a trick of the light : a place for cinephiles

ULRIKE OTTINGER กับผลงานของเธอ : ‘แห่งการสรรเสริญความพิกล-วิกาล ของเหล่าชีวิตหลบเร้น’

 

โดย อุทิศ เหมะมูล 

               

 

อุลริเค่อ อ็อททิงเง่อร์ (Ulrike Ottinger) เกิดเมื่อปี 1942 ผู้กำกับหญิงชาวเยอรมันผู้นี้มีผลงานในลักษณะของศิลปินหลากสาขา ทั้งภาพยนตร์ ละครเวที ภาพถ่าย ผลงานของเธออยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกับวิม เวนเดอร์ส, แวร์เนอร์ แฮร์โซค และไรเน่อร์ ฟาสบินเดอร์ ทว่าหนังของเธอมีลักษณะเฉพาะตัวเติบโตอยู่ในวงการใต้ดิน และเป็นที่รู้จักในโรงละครเวที แกลเลอรี่ พิพิธภัณฑ์(Tate Modern Art, MOMA) เสียมากกว่า ด้วยลักษณะหนังที่สำแดงโลกทัศน์เฉพาะตัวอย่างสุดขั้ว ไม่ประนีประนอม และค่อนข้างจะนำเสนอมุมมองเหนือจริงด้วยรูปลักษณ์บิดเบี้ยว วิปริตผิดเพี้ยน ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการผสมผสานวัฒนธรรมอันแปลกตา การนำตำนานเรื่องเล่า และนิทานเปรียบเทียบมาตีความตามมุมมองของตนเองอย่างแปลกประหลาด นำเสนอภาพชีวิตของคนและกลุ่มคนที่ชอบทำอะไรพิสดาร แหกขนบ ออกนอกลู่นอกทาง หนังของเธอนำเสนอความเป็นอื่น ระหว่างความขาดพร่องกับล้นเกิน ในพฤติกรรม รสนิยม และโลกทัศน์ส่วนบุคคล ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สำแดงแผลงฤทธิ์ผ่านเพศสถานะที่เป็นเพศหญิง

ticket of no return

นี่เองที่ทำให้หนังของอ็อททิงเง่อร์ เป็นเสมือนเสียงประกาศอันแข็งกร้าวของ ‘เพศหญิง’ ในโลกของภาพยนตร์ แต่ด้วยความโน้มเอียงไปในทางรักร่วมเพศ ตัวละครเอกมักใฝ่หาอำนาจเพื่อปกครองกันเอง หลงใหลรูปเงาตนเอง (Self Narcissism) กับการสำรวจเสรีภาพ อำนาจ การกลายร่าง การเกิดใหม่ ผ่านการผจญภัยตามตำนานเล่าขานแบบโบร่ำโบราณ เหล่านี้จึงถือได้ว่า อ็อททิงเง่อร์ประเดประดังแนวคิดและภาพฝันต่างๆ อัดแน่นในผลงานของเธอ โดยไม่สนใจว่าจะเข้าที่เข้าทาง เข้าพวกกันหรือไม่ หนังของเธอจึงมีเสน่ห์ประหลาดที่อุดมไปด้วยความสวยงาม ความคลุมเครือ และความอันตราย ที่แข่งประชันความเด่นดังกันเอง เสมือนดอกไม้หลากสีมีลักษณะเฉพาะตัวต่างกันไปในทุ่งดอกไม้ผืนใหญ่ ทั้งนี้ยังไม่รวมสีสันพรรณรายอันฉูดฉาด เลื่อมพรายจากเครื่องแต่งกายของแต่ละตัวละครที่ออกแบบอย่างแฟนตาซีหลุดโลก อ็อททิงเง่อร์ไม่เพียงแต่กำกับเท่านั้น หากยังลงมือจัดการส่วนต่างๆ ด้วยตนเอง ทั้งถ่ายภาพ เขียนบท ตัดต่อ ออกแบบฉาก เลยไปจนถึงเครื่องแต่งกาย

