a trick of the light : a place for cinephiles

PERSEPOLIS มุสลิมลืมต้น

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com

ในที่สุดก็มีโอกาสลงโรงฉายในเมืองไทย สำหรับหนัง animation เรื่องเยี่ยมอย่าง Persepolis ที่นอกจากจะคว้ารางวัลขวัญใจคณะกรรมการหรือ Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เมื่อปีกลายมาแล้ว หนังยังมีโอกาสข้ามฟากไปร่วมชิงชัยในเวทีออสการ์สาขา animation ยอดเยี่ยมกันถึงฝรั่งอเมริกาอีกด้วย

หนังเรื่องนี้สร้างจากการ์ตูนภาพอัตชีวประวัติชื่อเดียวกันของ Marjane Satrapi ศิลปินหญิงชาวอิหร่านที่โยกย้ายไปพำนักอาศัยและทำงานอยู่ในฝรั่งเศสหลังพบคำตอบว่าเธอไม่สามารถใช้ชีวิตในประเทศบ้านเกิดของตนเองได้อีกต่อไปแล้ว โดยเธอได้เล่าเรื่องราวชีวิตในช่วงเปลี่ยนผ่านวัย จากวัยเด็กสู่วัยสาว และจากวัยสาวสู่วัยผู้ใหญ่ภายใต้บรรยากาศการเปลี่ยนแปลงทางเมืองของอิหร่าน อันเป็นมูลเหตุสำคัญให้เธอต้องระหกระเหเร่ร่อนไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลาหลายขวบปี ซึ่งใน Persepolis ฉบับหนังนี้ Marjane Satrapi ก็มีโอกาสได้รับหน้าที่เป็นผู้กำกับร่วมกับ Vincent Paronnaud เพื่อนนักวาดการ์ตูนชาวฝรั่งเศสอีกคน

Persepolis เริ่มต้นเรื่องราวในช่วงเวลาปัจจุบัน ขณะที่ Marjane ในวัยผู้ใหญ่กำลังนั่งรอโดยสารเครื่องบินอยู่ภายในสนามบินแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส เธอได้หวนรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งยังเป็นเด็กหญิงวัยแปดขวบที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่และยาย ณ กรุงเตหะรานในช่วงปี ค.ศ. 1978  ตอนนั้น Marjane ยังเป็นเพียงเด็กสาวช่างพูดช่างจา และด้วยความที่ครอบครัวของเธออยู่ในกลุ่มปัญญาชนหัวก้าวหน้า Marjane จึงมีบุคลิกกล้าคิดกล้าแสดงออกตามอย่างบิดามารดาของเธอไปด้วย กระทั่งเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในปีต่อมาโดยกลุ่มมุสลิมเคร่งศาสนาซึ่งไม่พอใจที่กษัตริย์ชาห์ทรงดำริจะสร้างความก้าวหน้าของประเทศด้วยการหันไปพึ่งพาชาวต่างชาติเพื่อแลกกับทรัพยากรน้ำมัน เหตุการณ์นี้จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญเมื่อกลุ่มมุสลิมหัวอนุรักษ์สามารถขับไล่กษัตริย์ชาห์ลงจากบัลลังก์ แถมยังได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนส่วนใหญ่ให้ขึ้นมาบริหารประเทศด้วยการสถาปนาเป็นสาธารณรัฐอิสลาม ความเปลี่ยนแปลงอันนี้เองที่เป็นต้นตอของสงครามอิหร่าน-อิรักอันยืดเยื้อเมื่อ ซัดดัม ฮุสเซน ใช้จังหวะในช่วงที่อิหร่านมีการเปลี่ยนผู้นำมาเป็นโอกาสในการเข้าโจมตีด้วยขีปนาวุธ ครอบครัวของ Marjane จึงไม่เพียงแต่จะต้องเผชิญหน้ากับมาตรการทางศาสนาอันเคร่งครัด อย่างการบังคับให้สตรีต้องสวมผ้าคลุมศีรษะขณะอยู่ในที่สาธารณะเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกระสุนลูกระเบิดของฝ่ายอิรักกันจนไม่สามารถอยู่ได้อย่างเป็นสุขอีกด้วย เมื่อหันไปทางไหนก็เจอแต่ภยันตราย สุดท้ายครอบครัวของ Marjane จึงตัดสินใจส่งเธอไปเรียนต่อ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่ Marjane จะได้เผชิญชีวิตในโลกตะวันตกตามลำพัง . . .

