สึก แต่อย่างว่าความคิดนึกของคนเรามันก็มักจะมีอะไรที่ไม่ลงรอยกันอยู่เสมอ คุณผู้อ่านท่านใดที่พบเจอจุดไหนตรงส่วนใดของบทวิจารณ์กึ่งลามปามชิ้นนี้ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ‘คุณเข้าใจอะไรผิดแล้วหละ’ ก็จงอย่าได้รอช้าโปรดท้วงติงกันมาให้ข้าพเจ้าได้รับทราบด้วย ขอขอบคุณในความกรุณาที่อุตส่าห์อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เอาไว้มีหนังเรื่องไหนที่ ‘ม่ายล่ายหลั่งจาย’ ก็จะมาสวมวิญญาณเป็น ‘นายปากตะไกร’ มาให้ได้ส่ายหน้ากันใหม่ในโอกาสหน้า ส่วนตอนนี้ก็ขอกล่าวอำลาไปด้วยความสวัสดี . . .

One response

  1. grappa

    ได้ยินคำร่ำลือของหนังเรื่องนี้มาตลอด ครั้งล่าสุดเกือบจะตัดสินใจไปดูที่โรงหนังภัทราวดี แต่ยังมีความ กังวล และความ กลัว บางประการ นั่นคือ เราจะสามารถเชื่อมโยงตัวเองกับหนังเรื่องนี้ได้หรือไม่

    ไม่อยากแก้ปัญหาด้วยการ บอกว่า เติมจินตนาการของตัวเองลงไปสิ (ถ้าอย่างนั้นจะไปดูหนังเรื่องนี้ ทำไมเล่า นั่งจินตนาการอยู่ที่บ้านไม่ดีกว่าหรือ )

    มาได้คำตอบบางประการจากบทวิจารณ์อันนี้แล้ว

    อย่างไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสจะลองท้าทายตัวเอง ด้วยการไปดูหนังเรื่องนี้สักครั้ง

    กุมภาพันธ์ 21, 2008 ที่ 3:36 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s