a trick of the light : a place for cinephiles

จางเชอะ : THE GODFATHER OF HONG KONG CINEMA

โดย FILMSICK

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ ปก AMERICAN GANGSTER

ชื่อของ ชอว์ บราเดอร์ (SHAW BROS.) นั้นผูกพ่วงอยู่กับ การเกิดและดับของหนังกำลังภายใน เพราะนี่คือสตูดิโอที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง  เริ่มสร้างหนังมาตั้งแต่ยุค 40 และมีผู้กำกับคนสำคัญในสังกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ‘หลี่ฮั่นเสียง‘ กับหนังอุปรากรโบราณอันรุ่มรวยทางวัฒนธรรม หรือ‘ คิงฮู ‘(หูจินฉวน) ผู้กำกับที่แผ้วถางทางศิลปะให้กับหนังกำลังภายใน  หากยังมีผู้กำกับคนสำคัญอีกคน คนที่แม้ตอนมีชีวิตอยู่ถูกมองเป็นเพียงผู้กำกับหนังกำลังภายใน หนังกังฟูดาดๆ คนหนึ่ง แต่ในที่สุดกาลเวลาก็ได้พิสูจน์ว่า และเป็นผู้กำกับที่เป็นแรงบันดาลใจของผู้กำกับทั่วโลก พลิกโฉมหน้าวงการหนังหมัดมวยไปตลอดกาล และยังทรงอิทธิพลอยู่จนถึงทุกวันนี้

 เปล่าประโยชน์ที่เราจะขึ้นต้นบทความนี้ด้วยการอ้างชื่อถึงผู้กำกับฝรั่งตาน้ำข้าวที่ได้รับอิทธิพล จากเขา เพราะความคลาสสิคไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรองจากฝั่งตะวันตกแต่อย่างใด ขอเพียงเอ่ยนาม  ‘ จางเชอะ ‘ (CHANG CHEH) เราก็รับทราบได้ทันทีโดยไม่ต้องอ้างอิง เพราะเขาคือผู้กำกับที่คนไทยอายุเลยสี่สิบกว่าค่อนประเทศ รู้จักมักคุ้น กับบางคนตัวละครเหล่านี้เคยเป็นฮีโร่ในดวงใจในวัยเด็ก จำได้ไหม ใครแอบฝึกวิทยายุทธอยู่หลังบ้าน!

ดาบไอ้หนุ่ม

จางเชอะ มีชื่อจริงว่า CHANG YIK YANK  เกิดเมื่อปี1923 ใน HANGZHOU  มีบิดาเป็นขุนนาง และเคยติดตามบิดาไปร่วมรบกับญี่ปุ่นตั้งแต่อายุ 15  ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเรียนเกี่ยวกับการเมืองการปกครองที่มหาวิทยาลัย CHUNGKING  ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ไต้หวันตอนอายุ 26 ปี  เริ่มต้นชีวิตในวงการหนังด้วยการเขียนบทหนังเรื่อง  THE FALSE FACED WOMAN ตามด้วยการเขียนบทและร่วมกำกับ MOUTH  TERBULENCE ในปี 1949 แต่วงการหนังไต้หวันในตอนนั้นกำลังซบเซา ทำให้งานของเขาไม่สู้ประสบความสำเร็จนัก ดังนั้นเพื่อเลี้ยงชีพนอกจากทำหนัง เขายังเขียนบทละคร เขียนนิยายกำลังภายใน เขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ ไปจนถึงการเข้าร่วมกลุ่มออกรนิตยสารต่อต้านคอมมิวนิสต์  เขาย้ายมาฮ่องกงเมื่อได้รับการเชื้อเชิญจากดาราสาวยอดนิยมให้มากำกับหนังเรื่อง WILD FIRE ที่เธอแสดงเป็นตัวนำ ในปี 1958 นั่นเองที่ทำให้เขาได้พบกับพี่น้องตระกูลชอว์  และได้เข้าทำงานกับ ชอว์บราเดอร์สในฐานะหัวหน้าแผนกเขียนบท    

