a trick of the light : a place for cinephiles

Werner Schroeter เดชแห่งจัดจ้าน

Filmvirus Special*

แปลและเรียบเรียงจากภาษาเยอรมัน โดย เฉิดฉวี แสงจันทร์

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิมิตวิกาล 

(หมยเหตุ: ส่วนใหญ่ผลงานของ ชเรอเท่อร์ เป็นหนังสี แต่ภาพประกอบผลงานแรก ๆ ของเขาที่ ฟิล์มไวรัส หาได้นั้นนำมาจากภาพในนิตยสาร)

แวร์เนอร์ ชเรอเท่อร์ (หรือออกเสียง ชรือเตอร์) เป็นผู้กำกับเยอรมันที่อุดมไปด้วยความขัดแย้ง เพราะทั้งได้รับความศรัทธาอย่างสูงในเยอรมนี แต่ขณะเดียวกันก็เป็น 1 ในผู้กำกับเยอรมันที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุดในประเทศตัวเอง (ทำนองเดียวกับ Herbert Achternbusch, Helma Sander Brahms, Helke Sander, Robert Van Ackeren ฯลฯ) อีกทั้งยังเป็นคนทำหนังเยอรมันที่นานาชาติมีโอกาสได้ทำความรู้จักน้อยที่สุดคนหนึ่ง (อาจจะยกเว้นก็แต่ในฝรั่งเศส และญี่ปุ่นเท่านั้น) ต่อให้ใครต่อใครตั้งแต่ ไรเนอร์ แวร์เนอร์ ฟาสบินเดอร์, แวร์เนอร์ แฮร์โซก หรือกระทั่ง วิม เวนเดอร์ส ซึ่งเป็นหัวกะทิของ New German Cinema ต่างก็ยกย่องเขาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของบรรดาคนทำหนังเยอรมัน  ขนาดที่ ฟาสบินเดอร์ ยังเคยประกาศว่า คงมีสักวันที่โลกจะตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของ ชเรอเท่อร์

ชเรอเท่อร์ ทำหนังและกำกับละครโอเปร่าในลีลาสุดขั้ว แสดงออกทางสีสันอารมณ์อย่างสุดสวิง ห่างไกลจากความเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด การบอกเล่าถึงหนังผิดประหลาดพิลึกพิลั่นของเขา โดยที่ผู้ชมไม่มีโอกาสรับรู้ด้วยตนเอง นั้นดูจะเป็นไปไม่ได้เลย 

หลายคนอาจขลาดแขยงกล่าวว่าดั่งนั้นจะสรรมาหาประโยชน์ใด  แต่นั่นแหละหนาคือ ทุกข์และกรรมของผู้อ่าน ฟิล์มไวรัส ที่ล้วนครั้งหนึ่งเคยประสบเคราะห์แสวงหนังหาชมยากจากหนังสือ ฟิล์มไวรัส เล่มก่อน ๆ  แต่แล้วไง หนังเฒ่าทารก ฌอง-ลุคโกดาร์ (Jean-Luc Godard), ลามะอังเดร ( ทาร์คอฟสกี้ / Andrey Tarkovsky)-  หนุ่มเรื้อน จอห์น วอเตอร์ส (John Waters) และ มือกระบี่สันโดษ มิเคลันเจโล อันโตนีโอนี่ (Michelangelo Antonioni) ก็มีดีวีดีให้เกลื่อนกลาด สุดแต่ใจใฝ่แสวง  ขนาดหนัง เฟรด เคเลเม็น (Fred Kelemen) กับ นีน่า เม็นเคส (Nina Menkes) ไม่มีออกแผ่น เพื่อนเราก็ยังอุตส่าห์ร่อนไอพ่นล่ำบิ๊กมาให้ชมถึงในโรงภาพยนตร์เอสพลานาดซีเนเพล็กซ์

เทศกาลหนัง ชเรอเท่อร์ ในแบบเกือบครบชุด พร้อมกับตัวจริงที่เดินทางมาไทย เคยจัดฉายที่สถาบันเกอเธ่ กรุงเทพ ฯ มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว (2531) และในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ทาง ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ก็เคยนำฟิล์ม 16 มม. มาจัดฉายให้ชมกันไปบางเรื่อง เช่น ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และร้านเฮมล็อค (Malina กับThe Death of Maria Malibran) หวังว่าในโอกาสหน้าที่ต่างประเทศคงจะมีหนังของเขาผลิตจำหน่ายในรูป DVD บ้างในเร็ววัน  แต่ข่าวดีก็คือเมื่อเดือนกันยายนของปีที่แล้ว (2006) ได้มีหนังสือวิเคราะห์งานของ ชเรอเท่อร์ ออกจำหน่ายเป็นเล่มแรกในภาษาอังกฤษ โดยใช้ชื่อว่า Allegorical Images: Tableau, Time and Gesture in the Cinema of Werner Schroeter ของสำนักพิมพ์ Intellect Ltd. แต่งโดย Michelle Langford ซึ่งนับว่าออกช้าไปถึง 2 ทศวรรษ แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้  ถ้าคำนึงถึงว่า แม้กระทั่งขณะนี้หนังของชเรเทอร์ ก็ไม่เคยถูกซื้อไปจัดจำหน่ายในรูปแบบใด ๆ ในอเมริกา

                ชเรอเท่อร์ เคยร่วมแสดงในหนังสั้นเรื่อง Alabama: 2000 Light Years ของ วิม เวนเดอร์ส ส่วน ดาเนี่ยล ชมิด (Daniel Schmid) ผู้ร่ายบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ก็เป็น 1 ในผู้กำกับหนังอาร์ตเฮ้าส์ของเยอรมนีเช่นกัน อีกทั้งยังเคยทำหนังกับ ชเรอเท่อร์ และร่วมแสดงใน The American Friend ของ เวนเดอร์ส อีกด้วย

 -บันทึกโดย Filmvirus –

บทสัมภาษณ์ แวร์เนอร์ ชเรอเท่อร์ (Werner Schroeter)

โดย ดาเนียล ชมิด (Daniel Schmid)

(บทสัมภาษณ์นี้ประมาณปี 1980)

 เป็นหน้าที่ทางสังคมของศิลปะหรือที่จะไม่เข้าหาสังคม แต่ต่อต้านสังคมหรือไม่ข้องเกี่ยวกับสังคมเลย พูดง่ายๆก็คือ หน้าที่ทางสังคมที่คุณกำลังทำอยู่นี้คือการที่จะต่อต้านสังคม หรือไม่ยุ่งเกี่ยวกับสังคมหรือ

