a trick of the light : a place for cinephiles

CELINE AND JULIE GO BOATING ฝันกลางวันของบรรณารักษ์ และนักมายากล

 

written by   FILMSICK +translted by CELINEJULIE

 

 

มันคงเป็นยามบ่ายในฤดูร้อน นางสาวจูลี่ บรรณารักษ์ผู้สวมแว่นหนาเตอะและมีผมหยิกหยองสีแดงเพลิง เกำลังนั่งเล่นในสวน อ่านหนังสือเล่มหนา ที่เกี่ยวกับเวทมนตร์ เอาส้นรองเท้า เขี่ยพื้นทรายวาดวงคาถา ตอนนั้นเองที่นางสาว เซลีน ผู้ซึ่งมีร่างเล็ก ผมดำตรงซอยทรงประหลาด สวมเสื้อตัวโคร่งและสะพายกระเป๋าใบยักษ์ ที่มีข้าวของล้นออกมา เดินผ่านหน้าเธอไป พลันแว่นกันแดดของเธอกระเด็นออกจากกระเป๋า

 นางสาวจูลี่มองเห็นเหตุการณ์พอดีจึงร้องทัก เธอทั้งส่งเสียงเรียก ทั้งวิ่งตาม แต่นางสาวเซลีนก็ไม่หันมอง ซ้ำยังทำนู่นนี่หายหกตกหล่นตลอดทาง นางสาวจูลี่ จึงตามเก็บไปเรื่อย และเปลี่ยนจากการให้ความช่วยเหลือ เป็นการวิ่งเล่นไล่จับกันไปรอบๆเมืองในแสงแดดยามเย็น นางสาวจูลี่สวมแว่นกันแดด และพันผ้าพันคอของนางสาวเซลีน ตามเธอไปในร้านเล็กๆ ที่เธอแสดงมายากล มาจบในร้านกาแฟ

 จากนั้นทั้งสองก็มายอู่ในก้องเดียวกัน ผลัดกันไปใช้ชีวิตของอีกฝ่ายและค้นพบบ้านผีสิงสุดประหลาด ที่ที่พวกเธอต้องผลัดกันเข้าไปค้นหาความจริงว่าใครฆ่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง โดยทั้งหมดนั้นเป็นไปอย่างครึกครื้นรื่นรมย์

 ราวกับว่า มีเวทย์มนตร์อวลในอากาศ คือปากคำของใครบางคนที่ได้ดูหนัง CELINE AND JULIE GO BOATING เรื่องนี้ นี่คือหนังในปี 1974 ของผู้กำกับ JACQUES RIVETTE ผู้กำกับร่วมรุ่น คลื่นลูกใหม่แห่งฝรั่งเศส – อันหมายถึงทีมผู้กำกับที่พลิกโฉมหน้าวงการภาพยนตร์ ด้วยการเดินทางคล้ายๆกันเริ่มจากการทำงานในนิตยสารหนัง CAHIERS du CINEMA แล้วได้พบปะเพื่อนๆ อย่าง หัวหอกของทีมผู้แสนละมุนละไม FRANCOUIS TRAUFFOT ( JULES AND JIM , THE 400 BLOWS ) , นักทดลองตลอดกาล JEAN LUC GODARD (BREATHLESS, ALPHAVILLE ) , เจ้าพ่อหนังผัวเมียละเหี่ยใจและโครงกระดูกในตู้ CLAUDE CHABROL ( LE BUTCHER, LE BITCCHES ) และ นักทำหนังความสัมพันธ์หนุ่มสาวอันชาญฉลาด และอ่อนไหว ERIC ROHMER Z AWINTERS TALE , PAULINE AT THE BEACH ) โดยชื่อเมื่อเทียบกับเพื่อนพ้องเขาอาจะเป็นที่รู้จักน้อยที่สุด แต่ถ้าเทียบเรื่องฝีมือ และเทคนิคอันแพรวพราวแล้ว RIVETTE ไม่แพ้ใคร แถมยังออกจะคิดล้ำหน้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่นอยู่ก้าวหนึ่งอีกต่างหาก

