a trick of the light : a place for cinephiles

สัมภาษณ์ AMOS GITAI in THAILAND

ชื่อของ Amos Gitai นั้นคงจะไม่ถึงกับแปลกหูสำหรับคอหนังชาวไทยกันเท่าไรนัก เพราะถึงแม้ว่าบ้านเราจะยังไม่เคยมีหนังของเขามาฉายกันอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าใครที่ติดตามงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ กันอย่างใกล้ชิด คงจะต้องเคยผ่านหูผ่านตาผลงานของผู้กำกับจากอิสราเอลคนนี้กันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Kippur ซึ่งได้ร่วมฉายในงานเทศกาลไปเมื่อปี พ.ศ. 2544, Kedma ซึ่งได้เข้าร่วมในสายประกวดเมื่อปี พ.ศ. 2546 รวมทั้ง Israel หนังสั้นตอนหนึ่งในภาพยนตร์ชุด 11’09’’01 – September 11 ซึ่งก็ได้ร่วมโปรแกรมไปเมื่อปี พ.ศ. 2548 อีกด้วย และสำหรับงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 5 ในปีนี้ เราก็มีโอกาสได้ต้อนรับผลงานเรื่องใหม่ของ Amos Gitai กันอีกครั้ง แถมยังโชคดีที่เจ้าตัวยังมีเวลาเดินทางมาร่วมงานถึงประเทศไทยเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ซักถาม Q&A เกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ของหนังกันอย่างใกล้ชิดอีกด้วย ผลงานที่ว่านั้นก็คือ Free Zone ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังประกวดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ประจำปี 2005 แถมยังคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากบทบาทของ Hana Laszlo มาได้อย่างสมเกียรติเมื่อโอกาสได้พูดคุยอย่างใกล้ชิดกับผู้กำกับระดับโลกขนาดนี้แล้ว ทีมงานฟิล์มไวรัสจึงรีบติดต่อกับผู้ประสานงานเทศกาลฯ เพื่อขอสัมภาษณ์มุมมองที่เขามีต่อสื่อภาพยนตร์รวมทั้งความคิดอ่านในการทำงานของเขากันในทันที ซึ่งแม้ว่าเวลาการให้สัมภาษณ์จะไม่ได้ยาวนานจุใจทั้งผู้ถามและผู้ตอบกันสักเท่าไร เพราะ Amos Gitai เองก็มีกำหนดเดินทางกลับเอาในคืนวันนั้นเสียด้วย แต่เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เราก็ยังได้เห็นถึงมุมมองความคิดที่หลากหลายคมคาย ดังที่จะรายงานได้ทราบกันต่อไปนี้ . . .

…………………..

อาทิตย์ที่ 22 กรกฏาคม พ.ศ. 2550 เวลาประมาณ 18.00 น.

ณ Lobby รับรองของโรงภาพยนตร์ SF World Cinema, Central World Plaza

หลังเสร็จสิ้นการฉายและ Q&A ภาพยนตร์เรื่อง Free Zone

‘กัลปพฤกษ์’ และ Filmsick ตัวแทนทีมงานฟิล์มไวรัส พูดคุยสัมภาษณ์ผู้กำกับ Amos Gitai กันอย่างทำเวลา

………………….

‘กัลปพฤกษ์’: ก่อนอื่นผมต้องขอบอกว่า ชอบหนังเรื่อง Free Zone ที่เพิ่งจะฉายจบไปมาก ๆ ผมดูรอบนี้เป็นรอบที่สองแล้วและได้เห็นรายละเอียดที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวหนังมากมายซึ่งเคยมองข้ามไปในตอนที่ดูครั้งแรก

Filmsick: ครับ ผมเองก็ชอบเรื่องนี้มากเหมือนกัน ตอนที่ได้ดูครั้งแรกผมรู้สึกว่าคุณกำลังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของอเมริกาในอิสราเอล ซึ่งก็ไม่แน่ใจนักนะครับ แต่หลังจากที่ได้ไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความขัดแย้งของอิสราเอลและปาเลสไตน์ ผมก็เริ่มสงสัยว่าคุณมีสารทางประวัติศาสตร์และการเมืองแฝงเอาไว้ในหนังของคุณด้วยหรือไม่?