 มีคำพูดของใครสักคนที่ผมเห็นว่าดีมากๆคือ ในสังคมวัตถุนิยมชนชั้นกลางนั้นมีฐานะสองอย่างที่ยังคงมีขอบเขตของเสรีภาพอยู่บ้าง คือของอาชญากรและของศิลปิน และผมเห็นด้วยเต็มกับความเห็นที่ว่าฐานะทั้งสองนี้มีขอบเขตที่ก้ำกึ่งกันอยู่ และไม่ใช่เพราะการมีอาชีพทางศิลปะเป็นเรื่องแปลกพิเศษอะไรเลย อย่างที่เราก็ได้เห็นตัวอย่างกันในเยอรมันตะวันออกสมัยเป็นคอมมิวนิสต์ว่า ศิลปะสามารถถูกทำให้เป็นงานราชการได้เมื่อประชาชนไม่เรียกร้องในสิ่งที่เหมาะควร และมีการจำกัดขอบเขตที่ได้ผล……คือ ผมคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาที่จะแสดงออกถึงการโหยหาในชีวิตที่มีอยู่ของเขา ซึ่งจริงๆแล้วการโหยหาก็คือความปรารถนานั่นเอง…ผมเชื่อว่าความปรารถนาแต่ต้นของมนุษย์มีจุดหมายอยู่ที่ความรู้สึกในชีวิตที่เป็นสุขสนุกสนานหรืออะไรๆ แบบนั้น มันไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ แต่มนุษย์จะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข ถ้าการติดต่อมีสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นเป็นไปได้ด้วยดี ในความหมายแท้ๆ และดั้งเดิมของคำว่า “สังคม” ผมจึงไม่เห็นว่าศิลปะเป็นเรื่องของการต่อต้านสังคม  ผมเห็นศิลปะเป็นการจัดตั้งทางสังคมดังในกรีกโบราณ  ผมเห็นศิลปะเป็นความวิบัติหายนะของการโหยหาที่ไม่เคยได้สัมผัสในชีวิต  แต่ผมเห็นว่าอาชีพที่มีลักษณะสร้างสรรค์ก็เป็นศิลปะด้วยเหมือนกันสำหรับผม การสร้างถนน การประดิษฐ์เครื่องยนต์ การค้นพบเพนนิซิลินรักษาซิฟิลิสหรือโรคจากแบคทีเรียอื่นๆนับพันโรค ผมถือว่านั่นเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับสังคมเป็นที่สุด มันต้องแยกกันให้ออกระหว่างขอบเขตของงานทางสังคมที่จำกัดตายตัวแน่นอนตามความหมายของสังคมเรา และจินตนาการว่าสังคมมนุษย์ควรเป็นอย่างไรเป็นคำจำกัดความ และถ้ายึดเอาอย่างหลังเป็นเกณฑ์ ผมขอพูดว่าศิลปะผูกพันปนเปอยู่ในเรื่องราวทางสังคมเต็มที่ ดั่งอาชญากรรมที่เป็นการแสดงออกของความรู้สึกอัดอั้นตันใจในสังคมอย่างอาจหาญมากกว่าการซื้อรถเบ๊นซ์รวดเดียวสามคันอะไรแบบนั้น อย่างเช่นว่าถ้าผมตะโกนด่าใครสักคนว่า “ไม่เห็นหรือวะว่าเอ็งทำไม่เป็น ไอ้โง่” แล้วเขาฉวยมีดมาตัดคอหอยผมเข้า ผมจะถือว่านั่นเป็นการแสดงออกของชีวิตทางสังคมที่สำคัญมากกว่าการที่เขาจะไปเขกหัวลงเอากับลูกน้องหรือกับเมีย – ที่สอดคล้องกับสังคมแบบวัตถุนิยมที่ผัวเมียต่างเพศกัน ผมเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ทางเพศนั้นเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับลัทธิวัตถุนิยมอย่างมาก และพร้อมที่จะจินตนาการถึงสิ่งที่ปรารถนาในแง่ของวัตถุแค่นั้น  ผมจึงคิดว่าการชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องที่ดึงดูดใจสำหรับคนที่เรียกกันว่า “ศิลปิน”เพราะพวกนี้เป็นพวกที่ปฏิเสธระบบที่ให้คุณค่าทางวัตถุแต่เดิมอยู่แล้ว ที่ ณ จุดใดจุดหนึ่งสำหรับคนที่มีจิตใจสร้างสรรค์ก็จะเริ่มพัฒนาการต่อต้านขึ้นในใจกับการที่จะต้องมีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับหญิงในฐานะที่ตนเป็นชายตามคุณค่าปกติธรรมดาในสังคมที่เรามีชีวิตอยู่ และต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง เท่าที่ผมเห็น การรักร่วมเพศไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางจิตวิทยา  แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางสังคมต่อสิ่งแวดล้อมแบบวัตถุนิยม เพราะฉะนั้นการรักร่วมเพศเลยพบได้บ่อยมากขึ้นในแวดวง “พวกศิลปินที่มีชื่อ” ที่จริงๆ แล้วก็มีมาแต่โบราณกาลโดยตลอด…อย่างไรก็ดี ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะเนื้อแท้ทางจิตที่ละเมียดละไมกว่าทางสังคมที่ทำให้เราทำไป ที่เราไม่ยอมรับมันก็เพราะสังคมที่เรามีชีวิตอยู่ได้เรียบเรียงการบรรลุเป้าทางสังคมเหล่านี้มาเป็นข้อเรียกร้อง และด้วยเหตุนั้นเองที่คนจะสร้างสรรค์ได้.. คนจะสร้างสรรค์ได้ก็เพราะมีการโหยหาไขว่คว้าควบคู่ไปกับการปฏิเสธ  การโหยหาคว้าไขว่จะพัฒนาตัวของมันเองขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อเราปฏิเสธสภาพรอบๆ ตัวที่เรามีชีวิตอยู่ ถ้าผมพึงพอใจในสังคมที่เป็นอยู่โดยไม่มีความหวังในชีวิต  ผมก็จะไม่มีเรื่องที่โหยหาอยากไขว่คว้าให้ได้มา และก็จะไม่พัฒนาในทางกามสุนทรีย์อย่างมากก็แค่เรื่องทางเพศที่ดำเนินไปตามแบบที่ว่า เรากินขนมปังก้อนนี้วันนี้ พรุ่งนี้ก็จะกินก้อนนี้อีก และมะรืนนี้เราจะเดินทางไปพักร้อนกันตามระบบที่เป็นอยู่

เราจะนำช่วงเวลาที่ก้าวร้าวหรือเต็มไปด้วยความก้าวร้าวทั้งหมดมาใช้ได้ไกลขนาดไหนเพื่อที่จะผลักดันให้ขบวนการสร้างสรรค์ก้าวไปข้างหน้า

ผมเชื่อว่าความก้าวร้าวถ้าไม่สูญเสียความรู้สึกร่วมต่อสิ่งต่างๆรอบข้าง คือไม่แยกออกไปอย่างโดดเดี่ยวแล้ว ย่อมเป็นขบวนการที่มีค่ามาก ผมไม่มีความข้องใจในการใช้ความก้าวร้าว แต่ต้องไม่ใช่แบบ “ฉันตกต่ำเพราะไอ้ห่าคนนั้น ฉันจะฆ่ามัน” นั่นไม่ใช่ความก้าวร้าวแต่เป็นเรื่องของการเยียวยาทางสังคม

การปฏิเสธความก้าวหน้าอาจจะมีลักษณะก้าวร้าวได้

นั่นเป็นความก้าวร้าวในแง่ลบ  เราสามารถตอบโต้การปฏิเสธแข็งขืนด้วยความเฉยเมยหรือความเป็นมิตรได้…ความเฉยเมยเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดที่ทำได้..สำหรับผมแล้วความเฉยเมยเป็นการวางตัวที่มีเหตุจากคนอื่นที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม หรือใครก็ตามที่สำหรับคุณเป็นคนที่น่ากลัวตั้งแต่ต้น หมายความถึงมีอันตรายสำหรับคุณ…ความเฉยเมยเป็นส่วนที่แข็งแรงของระบบที่ฝังลึกลงไปในทางลบ มันเป็นเรื่องของการไม่ตัดสินใจ เป็นอาการตามสัญชาตญาณ แม้ว่าสังคมอุตสาหกรรมจะไม่มีสัญชาตญาณตามความหมายดั้งเดิมเหลืออยู่อีกแล้ว ความเฉยเมยสำหรับผมคือการอ้างถึงความเป็นธรรมชาติที่ผิดๆ ที่สูญไปนานแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ในการที่จะทำเฉยเมยไม่รู้ไม่ชี้ในโลกปัจจุบัน  เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมองเห็นตัวเราเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม

ในยามที่ลัทธิต่างๆ อ่อนแรงลง(ยกเว้นของคอมมิวนิสต์)ที่คนแต่ละคนจะถูกคุกคามผ่านระบบกดขี่ที่ยิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้นทุกที กระบวนการทางศิลปะก็จะต้องถูกนำทางในการค้นหาความสมบูรณ์สูงสุดอย่างเต็มกำลังยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้ามการเมืองถูกทำให้มีอำนาจที่สมบูรณ์แทนความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างคน จนทำให้เกิดหายนะอย่างเช่นการเมืองของฮิตเล่อร์ที่มุ่งเป้าหมายแก้ปัญหาตอนจบซึ่งหมายถึงการรวบอำนาจสมบูรณ์ เราจะสามารถพูดถึงการเมืองที่ถูกจูงใจด้วยความสุนทรีย์ได้มากแค่ไหน

