a trick of the light : a place for cinephiles

The Man Who Shot Liberty Valance : เมื่อกฏหมายปะทะกฏหมู่

โดย  Jesse James

หนังเรื่องนี้ สร้างเมื่อปี ๑๙๖๒ นับถึงตอนนี้ ก็อายุครบ ๔๕ ปีพอดี แม้จะเก่าขนาดที่เรา ๆ เรียกลุง เรียกอาได้แล้ว แต่หนังเรื่องนี้ ก็ยังคงทำหน้าที่ตอบคำถามถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่เราเรียกกันว่า “กฏหมาย” ได้อยู่เสมอ…

..เป็น ครั้งแรก และครั้งเดียว ที่มีการจับเอาสตาร์ชั้นนำของแวดวงหนังตะวันตกมาประทะกันอย่างยิ่งใหญ่ ดาราระดับตำนานหน้าหนึ่งของหนังคาวบอยอย่าง จอห์น เวย์น รับบท ทอม โดนิฟอน นักเลงปืนและเจ้าของไร่ปศุสัตว์แห่งดินแดนตะวันตก ผู้ยึด “กฏหมู่” เป็นเครื่องมือในการตอบโต้กับเหล่าคนนอกกฏหมาย “กฏ” ของ โดนิฟอน ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน คือ การใช้ปืนตัดสินผิด-ถูกใน ชั่วเวลาลั่นไก… , เจมส์ สจ๊วต อีกหนึ่งตำนานของหนังคาวบอย และผู้รับบทนำในหนังชั้นดีของ อัลเฟรด ฮิทค๊อค อย่าง Vertigo, Rope มาครั้งนี้ รับบทเป็น แรนซั่ม สต๊อคดา์ร์ด นักกฏหมายจากแดนห่างไกล ที่ตัดสินใจมายังบ้านป่าเมืองเถื่อน เพื่อใช้ “กฏหมาย” เป็นเครื่องมือผดุงความยุติธรรมตามความมุ่งมั่นของเขา .. , ขณะที่ ลี มาวิน ดาราขาประจำของผู้กำกับ จอห์น บัวแมน มารับบทเป็น ลิเบอร์ตี้ วาแล๊นซ์ วายร้ายตัวฉกาจประจำเมือง ที่ท้าทายอำนาจ “กฏหมาย” ในมือของ สต๊อคดา์ร์ด ..

หนังเปิดเรื่องด้วย การหวนคืนกลับมายังเมืองที่ แรนซั่ม สต๊อคดาร์ด ในมาดวุฒิสมาชิก ได้รับการขนานนามว่า “ชายที่ยิง ลิเบอร์ตี้ วาแล๊นซ์” เขากลับมาท่ามกลางความสงสัยของเหล่าสื่อหนังสือพิมพ์ ว่าเหตุใด ท่านวุฒิสมาชิกผู้ทรงเกียรติจึงเดินทางมายังเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ .. คำตอบที่ได้รับจาก สต๊อคดาร์ด คือ .. เขามางานศพของชายผู้หนึ่ง … ผู้ซึ่งถูกความศิวิไลซ์และคนรุ่นใหม่ลืมเลือนเขา้หายไปจากความทรงจำ.. ที่ครั้งหนึ่ง เขาเคยเป็น ขาใหญ่ประจำเมือง ทั้งเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป .. ผู้ชายคนนั้น ชื่อ “ทอม โดนิฟอน” .. และการมาถึงของท่านวุฒิสมาชิก .. ยังเป็นการเปิดเผยความลับและเรื่องราวในอดีตทั้งมวลของเขาว่า เพราะอะไร จากนักกฏหมายหนุ่มจึงกลายมาเป็น “ชายที่ยิง ลิเบอร์ตี้ วาแล๊นซ์” และในที่สุดกลายเป็น หนึ่งใน วุฒิสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ..

