a trick of the light : a place for cinephiles

~ Sergio Leone ~ ปรมาจารย์หนังคาวบอยสปาเก็ตตี้ …

โดย  Jesse James

” เซอจิโอ เลโอเน่ ” เกิดเมื่อปี ๑๙๒๖ ที่ โรม , ประเทศอิตาลี เป็นบุตรของผู้กำกับหนังเงียบชื่อดังของอิตาลี ” วิเซนโซ่ เลโอเน่ ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ ” โรเบอร์โต้ โรเบอร์ตี้ กับ นักแสดงหญิงนาม ” Edvige Valcarenghi” (ชื่อในการแสดง “Bice Waleran”) , … เลโอเน่ ผู้ลูก ดูเหมือนจะได้รับเชื้อจากการเป็นผู้กำกับมาอย่างเต็มเปี่ยม โดยเขาเริ่มเข้าทำงานในวงการภาพยนตร์ตั้งแต่เมื่ออายุ ๑๘ ปี ..

เขาเริ่มจะเขียนบทภาพยนตร์บ้างแล้วเมื่อปี ๑๙๕๐ , ซึ่งเป็นเรื่องราวในแนว “อัศวินโรแมนติค” หรือ เรื่องราวในแนวทางหนัง “เอพิค” ที่กำลังได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น ..

ย่างก้าวต่อมาของเขาคือการขยับเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในหนังระดับทุนสร้างมโหฬาร พิถีพิถันด้วยงานสร้างแบบฮอลลีวูดเต็มที่ , เขาทำงานที่สตูดิโอชื่อ “Cinecittà” ที่โรม โดยมีส่วนร่วมในการสร้างหนังใหญ่ ๆ อย่าง ” Qua Vadis ” (๑๙๕๑) หนังเอพิคทุนหนาเรื่องแรก ๆ ของฮอลลีวูด เล่าเรื่องราวของกษัตริย์เนโร่ แห่งโรม ซึ่งต้องผจญกับความขัดแย้งภายในราชสำนักของตน , และ ” Ben – Hur ” (๑๙๕๙) หนังเอพิคสุดยิ่งใหญ่ที่กวาดตุ๊กตาทองไป ๑๑ ตัว …

ระหว่างเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ถ่ายทำหนังอิตาเลียนเอพิค เรื่อง ” Gli ultimi giorni di Pompei (The Last Days of Pompei) ” (๑๙๕๙) ที่นำแสดงโดย ” สตีฟ รีฟส์ ” , ผู้กำกับ “มาริโอ เบอร์นาร์ด” เกิดป่วยกระทันหัน “เลโอเน่” จึงต้องกระโดดรับตำแหน่งแทน กุมบังเหียนหนังไปจนตลอดรอดฝั่ง … ผลจากงานครั้งนี้ ส่งให้ “เลโอเน่” ได้รับโอกาสขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับครั้งแรกแบบเต็ม ๆ กับหนังเรื่อง ” The Colossus of Rhodes (Il Colosso di Rodi, ๑๙๖๑) ” ทว่า .. หลังจากนั้นเจ้าตัวกลับเลือกจะเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังฟอร์มเล็ก ๆ เสียมากกว่า …

ในช่วงปี ๑๙๖๐ เมื่อหนังเอพิคเริ่มจะซาความนิยมลงไป … เลโอนา กลับมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับอีกครั้ง คราวนี้เขามาพร้อมกับหนังที่ดึงความนิยมของมวลชนกลับมาอย่างล้นหลามสู่หนังคาวบอยตะวันตกอีกครั้ง …

” Fistful of Dollars ” (Per un pugno di dollari ,๑๙๖๔) คือหนังเรื่องนั้น … หนังซึ่งต่อมากลายเป็น “แม่แบบ” ของแนวหนังที่เรียกกันว่า “คาวบอยสปาเก็ตตี้” .. ได้รับแรงบันดาลใจจากบทภาพยนตร์เรื่อง “โยจิมโบ” (๑๙๖๑) ของ “อากิระ คุโรซาว่า” … และนำแสดงโดยดาราหนุ่มซึ่งพึ่งจะมีผลงานละครแนวคาวบอยทางทีวีและเริ่มเป็นที่รู้จักได้ไม่นานอย่าง ” คลิ้นท์ อีสวูด ” …