สำหรับผม การเมืองของฮิตเล่อร์ในประการแรกเป็นเรื่องการรับมือกับความขัดแย้ง หมายความว่าการชี้ให้เห็นโลกเป็นสีดำขาวตัดกันเพื่อที่เราจะสามารถรับรู้ถึงสีขาวได้ การเมืองเรื่องแบ่งแยกเชื้อชาติมีฉากหลังทางจิตวิทยานับได้เป็นพันอย่าง เช่นว่าความขัดแย้งเรื่องยิวกับพลังอำนาจที่เพิ่มขึ้นถูกนำมาเปรียบเทียบกับเรื่องทางการค้าด้วย…นี่คือความกลัวธรรมดาๆ ต่อการสูญเสียสภาพความเป็นจริงไปที่รุนแรงมากในหมู่ชนที่เน้นอย่างเป็นบ้าเป็นหลังถึงการขัดแย้งทางอำนาจ ซึ่งได้ถูกประเพณีของสังคมเรานั่นเองสร้างขึ้นมาเป็นครั้งแรก เพราะการมีอำนาจกลายเป็นคุณค่าที่พึงปรารถนาที่ตั้งไว้เป็นเป้าหมายชีวิตและเป้าหมายความรัก สำหรับผม ฮิตเล่อร์คือคนที่พยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการโกลาหลอลเวง (อย่างในละครหุ่นกระบอกของตัวตลกคัสเปอร์) ที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณขั้นผิดปกติ  แม้ว่าเท่าที่เห็นเขาก็ไม่ตรงกับภาพพจน์เลย ปกติธรรมดาเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นในวงครอบครัวเท่านั้น แบบ..ถ้าฉันทำให้มันแข็งขึ้นไม่ได้ก็กลายเป็นคนอื่นผิด ถ้าสังวาสไม่ได้ก็เป็นความผิดคนอื่นไป นี่คือแนวคิดทั้งหมดของฮิตเล่อร์และมันก็ได้ผลเต็มที่ เพราะดูแล้วก็ไม่มีใครในเยอรมันที่สังวาสเป็น ด้วยเหตุนี้เองปัญหาการไร้พลังความสามารถจึงถูกผลักไสไปสู่คำถามเรื่องเชื้อชาติได้อย่างง่ายดาย แต่แน่ละว่าการสูญเสียสภาพความเป็นจริงที่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นเป็นตัวผลักดันอยู่เบื้องหลัง เพราะว่านั่นคือการสูญเสียสภาพความเป็นจริงทั้งมวลแท้ๆ ถ้าคิดว่า ฉันสามารถแก้ปัญหานั้นได้ถ้าฉันฆ่าประชาชนและก็จัดการฆ่าหมู่ขึ้นมา

ถ้าเป็นอังกฤษหรืออิตาลีเรื่องแบบนี้คงจะไม่เกิดขึ้นเพราะที่นั่นมีความนึกคิดในเรื่องสังคมมนุษย์อยู่มากในขณะที่เยอรมันนีขึ้นชื่อในเรื่องความมีระเบียบวินัยซึ่งได้ทำให้สิ่งทั้งปวงกลายเป็นจักรกลไป และเป็นไปได้ที่มันอยู่หลังฉากของพลเมืองทั้งหมดไม่ใช่เพียงสมาชิกพรรคไม่กี่ล้านคน

แน่นอน ก็เปรียบเทียบได้กับการพัฒนาของนิกายคาทอลิกในอิตาลี่ ที่ผู้คนมีจิตสำนึกแต่ดั้งเดิมที่ชัดเจนถึงการฉ้อฉลของโบสถ์ แต่ก็ไม่นำพา ตรงข้ามกับในเยอรมันที่ข้าราชการอย่าง มาร์ติน ลูเธ่อร์ได้ยกมันขึ้นมาเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

ในวาติกันนั้นมีการสังวาสเกิดขึ้นตลอดเวลาในทุกๆ โบสถ์ทุกวัด ท่านลูเธ่อร์กับความคิดปฏิรูปนั่นแหละที่เป็นต้นคิดว่าสังวาส “แค่สองครั้งต่อสัปดาห์” คือสองครั้งก็มากพอแล้ว เกินกว่านี้จะให้โทษ ผมหมายความว่าโดยพื้นฐานการก่อตั้งลัทธิพิวริตั้นขึ้นมาเพื่อต่อต้านการฉ้อฉลของโบสถ์ ได้กลายเป็นการคิดค้นการฉ้อฉลในรูปแบบใหม่ที่แนบเนียนยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับการพิชิตทวีปอเมริกาผ่านการจาริกแสวงบุญของพวกบาทหลวงนั้นก็เป็นการซ่อนเร้นของการฉ้อฉลที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งที่บังเกิดขึ้นในอเมริกาคือการที่ผู้คนสูญสิ้นการติดต่อสัมผัสตามธรรมชาติที่กับสิ่งแวดล้อมอย่างรักใคร่ทะนุถนอม มีแต่การสัมผัสที่ตามด้วยการเข่นฆ่าและตอบโต้อย่างกักขฬะหรือไม่ก็ยาเสพติด การร่วมเพศหมู่ที่อยู่เหนือการควบคุม เป็นการทำรวมหมู่ที่โดยทางจิตแล้วไม่ได้ปรารถนาหรือมีเหตุผลเหมาะสม…..นอกจากนี้การปกครองของคาทอลิกยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดเลย ไม่เคยเปลี่ยนเนื่องจากสมมติฐานที่ว่าประชาชนอ่อนแอที่จะปกครอง คนจึงต้องยอมจำนนในแบบที่เป็นอยู่ และปิดบังซ่อนเร้นเท่าที่จะทำได้ อีกทั้งพยายามรับรู้ด้วยความเข้าใจเรื่องทั้งหมดอย่างดีที่สุดเพื่อเคารพในความคิดที่แฝงอยู่เบื้องหลัง การเอาลัทธิลูเธ่อร์กับความคิดแบบพิวริแทน (มุ่งควบคุมตนเองและทำงานหนัก เลี่ยงความเพลิดเพลินใจ) ทั้งหมดมาทดแทนนิกายคาทอลิกนั้น แท้จริงแล้วได้นำไปสู่การที่ผู้คนสามารถวางตนปลิ้นปล้อนหลอกลวงยิ่งขึ้น ผมไม่เชื่อว่าลัทธิพิวริแทน คือการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ แต่เป็นการปกปิดซ่อนเร้นความจริงไว้ภายใต้ความมีเกียรติน่าเชื่อถือที่ยิ่งใหญ่กว่า ที่จริงแล้วมันแนบเนียนยิ่งกว่าการโกหกหลอกลวงตรงๆ เสียอีก เพราะในการก่อตั้งขบวนการโปรเตสแตนท์ขึ้นนั้น ผู้คนเพียงแค่เปลี่ยนความนึกคิดไปสู่อีกระดับหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เพราะว่าพวกโปรเตสแตนท์ ก็แบบเดียวกันกับพวกคาธอลิกที่ไม่ยอมรับความต้องการที่สำคัญจำเป็นของมนุษย์ เข้าในกฎของศาสนา

จากคำพูดของคุณที่ว่า”ความปรารถนาเรื่องความสวยงาม ความจริงแท้ไม่ได้เป็นแค่ภาพลวงตาของสังคมแบบทุนนิยมโรแมนติก แต่เป็นความสุขที่จับต้องได้ ความปรารถนาและการทำให้สมปรารถนาในเรื่องที่ใหญ่โตแทบเกินจริงคือสิ่งที่จำเป็นต้องมีในมนุษย์ทั่วไปภายใต้เงื่อนไขของความตายที่เป็นความจริงแท้ในชีวิตทุกคน อันมีผลทำให้คนเรามุ่งเข้าหาความสุขที่จับต้องได้ก่อน” คุณเขียนเกี่ยวกับคัลลัส (คัลลัส -Maria Meneghini Callas /นักร้องโอเปร่าที่มีชื่อซึ่งชะเรอเท่อหลงใหลเทิดทูนมาก-ผู้แปล) ว่า “จากความทะเยอทะยาน ที่อย่างน้อยที่สุดเป็นการแสดงออกของมนุษย์ชั่วขณะหนึ่ง ล่วงไปจนถึงดนตรีและท่าทางที่ล้นเหลือที่เราได้สำราญ..ความรู้สึกน้อยนิดเหล่านี้ที่ยอมรับกันถ้วนหน้า อันเกี่ยวกับชีวิต ความรัก ความยินดี ความเกลียด ความริษยา และความกล้าตายได้ถูกถ่ายทอดออกมาเต็มที่โดยไม่ต้องมีการวิเคราะห์ทางจิตวิทยาใดๆ” นั่นถือเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในงานทั้งหมดของคุณหรือ