Johanna D’Arc of Mongolia

ด้วยความสด ฉูดฉาด กล้านำเสนอและกล้าเล่าเรื่องที่แปลกต่างไปอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้อ็อททิงเง่อร์มีสถานะไม่ต่างไปจาก ‘ราชินี’ ผู้สรรเสริญความพิกล – วิกาลแห่งชีวิต ทั้งพวกขบถ และคนที่ถูกอัปเปหิออกไปจาก ‘ความปกติ’ ของสังคมที่หลบเร้นอยู่ตามหลืบมุมโลก ไม่ต่างจากตัวละครเอกซึ่งมีสถานะราชินีในหนังหลายๆ เรื่องของเธอ ที่เดินทางไปสนิทชิดเชื้อ และปลดปล่อย เหล่าคนนอก คนด้อย คนแปลก คนผีทะเล ฯลฯ เหล่านั้น ให้สามารถภาคภูมิในตนเองได้อีกครั้ง เมื่อหนังของเธอมีน้ำเสียงของ ‘อำนาจสถาปนา’ ดึงดูด ปลุกชีพเหล่าคนแปลกแยกให้กล้าหยัดยืนและสำแดงตัวตนได้เช่นนี้ จึงไม่แปลกเลยที่หนังของเธอ ไม่เพียง ‘ได้ใจ’ เหล่าหญิงหาญ เหล่าชายในร่างหญิงทั้งหลาย แต่ยังได้ใจเหล่าหญิงในร่างชายอีกด้วย เพราะหนังส่งแรงกระตุ้นอันชุ่มชื่น รื่นเริง เหมือนโอสถลึกลับแสนวิเศษ ดั่งทองคำที่เลือนตามาให้ห่อผ้าขี้ริ้วฉะนั้น…

 
twelve chairs

 FREAK ORLANDO

หนังในปี 1981 ความยาว 126 นาที หนังแบ่งออกเป็น 5 ตอน แท้จริงแล้วคือ 5 ภพชาติที่ออร์ลันโด้ ต้องเกิด ตาย และกลับมาจุติใหม่ต่างยุคสมัยกันไป หนังมหากาพย์รวมความเดียรัจฉานของเหล่าคนที่ถูกสังคมมองว่าเป็นตัวประหลาดและมีพฤติกรรมพิสดาร ที่จริงออร์ลันโด้ทั้ง 5 ภพล้วนมีสถานะเป็นศิลปินที่ทั้งเข้ามาปลดปล่อยเหล่าคนประหลาด ขณะเดียวกันก็กลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวยบูชายัญต่อการณ์นั้นๆ และนี่คือชะตากรรมของเหล่าคนที่เวียนว่ายตายเกิด อุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์ในดินแดนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในดินแดนที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างยามราตรีกับทิวาวาร ที่นั่นถูกเรียกว่าเมือง Freak City

ในภพแรก ออร์ลันโด้เป็นพนักงานทำรองเท้าในห้างสรรพสินค้าโดยมีลูกมือเป็นคนแคระทั้ง 7 แต่ด้วยเหตุผิดพลาดบางประการทำให้เธอและเหล่าคนแคระต้องหลบหนีจากมา แต่โชคชะตาก็เล่นตลกเมื่อเธอได้รับเลือกให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากเจ้าเมืองคนเก่า แต่เธอปฏิเสธจนต้องถูกรุมประชาทัณฑ์จนตาย ภพที่สองออร์ลันโด้ถือกำเนิดในยุคกลางเป็น ‘หญิงสองหัว’ ผู้มีพรสวรรค์ด้านการขับร้องให้เป็นที่หลงใหล ทว่าเธอไม่สามารถช่วยเหลือนักกายกรรมที่ถูกคุมขังโดยคณะผู้ไถ่บาปได้ เป็นเหตุให้ต้องถูกโทษเสียเองโดยแม่เฒ่านักพยากรณ์ซึ่งเป็นคนแคระ โดยจับออร์ลันโด้ตรึงไม้กางเขนเพื่ออ้อนวอนไถ่โทษต่อพระผู้เป็นเจ้าในภพที่สามนี้ ส่วนภพที่สี่ออร์ลันโด้เกิดเป็นเพศชายใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนรักซึ่งเป็นแฝดสยามในคณะละครสัตว์ตัวประหลาด ภพที่ห้าเธอเป็นเจ้าภาพการประกวดสุดยอดแห่งความอุจาดพิสดาร (ที่ดูเหมือนงานเลี้ยงสังสรรค์ของนิตยสารเพลย์บอย)

