a trick of the light : a place for cinephiles

ปัญหาโลกแตกของ ‘หนังทดลอง’ (นามอันตรายที่ไม่ควรเอื้อนเอ่ย)

โดย สนธยา  ทรัพย์เย็น  http://twilightvirus.blogspot.com/

SCREENING PROGRAM HERE** downloadable PDF file

Final Program

schedule of Esplanade Cineplex

schedule_of Alliance Francaise

schedule_of Special Program

ต้อนรับเทศกาลหนังทดลอง ครั้งที่ 5 ที่จะมีขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม  ทีมงานกลแสง ขอเลือกบทความจาก FILMVIRUS ที่เคยเขียนถึงหนังทดลองไว้ตั้แงต่เทศกาลหนังทดลองครั้งที่แล้ว(เมื่อสองปีทีแล้ว) มาลงให้อ่านกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกใน คอลัมน์ ARTVIRUS ที่ http://www.onopen.com/2005/02/49  ครับ

การริอ่านเกี่ยวข้องกับหนังแนวทดลอง หรือ Experimental Film (ตามชื่อที่นิยมเรียกกัน) ดูไม่น่าจะเป็นความคิดที่ปลอดภัยเอาเสียเลยจากข้อกระแนะกระแหนนานับประการ ไม่ว่าจะยุ่งเกี่ยวในฐานะการดูหนัง การฉายหนัง หรือการสร้างหนัง ล้วนนำพากลิ่นปัญหามาแต่ไกล เพราะในสายตาของคนส่วนใหญ่นั้น หนังทดลองไม่ใช่แค่หนังประหลาดหรือแค่ของนอก แต่มันอาจไปได้ถึงหนังต่างดาว หรือไม่ถูกนับรวมเป็นหนังเอาเสียด้วย

มีการเผยแพร่หนังทำนองนี้มาไม่มากครั้งนักในแผ่นดินไทย ทางสำนักข่าวสารอเมริกัน (USIS) น่าจะเป็นผู้เริ่มต้นนำร่องเอาไว้ก่อน โดยนำหนังทดลองอเมริกันรุ่นคลาสสิคมาให้เปิดหูเปิดตากัน แต่ผู้ที่บุกเบิกกระบวนการดู และส่งเสริมการทำหนังชนิดนี้มาพักใหญ่คงหนีไม่พ้น กิจกรรมของสถาบันเกอเธ่ ซึ่งเปิดการสัมมนาหัวข้อหนังทดลองเยอรมันในทศวรรษ 70 เมื่อปี พ.ศ. 2529 ตามด้วยกิจกรรมการสัมมนาและอบรมผลิตภาพยนตร์ทดลองเป็นระยะๆ ในเวลาต่อๆ มา (ไม่นับรวมการสัมมนาหลังเล่าเรื่องขนาดสั้นของทีวีเยอรมันช่อง ZDF และรายการอื่นๆ เช่น เทศกาลภาพยนตร์ทดลองญี่ปุ่น ที่จัดขึ้น ณ หอประชุม AUA ซึ่งกลายสภาพเป็นงานเทศกาลหนังการ์ตูนไปในที่สุด) โดยแต่ละครั้งสถาบันเกอเธ่ได้เชิญวิทยากรอย่าง Ingo Petzke และ Christoph Janetzko มาแนะนำหนังทดลองเรื่องเอกจากทั่วโลก (ไม่จำกัดเฉพาะหนังเยอรมัน) บรรดานักวิจารณ์หนัง นักศึกษา อาจารย์สอนภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ บุคคลทั่วไป รวมทั้งตัวผมเองต่างก็ได้กุศลผลบุญจากกิจกรรมเหล่านี้กันไปทั่วหน้า นับเป็นการรู้จักโลกใหม่โดยแท้จริง