Amos Gitai: ใช่ครับ หนังทุกเรื่องของผมมีนัยยะทางประวัติศาสตร์และการเมืองแฝงเอาไว้เสมอ แต่อาจจะด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไป

‘กัลปพฤกษ์’: ก่อนที่จะมาสัมภาษณ์ เราได้ค้นรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติการทำงานของคุณ ทราบว่าจริง ๆ แล้วคุณเริ่มทำหนังตั้งแต่ช่วงยุค 1970 และงานหนังในช่วงแรกของคุณนั้นจะเป็นหนังสารคดีอิงการเมือง โดยเฉพาะเรื่องเด่นอย่าง Field Diary(1) ซึ่งพวกเรายังหาชมกันไม่ได้ แต่ก็ทราบจากแหล่งข้อมูลมาว่าคุณมีปัญหากับทางรัฐบาลของคุณเองจากหนังเรื่องนี้ด้วย ไม่ทราบว่าคุณพอจะเล่าให้พวกเราถึงประสบการณ์ครั้งนั้นให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมครับ?

Amos Gitai: อืม แต่ผมอยากให้คุณได้ลองดูหนังจริง ๆ ด้วยตัวเองมากกว่านะครับ เพราะทุกอย่างผมได้บอกเล่าเอาไว้ในหนังหมดแล้ว ตอนนี้คุณสามารถสั่งซื้อได้จาก amazon.com บริษัทที่อเมริกาออกแผ่นดีวีดีชุดชื่อว่า Territories ซึ่งก็จะมีหนังสารคดีในยุคแรก ๆ ของผมรวมทั้ง Field Diary ที่คุณถามถึงด้วย

‘กัลปพฤกษ์’: อืม แสดงว่าคุณยืนยันอยากจะให้พวกเรารู้จักงานของคุณผ่านการชมจริง ๆ

Amos Gitai: ใช่ครับ โดยเฉพาะในงานภาพยนตร์ ผมคิดคุณน่าจะได้ชมด้วยตาตัวเองจะดีกว่าถ้ามีโอกาส

‘กัลปพฤกษ์’: โอเค ครับ งั้นพวกเราจะลองพยายามดู แต่จากการศึกษาประวัติผลงานที่ผ่านมาของคุณ ดูเหมือนว่าเราจะสามารถแบ่งออกได้เป็นสามช่วงใหญ่ ๆ ช่วงแรกก็จะเป็นงานสารคดีอิงการเมืองอย่างที่ได้คุยกันไปแล้ว ส่วนช่วงที่สองก็จะเป็นช่วงที่คุณได้ย้ายไปทำงานที่กรุงปารีส ซึ่งช่วงนี้คุณก็ยังคงทำงานสารคดีอยู่ แต่ดูเหมือนเนื้อหาจะเริ่มผ่อนคลายห่างไกลจากงานในยุคแรก ๆ ของคุณพอสมควร อย่างสารคดีเกี่ยวกับการผลิตสับปะรดกระป๋องเรื่อง Pineapple (1982) หรือสารคดีเกี่ยวกับคอนเสิร์ตของวง Eurythmics ที่ญี่ปุ่นเรื่อง Brand New Day (1987) แต่ที่พวกเราสนใจมากที่สุดเลยก็คือ สารคดีชื่อ Bangkok-Bahrain (1983) ซึ่งคุณได้พูดถึงชีวิตของแรงงานชาวไทยที่ไปทำงานในตะวันออกกลางด้วย คุณพอจะเล่าถึงหนังเรื่องนี้ให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมครับ?

Brand New Day

Bangkok-Bahrain

Amos Gitai: อ๋อ ครับ หนังเรื่องนี้เป็นสารคดีเกี่ยวกับความแตกแยกทางความสัมพันธ์ของผู้ชายและผู้หญิงชาวไทย ซึ่งตอนนั้นผู้หญิงไทยจำนวนมากต้องทำงานขายบริการ ส่วนผู้ชายก็จะไปขายแรงงานในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย ปีที่เราถ่ายทำนั้น มีแรงงานชาวไทยถึง 300,000 คน ถูกส่งไปทำงานที่นั่น ผมเลยสนใจติดตามเรื่องราวชีวิตของฝ่ายหญิงคนหนึ่งโดยได้เริ่มถ่ายทำจากกรุงเทพฯ จากนั้นก็เดินทางติดตามพวกเขาไปยังหมู่บ้านแห่งหน่ึ่งในภาคอีสาน และได้พบกับชายคนหนึ่งที่ยอมขายควายเพื่อต่อรองเจรจาของให้บริษัทตัวแทนหาตำแหน่งงานว่างในตะวันออกกลางให้เขา

‘กัลปพฤกษ์’: ทำไมคุณถึงสนใจเรื่องราวของแรงงานไทยเหล่านี้หละครับ?