นี่คือเรื่องราวของเหล่าคนที่ก่อกรรมร่วมและหมุนเวียนกลับมาชดใช้กันโดยสลับสับเปลี่ยนบทบาทต่างๆ กันไปแต่ละชาติภพ FREAK ORLANDO ก็เหมือนกับหนังอีกหลายๆ เรื่องของอ็อททิงเง่อร์ ที่การดูอาจไม่ใช่การ ‘รู้เรื่อง’ แต่เป็นการ ‘ซึบซับเรื่อง’ ผ่านห้วงบรรยากาศอันแปลกประหลาดน่าฉงนฉงาย เป็นการเดินทางที่ดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นเพียงการตกลงไปในห้วงฝัน ที่เมื่อคุณตื่นขึ้นแล้วพบว่า คุณจำความฝันนั้นได้เพียงรางเลือน ไม่สามารถเล่าซ้ำได้  และนี่คือลักษณะหนังของอ็อททิงเง่อร์ มันพาคุณล่องไหลไปในกาลเทศะหนึ่ง ขณะดูคุณร่วมรับรู้ไปกับมัน แต่เมื่อดูจบคุณไม่มีหลักฐานรูปธรรมใดๆ ไปบอกต่อหรือยืนยันได้เลยว่า คุณเคยไป ณ ที่แห่งนั้นมา

 กล่าวมาถึงตรงนี้แล้วหากคุณยังนึกถึงเนื้อหาและหน้าหนังของอ็อททิงเง่อร์ไม่ออก ก็ขอให้คุณเนาภาพเล่นๆ นึกถึงหนังอย่าง The Adventures of Priscilla Queen of The Desert หรือให้ชัดเข้าไปอีกทางด้านเนื้อหาก็ให้ดู หัวใจทระนง (The Adventure of Iron Pussy) งานไอเดียบรรเจิดเถิดเทิงและอาจหาญของไมเคิล เชาวนาศัยกับอภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล เป็นตัวอย่าง

                 

DORIAN GRAY IN THE MIRROR OF THE YELLOW PRESS

ภาพยนตร์ในปี 1984 ความยาว 150 นาที เรื่องนี้ถือเป็นหนังที่ประณีต มีความอลังการด้านการออกแบบงานสร้างมากกว่าเรื่องอื่นๆ ของอ็อททิงเง่อร์ ด้วยการผสมผสานแนวหนังไซ-ไฟ เข้ากับงานละครเวที และศิลปะแบบเฟอร์ฟอร์มานซ์ อาร์ต อีกทั้งยังเป็นหนังที่สร้างความฉงนงงงวย ในภาวะกึ่งจริงกึ่งฝันและการสับไขว้ตำแหน่งของเวลากับสถานที่ ซึ่งเรื่องราวมีลักษณะเป็นวงกลม เมื่อเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดสิ้นสุด บุคคลอื่นจะเข้าสวมตำแหน่งแทนสานต่อย้อนรอยเดิมต่อไป หนังยังคงใช้ลักษณะของการเกิด ตาย และกลับมาอุบัติซ้ำใหม่เช่นเดียวกับ FREAK ORLANDO แต่คราวนี้ หนังเจือจางความเป็นเรื่องเล่าตำนานพื้นบ้าน สู่ความซับซ้อนยอกย้อน และความฉ้อฉลของคนในสังคมเมืองแทน

 คุณนาย ด็อกเตอร์ มาบูเซ่อ เจ้าแม่แห่งอัครสถานผู้มีอำนาจล้นฟ้า เนื่องจากครอบครองสื่อหลากหลายประเภทในมือ สามารถชี้เป็นชี้ตาย แจ้งเกิดและแจ้งดับให้กับใครก็ได้ คุณนายมาบูเซ่อเฝ้าเพ่งมองความเป็นไปของโลกจากจอมอร์นิเตอร์ซึ่งรับสัญญาณภาพจากทั่วทวีปโดยสายลับของคุณนายที่กระจายตัวกันอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ และพร้อมจะส่งข้อมูลข่าวสารถึงศูนย์บัญชาการทุกเวลานาที คุณนายกำลังวางแผนร้ายเพื่อครอบครองโลก (ชื่อด็อกเตอร์ มาบูเซ่อนี้ มีที่มาจากตัวละครสำคัญชื่อเดียวกัน ในหนังของผู้กำกับเยอรมันนามอุโฆษ Fritz Lang) หนึ่งในแผนการร้ายนั้นก็คือ เฝ้าตามติดและควบคุมความประพฤติของหนุ่มน้อยผู้สำรวยและมั่งคั่งชื่อ ดอเรียน เกรย์ โดยเจ้าตัวหารู้ไม่ว่า ทุกซอกมุมในบ้านได้ถูกติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ และตามถนนหนทางก็มีสายลับกลาดเกลื่อนที่คอยรายงานความเป็นไปของหนุ่มน้อย ในโลกที่ความเป็นส่วนตัวถูกคุกคามด้วยสื่อสาธารณะเช่นนี้ ดอเรียน เกรย์ มีคนใช้รู้ใจเพียงคนเดียว เขาเป็นชาวจีนมีชื่อว่า ฮอลลีวู้ด