ด้วยความที่เป็นหนังทุนต่ำ .. โลเคชั่นของเรื่องจึงไม่ใกล้ไม่ไกลนัก … ที่ สเปน นั่นเอง แม้ตามท้องเรื่องแล้วจะเกิดขึ้นที่ ชายแดนเม็กซิโก ก็ตาม … หนังนำเสนอตัวเองในแนวทางที่ยังคงความเคารพต่อหนังคาวบอยอเมริกันแบบแท้ ๆ แต่สิ่งที่โดดเด่นและกลายเป็นลักษณะเฉพาะคือ สีสันของตัวละครที่ฉูดฉาด … บทหนังที่แพรวพราวหลอกล่อผู้ชม .. การดำเนินเรื่องที่ฉับไว … ความรุนแรงที่ีแสนเร้าใจ …

สิ่งแตกต่างที่เห็นได้ชัด อันเป็นแนวทางที่ “เลโอเน่” วางไว้จนกลายเป็น “พิมพ์นิยม” ของหนัง “คาวบอยสปาเก็ตตี้” ปรากฏดังนี้ ..

ตัวละครในหนังคาวบอยอเมริกัน ล้วนราวกับย่างกรายออกมาจากหนังสือแฟชั่น … เสื้อผ้าของตัวเอก .. ย่อมต้องเป็นสีขาวบริสุทธิ์ รวมไปถึงหมวกปีกกว้างด้วย … แต่กลับตัวร้าย แน่นอนที่ว่าต้องใส่เสื้อผ้าในโทนสีดำเป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้มีเพื่อบ่งบอก และ แยกแยะ “ความแตกต่าง” ระหว่าง “พระเอก” กับ “ผู้ร้าย” อย่างชัดเจนที่สุด …

ทว่ากับหนังของ “เลโอเน่” เจ้าตัวเลือกจะทำในสิ่งที่ “แตกต่าง” นั่นคือกำหนดลักษณะตัวละครให้มีความสมจริงที่สุด .. ตัวละครของ เลโอเน่ มักจะเป็นชายที่มีลักษณะคล้าย “หมาป่าเดียวดาย” ที่แม้จะมีเพียงตัวเดียว แต่ก็ยังคงเขี้ยวเล็บน่ากลัวเสมอ .. พวกเขามักจะดูมอมแมม .. หนวดเคราเขียวครึ้ม .. ทั้งยังร่างกายภายนอกดูแข็งแกร่ง บึกบึน .. พร้อมคดีติดตัวยาวเป็นหางว่าว .. พวกเขามักดูเป็นคนสันโดด .. เห็นแก่ตัว .. และในสถานการณ์ที่คับขันพวกเขาพร้อมจะเอาตัวรอดเองได้ตลอด .. ซึ่งเป็นคาแรคเตอร์ที่สืบทอดต่อมายังหนัง “คาวบอยสปาเก็ตตี้” ถึงปัจจุบัน .. กระทั่งยังปรากฏในหนังแนวอื่นๆ อีกหลายเรื่อง (เช่น ” Dirty Harry ” ของ คลิ้นท์ อีสวูด เอง – ผู้แปล) พระเอกในแนวทางนี้เองที่เรียกกันว่า Anti – Hero … แต่ยังมีคนที่เอาไปพูดเล่นล้อกันอย่างสนุกสนานว่า คงเพราะตัว “เลโอเน่” เองไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และคงยากจะเคยเห็น “วิถีคาวบอยอเมริกันแท้ๆ” ซึ่งมักจะถูกอ้างอิงเป็นแม่แบบในการสร้างตัวละครของภาพยนตร์คาวบอยแบบอเมริกัน …

แต่จากหนังสือ ” Something to do with Death ” ของ Christopher Frayling นั้น ระบุว่า “เลโอเน่” เป็นนักอ่านตัวยงเกี่ยวกับคาวบอยอเมริกัน เขารู้ทุกสิ่งที่แสดงถึงตัวตนแห่งมัน … ผลดังกล่าวปรากฏในหนังของเขาแทบทุกเรื่อง .. ก็เพราะเขาซึมซับเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับคาวบอยอเมริกันตั้งแต่วัยเยาว์ …. และกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับเขาเรื่อยมา ..