Amos Gitai: อืม จริง ๆ ผมก็รักประเทศของผมเอง แต่ผมก็สนใจเรื่องราวของผู้คนในชาติอื่น ๆ ด้วย ผมไม่เห็นด้วยกับหลาย ๆ ชาติที่มักจะคิดว่า พวกเขาเป็นชาติเดียวที่มีความฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่าชาติอื่น ๆ ต้องการที่จะ ‘เจ๋ง’ ที่สุดเพียงชาติเดียว แล้วหันไปดูถูกดูแคลนคนในชาติอื่น ๆ

Filmsick: คุณมีความคิดเห็นต่อสื่อภาพยนตร์อย่างไรบ้างครับ?

Amos Gitai: อืม ผมมองว่า ภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อในยุคสมัยของเราต่างจากงานภาพเขียนหรือวรรณกรรม มันไม่ได้เป็นเพียงแค่สื่อสำหรับความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่มันยังสามารถเป็นเครื่องมือในการจับจ้องมองดูสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีพลัง แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วหลายคนจะเห็นภาพยนตร์เป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสได้พบกับนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผมจึงมักจะบอกพวกเขาเสมอไม่ให้หวาดกลัวที่จะพูดถึงความจริง แม้ว่าความจริงนั้นอาจจะทำให้หลายคนหงุดหงิดไม่พอใจก็ตามที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือเรื่องราวเชิงลบต่าง ๆ ของประเทศตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วคุณก็อาจจะเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ อย่างผมเองที่ทางรัฐบาลอิสราเอลก็เชิญให้เป็นตัวแทนมานำเสนอผลงานในประเทศไทย เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีความรับผิดชอบที่จะทำหนังเชิงวิพากษ์วิจารณ์พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ สุดท้ายแล้วมันก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติคุณเองเหมือนกัน คุณอาจจะไม่ได้สร้างหนังเพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศ ทำหนังให้กระทรวงการท่องเที่ยว แต่ถ้าคุณจริงใจกับเรื่องราวที่นำเสนอแล้วมันก็น่าจะเป็นสิ่งดี ไม่ว่าคุณจะอยู่ในประเทศไทย ในทวีปยุโรป หรือประเทศแถบอาหรับ คุณก็ควรที่จะเคารพตัวเองเป็นอันดับแรก มุ่งมั่นที่จะสร้างงานที่สะท้อนตัวตนที่แท้จริง อะไรที่ยอมอ่อนข้อไม่ได้ก็ไม่ต้องไปยอม แม้แต่ผมเองช่วงที่ทำงานสารคดียุคแรก ๆ หลาย ๆ เรื่องก็ไม่ได้ออกฉายในอิสราเอล แต่ผมเองก็ทำมันด้วยหัวใจและต้องการจะพูดถึงสิ่งที่ผมอยากพูดเท่านั้น ถ้าพวกเขาชอบผมก็โชคดีไป แต่ถ้าพวกเขาไม่ชอบ มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น

11’09’’01 – September 11

Field Diary

‘กัลปพฤกษ์’: อืม ครับ ผมเคยได้ยินถึงวีรกรรมของคุณเหมือนกัน โดยเฉพาะตอนที่คุณทำเรื่อง Field Diary คุณได้รับมอบหมายงานนี้จากสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งในอิสราเอล แต่พอคุณทำหนังเสร็จพวกเขาก็เลือกที่จะไม่ฉาย

Amos Gitai: ใช่แล้วครับ แล้วที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ผมต้องหมดหวังที่จะได้ทำงานที่สถานีโทรทัศน์แห่งนั้นไปเลย

‘กัลปพฤกษ์’: เพราะอย่างนี้หรือเปล่าครับ ที่ทำให้คุณต้องย้ายไปทำงานที่ฝรั่งเศส

Amos Gitai: ใช่ครับ ผมมองว่าการทำหนังก็เหมือนกับการทำงานด้านสถาปนิก มันอาจจะฟังดูขัดแย้ง ก็คือคุณต้องทั้ง ‘อดทน’ และ ‘ไม่อดทน’ ไปพร้อม ๆ กัน ‘อดทน’ นี่หมายถึง คุณต้องยอมรับได้เวลาที่คุณทำหนังที่คุณอยากจะพูดอยากจะทำ แต่มันอาจจะไม่ได้รับการยอมรับในเบื้องแรก แต่วันใดวันหนึ่งมันจะมีโอกาสได้รับการเผยแพร่ในที่สุด และ ‘ไม่อดทน’ ก็คือคุณจะต้องมีความกระตือรือร้นอยากทำงานเรื่องใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา คือต้องเป็นคนที่ไม่สามารถรออะไรได้ ใครจะรู้พรุ่งนี้ผมอาจจะตกเครื่องบินตาย (ทุกคนหัวเราะ) อ้าว! จริง ๆ นะครับ ที่ผมพูดนี่ เพราะผมเคยมีประสบการณ์เกือบจะตกเครื่องบินมาก่อนแล้ว

Filmsick: จริงเหรอครับ?