  ใน CELINE ANF JULIE GO BOATING หนังที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จที่สุดของเขา RIVETTE พาเราท่องไปในโลกประหลาดเปี่ยมมนต์ขลัง โลกที่ สรรพสิ่งเกิดขึ้นได้เสมอ โลกที่บ้านผีสิงคืออีกด้านของสวนสนุก โลกที่ตัวหนังสือกับมายากลอยู่ชิดใกล้กันที่สุด โลกที่ความฝันซ้อนกับความจริง โลกที่ภาพมีรสหวานเหมือนลูกกวาด โลกที่เราอาจแทนที่ได้ด้วยคำง่ายๆ ว่าภาพยนตร์

 นี่คือหนังที่พูดถึงหนัง ไม่ใช่เพียงในแง่ของการเป็นหนังอิงหนัง (สามารถโยงใยไปหาหนังเรื่องอื่นๆได้) หรือหนังซ้อนหนัง (มีหนังสองเรื่องซ้อนอยู่ในหนังเรื่องเดียว) หากมันคือหนังที่พูดถึงหนัง ถึงคนดูหนังด้วยความรักและล้อเล่น

 หนังคือบรรณารักษ์และนักมายากล

 ในส่วนของ เซลีน กับจูลี่ หนังทิ้งยี่สิบนาทีแรกให้เราได้เห็นการเล่นเอาเถิดเจ้าล่อของเธอทั้งคู่ พิจารณาจากการเล่นไล่จับของ บรรณารักษ์ และ นักมายากล พวกเธอทั้งคู่ไม่ใช่อื่นใดนอกจาคือปรากฏการณ์การก่อกำเนิดของภาพยนตร์ เพราะมันคือ ส่วนผสมของเรื่องเล่า (บรรณารักษ์ ) และ มายาภาพ (นักมายากล) ในส่วนหนึ่ง หนังปล่อยให้พวกเธอสลับบทบาทกัน เมื่อ เซลีน ไปห้องสมุด วาดหนังสือเล่น ครั้นพออยู่ในหมู่เพื่อน เธอเริ่มลงมือเล่าเรื่อง (และเป็นฉากเดียวในหนังที่เป็นการ IMPROVISE ของนักแสดง) เธอก็ลงมือเล่าเรื่องเพื่อนชาวอเมริกันที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ น่าขัน ในขณะเดียวกันเมื่อ จูลี่ไปเล่นมายากลแทนเซลีน ระหว่างที่เซลีนไปบ้านผีสิง เธอก็ดันออกไปเล่าเรื่องเพี้ยนๆหลุดจนถูกเจ้าของร้านวิ่งไล่ พวกเธอล้วนมีบทบาทหน้าที่ของตน ที่พอสลับกันมันอาจดูไม่เข้าท่าเท่าไหร่ (แต่น่ารักดี ) และเมื่อเธอทั้งคู่สลับกันไปบ้านผีสิง ความทรงจำที่เธอได้มาก็ไม่ปะติดปะต่อขาดห้วง จนกระทั่งเมื่อเธอทั้งคู่เข้าไปพร้อมกันสรรพสิ่งจึงกระจ่างแจ้ง

 ยังรวมถึงฉากหนึ่งที่ทั้งคู่แปลงร่างเป็นนินจาสาวติดสเก๊ต ไปขโมยหนังสือจากห้องสมุด เพื่อทำน้ำอมฤตดื่มกันอีกต่างหาก! มันคือการพบปะกันของหนังสือกับ เวทย์มนตร์ เรื่องเล่ากับมายาภาพ และประสานไปสู่สิ่งใหม่ นั่นคือน้ำอมฤตที่พาทั้งคู่กับเข้าไปในโลกของบ้านผีสิง หรือโลกของภาพยนตร์  

ในฉากหนึ่งเมื่อเซลีนอยู่ในบ้านผีสิง จูลี่ ปีนบันไดไปอีกทาง และกลายเป็นว่าบันไดกลายเป็นสิ่งจำเป็นในตอนท้ายเรื่อง ราวกับการเกื้อหนุนของภาพและเรื่องเล่าเท่านั้นที่จะทำให้ภาพยนตร์ไปได้ไกลกว่าที่มันเป็น