จากปี 2529 ถึงวันนี้ หนังทดลองไม่ได้มีโอกาสปรากฏตัวบ่อยครั้งนัก ผมต้องใช้เวลาแน่ใจในการเห็นคุณค่าของมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่อ้างได้ว่านี่คือลักษณะหนังที่มีอากาศบริสุทธิ์หนาแน่นมากกว่าหนังในแบบปกติ (แต่ก็ไม่เสมอไปตามเหตุผลที่จะแจ้งให้ทราบตามมา) ด้วยว่ามันอุดมไปด้วยพื้นที่ในการขับขานเสียงทุกชนิด รวมทั้งเสียงเงียบที่ยากมีผู้ใดมาจำกัดอิสระได้ง่ายๆ เว้นแต่พลังจินตนาการภายใน ทักษะการช่าง ความอดทนของคนทำหนังที่ต้องคอยพยุงรักษาไว้ไม่ให้ตกหล่น และแน่นอนเงินทองก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก แม้ส่วนใหญ่จะลงทุนกันไม่มากนักก็ตาม

หลังคำนิยมในย่อหน้าข้างต้น อาจผิดที่ผิดทางอยู่บ้างถ้าจะบอกว่าผมผิดหวังกับหนังทดลองจำนวนมาก มีหนังกลุ่มใหญ่ที่ชื่นมื่นในการทรมานคนดูเกินความจำเป็น เพียงเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีบางประการของคนทำหนังเอง หรือไม่ก็กวนประสาทคนดูด้วยการใช้ภาพจาบจ้วงหยาบคายมากเกินไป นี่ยังไม่นับการแกว่งกล้อง โยนกล้องอากาศ หรือเล่นเทคนิคภาพสั่น ตัดภาพไวจนสายตาปกติของคนดูรับไม่ทัน กลายเป็นความเกร่อซ้ำซากเหมือนสูตรสำเร็จคั่นเวลาในรายการของ MTV (ทั้งๆ ที่หนังทดลองถูกวางตัวให้เป็นคู่ท้าชกที่คิดค้นท้าทายรูปแบบเก่าๆ อยู่เสมอ) นั่นคือส่วนหนึ่งของกับดักที่หนังทดลองมากมายสลัดไม่หลุด

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด แม้ผมจะเห็นด้วยถึงความสำคัญในการมีอยู่ของหนังแนวนี้ ผมกลับลังเลที่จะเห็นคนทำหนังรุ่นใหม่ริเริ่มทำหนังครั้งแรกๆ เป็นหนังทดลอง ด้วยว่ามีความเสี่ยงสูงในการยึดติดกับรูปแบบฉาบฉวยดังกล่าวมา แม้ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (และมหาวิทยาลัยอื่นๆ) จะเคยบรรจุหลักสูตรสอนทำหนังทดลองไว้ในหลักสูตร (โดยนักศึกษางานหนังทดลองตัวอย่างที่ตกทอดจากงานสัมมนาของสถาบันเกอเธ่) มีอาจารย์ บรรจง โกศัลยวัฒน์ เป็นผู้สอน แต่ผมก็ยังมองว่าเร็วเกินไปสำหรับนักศึกษาที่คุ้นเคยกับหลักการทำหนังเล่าเรื่องปกติจะปรับตัวได้ทันต่อรูปแบบหนังที่ไร้กระบวนท่าโดยสิ้นเชิง

อาจกล่าวว่าง่ายกว่าที่นักศึกษาศิลปะโดยตรงจำพวก Fine Arts เช่น สาขาจิตรกรรม สถาปัตยกรรม หรือโบราณคดีจะเชื่อมต่อความคิดของหนังทดลองในฐานะเป็นหน่อหนึ่งของงานศิลปะได้ดี ส่วนทางด้านนักศึกษาสาขาภาพยนตร์โดยเฉพาะนั้นเล่า บางครั้งหนังทดลองอาจดูแปลกแยกมากเกินควร เป็นเพียงภาพและเสียงของการทำตัวให้แตกต่างเข้าว่า ทำนองยุ่งยากไว้ก่อนพ่อสอนไว้