คุณนาย ด็อกเตอร์ มาบูเซ่อ ทำทีปากปราศัยต่อหน้าดอเรียน เกรย์ ทว่าก็เล่นแทงข้างหลังโดยวางแผนให้เขาแสดงพฤติกรรมเหลวแหลก เพื่อบันทึกภาพแล้วนำไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันรุ่งขึ้น ดอเรียน เกรย์ตกที่นั่งลำบาก เมื่อในความเป็นจริงมีแต่คนจ้องจะเอารัดเอาเปรียบตลอดเวลา เขามักหนีเข้าโลกฝันอยู่บ่อยครั้ง แต่แล้วด็อกเตอร์ มาบูเซ่อ ก็ใช้อุบายให้ดอเรียน เกรย์ ตกหลุมรักกับหญิงสาวสายลับนางหนึ่ง เพื่อเขาจะได้ไม่มีเวลาหลบหนีเข้าโลกฝันอีกต่อไป เหตุการณ์ดังกล่าวมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เมื่อหญิงสาวหลงรักดอเรียน เกรย์จนยากแก่การควบคุม ประจวบกับมีภาพถ่ายใบหนึ่งปรากฏภาพด็อกเตอร์มาบูเซ่อในภาพ จึงต้องสั่งการให้ทำลายภาพนั้นทิ้งเสีย และตามมาด้วยการฆ่าปิดปากใครอีกหลายคน นี่จึงเป็นเวลาจวนตัวของดอเรียน เกรย์ ต้องเผชิญหน้ากับด็อกเตอร์มาบูเซ่อ เพื่อชำระสะสางสิ่งต่างๆ โดยมีฟิล์มเนกาทีฟเจ้าปัญหา (ได้รับมาจากบุรุษลึกลับ) เป็นอาวุธต่อรองกับเจ้าแม่อัครสถานวงการสื่อ

ติดตามชมการชำระหนี้แค้นที่เต็มไปด้วยฉากอลังการตระการตา กับการผิดเพี้ยน สลับตำแหน่ง และการทบซ้อนของเวลากับสถานที่ ของเหล่าคนที่อยู่ในตำแหน่งแห่งที่ของโลกลึกลับ ยากที่จะเข้าถึง แต่ก็เหมือนแล่นคู่ขนานใกล้ชิดกับความเป็นจริงเพียงกระจกกั้น DORIAN GRAY IN THE MIRROR OF THE YELLOW PRESS จินตนาการแฟนตาซีในปี 1984 สะท้อนให้เห็นแล้วว่า โลกยุคเรียลลิตี้โชว์อย่างที่อุบัติขึ้นในปัจจุบันนั้นมีจริง

MADAME X: AN ABSOLUTE RULER

ผลงานในปี 1977 ความยาว 141 นาที เล่าเรื่องการผจญภัยแฟนตาซี อันอุบัติขึ้นเพื่อหลีกหนีความซ้ำซากจำเจในชีวิตประจำวันของเหล่าผู้หญิงทั้งโสด มีคู่ครองแล้ว หรือแม้แต่เป็นม่าย ที่ต่างต้องรับมือกับสภาพชีวิตอันเงื่องหงอย ตามขนบของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยโลกทัศน์แบบผู้ชายเป็นใหญ่ ภาพอันน่าเร้าใจเต้นเร่าจากมหาสมุทรอันลึกลับห่างไกล สู่หัวเมืองต่างๆ ทั่วสากลโลก โดยใบปลิว โทรเลข แนบมากับใบส่งชิงโชคจากผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน หรือแม้แต่โทรศัพท์สายตรง สู่เหล่าผู้หญิงที่ร่ำร้องหาการขบถและการกลับไปตื่นตาตื่นใจดั่งวัยสาวแรกรุ่น โดยเนื้อสารดังกล่าว มาดามเอ็กซ์ ราชินีเลอโฉม โจรสลัดแห่งเรือออร์ลันโด้จากท้องทะเล ได้ชักชวนให้เหล่าหญิงทั้งหลายออกผจญภัยร่วมกัน สรรหาความตื่นเต้นเร้าใจให้กับชีวิตร่วมกับมาดามเอ็กซ์ จากการณ์นี้มีหญิงสาวมากหน้าต่างสาขาอาชีพทั้งแม่บ้าน ศิลปิน สาวพื้นเมือง นางพยาบาล และนักบินหญิง ต่างร่วมหัวจมท้ายเดินทางไปกับมาดามเอ็กซ์