จุดเด่นของเรื่องราวใน Persepolis คงจะอยู่ที่การแจกแจงรายละเอียดทางความรู้สึกในแต่ละช่วงวัยของ Marjane ได้อย่างมีสีสัน จนคนดูสามารถมองเห็นการเติบโตของ Marjane ในแต่ละขั้นได้อย่างแจ่มชัด เริ่มกันตั้งแต่ความอ่อนวัยไม่รู้เดียงสาของ Marjane ในวัยเด็ก ที่แม้ว่าเธอจะช่างฉอเลาะเจ๊าะแจ๊ะถึงเพียงไหน แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอกลับไม่ได้เข้าอกเข้าใจอะไร ๆ ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเลย  Marjane ในวัยแปดขวบจึงยังคงเป็นเด็กน้อยที่พร้อมจะคล้อยตามปากคำของผู้ใหญ่ได้ในทันทีที่ได้รับข้อมูลใหม่ จากเดิมที่เธอเลือกจะเข้าข้างกษัตริย์ชาห์เพราะเธอถูกสั่งสอนมาจากโรงเรียนว่าพระองค์ทรงถูกเลือกโดยพระเจ้าจากเบื้องบน แต่เมื่อพ่อของเธอเล่าเรื่องราวตื้นลึกหนาบางโดยเฉพาะการหันหน้าไปเข้าข้างฝรั่งมังค่าให้ Marjane ฟัง เธอก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาชูป้ายขับไล่กษัตริย์ชาห์ร่วมกับผู้ประท้วงรายอื่น ๆ ได้ในทันใด! หนำซ้ำเธอยังเลียนแบบพฤติกรรมรุนแรงของผู้ใหญ่ด้วยการปลุกระดมพรรคพวกวัยเดียวกันให้เอาตะปูไปตะบันหน้าเด็กชายที่เธอสืบรู้มาว่าเป็นทายาทของพวกที่เคยสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์ชาห์ที่เธอจงชัง! แถมยังรู้สึกภาคภูมิใจเมื่อได้รู้ว่าญาติของเธอถูกจำคุกในข้อหาคอมมิวนิสต์ถึง 9 ปีด้วยความที่เคยถูกกล่อมให้หลงเชื่อว่านักโทษการเมืองนั้นคือวีรบุรุษ! เรื่องราวของ Marjane ในช่วงวัยเด็กนี้จึงเป็นการสะท้อนถึงความอ่อนไหวในความนึกคิดของเหล่าเยาวชนได้อย่างน่าใจหาย เพราะพวกเขาสามารถที่จะได้รับการปลูกฝังให้คิดอ่านอะไรอย่างไรหรือเข้าข้างฝ่ายไหนก็ได้ด้วยความไม่เดียงสาต่อโลกอันซับซ้อนยอกย้อนสับสนจากความฉ้อฉลของบรรดาผู้ใหญ่โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลยจริง ๆ