อีกประการหนึ่ง ผมเข้าใจว่ารูปแบบนามธรรมของหนังทดลองจำนวนมาก จะขัดกับวิธีคิดส่วนใหญ่ของคนไทยในด้านลำดับการเล่าเรื่องโดยสิ้นเชิง นับเป็นข้อควรพึงระวังพอตัวหากจะให้นักเรียนภาพยนตร์ซึ่งไม่มีสังหรณ์ทางนามธรรม จับกล้องถ่ายหนังโดยขาดทิศทาง ดังตัวอย่างของหนังทดลองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปีแรก ซึ่งน่าจะจัดเป็นการทำหนังสั้นเล่าเรื่องที่เพิ่มฉากฝันแฟนตาซีให้ดูแปลกตาเสียมากกว่า รวมถึงหนังทดลองจากเวิร์คช็อปอบรมภาพยนตร์ของสถาบันเกอเธ่ เอง และโครงการสนับสนุนนักศึกษาภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัย สปอนเซอร์โดยบริษัทฟูจิ ให้ทำหนังฟิล์มขนาดใหญ่ 35 มม. มาตรฐาน ซึ่งหนังเกือบทุกเรื่องหนีไม่พ้นการเล่นผาดโผนทางภาพและเสียงอันมีบทสรุปของการเยาะเย้ย หรือถ่ายทอดโลกรันทดให้เห็นชัดเจนตามลำดับของการเล่าเรื่อง เช่น ตัดสลับภาพรถติดกับคนอารมณ์เก็บกดเพื่อสื่ออาการสับสนของสังคมเมือง หรือลงทุนเพ้นท์ฉากฝันร้ายรูปทรงบิดเบี้ยวประมาณหนังเยอรมันเอ็กซ์เพรสชั่นนิสท์

หากผมยังมองโลกในแง่ร้ายไม่พอ ผมอยากจะบอกต่อว่านี่คือจุดบกพร่องฉกรรจ์อันหนึ่งของระบบการศึกษาไทยที่แบ่งแยกศิลปะทุกชนิดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง (ต่างประเทศก็มีปัญหานี้ในระดับหนึ่ง) ทั้งๆ ที่ราก หน่อ ใบ ทั้งหลายต่างโยงเข้าหาต้นตอเดียวกันแท้ๆ ไม่น่าสงสัยว่านักเรียนภาพยนตร์แทบจะไม่รู้จักอ่านวรรณกรรม และดูภาพเขียนดีๆ นอกจากอ่านตำราเรียน คู่มือเอารัดเอาเปรียบคนอื่น หรือหนังสือรวมงานตัวอย่างโฆษณาประจำปีที่ต้องถูกนำมาใช้อ้างอิง และบรรดาหนังสวยเท่ ของ อลัน ปาร์คเกอร์ (Alan Parker), โทนี่ สก็อตต์ (Tony Scott), ริดลี่ย์ สก็อตต์ (Ridley Scott), หวังเจียเหว่ย (Wong-Kar Wai) และ ฌอง-ฌ้าคส์ เบเนกซ์ (Jean- Jacques Beineix)

ชื่อคนเหล่านี้อาจใช้เป็นข้ออ้างของคำว่า ‘พาณิชยศิลป์’ ที่พอจะใช้เอ๋ออ๋อไปวันๆ หนึ่ง แต่ยังไม่ใช่คำตอบของการติดตามงานหนังทดลองให้ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองว่าคนทำหนังทดลองจำนวนไม่น้อย ทำงานศิลปะแขนงอื่นประกอบด้วยตลอดเวลา และที่มาสำคัญของแรงบันดาลใจในการทำหนังของพวกเขา หากจะพูดรวมๆ แล้ว ต้องกล่าวว่าไม่ใช่มาจากการศึกษาหนังทดลองด้วยกันเป็นตัวอย่างเท่านั้น แต่ได้มาจากการศึกษาชีวิตโดยรอบด้านและอ่านหนังสือ ดูงานศิลปะอย่างขยันขันแข็ง บวกกับความช่างสังเกตกล้าจินตนาการ

ผมยืนยันว่าการสอนหนังทดลองในมหาวิทยาลัยยังเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน แต่การเรียนรู้วิชาใหม่ๆ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตามประสาคำที่นักคิดหลายคนเคยกล่าวไว้ว่าของที่แปลกใหม่ล้ำยุคจริงๆ มักจะถูกปฏิเสธต้องผ่านการทดสอบ (อันเจ็บปวด) และเรียกใช้เวลาในการทำให้คุ้นเคยยาวนานเสมอก่อนจะกลมกลืนกลายเป็นของปกติ ลองนึกถึงหนังนอกระบบบริโภควงกว้าง (ที่ไม่ใช่หนังทดลอง) อย่าง Peeping Tom หรือ Pink Flamingos ดูก็ได้ หนังทั้งสองเรื่องที่เคยฉีกรูปแบบใหม่ผ่านการพิสูจน์ของยุคสมัย จากหนังน่ารังเกียจกลายเป็นหนังคลาสสิคไปแล้วในที่สุด การลุยมาก่อนของมันช่วยแบ่งเบาอุปสรรคให้หนังเรื่องอื่นๆ ที่บ้าบิ่นวิ่งตามมาโล่งใจได้หลายเฮือก