ปี 1966 คิงฮู ทำ ‘หงษ์ทองคะนองศึก ‘( COME DRIK WITH ME)  เปิดศักราชหนังกำลังภายในยุคใหม่เป็นเรื่องแรก  หนังกำลังภายในของคิงฮูเน้นการวางองค์ประกอบภาพแบบหมดจดงดงาม การเคลื่อนไหวแช่มช้อย อาศัยความเงียบสร้างความกดดันก่อนต่อสู้แบบฉับไว ใช้รูปแบบของงิ้วเป็นหลักทั้งการเคลื่อนไหว และดนตรีประกอบ  ส่วนตัวแสดงนำยังคงเป็นสตรี ตามความนิยมของหนังฮ่องกงในสมัยนั้นที่นิยมให้ตัวเอกเป็นผู้หญิง  ปีเดียวกันนั้น จางเชอะ ทำ TIGER BOY  ต่อด้วยจอมกระบี่กู้แผ่นดิน (THE MAGNIFICENT TRIO) และหันมาโฟกัสให้ตัวละครชายเป็นแกนนำ  ในการณ์นั้นเขาปลุกปั้น ‘หวังอยู่ ‘ (WANG YU ) อดีตนักกีฬาทีมชาติที่หันมาเอาดีด้านการแสดง ก่อนที่ทั้งคู่จะลงหลักปักฐานประกาศศักดาหนังกำลังภายในรูปแบบใหม่กลางปี 1967 กับหนัง เดชไอ้ด้วน ( THE ONE- ARMED SWORDSMAN)เรื่องราวของชายหนุ่มลูกคนใช้ที่โดนคุณหนูประจำสำนักฟันแขนขาดด้วยความริษยา แต่เขาก็ยังยึดมั่นในคุณธรรม อาศัยดาบหักของพ่อเป็นอาวุธประจำกาย  ตัวหนังนั้นทำเงินมหาศาล (ว่ากันว่านี่คือหนังฮ่องกงเรื่องแรกที่ได้รายได้มากกว่า หนึ่งล้านเหรียญสหรัฐ ) และ ทำให้ชื่อของจางเชอะ ดังกระฉ่อน

               

เดชไอ้ด้วน

หากเราเริ่มต้นนับหนังของ จางเชอะจาก เดชไอ้ด้วน เราอาจแบ่งหนังของเขาได้ตามดารานำชายที่เขาปลุกปั้นขึ้นมา ในปลายยุค 60  เขาร่วมงานกับ หวังอยู่ สร้างหนังกำลังภายในชั้นดีไว้มากมาย นับเฉพาะในปี 1968 เขาทำหนังชั้นเยี่ยมออกมาถึงสามเรื่อง นอกจาก เดชไอ้ด้วน  ยังมี หงษ์ทองคะนองศึก ภาค 2 ( GOLDEN SWALLOW ) อันเป็นภาคต่อจากหนังดังของคิงฮูเรื่องนั้น (การได้ดูหนังทั้งสองเรื่องจะทำให้เราเห็นสไตล์อันแตกต่างของคนทั้งคู่ ได้ตั้งแต่ต้น ขณะที่คิงฮู แช่มช้อยสวยงามเน้นองค์ประกอบศิลป์ จางเชอะกลับดุดันกราดเกรี้ยว เน้นฉากต่อสู้ที่ออกแบบมาอย่างดี ซึ่งต่อมาทั้งคู่ต่างพัฒนารูปแบบของตนจนเข้าขั้นเทพ)   และ อสูรเพชฌฆาต ( THE ASSASSIN)เรื่องของมือสังหารที่ยอมสละชีพเพื่อชาติ  หนังในช่วงนี้ ยังคงยึดแบบแผนเดิมอยู่บ้าง หากลดทอนอารมณ์แบบงิ้วลง ผนวกเอารูปแบบ ของหนังคาวบอย และหนังซามูไรญี่ปุ่น มาใช้ด้วย  เปิดพื้นที่ให้กับฉากสังหารเลือดสาดแบบสโลว์โมชั่น อันลือลั่น