 แต่ในอีกทางหนึ่ง บางที เซลีนและจูลี่อาจเป็นคนคนเดียวกันมาตั้งแต่ต้น เพราะในฉากแรกที่จูลี่อ่านคือหนังสือ เวทย์มนตร์ (MAGIC) จากนั้นเซลีนซึ่งเป็นนักมายากล (MAGICIAN) ก็ปรากฏกายขึ้น และในฉากต่อมา เมื่อจูลี่ไปบ้านผีสิง เซลีนก็สวมบทจูลีร่ออกไปเดินเล่นกับคู่หมั้นของจูลี่โดยที่เขาไม่สงสัย ( แถมยังไปแก้ผ้าเขาอีกต่างหาก) เช่นเดียวกัน จูลี่ก็สวมบทเซลีนท่องคาถาเวลาอยู่บ้าน หนำซ้ำทั้งสองคนยังสลับกันรับบทนางพยาบาลในบ้านผีสิงอีกต่างหาก

 หนังคือลูกกวาดรสหวาน

 หลังจากหายลับเข้าไปในบ้านผีสิง เมื่อกลับออกมา ทั้งเซลีนและจูลี่จะหมดเรี่ยวหมดแรง และในปากมีลูกกวาดรสหวานติดมาด้วยเสมอ นี่ใยมิใช่คล้ายคลึงกับการไปดูหนังรอบบ่ายเล่า เมื่อหนังดีๆดูดพลังเราจนหมดเรี่ยวแรง เดินออกมา แล้วทิ้งรสให้จดจำเป็นความทรงจำต่อเนื่องยาวนาน เพราะหลังจากไปถึงบ้าน พวกเธอจะนั่งเรียงเคียงกันหันหน้ามาหากล้อง แล้วอมลูกอม พลัดหลงเข้าไปในโลกในบ้านผีสิงอีกครั้ง

 จากมุมนี้ เธอทั้งคู่คือผู้ชม คนดูหนังได้ดูหนังที่ดูดเรี่ยวแรงเขาไปหมด แล้วกลับบ้านมานั่งหวนรำลึกถึงมัน เมื่อทั้งคู่อมลูกอม ห้วงภาพจะปรากฏ หนังตัดสลับ ภาพในบ้านผีสิง เข้ากับภาพของเซลีนและจูลี่ หัวเราะ ง่วงหลับ ตื่นเต้น ร้องกรี๊ด ไม่ต่างจากการตัดภาพบนจอกับภาพคนดูหนังมาต่อกัน ในวินาทีก่อนหน้าเธอคือวัตถุดิบของการทำหนัง วินาทีต่อมาเธอกลายเป็นคนดูหนังที่กำลังนั่งดูหนังฆาตกรรมซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่!

 หนังคือบ้านผีสิง! 

 

ใช่แล้วนี่คือคำนิยามที่ถูกต้องจะแจ้งที่สุด หนังคือบ้านผีสิง ประสบการณ์การดูหนังใยมิใช่คล้ายกับการเข้าบ้านผีสิงเล่า เพราะคือการเข้าไปในห้องมืด ถูกหลอกหลอนด้วยแสงเงาที่เราไม่รู้จักชักนำทุบตีกวนตะกอนขุ่นข้นของความรู้สึกให้ฟุ้งกระจาย ทั้งความทุกข์ ความสุข ความรักความเกลียด ความกล้า และที่สำคัญ ความกลัว

 ประสบการณ์ในบ้านผีสิงในหนังพาทั้งคู่ย้อนไปในยุค40 ไปในบ้านหลังใหญ่ที่มีชายหนุ่มเมียตายเป็นเจ้าบ้าน เขามีลูกสาวที่กำลังป่วยอยู่หนึ่งคน โดยมีนางพยาบาล (ซึ่งความทรงจำของใครคนนั้นก็รับบทเป็นนางพยาบาล ) และมีผู้หญิงอีกสองนางมาพัวพัน ภาพความทรงจำไม่ปะติดปะต่อ เริ่มจากมาเป็นห้วงสั้นเพียงเห็นภาพเลือนราง จนกระทั่งเริ่มเห็นเหตุการณ์เป็นฉากๆ ทุกครั้งที่เหตุการณ์ปรากฏขึ้น เซลีน และจูลี่ (และเราทุกคน) จะคาดเดาเหตุการณ์ไปต่างๆนาๆ เพื่อจะโดนหักหลังในการปรากฏของภาพใหม่ครั้งต่อไป