Amos Gitai: ใช่ครับ ตอนสงคราม Yom Kippur นั่นไง ผมเกือบจะตกเฮลิคอปเตอร์ตาย พอผมรอดชีวิตมาได้ ผมก็บอกกับทุก ๆ คนเลยว่า ต่อไปนี้ผมจะพูดเฉพาะในสิ่งที่ผมอยากจะพูดเท่านั้น ถ้าพวกเขาชอบก็ดีไป แต่ถ้าพวกเขาไม่ชอบ ผมก็จะไม่เดือดร้อนอะไร ยิ่งพวกเราเองอย่างประเทศไทยหรืออิสราเอลเองก็ตามที พวกเราไม่ได้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่เหมือนอย่างในยุโรปหรืออเมริกา ยิ่งเรามีกำลังจำกัดในด้านการสร้างภาพยนตร์สู่เวทีโลกเท่าไร ผู้สร้างผลงานก็ยิ่งต้องแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น แต่แข็งแกร่งนี่ไม่ได้หมายความถึงการสร้างงานที่แข็งกร้าวชวนให้อึดอัดไม่พอใจ แต่มันสามารถออกมาในรูปแบบไหนก็ได้

Filmsick: แสดงว่าคุณก็เป็นคนทำหนังที่มีแรงผลักดันที่จะพูดถึงเฉพาะความเป็นจริง

Amos Gitai: แน่นอนเลยครับ และไม่ใช่เฉพาะความเป็นจริงในส่วนของเรื่องราวทางการเมืองหรือสังคมเท่านั้น คุณควรจะต้องจริงใจกับองค์ประกอบด้าน ‘รูปแบบ’ ของภาพยนตร์อีกด้วย หมายความว่าคุณไม่ควรยึดติดหรือยอมรับกับแบบแผนปฏิบัติที่คนทั่วไปเขาทำกัน คุณควรจะแสวงหาอะไรใหม่ ๆ ให้ตัวเองด้วย แบบแผนในการสร้างงานเหล่านี้ไม่ใช่พระคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือเป็นคำประกาศิตของพระเจ้านี่ครับ ที่มันจะต้องกลายเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่สามารถจะฝ่าฝืนได้

‘กัลปพฤกษ์’: อันนี้ พวกเราเห็นได้อย่างชัดเจนเลยในหนังของคุณ โดยเฉพาะใน Free Zone ที่เพิ่งจะได้ดูจบไป คุณมีการใช้เทคนิคภาพซ้อนในหนังด้วย ซึ่งผมก็รู้สึกชื่นชมในความแหวกแนวของมันมาก

Kippur

Birth of a Golem

Amos Gitai: ขอบคุณครับ ผมเองก็มองว่าภาพยนตร์มันยังเป็นสื่อที่ใหม่มาก หลายคนอาจจะบอกว่ามันมีอายุกว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว แต่ถ้าจะนับรูปแบบภาพยนตร์ที่พร้อมด้วยภาพและเสียงจริง ๆ มันยังมีอายุไม่ถึงหนึ่งร้อยปีเลยด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าอายุน้อยมาก เพราะฉะนั้นคนทำหนังยังไม่ควรมีข้ออ้างใด ๆ ในการละเลยที่จะแสวงหาความท้าทายหรือการประดิษฐ์คิดค้นเทคนิคใหม่ ๆ มาใช้ในภาพยนตร์ ผมเคยเห็นในโรงเรียนสอนภาพยนตร์บางแห่งที่อาจารย์หลายท่านติติงนักศึกษาของตัวเอง เวลาที่พวกเขาใช้วิธีการเขียน script กันอย่างนอกรีต หรือใช้วิธีการตัดต่อแบบแปลก ๆ ซึ่งเป็นอะไรที่ผมไม่เห็นด้วยเลยที่จะไปปิดกั้นพวกเขาเช่นนั้น เพราะฉะนั้นที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อต้องการจะเน้นว่าผู้สร้างงานไม่เพียงแต่จะต้องนำเสนอมุมมองความคิดเชิงการเมืองอย่างจริงใจเท่านั้น สำหรับผมเองแล้ว งานภาพยนตร์ที่ดีควรจะมีประเด็นที่มาจากความจริงใจ และถ่ายทอดออกมาใน ‘รูปแบบ’ ที่คุณสนใจอีกด้วย ผมจะไม่ค่อยปลื้มกับหนังที่นำเสนอความคิดแปลกใหม่แต่ยังคงใช้ ‘รูปแบบ’ ที่ซ้ำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มันควรจะไปด้วยกันระหว่างการตั้งคำถามต่อสังคม และการตั้งคำถามใหม่ ๆ ต่อรูปแบบในการนำเสนอด้วย วิธีการนี้จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น ทำให้พวกเขารู้สึกได้ว่ากำลังชมอะไรที่แปลกใหม่แตกต่างจากงานหนังทั่ว ๆ ไปที่พวกเขาเคยดู เพราะฉะนั้นหนังไม่ได้มีองค์ประกอบเพียงการบอกเล่าเนื้อหาเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะถ่ายทอดมันอย่างไรด้วย เรื่องราวเดียวกันอาจจะบอกเล่าด้วยวิธีนี้ หรือด้วยวิธีการอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไปก็ได้ คุณอาจจะให้ตัวละครกำลังนั่งรถอยู่บนท้องถนน เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนบางอย่างบนกระจกหน้าต่างรถ แล้วหวนคิดถึงเหตุการณ์และความรู้สึกในอดีตขึ้นมา ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสมองของคนเราสามารถรับภาพหรือความรู้สึกมากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้นในหนังคุณก็ไม่จำเป็นต้องตัดภาพแล้วเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ตัวละครกำลังนึกถึง แต่คุณสามารถซ้อนภาพทั้งสองเอาไว้พร้อม ๆ กันได้เลยอย่างที่คุณได้เห็น