” For a Few Dollars More ” (๑๙๖๕) และ ” The Good , The Bad and The Ugly ” (๑๙๖๖) คือ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเขา .. และเป็นความสำเร็จร่วมกับดาราคู่บุญอย่าง “คลิ้นท์ อีสวูด” ด้วย .. ทั้งสามเรื่อง (รวม ” Fistful of Dollars ” ด้วย) กลายเป็นหนังไตรภาค ” Dollars ” ที่โกยเงินมหาศาลทั่วโลก … นอกจากนั้น หนังยังมีดนตรีประกอบชั้นเยี่ยมจากฝีมือของ ” Ennio Morricone ” .. ในจำนวนทั้งสามภาค ” The Good , The Bad and The Ugly ” ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ว่ายอดเยี่ยมที่สุด …

หลังเก็บเกี่ยวความสำเร็จจากไตรภาค ” Dollars ” เลโอเน่ มายังอเมริกา เพื่อเริ่มโปรเจคหนังคาวบอยเรื่องยิ่งใหญ่ของเขา ออกทุนสร้างโดย พาราเมาท์ และถ่ายทำใน สเปน , อิตาลี รวมทั้ง ยูท่่าห์ ในอเมริกาเอง … เขาหวังว่า งานชิ้นนี้จะเป็น “มาสเตอร์พีช” ของเขา จึงระดมดาราใหญ่มาร่วมแสดงในหนัง .. “เฮ็นรี่ ฟอนด้า” พลิกบทบาทมารับตัวร้าย , “ชาล์ส บรอนสัน” รับบทนำ หลังจากที่แจ้งเกิดมาใน ” ๗ สิงห์แดนเสือ ” และ ” ๑๒ เดนตาย “ , ดาราหญิงชาวอิตาเลียน “คลอเดีย คาดินัล ” และ ดาราหนังคาวบอยชื่อดังอีกคน”เจสัน โรบาร์ด ” ..

หนังมีความยาวกว่า ๒ ชั่วโมง ๔๐ นาที และยังเต็มไปด้วยความรุนแรง .. เรื่องราวที่เป็นเสมือนความใฝ่ฝันของเหล่านักแสวงโชคในดินแดนตะวันตก .. ที่จะค้นพบดินแดนทองที่จะกอบโกยรายได้มหาศาล ..

บทหนังเขียนโดย “เบอร์นาโด เบอร์โตลุคชี่ ” และ ” ดาริโอ อาเจ็นโต ” แม้หนังจะได้ทีมงานชั้นเยี่ยม .. แต่ พาราเมาท์ ดูเหมือนจะไม่พอใจนัก เลยจัดการตัดต่อหนังเสียใหม่ ทำให้รายได้ในอเมริกาไปได้ไม่สวยเอาเสียเลย (เข้าขั้นขาดทุน) .. อย่างไรก็ดี หนังกลับประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในยุโรป กระทั่งได้รับการยอมรับจากเหล่านักศึกษาภาพยนตร์ ว่านี่คือ งานชิ้นที่เยี่ยมที่สุดในชีวิตของ “เลโอเน่” …

หลังจากหนังเรื่อง ” Once Upon A Time in The West ” แล้ว งานชิ้นต่อมาของเขาคือ ” A Fistful of Dynamite (Giù la testa, ๑๙๗๑) แต่ครั้งนี้ .. เขาขึ้นเป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยมอบหมายตำแหน่งผู้กำกับให้แก่ ” Peter Bogdanovich “(ผู้กำกับหนังดังในเวลาต่อมาอย่าง Paper Moon ,๑๙๗๓) ทว่า .. เกิดความขัดแย้งทางความคิดกันขึ้น.. และเป็น Bogdanovich ที่ถอนตัวออกไป .. ทำให้ เลโอเน่ ต้องกระโดดลงมารับหน้าที่ผู้กำกับด้วยตัวเอง ..