 ถึงตรงนี้เซลีน กับจูลี่เปลี่ยนสถานะไปสู่ ตัวละครในหนังเสียแล้ว พวกเธอทั้งคู่กลายเป็นนางพยาบาลที่มีบทบาทอะไรมากกว่าเป็นตัวประกอบ ในช่วงท้ายของเรื่องเมื่อพวกเธอตัดสินใจเข้าบ้านผีสิงไปทั้งคู่พวกเธอถึงขั้น เอาชุดนางพยาบาลติดมาด้วยเพื่อพร้อมรับบทนางพยาบาลสลับกันอย่างเต็มที่

 ว่ากันว่าการฉากเหตุการณ์ในบ้านผีสิงนั้น ทำให้เราย้อนกลับไปสู่ยุคสมัยในนิยายของ HENRY JAMES กับเรื่องราวชิงรักหักสวาท ภายในปราสาทหรูหรา และเอาเข้าจริง ชื่อ เซลีน กับ จูลี่ ก็เป็นชื่อนิยมใช้เป็นตัวละครของHENRY JAMES ด้วย

 และในฉากที่เธอทั้งคู่จะต้องออกมารับบทนางพยาบาลนั้นเราจะได้ยินเสียงเคาะเสมอ ว่ากันว่า เสียงเคาะนั้นเป็นเสียงที่ใช้ในเรียกนักแสดงบนเวทีละคร แน่นอน จากตรงนี้ เซลีน และ จูลี่ รับบทบาทเป็นนักแสดงเต็มตัวไปแล้ว

 แต่พวกเธอทำมากกว่านั้น เมื่อพวกเธอเริ่มเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ แต่เรื่องก็ยังคงเดินไปข้างหน้า ถึงตรงนี้ RIVETTE ทำให้เราเห็นว่าเรื่องเล่านั้นน่าขันและตายซากเพียงใด (ถึงขั้นทำให้ตัวละครในช่วงหลังยกเว้นเซลีนและจูลี่หน้าซีดเป็นศพและดินราวผีดิบเดินได้ ) และการเปลี่ยนแปลงของพวกเธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนเรื่องอันตายซากได้ เพราะเธอเปลี่ยนเพลงเป็นแทงโก้ ตัวละครก็ยังเต้นวอลทซ์ จนกระทั่งเธอสองคนต้องลุกมาเปลี่ยนเครื่องทรงตัวละครและเต้นระบำกันเอง และในที่สุด เธอก็หักหาญเรื่องเล่าสุดเดชด้วยการ ลักพาตัวละครมาเสียเลยหนึ่งตัว !

 

แล้วเซลีนกับจูลี่ก็กลายเป็นคนทำหนัง แถมเป็นหนังแบบไม่ธรรมดา จากตัวแทนของผู้ชม เธอกลายเป็นตัวแทน JACQUES RIVETTE ที่เลือกทำให้เรื่องเล่าไม่ได้มีอำนาจบาตรจรใหญ่ในการกำหนดความเป็นไปของผู้คนในหนัง เรื่องเล่าเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่อยู่ในกำมือของผู้สร้าง จะบิด จะพลิกตลบตีลังกาอย่างไรเสียก็ได้ เมื่อเรื่องเดินไปข้างหน้ามันไม่ได้หมายความมามันมีแค่นั้น ยังมีเรื่องเล่าที่อยู่นอกเรื่องเล่าอีกชั้นหนึ่งและบางครั้งมันมาซ้อนทับกัน และบางครั้งมันก็แตกหักออกจากกัน 