‘กัลปพฤกษ์’: ครับ ตอนที่ดูผมก็รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ภาพซ้อนที่คุณใช้มันดูเหมือนเงาสะท้อนบนกระจกหน้าต่างรถ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วมันเป็นความทรงจำในอดีตของตัวละคร ที่ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษก็เพราะผมไม่ได้เห็นผู้กำกับคนไหนใช้เทคนิคแบบนี้มานานมากแล้ว คือมันอาจจะเป็นเทคนิคที่ดูเชยนะครับ แต่พอคุณเอามาใช้ในหนังเรื่อง Free Zone แล้วมันกลับดูแปลกใหม่และน่าสนใจเอามาก ๆ ทำให้ผมคิดย้อนไปถึงหนังของ Maguerite Duras(2) ที่เธอชอบใช้เสียงบรรยายซ้อนสร้างมิติด้านเวลา แต่ในหนังของคุณ คุณกลับใช้เทคนิคการซ้อนภาพแทน

Amos Gitai: ใช่ครับ มีองค์ประกอบหนังบางส่วนที่ผมพยายามจะทดลองอยู่เสมอ แต่อาจจะด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไปในแต่ละเรื่อง ผมเองสนใจเรื่องสำนึกเชิงเวลา ยิ่งถ้าคุณอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลางซึ่งมีการควบคุมหลาย ๆ อย่างกันมากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะเวลาที่คุณต้องเดินทางข้ามแดน คุณก็จะถูกเจ้าหน้าที่ซักไซ้ตรวจสอบอะไรต่าง ๆ กันอย่างเข้มงวดมาก ผมเลยทดลองปล่อยให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ร่วมกับตัวละครโดยไม่ตัดต่อฉากเหล่านั้นเลย และผมเองก็ต้องการให้คนดูรู้สึกด้วยว่า พวกเขากำลังได้สัมผัสเหตุการณ์ตามเวลาจริงโดยที่ผู้กำกับไม่ได้ตัดอะไรออกไปเลย หรืออย่างในหลาย ๆ ฉากในเรื่อง Kedma ผมก็ใช้วิธีการคล้าย ๆ กัน คือให้ผู้ชมได้สัมผัสกับเหตุการณ์โดยไม่ถูกขัดจังหวะ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองเพื่อหาคำตอบเรื่องสำนึกเชิงเวลาที่ผมสนใจ

‘กัลปพฤกษ์’: ที่เห็นได้ชัดอีกเรื่องก็น่าจะเป็น Kippur ใช่ไหมครับ ผมยังจำฉากที่ตัวละครทหารต้องลุยโคลนกันอย่างทุลักทุเลเพื่อหามเพื่อนที่บาดเจ็บขึ้นเฮลิคอปเตอร์กันอย่างยาวนานได้อยู่เลย เป็นฉากที่ทรงพลังมาก ๆ เลยทีเดียว

Amos Gitai: อ๋อ ใช่แล้วครับ ฉากนั้นก็เป็นการทดลองด้านสำนึกเชิงเวลาด้วยเหมือนกัน

Kedma

Alila

Filmsick: ผมขอถามเรื่องประเด็นทางการเมืองในหนังของคุณ มันจำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องทำหนังการเมือง หรือแค่ทำหนังออกมาแล้วให้ผู้ชมเป็นคนตีความเอง