….คัลลัสไม่ใช่ปัญญาชนแต่เป็นบุคคลที่พบเห็นได้ทั่วไปทุกเวลา ที่พอผมได้ยินเสียงของเธอแม้จะเป็นบางคราวที่เธอร้องได้แย่มาก แต่ก็ยังสามารถทำให้การเอ่ยอ้างถึงความจริงทั้งหมดปรากฏออกมาให้เห็นได้ คือ ช่วงขณะของความรัก ความเกลียด ความเศร้า ความตาย และอื่นๆอีกซึ่งเกิดขึ้นอย่างถาวรในทุกๆขณะโดยไม่ต้องทำให้หวือหวาหรือน่าสังเวช  เป็นการเรียกร้องของการแสดงความรู้สึกทั้งปวงออกมาที่ผมเห็นว่างามมาก…ในหมู่ศิลปินหญิงที่ผมรู้จัก คัลลัส เป็นคนที่สามารถทำให้เวลาหยุดนิ่งลงได้ด้วยพลังของการแสดงความรู้สึกของเธอออกมา จนกระทั่งความกลัวทุกชนิดสลายไป แม้กระทั่งความกลัวตาย และก็อีกอันที่บรรลุในสภาพที่คล้ายกันคือสิ่งที่น่าจะเรียกว่าความสุข..ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า ความสุขเป็นเรื่องที่เรียนรู้กันได้ ความสุขทำให้เราเกิดความเพียรพยายามหรืออาจจะประสบพบมันได้สักวันแต่ไม่มีวันที่จะเรียนรู้ได้เหมือนการอ่านหนังสือ…..ความรู้สึกเป็นสุขเหล่านี้ที่ทำให้เราลืมไปได้ว่าความตายยังคงมีอยู่และเป็นตัวการให้ชีวิตมนุษย์สิ้นสุดลง แต่ในเวลาเดียวกันเราก็รับรู้มันด้วย ที่กลับยิ่งทำให้เราสุขสมใจขึ้นมาอีกเป็นสองเท่า นี่เป็นคำถามเรื่องหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของตนเองหรือหน้าที่ของความตาย ก็คือชีวิตนั่นเอง สำหรับผม ปัญหาของผมไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความตายก็ไม่สำคัญ  เพราะทั้งสองอย่างจะถูกลืมไปในชั่วขณะหนึ่ง อย่างในขณะที่ชมโอเปร่า ที่เป็นเรื่องของการเล่นดนตรีทั้งหมด ไม่เอ่ยปากไม่พูดจา นอกจากเล่นดนตรี นั่นมีความสำคัญในตัวมันในฐานะนามธรรม จึงทำให้ผมชอบมากเป็นพิเศษเสมอมา …นอกจากนี้ก็ยังมีธาตุประกอบที่สำคัญที่สุดแท้ๆ อันหนึ่งในสังคมที่เรามีชีวิตอยู่ นั่นคือ จิตวิญญาณของการขัดขืน..ทั้งหมดที่ผมต้องการจะบอกก็คือว่า คนเราต้องมีความหวัง ยืนยันถึงความปรารถนาของตนเหมือนคนนอกคอกทั้งปวง เหมือนเฮิลเดอร์ลิน (Friedrich Hölderin / กวีเยอรมัน) แต่ไม่ใช่ยืนกรานที่จะทำให้บรรลุความปรารถนาของตนเพียงอย่างเดียวหรือคิดว่าคนทั้งหมดจะต้องคิดและรู้สึกอย่างเดียวกับตน แต่ต้องเชื่อว่า ณจุดใดจุดหนึ่งของความปรารถนาความหวังของตนเหล่านั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานอะไรบางอย่างที่ยอมรับกันได้ทั่วไป ไม่อย่างนั้นแล้วสงครามก็คงจะไม่เกิดขึ้น เพราะสงครามจะเกิดขึ้นตลอดเวลาเนื่องจากการทำให้สมหวังไม่ได้ของวิธีการทางสังคม ก็คือว่ามีความปรารถนาอันหนึ่งเกิดขึ้น ที่อยากจะเปลี่ยนชีวิตของตนออกไปจากระบบๆหนึ่งที่กลายเป็นวัตถุนิยมไปหมด  เพราะอิสรภาพที่จะมีความปรารถนาของผู้คนได้ถูกริดรอนไปแล้ว ที่จริงๆแล้วการคงอิสรภาพที่จะคงความปรารถนาต่อไปได้ดูจะเป็นแก่นแท้ของชีวิตผมทีเดียว

คุณรู้จักช่วงเวลาที่น่าพึงพอใจที่เกี่ยวเนื่องกับงานและชีวิตซึ่งแสดงออกถึงลักษณะเฉพาะของตัวคุณเองบ้างไหม

จากงานมีน้อยกว่า แต่ก่อนนั้นมันก็เป็นความสนุกเพลิดเพลินแบบเด็กกับของมีค่าในสิ่งที่ทำไปหรือมีอยู่ แต่ต่างออกไปในด้านชีวิตส่วนตัว อย่างเช่น ถ้าผมสังเกตเห็นว่าผู้คนแสดงการต่อต้านคัดค้านผมผมก็ไม่ถึงกับเพ้อคลั่งด้วยความสุขแต่จะรู้สึกแค่พอใจยินดี ผมไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นเมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนรูปไปเป็นแบบอื่น และถ้าคนเปิดอ้าวหนีผมไปหมด  ผมก็ไม่เห็นเป็นเรื่องเลวร้ายอะไร

การตายของแม่มีความหมายอย่างไรต่อคุณ

เป็นเหมือนการสิ้นสุดของอาณาจักรแห่งความฝันที่ทุกอย่างได้กลายเป็นเรื่องรองลงไปรวมถึงงานทั้งหมดของผมด้วย  เพราะนั่นเป็นเหมือนความหมายของคำว่าบ้านเกิดของผม ไม่ว่าผมจะอยู่ที่แอล.เอ. เม็กซิโก หรือที่ไหนๆ แต่มีชั่วเวลาหนึ่งของปีที่ผมกลับคืนรัง-คงเป็นผลของการซมซานกลับรังมั้ง กับหน้าต่างที่ปิดมืดผมก็ได้นอนพักเอาแรงคืน และฝันออกไปไกลกระทั่งได้ชีวิตคืนกลับมา ที่นั่นที่ผมรู้สึกว่าเป็นบ้านที่พอหายไป ก็แน่ละว่าย่อมทำให้ผมเกิดภาวะแปลกแยกห่างเหินในชีวิตอย่างที่สุดตอนนั้น แล้วจึงล่วงพ้นออกมาได้อย่างดีที่สุด เพราะหลังจากการตายของแม่  ผมก็ได้ทำงานหนักกว่าเดิมในเจ็ดปีที่ผ่านมา

ในจิตสำนึกของคุณรู้สึกว่าได้เผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งสำคัญแบบนั้น หรือภาวะแปลกแยกอย่างหนักเช่นนั้นอีกบ้างไหม

การสูญเสีย คัลลัส ไปเป็นอีกครั้งที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงทิ้งออกไปข้างถนน  เพราะเธอเป็นเหมือนบ้านเกิดทางใจของผม ไม่ใช่ทางด้านปัญญา แต่มีเสียงบางอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนที่อยู่ใกล้ชิดในบางแห่งข้างในตัวผมจนทุกวันนี้  เมื่อก่อนผมรู้สึกอยากฟังเธอบ่อยๆ แต่ตอนนี้นับแต่เธอตายไป ผมฟังแค่เดือนละห้านาที  เพราะมันทำให้ผมรู้สึกไม่ใคร่ดีนักว่าคนที่ตายไปแล้วยังร้องเพลงต่อไปอีก ผมไม่ชอบเลยที่จะเห็นสิ่งที่จบสิ้นลงไปแล้ว ยังดำเนินอยู่ต่อไปอย่างสม่ำเสมอโดยตลอด ผมคิดว่าจะดีกว่า ถ้าไม่มีแผ่นเสียงหรืออะไรเหลืออยู่อีกเลย เมื่อเขาทั้งหมดตายไป แผ่นเสียงก็จะแตกกระจายไปด้วยเหมือนกระจกของสโนไวท์ ในขณะที่เธอตายแผ่นเสียงและเทปบันทึกเสียงของเธอก็พังลงไปด้วย สูญสิ้นไปหมด เพื่อว่า การที่จะบรรลุงานเก็บความทรงจำเกี่ยวกับผู้ใด ก็เมื่อเรามีความชัดแจ้งว่าใครคือคนๆนั้น เธอมีความหมายอย่างไรในสมัยๆ หนึ่ง และชั่วขณะๆหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่แน่นอนตายตัว แทนที่ว่าเราจะสามารถเรียกความรู้สึกทั้งมวลกลับคืนมาได้อีก ซึ่งบุคคลคนนั้นจะรับผิดชอบหรือแสดงต่อไปไม่ได้ เพราะเธอนอนเน่าเปื่อยอยู่ในหลุมนานแล้ว..เพราะฉะนั้นผมจึงฟังเสียงของเธอน้อยลงกว่าแต่ก่อน