บางทีทางออกหนึ่งของการสอนหนังทดลอง อาจจะลองใช้วิธีการสอนของปรมาจารย์วิชาหมัดเมาที่ไม่ยอมเริ่มสอนท่ามวยให้เฉินหลงเสียที วันๆ เอาแต่สั่งให้ศิษย์แบกน้ำ ดัดตัวทำงานในท่าแปลกๆ เป็นการสอนทางอ้อม หรือแบบเดียวกับที่ ออกุสต์ เรอนัวร์ (Auguste Renoir) จิตรกรอิมเพรสชั่นนิสท์ชื่อดัง (พ่อของผู้กำกับ ฌอง เรอนัวร์ / Jean Renoir ) เคยพูดไว้ว่า ถ้าวาดดอกไม้จากความจำมันจะได้ดอกไม้เพียงดอกเดียว แต่ถ้าสังเกตดอกไม้จากธรรมชาติก็จะได้ชนิดดอกไม้เป็นร้อยพัน ฉะนั้นในการแนะนำนักศึกษาปีหนึ่งให้นั่งวาดรูปในสวน ไม่จำเป็นต้องวาดรูปถูกหลักการ หรือสอนวาดเขียนกันเป็นระบบ นี่อาจเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนักแทนหลักสูตรภาคบังคับวิชาคำนวณ

อะไรคือหนังทดลอง ? ดูเหมือนผมจะหลีกเลี่ยงมาตลอดหรือไม่ก็ลืมไปแล้วที่จะให้คำอธิบาย คำถามเดียวกันนี้ถามคนทำหนัง 10 คน อาจได้คำตอบแตกต่างกันมาก สำหรับผมเองหนังทดลองคือหนังฟรีสไตล์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมักจะเกิดจากผู้สร้างอิสระที่ใช้เงินทุนส่วนตัวจำนวนค่อนข้างน้อย (ถ้าเทียบกับหนังในระบบอุตสาหกรรมปกติ) หรือได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันศิลปะเอกชน ทุนรัฐบาลหรือสถานีโทรทัศน์ ทำกันขึ้นมาไม่ใช่เพื่อหวังผลทางการค้าเป็นหลัก การจัดจำหน่ายขายหนังจะมีผลอยู่ในวงแคบๆ เช่น เทศกาลหนังทดลองซึ่งมีอยู่ไม่มากแห่งนัก หรือช่องโทรทัศน์ที่ออกทุนสร้างให้แต่แรก หรือตามงานพิพิธภัณฑ์และงานศิลปะเฉพาะกิจ ส่วนโอกาสฉายในโปรแกรมปกติของโรงหนังทั่วไปมีน้อยมากหรือไม่มีเลย ยกเว้นเครดิตของคน ๆ นั้นหนักแน่นมั่นคง และยาวนานมากพอจนเขาเห็นคุณค่าจัดงานรำลึก Retrospective ให้ (ก่อนตาย)

คนทำหนังทดลองมุ่งเน้นความสำคัญของจินตนาการ ความคิดเทคนิคใหม่ๆ ที่บุกเบิกและเสริมส่งการรับรู้โลกในอีกมิติหนึ่ง นี่อาจฟังดูนามธรรมลอยลมจับต้องไม่ได้ชัดเจน แต่คงต้องยอมรับกันว่าถ้อยคำหนึ่งๆ ทดแทนความหมายได้จำกัด โดยเฉพาะความหมายเรื่องรัก ๆ จากสายตาของสองคนมองกัน (เน่าสนิท) และเรื่องศิลปะที่ความรู้ต้องมาควบคู่กับความรู้สึก (อย่างหลังอนุญาตให้มาก่อนอย่างหน้าได้) ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หนังทดลองจำนวนมากเกี่ยวข้องกับ ภาวะการรับรู้ (Perception) และ องค์ประกอบของการเห็น (Element of Seeing) ทุกๆ อย่างตั้งแต่คำคมของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ฌอง-ลุค โกดาร์ (Jean-Luc Godard) ที่ว่า “หนังคือความจริง 24 เฟรมต่อวินาที” ล้วนมีผลในที่นี้ ภาวะการเห็นภาพติดตา (Persistence of Vision) ซึ่งมีอยู่ในทุกตัวคนช่วยทำให้ภาพนิ่งที่แตกต่างกันนิดหน่อยในเฟรมต่อเนื่อง กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวซึ่งดูราบรื่น