แล้วหวังอยู่ก็แยกตัวจากจางเชอะออกไปกำกับหนังเอง  จางเชอะจึงปั้นคือคู่หู ‘เดวิด เจียง‘ และ ‘ตี้หลุง‘กลายเป็นชื่อสำคัญควบคู่กับจางเชอะตลอดยุค 70 อันเป็นยุคทองของจางเชอะ   หากหวังอยู่คือความนิ่งเงียบ  โหดเหี้ยม ภายใต้มาดสุขุมเด็ดขาด  เดวิด เจียง ก็คือขั้วตรงข้าม  เพราะเขามาพร้อมกับร่างผอมเล็ก กับมาดยียวนกวนอารมณ์ (ในขณะที่ตี้หลุงมักได้รับบทตัวรอง ที่ยังคงความสุขุม) หนังในยุคนี้ มีทั้งหนังกำลังภายใน หนังกังฟูหมัดมวย หนังอิงประวัติศาสตร์   ลุเข้าสู่ครึ่งหลังของทศวรรษที่เจ็ดสิบ เขาร่วมงานกับฟู่เซิง ดาราหนุ่มหน้าตาขี้เล่น ที่กำลังจะกลายเป็น บรูซลี คนต่อไป ( เขาแจ้งเกิด หลัง บรูซลี ตายไม่นานนัก และตายลงจากอุบัติเหตุตั้งแต่ยังหนุ่มเช่นกัน )  ที่รับบทนำเป็น ‘ก๊วยเจ๋ง’ ใน มังกรหยก ( THE BRACE ARCHER )  ซึ่งจางเชอะตัดออกมาเป็นสี่ภาค แต่น่าเสียดายว่า เขาจำต้องตัดหลายๆรายละเอียดออก และต้องเฉลี่ยบทให้ดาราขาประจำหลายๆคนจนหนังดูลักลั่นเป็นภาพประกอบวรรณกรรมไป   และสร้างกลุ่มนักแสดงเลือดใหม่ ที่เดียว 5 คนรวดจากหนังชุด จอมโหด 5อสรพิษ ( FIVE DEADLY VENOMS)  อันประกอบด้วย กัวะจุ้ย, เจียงเซิง, หลอเมิ่ง, ลุ๊ฟง และซุนเจี้ยน ซึ่งบางคนในกลุ่มนี้นอกจากเป็นนักแสดง ยังมาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับคิวบู๊ แทน หลิวเจียเหลียง  และ ถังเจีย ผู้กำกับคิวบู๊ขาประจำของเขาที่ขัดแย้งกันกลางกองถ่ายจนออกไปสร้างหนังของตัวเอง หนังในยุคนี้ นอกจากจะมีหนังกำลังภายใน และ กังฟู (ที่โด่งดังสุดขีดหลังการมาถึงของบรูซลี) เขายังทำหนังกังฟูที่ว่าด้วยการต่อสู้ของวัดเส้าหลิน ที่โดดเด่นอีกชุดคือหนังชุด ห้าอสรพิษ ที่แยกภาคออกไปหลายรูปแบบ ทั้ง จอมโหดมนุษย์พิการ ( CRIPPLES AVENGERS ) เปลี่ยน 5อสรพิษ  เป็น คนพิการ หรือ ไอ้หนุ่มตะลุยนรก (HEAVEN AND HELL ) ที่ทำได้คัลต์ถึงขนาด ส่งห้าอสรพิษ ไปป่วนสวรรค์ยันนรก (การออกแบบนรกในหนังนั้นโดดเด่นยิ่ง)  และหนังที่สร้างจากนิยายกำลังภายใน โดยเฉพาะกับเรื่องของกิมย้ง ที่จางเชอะนำมาสร้างเป็นหนังบ่อยครั้ง (  แม้ว่าตัวหนังของเขาจะเหมาะกับความโดดเดี่ยวเดียวดายแบบโกวเล้งมากกว่า) กระทั่งหนังที่ดังที่สุดของเขาอย่าง เดชไอ้ด้วน ก็เอาเค้าโครงเรื่องมาจากเรื่องของเอี้ยก้วยในมังกรหยกภาคสอง มาดัดแปลงใหม่