Amos Gitai: ผมคิดว่ามันไม่มีข้อบังคับตายตัว เช่นตอนที่ Oshima(3) ทำหนังเรื่อง Empire of sense(4) มันไม่ใช่หนังที่พูดถึงปัญหาทางหารเมืองของรัฐบาลญี่ปุ่นเลย มันพูดเรื่องเพศของชายกับหญิง แต่มันก็ออกมาเป็นหนังที่ดี มันไม่มีข้อบังคับว่าคุณจะต้องทำหนังการเมือง ลองยกตัวอย่าง Blood Diamond สิ แม้มันจะพูดถึงเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันในแอฟริกา แต่ฮีโร่ก็ยังคงเป็นคนอเมริกันอยู่ดี ดังนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าเมื่อเราลงมือทำ เราต้องทำด้วยความจริงใจ ถ้าเราไม่รู้สึกเกี่ยวกับมัน เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำหนังการเมืองออกมา คุณไม่สามารถจะบอกได้หรอกว่าจริงแล้วหนังการเมืองมีคุณค่ามากกว่าหนังที่ไม่พูดเรื่องการเมือง ที่ผมทำหนังแบบนี้เพราะผมต้องการจะพูดเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศของผม และที่ผมทำหนังการเมือง เพราะผมเติบโตในครอบครัวที่สนใจในเรื่องนี้ เราพูดเรื่องการเมืองตลอดเวลา ดังนั้นผมไม่สามารถจะไปตัดสินผู้กำกับที่ไม่ได้สนใจในเรื่องนี้ได้ ถ้าคุณอยากจะพูดเรื่องเพศนั่นก็ทำได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราพูดถึงมันอย่างจริงใจและพยายามอย่างหนักที่จะพัฒนารูปแบบของภาพยนตร์ เพราะในตอนนี้มองไปรอบๆ (มองไปรอบๆโรงภาพยนตร์ ที่เต็มไปด้วยโปรแกรมจากหนังฮอลลีวู้ด) เรามีแต่มลพิษทางสายตา ที่สำคัญ มันพิชิตโลกนี้ได้แล้ว มีทั้งมลพิษทางภาพ มลพิษทางเสียง ดังนั้น ได้โปรดอย่าสร้างมลพิษเพิ่มขึ้นอีกเลย

‘กัลปพฤกษ์’: หนังหลาย ๆ เรื่องของคุณโดยเฉพาะในช่วงหลัง อย่าง Kadosh, Kippur, Kedma, Promised Land, Alila รวมทั้ง Free Zone ดูจะเป็นหนังที่อิงกับการเมืองและประวัติศาสตร์ของชาติอิสราเอลค่อนข้างมาก ผมเลยมีคำถามว่าตอนที่คุณทำหนังเหล่านี้ คุณมีกลุ่มคนดูเป้าหมายอยู่ในใจบ้างหรือไม่ คุณทำหนังเหล่านี้เพื่อบอกโลกภายนอกให้รับรู้ถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่และอารมณ์ความรู้สึกของคนอิสราเอล หรือคุณทำหนังเหล่านี้เพื่อคนดูในอิสราเอลเองเพราะมันมีรายละเอียดประจำชาติอยู่เยอะพอสมควร

Amos Gitai: จริง ๆ แล้วผมไม่มีกลุ่มคนดูเป้าหมายเลยนะ ถ้าให้ตอบตามตรงแล้วผมมองว่าคนทำหนังที่ดี ควรจะทำหนังให้ตัวเอง แล้วคุณจะประหลาดใจในภายหลังว่า สิ่งที่คุณสนใจอยู่นั้นมีอีกหลาย ๆ คนที่สนใจเหมือนกับคุณ หนังของผมไม่ได้ทำเพื่อการตลาดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงถือสิทธิ์ที่จะเล่าเฉพาะในสิ่งที่ผมอยากจะเล่าเท่านั้น ผมจะไม่ทำหนังที่ผมไม่อยากทำ เหมือนอย่างตอนที่ผมทำ Kadosh ซึ่งเป็นหนังภาษาฮิบรูที่ไม่มีดาราดังแสดงแถมยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาท้องถิ่น แต่โปรดิวเซอร์ของผมก็มีความคิดที่จะจัดจำหน่ายไปทั่วโลก ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าทำไมพวกเขาถึงคิดว่ามันจะประสบความสำเร็จในที่อื่น ๆ

