a trick of the light : a place for cinephiles

THE LAST COMMUNIST

โดย ปราบต์ บุนปาน   http://agonisticfilm.exteen.com

The Last Communist เป็นหนังสารคดีมาเลเซียของผู้กำกับ Amir Muhammad ที่พยายามจะเดินตามรอยเส้นทางชีวิตของ “จินเป็ง” อดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ท่ามกลางบริบทที่แตกต่างกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หนังสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การค้นชีวิตของจินเป็ง ตรงกันข้าม อดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์มลายาซึ่งปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในอำเภอเบตง จังหวัดยะลาคนนี้ กลับไม่ได้ปรากฏตัวในหนังแต่อย่างใด

ตามความเข้าใจของผม หนังเรื่องนี้อาจพยายามจะใช้ชีวประวัติของจินเป็งเป็นตัวกลางที่สื่อถึงการดำรงอยู่ของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในอดีตและปัจจุบันที่ถูกบอกเล่าผ่านความทรงจำของผู้คนที่อาศัยอยู่ ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่จินเป็งเคยเดินทางไปพักอาศัยและต่อสู้ทางการเมือง ตลอดจนการเลือนหายไร้ตัวตนของพรรคคอมมิวนิสต์ดังกล่าวที่ถูกบอกเล่าผ่านเรื่องราวชีวิตประจำวันของผู้คนอีกจำนวนหนึ่งในปัจจุบันที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์หรือจินเป็งเลย แม้สถานที่ที่พวกเขาอยู่อาศัยจะมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตในอดีตของจินเป็งเช่นกันก็ตาม 

หนังสารคดีเรื่องนี้ ยังทำการผ่อนคลายความเป็นสารคดีของตนเอง ขณะเดียวกัน ก็ทำการจิกกัดเจ้าอาณานิคมอังกฤษและรัฐบาลมาเลเซีย ด้วยการเพิ่มฉากร้องเพลงที่มีอารมณ์ตลกเสียดสีสอดแทรกเข้ามาในหนังอยู่เป็นระยะ ๆ แม้บางฉากจะปรากฏขึ้นมาอย่างประดักประเดิด แต่ก็มีหลายฉากที่มีเนื้อหาคมคาย เช่น ฉากที่พูด (ร้อง) ถึงนโยบายการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติที่ประสบความสำเร็จของมาเลเซีย เช่น ยางพารา ว่าเป็นมรดกตกทอดมาจากการปกครองในสมัยอาณานิคม หรือ ฉากที่พูด (ร้อง) ถึงนโยบายที่รัฐบาลใช้ควบคุมคัดแยกสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ผ่านการออกบัตรประชาชนให้แก่พลเมือง

ส่วนที่ให้ความรู้แก่ผมอย่างมากในหนังสารคดีเรื่องนี้ ก็คือ ส่วนท้ายของหนังที่บอกเล่าเรื่องราวของชาวมาเลย์เชื้อสายจีน อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ซึ่งปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ภายหลังจากการลงนามในสัญญาสันติภาพสามฝ่ายเมื่อปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532)

ส่วนดังกล่าวของ The Last Communist ทำให้ผมได้รับรู้ว่า การลงนามในสัญญาสันติภาพสามฝ่ายส่งผลให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาที่ถอยร่นมาอยู่ ณ อำเภอเบตง ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ในหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา โดยมีสองหมู่ที่เป็นของสมาชิกเชื้อสายจีน (ที่หนังเรื่องนี้เข้าไปถ่ายทำและสัมภาษณ์) และมีอีกสองหมู่ที่เป็นของสมาชิกเชื้อสายมลายูมุสลิม เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติที่อาจเกิดขึ้นตามมา

ผมยังได้รับรู้ว่า สายใยความเป็นชุมชนของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาเชื้อสายจีนยังคงร้อยรัดถึงกันอยู่ ผ่านภาพกิจกรรมการร้องเพลงปลุกใจและการฟังคำปราศรัยของผู้นำพรรค/ชุมชนรุ่นปัจจุบันร่วมกัน ตลอดจนภาพการวางขายหนังสือภาษาจีนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งยังมีคนหาซื้อไปอ่าน แม้ว่าจุดหมายในการต่อสู้เพื่อความไม่เป็นธรรมของพรรคอาจต้องปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

ผมยังได้รับรู้อีกว่า ตามความคิดของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาเชื้อสายจีนเหล่านี้ พวกเขาไม่เคยรู้สึกว่าตนเองตัดสินใจผิดที่เข้าร่วมต่อสู้กับทางพรรค แม้เมื่อมองย้อนกลับไป พวกเขาบางคนจะวิพากษ์วิจารณ์ตนเองว่า มีบางยุทธวิธีในการต่อสู้ที่ดำเนินไปอย่างผิดพลาดและสร้างความเสียหายแก่ผู้คนธรรมดาก็ตาม