“มนต์วิเศษของภาวะตาเห็นเป็นหนัง” ที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์ ก่อไฟในคนทำหนังจนตกหลุมรักหัวปักหัวปำ ทำหนังจากแนวคิดนี้ออกมานับเรื่องไม่ถ้วนอย่างเช่น แวร์เนอร์ เนเคส (Werner Nekes) คนทำหนังทดลองตัวเอกที่หมกมุ่นทำหนัง (ซึ่งต้องใช้สื่อภาพเคลื่อนไหวถ่ายทอดเท่านั้น) หรือ ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ (Francois Truffaut) และ วิม เวนเดอร์ส (Wim Wenders) สองผู้กำกับซึ่งค่อนข้างเป็นที่รู้จักกันในแวดวงหนังนานาชนิด ทั้งสามเคยนำของเล่นภาพนิ่งหมุนด้วยมือ (เมื่อหมุนเร็วจะกลายเป็นภาพขยับได้เหมือนดูหนัง) ที่เรียกกันว่า โซโทรป (Zoetrope / ของจริงมีให้ดูที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ) มาใส่ไว้ในหนังอิงหนังของแต่ละคน โดย เนเคส ใส่ในหนัง Film Before Film ด้วยการทยอยโชว์ของเล่นดึกดำบรรพ์เกี่ยวกับภาพยนตร์นานาชนิด

เรื่อง The 400 Blows ทรุฟโฟต์ ใส่ในฉากของเล่นหมุนที่สวนสนุก เมื่อร่างของเด็กชาย อังตวน ถูกหมุนวนจนกลืนภาพกับชายคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลซึ่งก็คือตัว ทรุฟโฟต์ เอง สมกับความนัยของหนังซึ่งสร้างจากเค้าโครงชีวิตจริงของผู้กำกับสมัยเด็ก ส่วน เวนเดอร์ส ในหนังเรื่อง The American Friend นั้นมีฉากที่ลูกชายของพระเอกกำลังเล่นของเล่นหน้าตาประหลาด-ที่แท้ก็คือเจ้า โซโทรป นั่นเอง (แถมไม้กางเขน มอลตีส – Maltese Cross ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกวักหนามเตยฟิล์มของเครื่องฉายหนัง – ก็ได้ปรากฏเป็นของเล่นจำลองในอีกฉากหนึ่งด้วยเช่นกัน) และจะว่าไปแล้วเจ้าของเล่น Zoetrope ต้นกำเนิดหนังนี่แหละที่กลายเป็นชื่อบริษัทหนังของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า (Francis Ford Coppola)

จุดประสงค์ของคนทำหนังทดลองผู้เชื่อมั่นในวัสดุฟิล์มเป็นสรณะ ทำให้พวกเขาหลงใหลในการ “เอาตัวเป็นหนัง” (Becomes Film Oneself หรือ Filmself) ทำหนังซึ่งเป็นการวิพากษ์หนัง-วิพากษ์ตัวเองในสื่อ (Self- Reflexive Film) เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งสถาน แนวคิดนี้ใครริเริ่มก่อนก็ยากจะสืบสาวได้ชัด แต่ ฌอง-ลุค โกดาร์ ก็เป็นคนหนึ่งที่ชำนาญนักในการบอกคนดูให้รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังดูหนังอยู่ นอกจากนี้ก็ยังมี เควนติน ตารันติโน่ (Quentin Tarantino), เปโดร อัลโมโดวาร์ (Pedro Almodovar) ใน Matador, Women on the Verge of Nervous Breakdown, All about my Mother (ส่วนหนังอ้างอิงถึงหนังสยองขวัญเก่าๆ ของ ทิม เบอร์ตั้น (Tim Burton) อาทิ Ed Wood, Edward Scissorhands, Sleepy Hollow ไม่ถือว่าเข้าข่าย)