ในฉากหนึ่งจูลี่ค้นหีบของตัวเองค้นพบภาพเก่าที่เป็นภาพของบ้านผีสิงหลังนั้น เธอเคยอยู่แถวนั้นในตอนเป็นเด็ก เมื่อไปที่นั่นเธอก็พบกับพี่เลี้ยงของตัวเองและหากพิจารณาว่าคนที่ชักนำเธอกลับไปบ้านหลังนั้น คือเซลีน บางที ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงฝันกลางวันของนางสาวจูลี่ ความฝันเข้มข้น เปี่ยมด้วยมนต์ขลัง ความบ้าคลั่งและสดฉ่ำ (ไม่นับว่า ตัวละครในหนัง ใส่สี ฟ้าและแดงเหมือนกับ เซลีนและจูลี่ ในช่วงแรก ก่อนที่ทั้งคู่จะไม่ใส่สีนั้นอีกเลยเมื่อถ่ายโอนให้ตัวละครไปด้วยการไปบ้านผีสิง

 

 หนังคือการล่องเรือ

 ฉากท้ายเรื่องของหนัง เซลีนกับจูลี่และตัวละครของเธอล่องเรือไปตามแม่น้ำอันสงบเงียบในแสงยามบ่าย พบเรือของตัวละครจากบ้านผีสิงแล่นสวนมา บางที ทั้งหมดคือการล่องเรือในยามบ่ายอันเงียบสงบ อากาศสดชื่น แต่ก็เจือด้วยความกลัวอันลึกล้ำ ล่องไปในดินแดนแปลกถิ่นสร้างเรื่องเล่าจากสิ่งที่พบเห็นและทำลายมันลงไปในลำน้ำนั่น ก่อนที่หนังจะวนวงจรนี้ซ้ำแล้วเปลี่ยนขั้วราวกับเรื่องเล่าไหลวนไม่รู้จบ และแมว (ที่เราเห็นตลอดเรื่อง จนกระทั่งในภาพสุดท้าย) เป็นผู้เฝ้ามองและฝันกลางวันเอาทุกคนขึ้นมา

 การข้ามไปมาระหว่างเรื่องเล่า และโลกจริง ได้เป็นการเลือนอาณาเขตระหว่างมันลง ทำลายประสาทการรับรู้ของคนดู จนไม่อาจทำความเข้าใจได้ในระนาบเดียว (เป็นที่น่าตื่นเต้นว่าในยุคสมัยของหนังเรื่องนี้มีหนังอีกอย่างน้อยสองเรื่องที่เล่นสนุกกับการบิดระนาบของเรื่องเล่า นั่นคือ INDIA SONG ของ MAGERIUTE DURAS และ EDEN AND AFTER ของ ALAIN ROBB-GRILLET) และทำให้การดูหนังเป็นการเปิดประสบการณ์ตื่นเต้นไม่ต่างจากการเข้าบ้านผีสิง ที่ได้ของติดลิ้นออกมาเป็น ลูกกวาดอันหวานฉ่ำ ในแสงแดดยามเย็น

ENGLISH VERSION

It happens in a summer afternoon. Julie, a librarian with big glasses and curly red hair, is sitting in a garden. She is reading a big book about magic and using the heels of her shoes to draw a magical sign on the sand. Suddenly Celine, a small black-haired woman with strange haircut, loose-fitting shirt and gigantic bag, is walking past Julie. Celine’s eye-glasses are dropping out of her bag.

Julie sees it and tries to call Celine. Julie shouts and runs after Celine, but Celine never looks back. She even drops many more things along the way. Julie tries to pick them up. At first Julie tries to help Celine, but later it seems as if they are playing a game by chasing each other around the town in the afternoon sunlight. Julie wears the eye-glasses and scarf of Celine, and follows Celine into a small shop in which Celine performs some magical tricks. Their chase ends at a coffee shop.

After that, they move into the same room. Each of them takes turn living the other one’s life. They discover an extremely strange haunted house where each of them alternately enters to try to find the truth about the murder of a little girl. Everything happens in a cheerful mood.