เหล่าหญิงสาวตื่นตาตื่นใจไปกับสถานภาพและบทบาทใหม่ของพวกเธอในการเป็นลูกเรือโจรสลัด ล่องไปตามทะเลกว้างจากทวีปหนึ่งสู่ทวีปหนึ่ง ปล้นสะดมพวกเศรษฐีนีและเหล่าชนชั้นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผู้ชายที่เห็นผู้หญิงเป็นไม้ประดับชีวิต แต่ไม่นานมาดามเอ็กซ์เริ่มสำแดงพฤติกรรมเข้าขั้นเผด็จการ ประกอบกับมีพิธีกรรมประหลาดล้ำที่ส่อนัยยะทางการบำเรอตัณหาส่วนตน เล่นเอาเหล่าลูกเรือเริ่มส่ออาการขวัญหนีดีฝ่อ ไม่เพียงเท่านั้น ‘มือแห่งอำนาจ’ ของมาดามเอ็กซ์ (ที่ดูยังไงก็มีลักษณะเหมือนอวัยวะเพศชาย) ก็ชี้เป็นชี้ตายทุกๆ คนที่อยู่ในเรือของเธอ จนลูกเรือบางคนที่คิดหนีต้องถูกเธอสังหารทิ้งตลอดการเดินทาง

นี่อาจเป็นผลมาจากการที่มาดามเอ็กซ์ได้สูญเสียหญิงคนรักนามออร์ลันโด้ (ชื่อนี้ได้ปรากฏในหนังอีกหลายๆ เรื่องของอ็อททิงเง่อร์ โดยตัวผู้กำกับยอมรับว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานในชื่อเดียวกันของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ) ให้กับความงามลวงของแมงกะพรุนไฟในท้องทะเลซึ่งนางทึกทักเอาว่าเป็นดอกไม้จึงกระโจนเข้าไปหา จากการช่วยเหลือคนรักอย่างสูญเปล่าในครั้งนั้น มาดามเอ็กซ์ได้สูญเสียมือข้างหนึ่งไป แต่ได้สถาปนา ‘มือแห่งอำนาจ’ ใหม่ขึ้นมาแทนที่ และในคืนวันแห่งการผจญภัยของเหล่าหญิงสาวในท้องทะเลนั้น ผู้ที่อยู่รอดคือคนที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับกฎระเบียบใหม่ของมาดามเอ็กซ์ ประมุขผู้เลอโฉม

 ภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องที่แนะนำอย่างคร่าวๆ นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะเข้าฉายในเทศกาล นี่เป็นโลกทัศน์แปลกต่างจากผู้กำกับหญิงสุดขอบ อุลริเค่อ อ็อททิงเง่อร์แห่งเยอรมนีที่น่าชมอย่างยิ่ง หนังของอ็อททิงเง่อร์หาชมไม่ได้ง่ายนัก หากพลาดครั้งนี้แล้วอาจไม่มีโอกาสได้ชมอีกเลย (แม้แต่ในรูปแบบดีวีดีก็ไม่มี) หากคุณเป็นคนรักหนัง จงให้โอกาสผลงานเหล่านี้ได้สำแดงศักยภาพผ่านประสบการณ์ทางสายตาของคุณ เพราะเพียงแค่คุณเห็น ตัวหนังก็มีลมหายใจ และคุณเองก็เป็นพยานการมีอยู่ของมัน.

หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับ OTTINGER

หนังใหม่ล่าสุดของเธอเห็นรูปก็น่าสุดๆแล้ว

 

(เดิมเป็นบทความต่อเนื่องที่ตีพิมพ์ติดต่อกัน 2 ฉบับในนิตยสาร Movietime)

(หมายเหตุจาก ฟิล์มไวรัส: งานฉายหนังและพบปะกับตัวจริงของ Ulrike Ottinger ในงาน World Film Festival ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2548 นั้นเกิดขึ้นได้เพราะการริเริ่มของ กัลปพฤกษ์)

* * * ผู้สนใจสามารถหาอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังประหลาดของราชินีพิกล Ottinger ได้จากหนังสือ ฟิล์มไวรัส 4: ฉบับ สางสำแดง * * *

8 responses

  1. erd

    หาหนังของ ottinger ดูได้จากที่ไหนอะ
    อยากดูมากๆ
    มีdvdขายที่ไหนมั้ยคะ

    กุมภาพันธ์ 23, 2008 ที่ 6:06 pm

  2. atrickofthelight

    หนังของคุณป้า OTTINGER เคยมาฉายในเทศกาลworld film ทั้งชุด เมื่อสองสามปีก่อนครับ แต่ดีวีดีนั้นไม่มีขายในบ้านเรา (จะว่าไปที่ไหนๆก็หายาก )

    อย่างไรก็ดี ตอนนี้เริ่มมีการผลิตเป็นดีวีดี แล้วโดยเปิดชายเฉพาะในเวบของคุณป้าเองเท่านั้นครับ (บ้านเราไม่น่าจะมีคนซื้อมาทำเพราะมันแพงมาก)

    ไปดูได้ที่เวบนี้ครับ
    http://www.ulrikeottinger.com/en/index-en.html

    กุมภาพันธ์ 23, 2008 ที่ 6:29 pm

  3. erd

    ขอบคุณค่ะ : )

    กุมภาพันธ์ 23, 2008 ที่ 6:43 pm

  4. เตรียมตัวหนังใหม่ของ Ottinger เรื่อง Prater ได้ในวันจันทร์ที่ 25 กพ. แต่ที่ Red Cat อเมริกานะ

    http://redcat.org/season/0708/fv/ottinger.php

    กุมภาพันธ์ 24, 2008 ที่ 3:16 am

  5. ในงานวันฉาย Prater พรุ่งนี้ที่อเมริกา ตัวป้า Ottinger เองก็ไป รวมทั้งฉายหนังเรื่องก่อน ๆ ด้วย

    จากสูจิบัตรงาน world film กรุงเทพ ฯ ปี 2548
    http://twilightvirus.blogspot.com/2008/02/ulrike-ottinger.html

    มีหนังสั้นสึนามิ 5-6เรื่อง รวมทั้งหนังของ filmvirus ที่เคยถูกคัดเลือกไปฉายที่ Redcat

    กุมภาพันธ์ 24, 2008 ที่ 3:24 am

  6. MdS

    PRATER is in Chrissie Iles’ favorite film list of 2007 in the magazine ARTFORUM, December 2007. Here is what Iles said about PRATER in the magazine:

    “The story of the PRATER, the oldest amusement park in the world, known as the “desire machine,” told in a dreamlike sequence of surreal illusions, through the eyes of, among others, Josef von Sternberg.”

    –This is Chrissie Iles’ favorite film list of 2007 in ARTFORUM:

    1.PERSEPOLIS (Marjane Satrapi and Vincent Paronnaud)

    2.PRATER (Ulrike Ottinger)

    3.TIGERTAIL (Dan Friedman)

    4.CONTROL (Anton Corbijn)

    5.ALEXANDRA (Alexander Sokurov)

    6.FROWNLAND (Ronald Bronstein)

    7.OBSERVANDO EL CIELO (Jeanne Liotta)

    8.QUARTET (Nicky Hamlyn)

    9.MOVIOLA WITH “3 MINUTES OF PAINTING ON 6 MINUTES OF FILM” (Karin Schneider and Amy Granat)

    10.THE MAN FROM LONDON (Bela Tarr)

    มีนาคม 12, 2008 ที่ 2:59 pm

  7. ถ้าดิฉันรวยล้นฟ้า จะซื้อ DVD ของคุณป้า ไปทำลิขสิทธิ์ส่งฉายตามมหาลัยทั่วประเทศไทย

    หลังจากตอนนั้นก็ไม่ค่อยได้ดูหนังบ้าๆ แบบน้นอีกเลยแฮะ เฮ้อ

    มีนาคม 13, 2008 ที่ 11:08 am

  8. Pingback: Boat » Ulrike Ottinger กับผม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s