” A Fistful of Dynamite ” เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของการปฏิวัติเม็กซิโก .. นำแสดงโดย ” เจมส์ โคเบิร์น ” ดาราหนุ่มที่ ลีโอเน่ เคยเสนอบท ” มือปืนนิรนาม “ ใน ” Fistful of Dollars “ ให้ ทว่า โคเบิร์น ปฏิเสธ ทำให้บทตกเป็นของคลิ้นท์ อีสวูด ในที่สุด , ” Rod Steiger ” ในบทบาทที่คล้ายคลึงกับบท “ทูโก” ใน ” The Good, The Bad and The Ugly “ .. บทโจรเม็กซิกันที่ในที่สุดเข้าไปพัวพันกับการปฏิวัติเม็กซิโกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“เลโอเน่” ยังคงอำนวยการสร้างในหนังเรื่องอื่นๆ แต่ก็มีบ้างที่เจ้าตัวมักจะลงมากำกับบางฉากในหนังด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในฉากที่เป็นการถ่ายทำใหม่ .. รวมไปถึงหนังอย่าง ” My Name Is Nobody (๑๙๗๓) ” ซึ่งนำแสดงโดย ” เฮ็นรี่ ฟอนด้า ” และ ” เทอเร๊นซ์ ฮิล ” ด้วย

หนังเรื่องอื่นๆ ที่เขานั่งแท่นผู้อำนวยการสร้างนั้น ประกอบไปด้วย A Genius, Two Partners and a Dupe (๑๙๗๕) หนังคามบอยตลกตามแบบฉบับ ” เทอเร๊นซ์ ฮิล ” , The Cat (Il gatto) (๑๙๗๗) , The Toy (Il giocattolo, ๑๙๗๙), Fun Is Beautiful (Un Sacco Bello, ๑๙๘๐), Bianco, Rosso e Verdone (White, Red and Verdone , ๑๙๘๑) และ (Troppo Forte (Great!, ๑๙๘๖). ระหว่างนั้นเจ้าตัวยังรับหน้าที่ผู้กำกับหนังโฆษณาระดับรางวัลหลายชิ้นในแวดวงทีวียุโรป ..

ราชันย์คืนบัลลังค์

ไม่กี่ปีให้หลัง  โครงการสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับมาเฟียอิตาเลียนในอเมริกา ได้ถูกส่งมาให้เขาพิจารณาว่า จะกำกับหรือไม่ … “เลโอเน่” ปฏิเสธงานชิ้นดังกล่าว เพราะเขาเองก็มีเรื่องราวที่อยากจะทำเป็นหนังในแนว “แก๊งส์เตอร์” ก่อนจะได้รับข้อเสนอนี้เสียอีก … หนังที่ เลโอเน่ ปฏิเสธไปคือ ” The Godfather ” และ เขาใช้เวลาพัฒนาบท โดยดัดแปลงจากนิยายชื่อว่า ” The Hoods “ ของ ” Harry Grey ” …. เป็นเรื่องเกี่ยวกับมาเฟียชาวยิวในอเมริกา เล่าผ่านตัวละครสองตัวที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่ยังเด็ก … จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่การเป็นมาเฟีย .. ฉากหลังของหนังอยู่ในยุค ๑๙๒๐ – ๑๙๓๐ ….

หนังเรื่องดังกล่าวคือ ” Once Upon A Time in America ” หนังความยาวกว่า ๔ ชั่วโมง นำแสดงโดย ” โรเบิร์ต เดอ นีโร ” , ” เจมส์ วู๊ดส์ ” ในบท เพื่อนรักที่ต้องมาหักเหลี่ยมกันเมื่อธุรกิจ .. และ ความโลภ กำลังจะแยกทั้งสองให้อยู่คนละขั้วของอำนาจมืด ..

ตัวหนังได้รับความคาดหวังอย่างสูง .. เพราะทุนสร้างมหาศาลและความประณีตในการทำหนังเรื่องนี้ของ “เลโอเน่” นั้น (ซึ่งใช้เวลาสร้างยาวนานมากพอสมควร) อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า ดีพอจะขึ้นเป็น “มาสเตอร์พีช” ของเขาด้วยซ้ำ .. ทว่า เป็นทางสตูโอ ที่ไม่พอใจกับความยาวของหนังที่มากเกินปกติ .. จึงจัดการหั่นหนังทิ้งเสียจนห้วงอารมณ์ของเรื่องนั้น ขาดหายไป .. (สำหรับการฉายในอเมริกาเท่านั้น) .. ซึ่งเมื่อหนังออกฉาย จริง .. ผลตอบรับที่ได้คือคำวิจารณ์ในด้านลบ ..