‘กัลปพฤกษ์’: มันคงเป็นเรื่องความเฉพาะทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เพราะผู้คนจากที่อื่น ๆ ก็อาจจะไม่ได้เข้าใจถึงจารีตประเพณีของคนในศาสนานี้เพียงพอที่จะเข้าใจตัวหนังได้อย่างถ่องแท้ก็เป็นได้

Amos Gitai: ใช่ครับ ผมเข้าใจประเด็นที่คุณถามถึง แต่ผมกำลังคิดว่ามันเป็นการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมมากเกินไปหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่นผมเองเป็นชาวอิสราเอลจากตะวันออกกลาง แต่ผมเองก็สามารถอ่านบทกวีจีนจากยุคสมัยคริสตวรรษที่ 12 ได้เข้าใจเหมือนกัน หมายถึงฉบับแปลอังกฤษนะครับ ซึ่งมันก็สะท้อนได้ว่าแม้จะต่างวัฒนธรรมและต่างช่วงเวลากันโดยสิ้นเชิง แต่คุณก็ยังสามารถเข้าใจบางสิ่งบางอย่างจากบทกวีจีนนั้นได้จากส่วนที่เป็นอารมณ์ความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์ ผมเคยมีประสบการณ์ที่น่าประทับใจอย่างหนึ่ง ตอนนั้นผมได้รับเชิญจากเทศกาลหนังในตริวันดรัมทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย พวกเขาเลือกเอาหนังเรื่อง Devarim ของผมซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักไปฉาย ตอนแรกผมก็ยังห่วงอยู่ว่าพวกเขาจะดูหนังของผมได้เข้าใจไหม เพราะมันค่อนข้างจะร่วมสมัยและเป็นเรื่องราวของชาวอิสราเอลในเมืองเทลอาวีฟและไม่น่าจะมีอะไรที่สอดคล้องกับคนที่นั่นได้เลย แต่ผู้จัดเทศกาลก็ยังยืนยันว่าเขาอยากจะฉายหนังเรื่องนี้ พอผมเดินทางไปร่วม Q&A คุณเชื่อไหมครับว่าคนดูเกือบครึ่งโรงเขาก็เดินกันมาแบบเท้าเปล่าไม่ได้สวมรองเท้าอะไรกัน แต่คำถามต่าง ๆ ที่ผมได้รับจากพวกเขาในวันนั้นมันกลับน่าสนใจยิ่งกว่าคำถามที่ผมเคยได้รับจากกรุงปารีสหรือเมืองใหญ่ ๆ ที่อื่นเสียอีก เพราะฉะนั้นแม้ว่าหนังของผมจะมีบริบทบางส่วนที่เป็นเรื่องเฉพาะถิ่นซึ่งคนชาติอื่น ๆ อาจจะไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างที่คุณบอก แต่มันก็ยังมีชั้นของหนังอีกหลาย ๆ ระดับที่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้คนต่างวัฒนธรรมได้เหมือนกัน ผมเลยมีความเชื่อว่าในหลาย ๆ จุดที่คนดูอาจจะยังไม่เข้าใจจากตัวหนังนั้น มันก็อาจจะกระตุ้นให้พวกเขาได้ศึกษาหาข้อมูลเกิดเป็นคำถามขึ้นมาเองได้เหมือนกัน มันคล้าย ๆ กับว่า เอาหละ ผมมีอะไรจะให้คุณดู หลังจากที่คุณได้ดูเสร็จแล้ว คุณก็อาจจะออกจากโรงด้วยความรู้สึกสนใจในอะไร ๆ มากขึ้นและอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ซึ่งผมมองว่ามันก็เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของงานศิลปะด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นศิลปะก็จะกลายเป็นอะไรที่พยายามยัดเยียด เทศนาสั่งสอนมากเกินไป ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องไม่ดี เราควรจะเปิดกว้างในด้านรูปแบบมากกว่านั้น จุดประกายให้คนดูได้มีคำถามใหม่ ๆ ขึ้นมา ผมถึงชอบให้คนดูของผมเป็นคนฉลาด แต่ถ้าพวกเขาเป็นคนที่ปิดกั้นไม่ยอมเสาะแสวงหาอะไรใหม่ ๆ แล้ว มันก็เป็นปัญหาของพวกเขาเอง

Esther

Golem Spirit Exile

Filmsick: ถ้าดูจากหนังของคุณ ผมรู้สึกว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลก เป็นเพราะผู้คนไม่ยอมทำความเข้าใจในคนอื่นในวัฒนธรรมอื่น คุณคิดว่า ภาพยนตร์มีอำนาจพอที่จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้นหรือเปล่า เพราะหลังจากดูหนังของคุณ ผมก็พยายามจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสราเอลมากขึ้น