แต่เมื่อ Marjane เริ่มเติบใหญ่จนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เธอก็ดูจะไม่ได้สนอกสนใจในโลกอันวุ่นวายของพวกผู้ใหญ่อีกต่อไป เพราะในช่วงเวลานี้เธอกำลังได้รู้จักโลกใหม่ของการเป็นสาวใสวัย teen ที่เริ่มจะคลั่งไคล้หลงใหลในดนตรีร็อคไปพร้อม ๆ กับการแอบชำเลืองมองหนุ่ม ๆ  ถึงแม้ว่าร่างกายของเธออาจจะมีผ้าฮิญาบคลุมทับในแบบฉบับของหญิงอิหร่านอยู่ตลอดเวลา แต่หัวใจของ Marjane กลับโบกมืออำลาสัญชาติเดิมไปอยู่ในดินแดนใหม่ที่ทุก ๆ คนที่ผ่านวัยคงจะได้ไปเยือนกันมาแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต นั่นก็คือดินแดน Teenland โลกแห่งวัฒนธรรมใหม่ที่ไม่เคยปิดกั้นกันด้วยสัญชาติ ผู้นำทั้งหลายของดินแดนแห่งนี้จึงประกอบไปด้วย ABBA, Bee Gees, Stevie Wonder, Julio Iglesias, Pink Floyd และ Iron Maiden! โดยมี Nike, Adidas เสื้อแจ็คเก็ตที่สกรีนหลังว่า ‘Punk Is Not Ded’ และเข็มกลัด Thriller ของไมเคิล แจ็คสัน (ที่ Marjane ต้องแอบอ้างว่าเป็นเข็มกลัด Malcolm X!) เป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติ ขนาดที่ถึงแม้ว่ารัฐบาลอิสลามของอิหร่านจะมองสิ่งเหล่านี้เป็น ‘ความเสื่อม’ ต้องห้ามจากโลกตะวันตก แต่มีหรือที่พวกเขาจะสามารถหยุดหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะร็อคของเหล่าวัยรุ่นหญิงชายในอิหร่านได้ เพราะพวกเขาสามารถหาซื้อเทปคาสเซ็ตต์เถื่อนผิดกฎหมายของนักร้องคนและวงโปรดกันในตลาดมืดที่คนขายอาจจะหลงจำชื่อนักร้องดังอย่าง ไมเคิล แจ็คสัน เป็น ไจเคิล แม็คสัน ได้ด้วยความไม่คุ้นเคย! โลกวัยรุ่นของ Marjane ในอิหร่านจึงเป็นโลกที่ไม่ได้แตกต่างจากวัยรุ่นที่ไหน ๆ บนโลกใบนี้เลย การย้ายโอนสัญชาติไปอยู่ในดินแดนใหม่ของ Marjane ในช่วงวัยรุ่นนี้เองที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอสามารถมี ‘ตัวตน’ ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อาศัยความเป็นคน ‘อิหร่าน’ อีกต่อไป