“It is as if the air is full of magic,” says someone who watches CELINE AND JULIE GO BOATING. This is a film made in 1974 by Jacques Rivette, one of the French New Wave filmmakers who collectively wrote a new page for the history of cinema. They began by working as critics for the magazine Cahiers du Cinema and formed a group of friends, including Francois Truffaut who made some tender films (JULES AND JIM, THE 400 BLOWS), Jean-Luc Godard who tirelessly experiments with films (BREATHLESS, ALPHAVILLE), Claude Chabrol who is the master of films about marital problems and skeletons in the closet (LE BOUCHER, LES BICHES), and Eric Rohmer who is the master of films about the witty and sensitive relationships between men and women (A WINTER’S TALE, PAULINE AT THE BEACH). Rivette may be the least well-known among them, but if we compare them by their skills and techniques, Rivette may be one step ahead of his friends.

In CELINE AND JULIE GO BOATING, which can be considered Rivette’s most successful film, Rivette takes us into a strange magical world. It is a world where everything is possible, a world where a haunted house is another side of an amusement park, a world where alphabets and magic stay the closest to each other, a world where dreams and reality merge into each other, a world where an image tastes as sweet as candy, a world which we can simply call it a movie.

This is a film which speaks about films. It isn’t only a film which refers to other films, not only a film which contains another film, but it is also a film which speaks about films and filmgoers with love and mockery.

FILM IS A LIBRARIAN AND AN ILLUSIONIST

In the first twenty minutes of the film, we watch Celine and Julie play with each other. If we regard it as the chase between a librarian and an illusionist, it can be considered as the phenomenon of the invention of cinema, because cinema is the combination between a story (a librarian) and an illusion of moving images (an illusionist). Sometimes Celine and Julie switch into each other’s role. Sometimes Celine, the magician, goes to a library and draws pictures in books. When Celine is among her friends, she tries to tell a story (this is the only scene in the film which is improvised by the actors), but her story about an American friend is ridiculously full of plot holes. Sometimes Julie, the librarian, goes to perform some magic tricks instead of Celine during the time Celine visits the haunted house. But instead of giving a magic performance, Julie tells such a weird story on the stage that the shop owner cannot stand her any more. Each of the women has her own roles. When each of them switch into the other’s role, the result would look ridiculous (though lovely). And when each of them alternately visits the haunted house, their memories are full of fragments. Everything can be clearly understood only when both of them enter the haunted house at the same time.

In one scene we see both of them transform into skating ninjas to steal a book from a library, because they want to find a formula to make magical drinking water! This is the meeting between books and magic, stories and illusive images, which lead to a new thing—the magical drinking water which can take both of them into the world of the haunted house, or the world of films.

In one scene when Celine is in the haunted house, Julie climbs the stair on the other side, and that stair becomes an important thing in the final part of the film. It is as if the support that stories and images give to each other is the only thing that can make films go farther than before.

But in another way, Celine and Julie may be the same person since the beginning. In the first scene, Julie is reading a magic book, and suddenly Celine, who is a magician, appears in front of her. In another scene, when Julie visits the haunted house, Celine disguises as Julie to go on a date with Julie’s fiance and he seems to notice no difference between them. (Celine even makes him go naked.) Sometimes Julie recites some magic words when she stays home, as if she becomes Celine. Each of them alternately plays the same part of the nurse in the haunted house.

FILM IS A SWEET CANDY

After visiting the haunted house, both Celine and Julie seem to be exhausted, and their mouths always contain some sweet candy. This seems like an experience of watching a movie in the afternoon. Some good movies draw our life energy until we become exhausted. We walk out of a theatre, with some tastes linger in our memories so that we can cherish them for a long time. After Celine and Julie come home, they sit beside each other and face the camera, and they swallow the candy, and then they are lost inside the haunted house again.

In this aspect, Celine and Julie are the audience. The audience has seen a film which has sucked out their life energy. And when they come home, they try to remember the film. When Celine and Julie swallow the candy, images start to appear. We see images inside the haunted house juxtaposing with images of Celine and Julie laughing, feeling sleepy, becoming excited, and screaming. This is not different from watching images of a film shown on a screen juxtaposing with images of the audience in the theatre. Before this scene, Celine and Julie are the raw materials used in making a movie, but in this scene, Celine and Julie become the audience who watch a whodunit thriller.