สำหรับผม สิ่งเหล่านี้เป็นประวัติศาสตร์ศิลปะ  ผมคิดว่าโดยพื้นฐานแล้วมันเป็นการแสดงความหมายที่เห็นงามร่วมกันในยุคสมัยหนึ่งที่แม้จะเป็นผลงานที่ไม่แสดงความเลอเลิศทั้งปวงให้เห็นก็ตาม ก็ยังสมควรจะเก็บรักษาไว้

ใช่ โดยหลักการก็น่าจะเป็นทำนองนั้น อะไรที่ศิลปะของชนชั้นกลางผูกพันอยู่ คือความคิดที่ว่าทุกอย่างที่ประสบความสำเร็จสมควรที่จะเก็บเอาไว้  แต่ไม่จริงเลย  เพราะนั่นน่ะคือชั่วขณะของชีวิตที่ถูกปล้นไปด้วย ผมเชื่อว่า คัลลัส เองแม้จะอยู่ในวงแวดล้อมของสติปัญญาความคิดง่ายๆ ก็ยังเข้าใจในเรื่องนี้ดี  ดั่งที่เธอได้ปฏิเสธการสร้างหนังจากเรื่องราวของตัวเธอ เธอรู้สึกในใจว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมชาติเลยที่จะเสนอให้เห็นถึงช่วงขณะที่เธอแสดงออกมาจริงซ้ำๆ กันครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นช่วงขณะที่ยืดออกไปไม่สิ้นสุด ..มันไม่ใช่การยืดความเป็นนิรันดร์ออกไปที่เราสามารถฟังเสียงเธอได้เป็นพันๆครั้ง แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของหลักการบริโภคของการผลิตซ้ำ ผมจะไม่แยแสเลยถ้าแผ่นเสียงและเทปงานของเธอจะสูญหายไปจากโลกในขณะนี้เลย  มันจะไม่ได้ลดค่าของเธอผู้นั้นลงไป ในทางตรงกันข้ามมันจะยุติการตามจับผิดอย่างโง่ๆ และการแฉกันว่าเธอร้องผิดหรือถูกโน้ต แต่จะมีการอ้างถึงเธอแบบเรื่องราวอันปรัมปราซึ่งเป็นที่อันเหมาะยิ่งสำหรับทุกอย่างในความเรียบง่ายของตัวละครที่เธอแสดง ผมหมายถึงว่าในความเข้าใจว่าเธอ คือ ผู้หญิงที่เป็นเลิศของศตวรรษที่ทุกคนเข้าใจดีอยู่ในขณะนี้ ไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากไปกว่านี้สำหรับชนชั้นหลัง

ตอนนี้มาเปลี่ยนหัวข้อกันดีกว่า ขอคุณช่วยเล่าอย่างละเอียดถึงประสบการณ์สำคัญที่เป็นเหมือนกุญแจดอกสำคัญในชีวิตของคุณหน่อย

ผมเชื่อแน่โดยไม่ต้องสังหรณ์ใจเลยว่าอะไรเป็นสาเหตุและเกิดอะไรขึ้นกับผม เนื่องจากผมได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากยายที่มีเชื้อสายโปแลนด์ครึ่งหนึ่ง ผมจึงถูกรังแกจากเพื่อนๆในโรงเรียนเสมอ เพราะผมมีความเข้าใจในชีวิตต่างไปและก็ไม่ปริปากไม่ก้าวร้าว จริงๆแล้วตั้งแต่อายุได้ 7 จนถึง 14 ขวบผมถูกรังแกในโรงเรียนตลอด ผมไม่เคยเลยที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตนเอง มันแค่ทำให้ผมเศร้าเพราะไม่เข้าใจว่ามันเป็นเพราะอะไรกัน มันเลยเถิดไปไกลถึงกับว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเอาปัสสาวะเต็มกากาแฟราดหัวผมจนเกลี้ยงกา หรือทำอะไรอย่างอื่นที่คล้ายๆ กันนี้ แต่อย่างไรก็ดีผมก็ยังค้นพบมิตรภาพได้บ้างเหมือนกัน อย่างเช่นกับเพื่อนรุ่นพี่ที่อยู่ชั้นสูงกว่าผมสองสามปี เขาอายุ 15 ตอนที่ผมแค่ 12 ขวบ เขาขี่จักรยานพาผมกลับบ้านเสมอและเล่าเรื่องหนังในทีวีชื่อ”กอดฉันหน่อยตอนกลางคืน”(Umfange mich, Nacht) ที่ไดแอน่า ดอร์ส (Diana Doors) เล่น ผมชอบเขามาก แล้วต่อมาผมก็ได้ยินว่าเขาได้แขวนคอตายในห้องใต้หลังคาและครอบครัวเขาได้ค้นพบความจริงนี้ก็เมื่อสามเดือนให้หลัง เมื่อศพเน่าเปื่อยแล้ว

หลังจากช่วงเวลาเหล่านี้และเมื่อผมผ่านพ้นโรคภัยไข้เจ็บที่แน่นอนว่ามีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากเรื่องพวกนี้ และถูกตรวจพบว่าผมอยู่นอกเหนือลักษณะความประพฤติเหล่านี้ โดยที่ผมไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของใครและไม่เกลียดชังหรือชมเชย แล้วก็ไม่ได้กลายเป็นคนที่ชอบทำร้ายคนอื่นหรือตนเองด้วย เพียงแต่พ้นจากภาวะงงงวยที่ต้องกลายเป็นลูกไล่ให้ถูกหมิ่นถูกด่าว่ามาตลอด จริงๆ แล้วผมเพิ่งสังเกตเห็นหลังจากที่ผ่านพ้นประสบการณ์เหล่านี้มาว่า ผมก็คือผมนั่นเอง แล้วพออายุ 15 ผมก็ได้ครองตำแหน่งเด่นทางสติปัญญาในโรงเรียน แล้วคนอื่นทั้งหมดก็ตัวสั่นระรัวอยู่ข้างหน้าผม ผมได้รับการสดุดีสูงส่งและถูกเลี้ยงเหล้าเลี้ยงบุหรี่….

แล้วต่อมาก็ตอนที่ผมได้รู้จักกับเพื่อนชายจากอิตาลี วัลเตอร์ เขามาจากซิซิลี่ เป็นคนเดินโต๊ะที่ทะเลสาบการ์ด้า นั่นก็ถือเป็นประสบการณ์สำคัญด้วยแน่  เป็นความรักหลงอย่างไร้เดียงสาและบ้าคลั่ง ค.ศ. 1963 (พ.ศ. ๒๕๐๖) ก็นานนักหนาแล้ว แล้วก็มาเรื่องแม่ที่ก็เป็นประสบการณ์สำคัญแน่นอน แล้วอะไรอีกล่ะ ก็มาถึงโรซ่า[1] แน่นอน….สำคัญแน่ ตอนที่เรารู้จักกันในงานเทศกาลหนังคน็อกเค่ ธันวา 1967 – 68 (พ.ศ.๒๕๑๐-๑๑) นาน 5 เดือน …..มันเป็นสมัยที่คนเข้าใจแค่ว่าผมเป็นพั้งค์เท่านั้น…ที่เราทำหนังเรื่อง(Allen Jones oder der Regenbogen) นั่นเป็นสมัยของทุกสิ่งทุกอย่างที่นำไปสู่วิกฤติ ซึ่งตอนนั้นคุณภาพทางศิลปะของโรซ่า สูงกว่าคุณภาพความเป็นมนุษย์  (โรซ่า ฟอน พราวน์ไฮม์ -Rosa von Praunheim- นักสร้างหนังทดลองชาวเกย์ที่มีชื่อของเยอรมันที่เคยทำงานร่วมกันกับชเรอเท่อร์ ทั้งสองเคยร่วมกันกำกับหนังที่ชื่อว่า Grotesk Burlesk-Pittoresk- อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พราวน์ไฮม์ ได้ใน filmvirus 3) ผมคิดว่าเขา / เธอ เยี่ยมมากจริงๆ แม้ว่าระหว่างนั้นฟังดูเป็นแบบคนชอบทำร้ายตนเองอยู่บ้าง เพราะบางเรื่องเช่น “ชั้นที่ ๒๔” (Vierundzwnzigsten Stock)น่ะ ผมดูมันด้วยความงงงวยโดยแท้แต่ก็ชอบใจมากจริงๆ