เรื่องราวจะชวนให้สะดุ้งสะเทือนมากขึ้น เมื่อ Marjane มีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตในยุโรปซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เธอได้เปรียบเทียบความต่างเหมือนด้านวัฒนธรรมความเป็นอยู่และสำรวจรากเหง้าของตัวเองอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก เธอรู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่าเพื่อน ๆ ในกรุงเวียนนาแสดงความสนอกสนใจในชะตากรรมของประเทศเธอ แถมยังแสดงท่าทีตื่นเต้นที่ Marjane เคยพบเห็นเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจเหล่านั้นด้วยตนเอง แต่เมื่อเธอเริ่มต้องการจะสานสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ความอับอายในสัญชาติเดิมทำให้เธอต้องคอยโกหกใคร ๆ ว่าเธอเป็นชาวฝรั่งเศส ถึงขนาดต้องระบายความในใจกับ ‘เงา’ ของยายตัวเองในคืนหนึ่งว่า “ยายไม่รู้หรอกว่ามันอึดอัดแค่ไหนที่จะต้องเป็นคนอิหร่าน ทุก ๆ คนมองเธอเป็นทายาทของชนชาติล้าหลังที่เอาแต่กราดเกรี้ยวหันหน้ามาทะเลาะเบาะแว้งกันเองอย่างไร้เหตุผล!” ซึ่งนับเป็นการแสดงความรู้สึกของเธอที่มีต่อรากเหง้าของตัวเองได้อย่างแสบสันต์ชวนให้รู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย  แต่ยังไม่ทันที่ Marjane จะจบการศึกษาเธอก็ต้องเดินทางกลับมาพักรักษาตัวที่อิหร่านหลังตรวจพบอาการหลอดลมอักเสบเพราะบุหรี่ และที่กรุงเตหะรานนี้เองที่เธอจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่หลังหายจากความป่วยไข้ ด้วยการลุกขึ้นมาเต้นแอโรบิกประกอบเพลง Eye of the Tiger ของวง Survivor เพื่อเรียกกำลังใจก่อนจะไปสมัครเข้าเรียนศิลปะในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะเธอจะต้องศึกษาผลงาน The Birth of Venus ของ Sandro Botticelli ในฉบับถูกเซ็นเซอร์อวัยวะ และจะต้องนั่งวาดสรีระเพื่อนของเธอในชุดดำคลุมทั้งตัวก็ตาม! แต่สุดท้าย Marjane ก็ไม่อาจจะฝืนความเป็นจริงว่าเธอไม่สามารถจะอาศัยอยู่ในดินแดนมาตุภูมิได้ เธอจึงต้องโยกย้ายมาทำงานเป็นนักวาดการ์ตูนในฝรั่งเศส จนกระทั่งได้มีโอกาสถ่ายทอดชีวิตของตัวเธอเองมาเป็นหนังเรื่องนี้ให้เราได้ดูชม . . .

ถึงแม้ว่าเรื่องราวต่าง ๆ  ใน Persepolis จะฟังดูดุดันประชดประชันสัญชาติของตัวเองโดยไม่ยำเกรงแบบเดียวกับที่ผู้กำกับ Masahiro Kobayashi เคยทำเอาไว้หนังญี่ปุ่นเรื่อง Bashing (2005) แต่เอาเข้าจริงแล้วน้ำเสียงการบอกเล่าของหนังกลับเป็นไปอย่างอ่อนโยนละมุนละไมสะท้อนถึงความรู้สึกภายในของ Marjane ในฐานะผู้ถูกกระทำได้อย่างน่าเคารพ บุคลิกภายนอกของเธออาจจะแลดูเป็นหญิงมั่นไม่แคร์สายตาใคร ๆ แต่ในส่วนลึกแล้ว Marjane ยังมีความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยญาติพี่น้องร่วมชาติของตัวเองอย่างไม่สามารถตัดขาดได้ จุดประสงค์ของการ ‘แฉ’ ประสบการณ์ส่วนตัวของเธอใน Persepolis จึงไม่ผิดกับการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าชาวอิหร่านนั้นอาจไม่ได้คิดอ่านแบบเดียวกันกับผู้นำประเทศของพวกเขาเสมอไป ภาพที่ปรากฏออกมาในสื่อต่าง ๆ จึงยังไม่สามารถเป็นตัวแทนของความรู้สึกของคนทั้งประเทศได้ เสียงของ Marjane ในหนังเรื่องนี้จึงเป็นเพียงเสียงเล็ก ๆ ทว่ายิ่งใหญ่ที่สามารถสะท้อนถึงความในใจของชาวอิหร่านอีกหลาย ๆ คนได้อย่างน่ารับฟัง