ระหว่าง ที่หนังเดินเรื่องไปตามเส้นทางของ แรนซั่ม สต๊อคดาร์ด พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อมั่นที่เขามีอยู่ต่อกฏหมายในมือของตัวละคร ตัวนี้ … เราผู้ชมซึ่งคอยติดตามมาตลอด ก็เริ่มมีแนวโน้มคล้อยตามไปด้วยอย่างไม่ทันรู้ตัว การที่หนังแบ่งแยก “สี” ของ ตัวละครชัดเจน ว่า ใคร ขาว ใคร ดำ นั้่น ทำให้เราพร้อมจะเทใจเลือกข้างได้โดยง่าย ตัวละครของ โดนิฟอน นั้น แต่งกายในชุดสีเข้ม แต่ไม่ถึงกับดำ ด้วยความที่เป็นหนังขาวดำ ตัวละครของโดนิฟอน คงจะเป็นสีเทา ในความ ขาว-ดำ นั้น ผิดกับ สต๊อคดาร์ด .. แต่แรกเขาจะปรากฏตัวในเสื้อสีขาว หรือ โทนสว่าง แต่พอเรื่องดำเนินมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ไคลแม๊กซ์ เราจะเห็นว่า ความขาว ความสว่างของตัวละครนี้ถูก “แปดเปื้อน” ไป จากเสื้อที่ถูกโคลน , ถูกสี หรือ ถูกความมอมแมม เข้าป้ายแต้มให้หมองลงไป… ตรงข้ามกับ ลิเบอร์ตี้ วาแล๊นซ์ ที่เปิดตัวมาด้วยเสื้อโค๊ทสีดำพร้อมกับพรางหน้า หลังจากนั้น ตัวละครนี้ก็ใส่ชุดโทนสีดำมาตลอด แทนความชั่วร้าย ในเรื่องได้อย่างชัดเจน …

สื่อนัยว่า แรนซั่ม สต๊อคดาร์ด เริ่มโน้มเอียงคล้อยตามความเห็นและ วิถีความคิดของ ทอม โดนิฟอน ที่เลือกจะยืนคร่อมระหว่าง ความรุนแรง กับ กฏหมาย ในการใช้ต่อสู้กับพวกเหล่าร้าย … สิ่งที่ โดนิฟอน กระทำถือว่า มีความผิดในทางกฏหมาย แต่เป็นความถูกต้องในความเป็นจริง … การกระทำของเขาจึงไม่ใช่การกระทำที่ขาวสะอาดนักในมุมมองของกฏหมาย แต่เป็นสีเทา … ซึ่งคาบเกี่ยวระหว่างความสว่างและความมืดในเฉดสี ..

กระทั่ง ตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ก็ถูกจำกัดบทบาทไว้ที่เป็นตัว “เสริม” ของตัวละครชาย มากกว่าจะเป็นตัวละครหนักตัวหนึ่งที่ขับเคลื่อนเรื่องให้เดินหน้าไป .. เพราะความที่ จอห์น ฟอร์ด จงใจจะเล่าถึงกฏของแดนเถื่อน ผู้หญิงในเรื่องจึงมีสิทธิและบทบาทที่น้อยผิดกับหนังในปัจจุบัน .. สะท้อนความเป็นจริงถึง เมื่อคราวแรกเริ่มประชาธิปไตยก้าวเดิน .. ผู้หญิงถูกจำกัดบทบาทให้เป็นเพีัยง “ผู้คล้อยตาม” เท่านั้น ไม่มีสิทธิจะออกเสียงเฉกเช่นผู้ชาย… ดังจะเห็นว่า ฉากที่มีการโหวตเลือกผู้แทนเมืองนั้น … ไม่มีผู้หญิงอยู่ในวงโหวตเลย ซึ่งตรงกับประชาธิปไตยในแรกเริ่มที่ผู้หญิงจะไม่มีสิทธิในการออกเสียงนั่น เอง …

หนังเลือกจะจบตัวเองลงตรงที่ สต๊อคดาร์ด เปิดเผยความลับถึง “ชายที่ยิงลิเบอร์ตี้ วาแล๊นซ์” ว่า แท้จริงแล้ว ไม่ใช่ฝีมือของเขา หากแต่เป็นของ ทอม โดนิฟอน ชายที่เชื่อมั่นใน “ปืน” มากกว่า “กฏหมาย” แต่แล้ว นักข่าวที่สัมภาษณ์และได้ฟังเรื่องราวมาโดยตลอด กลับเลือกที่จะโยนกระดาษที่จดเรื่องราวทั้งหมดไว้ ทิ้งลงในเตาเผาฟืน.. และยังฝากประโยคที่น่าจดจำไว้ว่า “เมื่อตำนานกลายเป็นความจริง .. จงพิมพ์ตำนานนั้นเสีย” .. ซึ่ง หมายความว่า ในบางกรณี การทิ้งความจริงไปเพื่อให้คงไว้ซึ่งตำนานนั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมแล้ว …

เพื่อว่า ในบางครั้ง … ตำนาน ยังประโยชน์ให้มากกว่า “ความเป็นจริง” ที่สมควรจะถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา …

เหมือนอย่างที่คนหลายคนในปัจจุบัน ที่กำัลังพยายามจะปกปิดความเป็นจริงของตัวเองไว้ … เพื่อสร้าง “ตำนานหลอก ๆ” ให้ถูกจดจำไว้แทนที่ ..

เพราะความเป็นจริง มันไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างตำนานที่ยกย่องกันเองหรอก…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s