รับประกันได้เลยว่า โรซ่า ต้องถูกจู่โจมแบบใดแบบหนึ่งที่น่าตกใจยิ่งเกี่ยวกับอนาคตของเขาเองโดยที่ทำให้มันแจ่มชัดขึ้นมาไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อเขาพยายามที่จะเล่นต่อไปโดยไม่เปลี่ยนเนื้อหา พอมาถึงจุดหนึ่งมันก็เลยกลายเป็นการใช้ของเก่าออกไปจนหมดไม่มีอะไรใหม่ขึ้นอีก  คิดดูนะตอนนี้ โรซ่าก็น่าจะ ๓๖-๓๗ ปีได้แล้ว และเขาก็ยังงามอยู่มาก ผมว่าเขาเป็นมนุษย์ที่งามจริงๆ เขายังเป็นมนุษย์ที่งามกว่าใครเพื่อน…..สรุปสั้นๆว่าอย่างนี้ ผมเห็นการต่อสู้ที่ไม่ได้อะไรขึ้นมาในกรณีของโรซ่า ไม่ใช่การสู้กับโรงสีลมแบบดอนกีโฆเต้ (Don Quixote) แต่กับการเปลี่ยนแปลงวัยอายุโดยทั่วไป  ด้านหนึ่งก็มีสิ่งที่เขาเข้าใจว่าเป็นความปรารถนาในชีวิต-เช่นการมีความสัมพันธ์ที่กลมกลืนกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะกับใครบางคนที่เขารักได้และอาจจะรักเขาตอบด้วย อีกด้านหนึ่งเขาก็รู้โดยจิตสำนึกว่า สิ่งที่เขารับรู้ว่าเป็นความรักนั้นขึ้นอยู่กับเปลือกนอกเหลือเกิน ที่เขาเหลือบมองที่กระจกทีไรในช่วงคริสต์มาสทุกปีก็จะเปลี่ยนใหม่ทีนั้น แล้วในเวลาเดียวกันเขาก็ปกป้องความฉาบฉวยนี้ด้วย เพราะเขาก็ไม่รู้ด้วยเหมือนกันว่า ทำไมเขาควรจะรักใครสักคนที่หน้าตาเหี่ยวย่น จนเดี๋ยวนี้เขาก็ยังหาคนที่เขารักไม่พบ….

คัลลัส ก็เป็นประสบการณ์สำคัญด้วย หนังสือเรื่อง “The Naked Lunch”ของ William Burroughs  ก็เป็นประสบการณ์สำคัญ  และก็การได้รู้จักกับมักดาเลน่า (มักดาเลน่า – Magdalena Montezuma / ตัวเอกหญิงในหนังหลายเรื่องของชะเรอเท่อ) แต่ไม่ใช่การรู้จักกันครั้งแรกที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นนานแล้วพร้อมกับคณะละคร Living Theatre แต่เป็นการที่ มักดาเลน่า ให้แม่และผมทอนเขี้ยวเล็บความพยศของเธอลงในฤดูใบไม้ร่วงปี 67-68 (๒๕๑๐ – ๑๑) ผมนับถือเธออย่างมากเสมอมาในฐานะบุคคล

คุณคิดไหมว่าคุณได้รบกวนผู้คนมากมายในช่วงค.ศ.1970 (พ.ศ.๒๕๑๓) คุณดูเหมือนจะก่อกวนคนอื่นๆให้ระคายเคืองอย่างแรงอยู่เสมอในตอนนั้น

ผมรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ให้ความพึงพอใจแก่ผมมากที่สุด

มันน่าสนใจและน่าดูกว่าหนังทั้งหมดของคุณเสียอีก ในความคิดของผม

ผมด้วย…การเป็นเหมือนตัวตลกหรือหุ่นคัสเปอร์ให้คนหัวเราะสำหรับผมแล้วเป็นคำชมนะ เพราะมันเป็นตัวที่ถ่ายทอดสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่กล้าพูดกล้าสนุกสำราญเต็มที่ หวังแต่ว่าผมได้รบกวนคนบางคนจริงๆ ในตอนนั้น

มาเซล ดูแชมป์ (Marcel Duchamp-ชาวฝรั่งเศสผู้บุกเบิกศิลปะแนวคอลลาจ) จู่ๆก็เลิกการทำงานทางศิลปะทันทีด้วยเหตุผลว่ามันไม่น่าสนใจและดึงดูดใจแล้ว  คุณคิดว่าสำหรับคุณอาจเกิดขึ้นได้แบบเดียวกันกับการทำหนังไหม

ผมไม่คิดแบบนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าตัวหนังเองเป็นสื่อที่น่าเบื่อที่สุดในบรรดาสื่อทั้งหมดอยู่แล้ว ผมจะไม่มีวันสมัครใจทำหนังที่มีนักแสดงแบบ ริต้า เฮเวิร์ดเลย แต่จะทำหนังที่มีผู้แสดงแบบนิคโคล่า ซาโบ จากสลัมซ็อทโทฟอนโดมากกว่า ที่ปฏิกิริยาสนองตอบทุกอย่างสำหรับผมเป็นสิ่งที่น่าผจญพอๆ กับลักษณะของปฏิกิริยาตอบกลับที่ผมมีให้เขา….โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าคนซิซิเลียนเป็นมืออาชีพมากกว่านักแสดงทั้งปวง ผมพบว่าการแสดงออกของมนุษย์ที่แท้จริง และลักษณะที่มันถูกปรับให้เป็นเหมือนหนังทำนองนั้น จะไม่เคยทำให้ผมเบื่อ น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ นอกจากปาลมา ดิ มอนเต จิอาโร่ แล้วก็ยังมีสถานที่อีกมากมายในโลกนี้ที่ผู้คนยังพัฒนาเสรีภาพได้มากกว่า เพราะพวกเขาไม่เคยได้เรียนรู้สิ่งที่ต่างออกไป…. คือสถานที่ซึ่งคนยังหาประสบการณ์ในสิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง เพื่อถ่ายทอดสิ่งที่ถูกขัดขวางไว้ เพราะการศึกษา ประเพณี และประสบการณ์ ลงสู่โลกแห่งจินตนาการของตน  เท่าที่เป็นมาผมก็ยังไม่เบื่อเลย เพราะมีกระบวนการที่ต้องทำความเข้าใจตกลงกันเกิดขึ้นตลอดเวลา… คือว่า ถ้าหนังเป็นศิลปะที่น่าเบื่อและผลิตโดยคนทำหนังที่น่าเบื่อด้วยละก็ ผมจะไม่สนใจมันเลยจริงๆ มันจะต้องมีอะไรที่มีค่าบ้างกับกล้องมิทเชล๓๕ จอซีนีม่าสโคป และมีผู้แสดงที่ไม่รู้เลยว่าหนังหรือทีวีคืออะไรมายืนอยู่ข้างหน้า แล้วสร้างบทสนทนาเอง กับลูกเล่นของแสงที่จัดวางได้แนบเนียนที่สุด โชคแบบที่มีแต่ เอวา การ์ดเน่อร์ และลิซ เทย์เล่อร์ (Ava Gardner/ Elizabeth Taylor-2 ดาราดังฮอลลีวู้ดในยุคคลาสสิก) เคยมีโอกาสได้สัมผัสเท่านั้น…แล้วเราก็เห็นได้เลยว่าประชาชนธรรมดาเยี่ยมกว่าดาราดัง สำหรับคนที่ไม่โง่เง่านะ ผมเห็นว่าพวกเขาเป็นดาราที่เลิศกว่าอย่างแน่นอน…

ผมยังไม่เคยมีนักแสดงที่ไม่เสแสร้งเลยสักคน ที่ไม่เสแสร้งเลยสักนิดเดียว ในการถ่ายทำยิ่งกล้องใหญ่เท่าใดเธอก็จะยิ่งเพลินกับมันมากขึ้นเท่านั้น  เพราะเธอพบว่าตัวเองสำคัญยิ่งขึ้น…

ด้วยเหตุผลนี้เองที่ผมจะไม่เลิกทำงานศิลปะ ตราบเท่าที่ยังมีแนวทางที่เป็นไปได้อันน่าสนใจอยู่ ที่ผมจะลองพยายามเข้าใจให้ได้ ด้วยโลกแห่งจินตนาการของผมว่ามนุษย์คืออะไร ที่แท้ก็คือผมได้ค้นหาความพอใจยินดีกับงานของผม ก็แค่นั้นเอง