Marjane Satrapi และ Vincent Paronnaud นำเสนอเรื่องราวทั้งหมดนี้ผ่านการออกแบบงาน animation อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ผู้กำกับทั้งสองเลือกใช้ภาพขาวดำมาบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของหนังซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างพลังอันหม่นมืดของสถานการณ์ความรุนแรงได้อย่างน่าสะพรึงแล้ว มันยังรักษาลีลาของงานการ์ตูนต้นฉบับเอาไว้ได้อย่างสัตย์ซื่ออีกด้วย ถึงแม้ว่าเหตุการณ์โดยส่วนใหญ่จะถูกถ่ายทอดกันด้วยภาพขาวดำ แต่ Marjane Satrapi และ Vincent Paronnaud ก็ยังสามารถสรรหาเทคนิคลีลาอันหลากหลายมาทำให้การ์ตูนเรื่องนี้มีองค์ประกอบเชิงศิลป์ที่งดงามอลังการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบการเคลื่อนไหวสองมิติของการเชิดหุ่นเงาแบบหนังใหญ่และหนังตะลุงในฉากฝรั่งพบกษัตริย์ชาห์ คล้ายคลึงกับลีลา animation เงาใน The Adventures of Prince Achmed (1926) ของ Lotte Reiniger  การออกแบบตัวละคร ‘เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม’ ทั้งสองให้แลดูขบขันเกินจริง รวมทั้งการใช้ภาพสมมาตรแสดงการสู้รบกันโดยไม่มีวันแพ้ชนะของทัพทหารฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาได้อย่างสร้างสรรค์ ไปจนถึงการออกแบบฉากหลังในหลาย ๆ ช่วงด้วยศิลปะแบบ Persia อันวิจิตรตระการตา เรียกได้ว่าเป็นงาน animation ลีลาใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการใช้เทคโนโลยีทันสมัยมาทำให้อะไร ๆ แลดูเหมือนจริงอย่างใน animation ร่วมสมัยเรื่องอื่น ๆ กันเลย

Persepolis จึงไม่เพียงแต่เป็นงานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์การเมืองด้วยมุมมองแบบส่วนตัวอย่างบริสุทธิ์จริงใจเท่านั้น หากมันยังให้สุนทรียะในเชิงทัศนศิลป์ที่แปลกใหม่ สมควรแล้วที่จะได้รับตำแหน่งหนัง animation แห่งปีที่ไม่ควรพลาดชมด้วยประการทั้งปวง!

หมายเหตุ บทวิจารณ์ชิ้นนี้เขียนขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนขณะชมภาพยนตร์เรื่อง Persepolis นามต่าง ๆ ที่ปรากฏล้วนเป็นนามสมมติ หากไปพ้องกับนามจริงของดินแดนหรือบุคคลใด ให้ถือเป็นความบังเอิญในทุกกรณี

พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ FLICKSTICAL หนังสือพิมพ์ FLICKS ฉบับที่ 232 วันที่ 7-13 มีนาคม 2551

 

4 responses

  1. ฺBOrn

    ยังไม่ได้ดูเลยครับ แต่จะไปหาดูแน่ๆ

    มีนาคม 27, 2008 ที่ 5:39 am

  2. สำนักพิมพ์กำมะหยี่วางจำหน่ายผลงานชุดล่าสุดของสำนักพิมพ์ (Persepolis) แพร์ซโพลิส 1 และ แพร์ซโพลิส 2 ในวันพฤหัสที่ 11 กันยายน 2551 หนังสือดังกล่าวเป็นผลงานประพันธ์ของนักเขียนการ์ตูนชาวอิหร่าน มาร์จอเน่ ซาทราพิ (Marjane Satrapi) ซึ่งภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องเดียวกันได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังที่เมืองคานส์ และประเทศฝรั่งเศสส่งภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลออสการ์เมื่อปลายปีที่แล้ว หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือและประเทศอิหร่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    เว็บบล้อกของสำนักพิมพ์กำมะหยี่ http://gammemagie.blogspot.com
    และเว็บบล้อกของผู้แปล ณัฐพัดชา http://natpatcha.blogspot.com

    กันยายน 11, 2008 ที่ 9:48 am

  3. โรงเรียนผม เอาหนังสือเรื่องนี้มาเป็นวิชาสังคม Persepolis – The story of childhood-

    พฤษภาคม 27, 2009 ที่ 2:05 pm

  4. Pingback: Persepolis – Marjane Satrapi - Juth.Net

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s