สุดท้ายแล้ว การดูหนังสารคดีเรื่องนี้ทำให้ผมได้คิดว่า ตนเองคงต้องทำการพิจารณาแนวความคิดเรื่อง “รัฐ-ชาติ” เสียใหม่อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น (แต่ใช่ว่า รัฐ-ชาติ จะหมดความสำคัญลง) เพราะจากภาพและถ้อยคำที่ปรากฏในหนัง บรรดาสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา (ซึ่งป้ายทางเข้าหมู่บ้านมีชื่อหมู่บ้านเป็นทั้งภาษาไทย จีน ยาวี และอังกฤษ) แทบจะไม่มีอัตลักษณ์ร่วมกับ “ความเป็นไทย” แบบตายตัว ที่รัฐไทยพยายามกำหนดกดทับไว้ พวกเขาไม่ได้พูดภาษาไทยกับผู้สัมภาษณ์ อีกทั้งวิถีชีวิตของพวกเขาที่ดำเนินไปในหนังก็ไม่มีอะไรที่สามารถจะเชื่อมโยงกับ “ความเป็นไทย” ซึ่งถูกยึดโยงโดยแนวคิด “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ได้เลย (แต่แน่นอนว่า ในโลกที่ไม่ได้ปรากฏในหนัง เช่น โลกที่ผู้คนกลุ่มนี้ต้องสัมผัสกับคนไทยหรือข้าราชการไทย พวกเขาก็อาจจะแสดงอัตลักษณ์อีกแบบหนึ่งของตนเองออกมา เพราะอัตลักษณ์ของคนเรานั้นย่อมสามารถแปรผันไปได้ตามบุคคลที่เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์ด้วย)  

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าพวกเขาจะมีความผูกพันกับรัฐมาเลเซีย เพราะมีบางคนที่ต้องการจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ทว่าไม่สามารถเดินทางกลับไปได้เนื่องจากทางการมาเลเซียไม่อนุมัติวีซ่าเข้าประเทศให้ (นี่แสดงให้เห็นว่า  สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาเหล่านี้มีฐานะเป็นพลเมืองของรัฐไทยจึงต้องขอวีซ่าเข้ามาเลเซีย)

ณ พรมแดนระหว่างไทยกับมาเลเซีย จึงมีการดำรงอยู่ของผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ที่สลับซับซ้อนมากมาย เกินกว่าแนวความคิดเรื่องรัฐ-ชาติแบบราชการที่เฝ้ากล่อมเกลาเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจะสามารถอธิบายได้ เช่น กลุ่มผู้คนชาติพันธุ์มลายู-มุสลิมในปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลาบางส่วน (ที่เริ่มจะปรากฏในการรับรู้ของคนไทยมากขึ้น นับตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทวีความรุนแรงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา) กลุ่มผู้คนเชื้อสายไทยในรัฐเคดะห์ ประเทศมาเลเซีย (ที่รายการคนค้นคนพยายามจะนำเสนอให้พวกเขาเป็น “คนไทย” เหมือนกันกับคนไทยในประเทศไทย ทว่าเจ้าอาวาสวัดไทยในพื้นที่ดังกล่าวกลับระบุว่า อัตลักษณ์สำคัญสามอย่างของพวกเขาก็คือ ชาติ ศาสนา และภาษาของชาติ หรืออาจเปรียบเทียบได้กับ คนจีนในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่า “ความเป็นจีน” ของพวกเขาก็ย่อมต้องมีเนื้อหาความหมายอันแตกต่างกันไป) เรื่อยมาจนถึงกลุ่มผู้คนมาเลย์เชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งปรากฏตัวในหนังสารคดีเรื่องนี้

ตามการประเมินค่าของผม หนังที่ดีไม่ได้หมายถึง หนังที่มีคุณค่าในเชิงสุนทรียะ หรือ มีความสมบูรณ์แบบในการเล่าเรื่องตลอดจนการทำงานศิลปะ แต่หนังที่ดีน่าจะหมายถึง ปฏิบัติการทางสังคมบางประการที่สามารถมอบความรู้ใหม่ ๆ หรือ สามารถขยายขอบเขตการรับรู้และเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้แก่คนดู ซึ่ง The Last Communist ก็สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในภาวะที่คนไทยจากกรุงเทพฯอย่างผมไม่มีความสามารถหรือความกล้าหาญเพียงพอที่จะเดินทางไปสัมผัสพูดคุยกับคนกลุ่มหนึ่ง ณ จังหวัดบริเวณชายแดนภาคใต้ของประเทศด้วยตัวเอง แต่ผู้กำกับหนังสารคดีจากประเทศมาเลเซียกลับสามารถปฏิบัติภารกิจเช่นนั้นได้

หมายเหตุเพิ่มเติม จากกลแสง

1. หนังเรื่องนี้ถูกแบนในประเทศมาเลเซีย ด้วยข้อหา นำเสนอภาพลักษณ์ คอมมิวนิสต์ เบาเกินไป ไม่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่คอมมิวนิสต์ก่อไว้

2.หนังมีภาคต่อชื่อ VILLAGE PEOPLE RADIO SHOW  ซึ่งเป็นสารคดีสัมภาษณ์คุณลุงคนหนึ่งที่เป้นอดีต คอมมิวนิสต์มลายู (ไม่แน่ใจว่าเป็น จินเป็งหรือไม่)

3 responses

  1. ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ

    มิถุนายน 22, 2009 ที่ 10:45 am

  2. Boat

    หนังเรื่องนี้ เต็มไปด้วยเนื้อหา และความบ้าบอ ที่มาอยู่ด้วยกันได้อย่างพิลึกกึกกือมากๆ บางส่วนเหมือนจะลงตัว บางส่วนก็ดูขาดๆเกินๆ แต่ถ้ามองภาพรวม ความสมบูรณ์แบบไม่ใช่ส่วนสำคัญของหนัง เพราะสาระที่ได้นั่นสำคัญกว่า

    มิถุนายน 25, 2009 ที่ 5:43 am

  3. Pingback: POLL 64: MALAYSIAN FILMS « Limitless Cinema in Broken English

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s