ฉะนั้นกระบวนการทางศิลปะก็ควรจะถูกมองอย่างเดียวกับการทำอาชีพอย่างหนึ่งหรือ

การทำงานฝีมือไง ผมเคยเปรียบว่ามันก็เหมือนกับแม่บ้านที่อบขนมไม่หยุดหย่อนจนเตาอบพัง ผมเปรียบตัวผมเองเหมือนช่างฝีมือคนหนึ่ง…ผมได้สร้างความเป็นไปได้ขึ้นมาหรือด้วยอภิสิทธิ์ผมก็หาหนทางจนได้ที่จะสามารถทำงานฝีมือออกมาตามความหมายดั้งเดิมแท้ๆ ไม่ใช่งานอุตสาหกรรม…ทุกขณะของชีวิตมีความสำคัญเท่ากันหมดที่เราจะต้องให้เวลาความพยายามเท่ากัน ไม่ว่าจะทำอาหาร เข้าส้วมหรือทำหนัง ด้วยเหตุนี้เมื่อผมทำอาหาร ผมจึงทำได้ดีมาก มันทำให้ผมสนุกเพลิดเพลินเหมือนทำหนังหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ..ผมจึงไม่เคยมีการยอมให้…ผมพบว่าในงานฝีมือเราไม่สามารถปล่อยให้เกิดการประนีประนอมในแก่นแท้ได้ เช่นเดียวกับการวางตัวต่อคนอื่น และความรักชอบที่ไม่อาจจะเป็นเรื่องของการประนีประนอมได้ คุณสามารถบอกว่าคุณรักชอบใครได้ ก็ต่อเมื่อคุณรักคนๆ นั้นอย่างไม่มีเงื่อนไข หรือไม่ใช่แค่ครึ่งๆ กลางๆ และต้องแน่ใจในเรื่องนี้ด้วย ในชีวิตผมเกิดขึ้นแค่สองครั้งอย่างมากที่สุด

มีหนังที่ผ่านตาเรามากมายไม่รู้จบ ที่พอถึงสุดท้ายก็เหลือแค่เรื่องเดียวที่เราชอบใจ สำหรับคุณแล้วมีงานชิ้นไหนที่ชอบใจ

ที่ผมชอบมากที่สุดคือ Paula ich komme wieder เป็นหนัง 8 มิลล์ ไม่ใช่เพราะมันกลับหัวกลับท้ายในเรื่องปีและวัน แล้วก็ Neurasia, Maria Malibran   ตอนที่เกี่ยวกับคิวบา จากเรื่อง Flocons d’or    และละครเรื่อง Miss Sara Sampson  และ Kaethchen von Heilbronn  แต่มันไม่ใช่สิ่งสำคัญว่าผมคิดว่าเรื่องไหนดี…..ความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับภาษาท้องถิ่นที่ใช้ใน Regno di Napoli หนังเรื่องเนเปิล ที่รบกวนใจผมมากมีผลทำให้ผมไม่ยอมประนีประนอมในหนังเรื่องที่กำลังถ่ายทำอยู่ในเวลานี้ ตอนนั้นเวลามีจำกัด แล้วผมยังต้องทำงานกับนักแสดงที่มีทั้งสมัครเล่น กึ่งอาชีพ และอาชีพที่มีสำเนียงบางครั้งเป็นแบบละคร บางครั้งเป็นแบบในชีวิตจริงธรรมดา และบางครั้งก็พยายามแสดงเป็นละครเลย  ผมพยายามจะแก้ในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด หลังจากได้กล้องมิทเชลตัวอ้วนมาแล้ว ผมก็ไม่ต้องมี อลิซาเบธ เทย์เลอร์ อีกต่อไป มันเป็นกล้องที่รับใช้ประชาชน ไม่ใช่รัฐ และมันหนักเกินไปที่จะตั้งขึ้นเพื่อถ่ายดาราเพียงคนเดียว

ผมเจนจัดในสุนทรียภาพทุกรูปแบบ ที่สำคัญคือต้องรุนแรงอาจหาญ ความคิดเรื่องสุนทรียภาพที่รุนแรงแบบนี้ไม่มีเหลืออีกแล้วในประเทศอย่างเยอรมัน…เพราะสถานการณ์ไม่เปิดโอกาสให้อีก ต่างก็หลับใหลไปกับเงินตราที่มอมเมาและสภาพของชนชั้นกลาง….ดูได้จากความสำเร็จของเรื่อง Holocaust (หนังทีวีอเมริกันปี 1978 เกี่ยวกับครอบครัวชาวยิวที่โดนผลล้างเผ่าพันธุ์จากพวกนาซี-นำแสดงโดย เมอรีล สตรีพ, เอียน โฮล์ม และ เดวิด วอร์เนอร์) ที่ประเทศนี้ก็ได้ว่ามาจากไหน (ที่บัดซบจนควรตั้งคำถาม ผมได้ดูมันบางตอน เป็นเรื่องประโลมโลกย์ที่โกหกตอแหลที่สุด) เพราะมันเตือนให้คนคิดถึงเรื่องในอดีตที่ใหญ่โต ที่คนคิดว่าใหญ่โต…ที่สำคัญคือความหวังว่าในที่สุดก็มีอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ขึ้นมาให้เห็น พวกเขาแค่หาผู้รับเคราะห์รายต่อไปเท่านั้น ชนชั้นกลางหาผู้รับเคราะห์รายต่อไปอีกในหมู่พวกเขาเอง ด้วยเหตุนี้เองที่เขาเริ่มดื่มจนเมามายแล้วขับรถเร็วแข่งกัน หรือปีนเขาขึ้นไปสูงๆ ซึ่งก็คือลักษณะของชนชั้นกลางด้วยสำหรับผม มีแต่เรื่องของเปลือกนอก จะต้องหาทางขึ้นไปเบื้องบนอยู่เรื่อย ผมแค่นั่งเครื่องบินก็บินขึ้นไปได้สูงกว่าพันเมตรแล้ว

คุณชเรอเท่อร์ ยังมีอะไรอยากพูดแสดงความในใจอีกไหมครับ

…เวลาที่ผมทำงานผมก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่างหมด แล้วผมก็หักโหมผลักดันตัวเองอย่างหนักเสมอ กินไม่พอนอนไม่พออยู่หลายๆ วัน บางครั้งพอตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็รู้สึกแย่ที่สุด แล้วก็เสียจังหวะไป หลุดขาดออกไปจากสิ่งทั้งปวงราวกับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกสิ่งทุกอย่าง ผมรู้ถึงสาเหตุของมันดี ผมดื่มมากไป สูบมากไป ทำงานมากไป แต่กินน้อยเกินไป ผมหลงรักกับอะไรๆ ที่มันล้นจนตกขอบแบบนั้นแหละ..และผมก็รักพวกที่ชอบตกขอบด้วย แล้วผมก็รู้สึกโดดเดี่ยวตัวคนเดียว เพราะคนทั้งหมดล้วนแต่ขี้เกียจ พวกเขาเอาแต่หลับ เอาแต่ลอยไปลอยมาไม่ได้เรื่อง แต่ก็มีบางครั้งที่ผมพูดกับตัวเองว่า แบบอย่างการใช้ชีวิตชนิดเต็มที่ของผมที่แท้แล้วเป็นจริงจากการมองของตัวเองเท่านั้น กับความรู้สึกตามจังหวะจะโคนเยี่ยงนี้ เมื่อเราตายไปก็เป็นการดีที่สุด ถ้าเรารู้สึกแยกตัวห่างออกไปไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ จนกระทั่งไม่กลัวความตายอีกต่อไป หรือว่าจะต้องสูญเสียสิ่งใดไป นั่นไม่ใช่การทำตัวให้แข็งแกร่งขึ้นแต่เป็นการทำให้ใจสงบลง ผมคิดนะ และในบางครั้งเมื่อเรารู้สึกเลวลงด้วย และพอผมคิดถึงความตายที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ และเมื่อผมรู้สึกโกรธเคืองเหลือเกินและลองนึกขึ้นมา ผมก็บอกตัวเองว่าผมมีความรู้สึกที่ผิดแผกแตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่จริงๆ ซึ่งหมายความว่าผมตายได้ง่ายขึ้นด้วย และผมก็คิดว่านั่นเป็นเรื่องสำคัญทีเดียวที่คนเราจะแจกแจงออกมาให้ได้ว่าความตายคืออะไร มันไม่ใช่การลงบทความอาลัยในนิตยสารชะปีเกล (Spiegel) ผมเห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือเราพยายามว่า เมื่อเราตายก็ต้องยอมรับว่าเมื่อใดก็เมื่อนั้น  เราต้องพยายามที่จะนึกให้ออกว่าเราจะต้องตายโดยไม่มีความกลัวและความตื่นตกใจกับมัน แต่ความพยายามเช่นนี้กลับถูกลงโทษในสังคมว่าเป็นเรื่องต่ำช้า …..คนถือว่าการฆ่าตัวตายเหมือนกับก้อนขี้หมาบนรูปของปิกัสโซ่ยังงั้นแหละ