Amos Gitai: คำถามมันน่าจะอยู่ที่ว่า เขาจะใช้พลังอำนาจของมันหรือเปล่า หรือหากเขาใช้ เขาจะใช้มันในทางที่ถูก (USE) หรือผิด (ABUSE ) เพราะสองคำนี้มันคล้ายกันมากอาจจะต่างกันแค่ไม่กี่ตัวอักษร ภาพยนตร์คือ สื่อที่เต็มไปด้วยมหัศจรรย์ที่ซับซ้อน ทั้งเสียง ภาพฝัน หรือ ความคิด ดังนั้นเราต้องเลือกว่าจะทำงานที่ดี สำหรับผู้คนทุกชาติทุกภาษา หรือเราจะตั้งตัวเป็นผู้ผลิตขยะแล้วพยายามจะผลักดันมันสู่สาธรณชน ด้วยพลังของการค้า

‘กัลปพฤกษ์’: คุณคงต้องเตรียมตัวเดินทางกลับแล้ว งั้นขอเป็นคำถามสุดท้ายก็แล้วกันนะครับ เกี่ยวกับหนังเรื่อง Free Zone ที่เพิ่งดูกันไป เพลงที่คุณใช้ในช่วงสุดท้ายที่ตัวละครหญิงทั้งสามร่วมสนุกครื้นเครงด้วยกัน เป็นเพลงภาษาอะไรครับ เพราะผมรู้สึกว่ามันมีนัยยะสำคัญต่อหนังไม่น้อยเหมือนกัน เพราะคุณจะเล่นเรื่องประเด็นทางภาษาก่อนหน้านี้ไว้เยอะมาก

Amos Gitai: เป็นเพลงภาษาฮิบรูครับ แต่เป็นภาษาฮิบรูที่มีกลิ่นอายของสำเนียงอาราบิกอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะเพลงส่วนใหญ่ในอิสราเอลก็ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงอาราบิก มันเหมือนเป็นการสนทนากันในทางความคิดสร้างสรรค์เชิงศิลปะ ซึ่งแตกต่างจากการเจรจากันในทางการเมือง อย่างในการเจรจากันทางการเมืองคุณอาจจะมีข้อต่อรองเรื่องการแบ่งแยกดินแดนได้ แต่ในทางศิลปะคุณไม่มีการต่อรอง มันมีแค่ชอบหรือไม่ชอบไปเลย แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างร่วมสร้างสรรค์ด้วยกันได้แล้ว ผมว่ามันก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อไป . . .

………………..

ฟิล์มไวรัสขอขอบคุณ . . .

คุณกุณฑีรา สถิตยุทธการ และ คุณมนัสชื่น โกวาภิรัติ จากสถานฑูตอิสราเอล

คุณกรวัสส์ งามประภาพร จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งกรุงเทพ ครั้งที่ 5

ที่อำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

หมายเหตุ

1) รายละเอียดเกี่ยวกับผลงานภาพยนตร์ทั้งหมดของผู้กำกับ AMOS GITAI สามารถอ่านได้จาก http://www.amosgitai.com

2) อ่านบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง “Free Zone โลก เสรี?“ ของ filmsick ได้ที่ http://filmsick.exteen.com/20070711/free-zone

3) บางส่วนของบทสัมภาษณ์นี้เคยตีพิมพ์ใน กรุงเทพธุรกิจ ฯ คอลัมน์จุดประกาย วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม 2550

เชิงอรรถ

1. Field Diary เป็นบทบันทึกการเดินทางเข้าไปสำรวจอาณาบริเวณฉนวนกาซ่าและ West Bank ช่วงที่ทหารอิสราเอลกำลังจะบุกดินแดนเลบานอน Amos Gitai นำเสนอสภาพชีวิตของผู้คนชาวปาเลสไตน์ในบริเวณนั้น รวมทั้งสัมภาษณ์ถึงทางออกที่พวกเขาคิดว่าน่าจะช่วยแก้ไขข้อขัดแย้งต่าง ๆ เหล่านี้ได้

2. อ้างอิงถึงเรื่อง India Song (1975)

3. Nagisa Oshima ผุ้กำกับภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่น

4. Empire of the sense หรือ In the realm of sense เป้นผลงานเรื่องสำคัญของ Nagisa Oshima ว่าด้วยซามูไร และโสเภณีนางหนึ่งที่ตกลงในบ่วงสวาทของกันและกัน ตลอดทั้งเรื่องหนังเต็มไปด้วยฉากร่วมรักที่โจ่งแจ้ง แต่งดงาม พูดถึงความลุ่มหลงถึงขีดสุดของมนุษย์ต่อเรื่องเพศ โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s