FILM IS A HAUNTED HOUSE

This is the most precise definition of film. Film is a haunted house. The experience of watching a film is like going into a haunted house. We walk into a dark room. We are haunted by unknown lights and shadows, which forcefully stir our feelings and emotions—our suffering, our happiness, our love, our hatred, our bravery, and more importantly—our fear.

The experience inside the haunted house takes both of them back into the 1940’s, into a big mansion in which a widow resides. He has a sick daughter, a nurse to take care of her (they alternately play the role of the nurse.), and there are two other women in the house. Images in their memories come in fragments. First the images appear very briefly, very incomprehensible. Then we begin to see a scene or an event. Every time a scene appears before our eyes, Celine and Julie (and all of us) will start guessing the outcome of an event in different ways, until our guesses are betrayed by the next images.

At this time Celine and Julie become characters in a film. They become a nurse who does more than the role of a supporting character. In the final part when both of them enter into the haunted house at the same time, they even take a nurse’s uniform with them so that they can both take turn performing a nurse without interruptions.

Some critics say that the events inside the haunted house take us back to the period of Henry James’ novels with a story about melodramatic love inside a luxurious mansion. Even the names Celine and Julie are familiar names used for the characters of Henry James.

At the moment when both of them have to start performing a nurse, we always hear a knocking sound. Some critics say that the knocking sound is the sound used to call a performer to appear on the stage. At this moment Celine and Julie have fully become actresses.

But they do more than that. They start changing many things in the haunted house, but the story still moves forward. At this point Rivette makes us understand how ridiculous and static a story can be. (We can see in the later part that the people in the house, except Celine and Julie, have very pale faces and move like zombies.) Celine and Julie’s attempts to change the story cannot really change the fixed plot of the story. Even when Celine and Julie play tango music, the characters still dance to waltz music. Celine and Julie try further by changing the clothes of these characters and dancing by themselves. Finally Celine and Julie transform the story by an aggressive means—kidnapping a character!

Finally Celine and Julie become filmmakers, and they make unusual films. Starting by representing the audience, they later become the representation of Jacques Rivette, a filmmaker who chooses not to let the story dominate the lives of people in his films. A story is only an element under the control of the filmmaker, who can twist it in any which way he desires. When a story moves forward, it doesn’t mean that the significant thing is only the progress of the story, because there are other stories outside the main story. Sometimes some stories merge into each other. Sometimes some stories diverge from each other.

In one scene Julie discovers her own box which contains an old photo of that haunted house. She used to live in that neighborhood when she was a child. When she goes there, she meets her nanny. If we consider the fact that the person who takes Julie back to that house is Celine, we may think that all of this is just a daydream of Miss Julie—an intense dream full of magic, madness, and energy. We should also notice that Celine and Julie wear blue and red clothes in the early part of the film, but they stop wearing these colors when the characters in the haunted house wear these colors. Celine and Julie’s colors are transferred to these characters.

FILM IS GOING BOATING

In the final scene of this film, Celine and Julie and her character go boating along a quiet river in the afternoon sunlight. They meet the boat of the characters in the haunted house. Maybe all of this is an experience of going boating in

 a quiet afternoon. We feel the fresh air, but we also have a deep fear, because we are journeying into an unknown area, creating stories out of the things we meet, and destroying stories within the same river. The film repeats itself but changes the origin as if stories can be told and re-told forever. And the cat (which we see at the beginning and at the end of the film) watches us and daydreams about us.

The crossing between fiction and reality has blurred the line between them and destroyed the audience’s senses until we cannot understand it within one dimension. (It is very interesting that during this period there are some other films which twist and play with the dimensions of storytelling, such as INDIA SONG (1975, Marguerite Duras) and EDEN AND AFTER (1970, Alain Robbe-Grillet)) This helps turning film watching into an exciting experience, like an experience of going into a haunted house and leaving it with a souvenir in the form of a sweet candy in a late afternoon sunlight

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s