ทว่า กับตัวหนังฉบับดั้งเดิมความยาว ๔ ชั่วโมงนั้น ..ได้ฉายทั่วโลกแบบเต็ม ๆ …และถูกยกย่องอย่างสูงจากทั้งคนดูและนักวิจารณ์ในความละเมียดละไมต่อการเล่าเรื่องมาเฟียชาวยิว ..

เมื่อหนังฉบับเต็มได้มีโอกาสกลับมายังอเมริกาอีกครั้ง ในรูปแบบของ DVD .. กลุ่มผู้ชมและนักวิจารณ์ต่างให้ความเห็นเป็นไปในทางเดียวกันว่า .. นี่คืองานที่เป็น ” มาสเตอร์พีช ” ของ “เซอจิโอ เลโอเน่” อย่างแท้จริง ..

ปี ๑๙๘๙ “เซอจิโอ เลโอเน่” เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจในวัย ๖๐ ปี .. กระนั้น เจ้าตัวก็ยังทิ้งโปรเจคมากมายที่กำลังดำเนินการสร้างไว้ต่างหน้า … รวมไปถึงโปรเจคที่ว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่สองในศึก ” เลนิน กราด ” ..

…ผลงานของเลโอเน่ มักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อมีการกล่าวถึง ” ภาพยนตร์คาวบอยสปาเก็ตตี้ ” กระทั่งเสียงตอบรับจากคนรุ่นใหม่ ๆ นั้น ก็ปรากฏได้ชัดว่าเป็นไปในทางยกย่องเชิดชู .. เมื่อพิจารณาจากเว็บ Rotten Tomatoes ที่ให้ค่าเฉลี่ยความนิยมของ เลโอเน ซึ่งประเมินจากคุณภาพของหนังแต่ละเรื่องในเครดิตสูงถึง ๙๔ % เลยทีเดียว …

4 responses

  1. ที่ว่ามานี้ ผมชอบมากๆอยู่ 2 เรื่อง นั่นคือ The Good,the bad and the ugly กับเรื่อง Once upon a time in America

    เรื่องแรกนั้นผมว่าเป็นหนังที่สำเสนอเรื่องเบื้องลึกของจิตใจคนได้อย่างลึกและโดนจริงๆ คือคนเรานั้นมีทั้งดีและร้ายอยู่ในคนๆเดียวๆ เพียงแต่ด้านไหนจะมีมากกว่า หมายความว่า ไม่มีใครจะหรือเลวได้เต็ม 100 แม้แต่คนดียังมีบางครั้งที่วอกแวก เป็นธรรมดา

    ผมชอบ Lee Van Cleef ในเรื่องนี้จริงๆ แกแสดงได้เนียนมาก

    ส่วนเรื่องหลัง ผมได้ดูฉบับ HBO ผมว่าเรื่องนี้หนังทำได้น่าดูกว่า God Father การเชือดเฉือนอารมณ์กันระหว่าง De Nero กับ Wood นั้นเข้าคู่กันได้ดีจริงๆ เสียดายนะครับที่ Wood ไม่ค่อยมีหนังที่เขาได้รับบทเด่นๆให้เล่นบ่อยนัก ทั้งๆที่ฝีมือของเขานั้น ผมคิดว่าไม่เป็นรองใคร

    นี่เป็นความคิดเห็นของคนที่ไม่ใช่คอหนังนะ

    ขอบคุณครับ

    มีนาคม 16, 2008 ที่ 4:44 pm

  2. left-side

    มี Sergio Leone แล้วถ้าไม่รบกวนจนเกินไป

    อยากให้มี Sergio Curbucci ด้วยอะครับ หา

    ข้อมูลที่ไหนไม่เคยได้เจอเลยครับ จะมีก้อแต่เวป

    ต่างประเทศ ถึงตอนนี้ผมต้องยอมรับอย่างลูกผู้ชาย

    ครับว่า ภาษาอังกฤษ ผมไม่แข็งแรงจิงๆครับ

    ขอบคุณล่วงหน้าอย่างแรงครับ..

    สิงหาคม 17, 2008 ที่ 2:35 pm

  3. atrickofthelight

    ไว้จะแจ้งคุณ jesse james ให้ครับ ขอบคุณมากๆครับ ที่แวะมาอ่าน

    สิงหาคม 17, 2008 ที่ 2:41 pm

  4. ่แะดี่

    ชอบผกก คนนี้จัง

    ตุลาคม 17, 2009 ที่ 6:31 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s