หงษ์ทองคะนองศึก

ตลอดยุค 70 จางเชอะคลี่คลายการทำหนังหมัดมวย และหนังกำลังภายในไปอีกขั้น เขาเปลี่ยนหนังกึ่งงิ้วแบบโบราณให้เป็นหนังเต็มตัวด้วยการตัดต่อภาพแบบฉับไว เต็มไปด้วยฉากแอคชั่นเลือดสาด จนได้รับฉายา ผู้กำกับมะเขือเทศ (TOMATO DIRECTOR) อันเนื่องมาจากที่หนังของเขาใช้น้ำมะเขือเทศมาละเลงเป็นเลือดจำนวนมหาศาล ทันทีที่มีการฆ่าฟัน เลือดสีแดเข้มข้นกว่าปกติก็จะกระฉูดติดปลายดาบ ไหลรินลงนองพื้นท่วมเครื่องแต่งกายนักแสดงที่กำลังร่ายรำงดงามราวรับชม ระบำสังหาร  อย่างเชื่องช้า ล้มกลิ้งไปบนพื้น หนึ่งในฉากสังหารสุดคลาสสิค คือฉาก สังหารโหดในโรงงิ้ว จาก แค้นไอ้หนุ่ม ( VENGEANCE) ที่เล่าเรื่องของหนุ่มนักร้องงิ้วที่โดนมาเฟียแย่งเมียและโดนสังหารก่อนที่น้องชายของเขาจะกลับมาล้างแค้น  เมื่อตัวละครของตี้หลุงถูกสังหารโหด หนังตัดภาพการสังหารนองเลือด สลับกับฉากตายในการแสดงงิ้วของตัวตี้หลุงเอง การสะบัดผมเชื่องช้าค่อยๆล้มไปบนพื้น ทำให้ฉากนั้นกินเวลายาวนา และชวนช๊อค  หรือฉากสังหารโหดแยกร่างเดวิด เจียง เป็นห้าส่วน ใน 13 พยัคฆ์ร้ายค่ายพระกาฬ ( THE HEROIC ONES )  ฉากเดวิดเจียง บุกเดี่ยวเพื่อสังหารตี้หลุง ใน เดชไอ้เปีย ( BLOOD BROTHERS ) หนังที่ว่าด้วยสามพี่น้องร่วมสาบานที่ต้องมาไล่ล่ากันเพราะเรื่องรักสามเส้า (หนังเรื่องนี้คลาสิค จนใครต่อใครนำมารีเมค ทั้งจอห์น วู ใน ‘กอดคอกันไว้อย่าให้ใครเจาะกะโหลก ‘(BULLET IN THE HEAD ) หรือฉบับ แดเนียล วู ซูฉี ที่เพิ่งลงโรงไปไม่นานนี้ แล้วยังกลายเป็นฉบับอลังการ อย่าง WARLOARD ที่กัลงจะลงโรงในไม่ช้านี้)

 การใช้ภาพสโลว์โมชั่นในฉากสังหารโหด ซึ่งนำมาสู่ข้อถกเถียงที่คนรุ่นเก่ามี่ต่อหนังของจางเชอะ ด้วยข้อกล่าวหาว่านี่คือหนังที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ (ว่ากันว่าการเติมเลือดลงในฉากสังหารเป็นที่กล่าวขวัญมากเพราะในงิ้ว ไม่ว่าจะแทงกันสักกี่แผลก็ไม่มีเลือด การดำรงคงอยู่ของเลือดทำให้ความรุนแรงพุ่งขึ้นจนหลายคนรับไม่ได้)แต่จางเชอะก็ยังคงเดินหน้า สร้างความงามจากความตายต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อฝั่งฟากตะวันตกมี ARTHUR PENN กับ BONNIE AND CLYDE (1967) และ   SAM PECKINPAHที่ใช้ฉากสโลว์เลือดสาด กับTHE WILD BUCNH (1969)ตามออกมาด้วย (จางเชอะเริ่มใช้เทคนิคนี้ก่อนหนังทั้งสองเรื่องโดยเขาเริ่มใช้ตั้งแต่ 13พยัคฆ์ร้ายค่ายพระกาฬ (1966 )จางเชอะก็ยิ่งมั่นใจว่าเขามาถูกทางแล้ว