โชเป็นเฮาเออร์ (Schopenhauer)บอกว่าการฆ่าตัวตายไม่ใช่การดำเนินชีวิตผิดๆ อย่างมหันต์ ไม่ใช่การกระทำที่เป็นศัตรูกับชีวิต แต่เป็นศัตรูกับรูปแบบของชีวิตต่างหาก คือบนรากฐานของการยอมรับชีวิต

การฆ่าตัวตายไม่ใช่ศัตรูของชีวิตเลยแต่เป็นกระบวนการที่ว่องไวอันหนึ่ง

ประวัติภาพยนตร์พร้อมคำวิจารณ์ ของ เซบัสเตียน เฟลด์มันน์ (Sebastian Feldmann)

ภาพยนตร์ขนาด 8 มิลลิเมตร ค.ศ.๑๙๖๗/๖๘ (พ.ศ.๒๕๑๐ /๑๑)

ก่อนปีค.ศ. 1968 (๒๕๑๑)ในระหว่างและภายหลังการสร้างภาพยนตร์เรื่องคัลลัสขนาดแปดมิลลิเมตรธรรมดา ชเรอเท่อร์ได้ถ่ายภาพยนตร์ด้วยฟิล์มขนาด 8 มิลล์นับโหล เป็นหนังทดลองถ่ายในขณะที่เขายังไม่มีชื่อเสียง ที่เขาไม่ยอมให้ออกฉายในงานรำลึกถึงผลงานย้อนหลังที่เรคลิ่งเฮ้าเซ่น และโบคุม ค.ศ. 1971 (๒๕๑๘) เสียส่วนมาก และได้ยกให้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์หนังที่มิวนิคไป ภาพยนตร์เหล่านี้ไม่ได้ถูกตัดต่อและไม่มีเสียงประกอบ เป็นบทฝึกหัดกับกล้องและนักแสดงที่ไม่ได้มีการศึกษามาล่วงหน้า ทดลองหาว่ามีความเป็นไปได้ชนิดใดบ้างของการจัดวางบุคคล และภาพลงในกรอบ และนอกเหนือจากนั้นบางส่วนมี ท่วงทำนองเดียวกับสมุดบันทึกประจำวัน และมีบรรยากาศแวดล้อมทางภาพยนตร์และทางศิลปะแบบอารมณ์โบฮีเมียน รวมทั้งการปรากฏตัวของคนทำในหนังเอง แม้ว่าหนังเหล่านี้มีลักษณะของงานที่กำลังคืบหน้าอยู่ที่เผอิญทำให้เราชอบใจ แต่ก็ไม่บ่อยนักที่นักทำหนังจะอนุญาตให้คนที่มีส่วนตัดสินงานของเขาในเชิงประวัติศาสตร์ ได้เห็นถึงกระบวนการที่กล่าวได้ว่าเป็นการเตรียมงานสร้างสรรค์ที่บันทึกจุดเริ่มต้นของเส้นทางของนักสร้างหนังเช่นชะเรอเท่อจากระดับสมัครเล่นขึ้นสู่ระดับสากล

ระดับสมัครเล่น

เวโรน่า (Verona)คาดว่าเป็นงานชิ้นแรกของเขา เป็นหนังเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอิตาลีตอนเหนือและแคว้นเทสสิน ที่มีเลือกภาพต่างๆที่เลือกออกมาอย่างตั้งใจ รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ที่หรูหราโอฬารตามวังที่มองจากเบื้องล่างขึ้นไป ความสนใจของเขามุ่งที่สถาปัตยกรรม มีภาพสัตว์ปรากฏบ้างเช่นแมวและแมลง แล้วก็ผู้คนที่อาศัยในหมู่บ้านในเทสสินที่ใช้เศษก้อนหินสร้างบ้านเรือน ตรงกันข้ามกับความโอ่อ่าของเมืองใหญ่ทางประวัติศาสตร์อย่างเวโรน่าในตอนต้นเรื่อง แบบหนังสมัครเล่นที่จบลงพียงห้วนๆ แต่ก็ยังชี้ให้เห็นถึงเรื่องหลากหลายที่ ชเรอเท่อร์ สนใจแต่แรกเริ่ม เช่นวัฒนธรรม เรื่องราวที่ผูกพันกับอิตาลี่ หรือสัตว์ขนาดเล็ก

มาเรีย เมเนกินี คัลลัส (Maria Meneghini-Callas)

ภาพยนตร์เรื่อง คัลลัส เป็นงานที่นำเอาส่วนต่างๆ มาประกอบกันอย่างตั้งใจ และคิดคำนวณไว้แล้วล่วงหน้า สอดใส่ด้วยเสียงเทปเสียส่วนใหญ่ ทั้งหมดเป็นพยานรวมกันถึงความรักแบบลุ่มหลงที่ไม่มีหวังของนักสร้างหนังต่อบุคคลที่เขารักเทิดทูน ทั้งที่รู้ว่าไม่มีความหวังในคำตอบรับใดๆ จากการบูชา “ดาวจรัสแสง”ที่เอื้อมไม่ถึงนางนี้  เพราะเธอผู้ที่ถูกวิงวอนรำพันยิ่งถูกดึงให้ลอยสูงออกไปไกลจากผู้ที่ชื่นชม เนื่องจากความสำเร็จที่เธอได้รับในวงการสื่อมวลชน  ซึ่ง ชเรอเท่อร์ ได้แสดงถึงผลลัพธ์ตามมาอันแน่วแน่  คือการแสดงให้เห็นชัดถึงความทุกข์ทรมานของเขาลงในสื่อ-หนังขนาด 8 มิลล์ เป็นครั้งแรกที่ ชะเรอเท่อได้กำหนดเนื้อหาที่ตายตัวลงไปในงานทางศิลปะของเขา  ซึ่งถ้าปราศจากการชื่นชมใน คัสลัส ของเขาเราก็เชื่อได้ว่างานทำหนังของเขาจะเดินไปในแนวทางอื่นที่ไม่แน่นอน จากความรู้สึกทนทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวงนี่เอง ที่เป็นโอกาสให้ชะเรอเท่อ ออกแบบหนังเกี่ยวกับเธอออกมา 6 เรื่องด้วยกันในรูปแบบที่แตกต่างและผันแปรไปต่างๆ นาๆ ในขณะเดียวกับที่มุมกล้อง และผลงานที่ประกอบขึ้นมามีคุณภาพที่รับประกันได้ อารมณ์อันเจ็บปวดที่บางครั้งบางคราวเป็นการทำร้ายตนเองแท้ ๆ ถูกรีดเค้นผ่านทางงานที่รุกเร้าและซ้ำ ๆซากๆ เหล่านี้

Callas Walking Lucia (หนังการ์ตูน) การนำภาพจากฉากต่างๆ ของ คัลลัส มารวมกันขึ้นอย่างมีจังหวะในบทของ Lucia di Lammermoor   (ฉากเป็นบ้าของDonizetti) ที่ดูเหมือนกำลังก้าวเดินไปช้าๆ จากการตัดต่อการเคลื่อนไหวในหนังให้สั้นเข้า บางอย่างในหนังที่จู่ๆ ก็โผล่ออกมาโดดๆ มีผลต่อมาให้ภาพถ่ายและภาพตีพิมพ์ในนิตยสารของ คัลลัส รูปนั้นกลายเป็นมีเดีย (Medea ) ตัวละครเทพนิยายกรีกไป (ปากอ้า มือหงายอ้ากับนิ้วที่กางออก”แบบแม่เสือ”) สไตล์การ์ตูนในตอนต้นไม่ได้ถูกรักษาไว้ตลอดเรื่อง

๒๓ มิ.ย. ๒๕๔๘

ตีพิมพ์ครั้งแรกที่นี่ “นิมิตวิกาล”

ขอบคุณสถาบันเกอเธ่ และคุณ Wilfried Eckstein ที่ช่วยประสานงานการแปล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s