ฤทธิ์ไอ้หนุ่ม

 ตัวละครชายของจางเชอะจะมีลักษณะคล้ายๆกัน พวกเขาคือคนหนุ่มที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ และคุณธรรมน้ำมิตร ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ตัวละครหลักสวมชุดขาวก้าวเข้าไปในดงศัตรูอย่างไม่หวาดหวั่น ก่อนชุดขาว (ที่ทำให้การล้างแค้นกลายเป็นการชำระบาป) จะถูกย้อมจนแดงฉานด้วยสีเลือด ตัวละครใน แค้นไอ้หนุ่ม เดชไอ้หนุ่ม (THE DUEL) หรือ เดชไอ้เปีย ล้วนก้าวเข้าสู่ความตาย เพื่อล้างแค้นให้กับพี่น้อง ตามค่านิยมแบบจีนโบราณ  (หากตีความตามกรอบคิดสมัยปัจจุบัน เราอาจค้นพบว่า หนังของจางเชอะนั้นอวลด้วยกลิ่นอาย โฮโมอีโรติค เมื่อตัวละครชายของเลือก ซาบซึ้งใจในห้วงเวลาของพี่น้องมากกว่า ห้วงเวลาของคนรัก และพร้อมจะสละชีพพร้อมกันเพื่อช่วยเหลือกัน )  และในบางตัวละคร มันถูกพัฒนาขึ้นไปถึงขั้นปลูกฝังค่านิยมรักชาติ เมื่อตัวละครในหนังอย่าง อสูรเพชฌฆาต ยอสังหารโหดตัวเองหลังลอบสังหารขุนนางโฉดเพื่อไม่ให้ตามสืบสวนต้นตอได้ หรือตัวละครใน ‘วีรบุรุษนิรนาม’ ( THE ANNOYNYMOUS HEROES) ที่ยอมสละชีพช่วยขบวนการปฏิวัติ   หรือหากเดินทางผิดเฉกเช่นตัวละครในหนัง ‘นักชกจากชานตุง ‘( BOXER FROM SHANTUNG )  พวกเขาก็ยินดีชดใช้ด้วยชีวิต การใช้ตัวละครเป็นคนหนุ่มกล้าได้กล้าเสีย ที่ยึดมั่นในคุณธรรม  ห้าวหาญและจบชีวิตเยี่ยงชายชาตรีทำให้ตัวละครของจางเชอะ ฮิตมากในหมู่วัยรุ่นยุคนั้น ในทางหนึ่งมันคือตัวละครที่ตอบสนองแฟนตาซีของคนหนุ่ม และยังช่วยตอกย้ำอุดมการณ์อันสูงส่งของชายชาตรีที่สละชีพเพื่อผู้อื่นอีกด้วย

 ตลอดยุค 70 จางเชอะทำหนังไม่เคยหยุด สร้างดาราชายไว้ประดับวงการเป็นจำนวนมาก  จนลุเข้าสู่ยุค 80 เมื่อชอว์บราเดอร์ เริ่มเสื่อมความนิยม และผู้บริหารหันไปจับธุรกิจ หนังทีวี (ด้วยการถือหุ้นในTVB บริษัทสร้างหนังชุดที่บ้านเรารู้จักกันเป็นอย่างดี )  หนังของเขาเองก็เสื่อมคลายมนต์ขลังลง ปี 1986 เขาย้ายไปอยู่แผ่นดินใหญ่ ตลอดเก้าปี เขาสร้างหนังไว้อีก 6 เรื่อง อย่างยากลำบาก ทั้งด้วยสังขารอันร่วงโรย และ รูปแบบการถ่ายทำที่เปลี่ยนแปลงไป (ว่ากันว่าเขาไม่คุ้นชินกับการถ่ายทำในสถานที่จริง เพราะตอลดยุค 70 หนังของเขาโดยมากถ่ายทำภายในโรงถ่ายของชอว์บราเดอร์

วีรบุรุษนิรนาม

เป็นการยากที่จะเขียนถึงหนังทั้งหมดของจางเชอะ ภายในพื้นที่อันจำกัด เพราะเขาทำหนังไว้ ร่วมร้อยเรื่อง แม้หลายต่อหลายเรื่องจะเข้าขั้นหนังคลาสสิค แต่ก็มีอีกจำนวนมากที่ด้อยคุณภาพจนไม่น่าจดจำ รูปแบบลีลาของจางเชอะนั้นถูกใช้ซ้ำๆในหนังของเขาเองจนในที่สุดมันกลายเป็นความฝืดเฝือ และถูกกลืนหายไปในโลกภาพยนตร์อันเชี่ยวกราก  

” ช่วงเวลาที่สังคมเจริญก้าวหน้า , อุตสาหกรรมพัฒนา  , และผู้คนเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ , ศิลปะและวัฒนธรรมก็ย่อมเจริญงอกงาม นี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นใน ยุคราชวงศ์ถังของจีน ยุโรปในยุค เรอเนสซองส์ และอเมริการในยุคแรกเปิดพรหมแดนตะวันตก  และแม้จะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ แต่ฮ่องกงในยุค 60 และ70 ก็เป็นแบบจำลองเล็กๆของสิ่งนี้  ” จางเชอะเคยกล่าวเอาไว้เช่นนี้ แม้เขาจะลาโลกนี้ไปแล้ว แต่หากใครสักคนพูดถึง ฮ่องกงในยุค 60 และ 70 ชื่อของจางเชอะ ย่อมปรากฏโดดเด่นโดยมิพักต้องอ้างอิงสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย

 จางเชอะกับสังคมไทย

หนังชอว์บราเดอร์ นั้น อาจดูผาดเผินเป็นเพียงหนังเพื่อความบันเทิงแต่เชื่อหรือไม่ว่าความบันเทิงเหล่านี้ทรงอิทธิพลต่อลูกจีนประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยิ่ง หนังในยุคแรกของชอว์บราเดอร์เป็นหนังเพลงพื้นบ้านที่ตอบสนองอารมณ์ถวิลหาบ้านเกิดของคนจีนโพ้นทะเลในบ้านเรา (ซึ่งถูกดูแคลนอย่างยิ่งในยุคสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม) หนังของชอว์บราเดอร์ในยุคนั้นเป็นทั้งเครื่องปลอบประโลมจิตใจ และ เป็นทั้งเครื่องมือในการตอกย้ำอุดมการณ์ ค่านิยมแบบจีนอีกด้วย

                แต่หนังของจางเชอะนั้นต่างออกไป เพราะหนังของเขามาถึงในยุคสมัยของลูกจีนรุ่นสอง รุ่นที่เกิดในประเทศและปราศจากแผ่นดินแม่ให้ฝันถึง หนังของจางเชอะจึงทำหน้าที่ละม้ายแผ่นดินแม่ในอุดมคติของลูกจีนเหล่านี้ ประกอบกับ ตัวละครหนุ่มสาวของจางเชอะที่พากันสละชีพเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า จึงทำให้หนังของจางเชอะ มีหน้าที่ทั้งเป็น ดินแดนในฝัน และ ตอกย้ำคุณธรรม วัฒนธรรม และอุดมการณ์ของคนจีนให้ฝังแน่นต่อเนื่องยาวนานอีกด้วย  

อ่านเพิ่มเติมที่ :หนังจีนของชอว์บราเธอร์สและสังคมไทย โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 25 ฉบับที่ 9 กค. 2547

ปล. ตัวหนาทั้งหมด มาจากชื่อไทยของหนัง จางเชอะ ประกอบด้วย HAVE SWORD , WILL TRAVEL  ,  THE  ONE ARMED SWORDMAN , GOLDEN SWALLOW , THE DUEL , THE ANNOYNEMOUS HEROES ตามลำดับ

บทความคู่ขนาน
About these ads

2 การตอบรับ

  1. mihk2002

    ชอบงานของ จางเชอะ มากๆ ครับ

    โดยเฉพาะยุคเริ่มตกต่ำของเขา รวมถึงสตูดิโอ ชอว์บราเดอร์ในช่วงปลาย 70 ต้น 80 กับกลุ่มนักแสดง The Venoms (ห้าจอมโหด)

    หนังหลายๆ เรื่องนี้ช่วงนี้ สร้างออกมาแบบมึนงง มาก หลายๆ เรื่องแทบจะหาตรรกะความสมจริงอะไรไม่ได้เลย แต่เต็มไปด้วย การแสดง งานสร้าง เสื้อผ้า จนไปถึงคิวบู๊ ที่แสนฉูดฉาด เป็นงานแบบที่ไม่มีใครเหมือนจริงๆ

    มีนาคม 8, 2008 ที่ 3:49 pm

  2. Prasong

    ชอบหนังจางเชอะเหมือนกัน แต่จำได้ ลาง ๆ เคยไปดู แถว สามย่าน โรงหนังรามา สิริราม่า แคปปิตอล ย่านคลองถม สมฉายา ผู้กำกับ ซอสมะเขือเทศ
    เลือดสาดจริง ๆ ผมดู คิวบู๊ แล้วไปเปรียบเทียบกับ เปาปุ้นจิ้น ที่เป็นหนัง ทีวี แต่ก่อนที่ดังทั่วเมืองเหมือนกัน คนละฟิวกันเลย

    ขอบคุณครับ
    ประสงค์

    กรกฎาคม 27, 2010 ที่ 9:48 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 28 other followers