นั่นจึงไม่น่าแปลกที่คนทำหนังทดลองจะชอบแทรกและเน้นอาการต่างๆ อาทิ ภาพสะดุด ฟิล์มไหม้โหว่เป็นรู้ แถบฟิล์มเปล่าโปร่งแสง ฟิล์มทึบมืดสนิท ตัวเลขนับถอยหลัง 7…6…5…4…3…2 ที่อยู่ต้นม้วน ซึ่งปกติจะมีแต่คนฉายหนังหรือคนดูหนังกลางแปลงเท่านั้นที่ได้ดู แล้วยังมีการประกาศความเทียมแกล้งทำของผู้แสดงซึ่งๆ หน้าอีกเล่า (นอกจากหนังยุโรป หนังอิหร่าน แล้วหนังฮ่องกงอย่างหนัง โจวซิงฉือ ก็ชอบหันหน้ามาทักทายคนดูให้เห็นบ่อย) ความเป็นอดีตกาลหรือภาพลวงตาของสื่อหนังอาจถูกเปิดโปงออก หรือใช้กั้นไม่ให้คนดูมีอารมณ์ร่วม ประมาณละครเวทีสไตล์ แบร์โทลด์ เบรคชท์ (Bertolt Brecht)

เท่าที่ผ่านมาผู้อ่านคงพอจะมองภาพหนังทดลองได้คร่าวๆ คราวนี้เราจะมาลองจำแนกแจกแจงลักษณะกว้างๆ ของหนังทดลองดู ซึ่งไม่ควรใช้ยึดถืออย่างจริงจังเหมือนเป็นคำเฉลยข้อสอบ

อาการที่พบบ่อยของหนังทดลอง

1. วัสดุเหลือใช้ นำภาพบันทึกเหตุการณ์จริงเช่น ภาพหนังข่าว ภาพในห้องผ่าตัด ภาพประวัติศาสตร์สำคัญ ภาพถ่าพโฮมมูวี่จากสมาชิกครอบครัวมาใช้ หรือนำฟิล์มหนังเก่ามาตัดต่อใหม่ ตัวอย่างหนังดังเช่น Report ของ บรู๊ซ คอนเนอร์ (Bruce Conner) ซึ่งใช้ภาพข่าวทีวีเหตุการณ์ตอน จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ถูกยิงสังหารมาตัดแต่งให้เกิดความหมายใหม่ หรืองานของ มาร์ติน อาร์โนลด์ (Martin Arnold) ที่เลือกฉากไม่สลักสำคัญของหนังดังอย่าง To Kill a Mocking Bird (และหนังฮอลลีวู้ดเก๋ากึ๊กที่คนไม่ค่อยรู้จัก) มาบิดเบือนภาพเพื่อเสนอความหมายแตกต่าง (มีสามเรื่องฉายในงาน BEFF ปีที่ 2)

To Kill a Mocking Bird

งานกลุ่มนี้ใกล้กับศิลปะแนว Pop Art สมัยนี้งานวีดีโออาร์ตตามแกลเลอรี่หลายเรื่องทีเดียวที่ชอบเอาฉากในหนังเก่ามาตีความแตกใหม่ ซึ่งโชคก็มักตกอยู่กับหนังของ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก บ้าง หรือหนังอย่าง Taxi Driver บ้าง

2.มือทอง เขียนเส้นสีโดยตรงลงบนฟิล์ม หรือเปิดไฟบันทึกภาพเงาวัสดุทรงต่างๆ เช่น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม รูปทรงนามธรรมทั้งหลาย วัตถุ อวัยวะคนลงบนฟิล์ม ตัวอย่างเช่น งานของ ฮานส์ ริคช์เตอร์ (Hans Richter) เรื่อง Rhythym 21 (ร่วมฉายในงาน BEFF ปีที่ 2) งานของ ออสการ์ ฟิชชิงเงอร์ (Oskar Fischinger), ไวกิ้ง เอกเกลลิ่ง (Viking Eggelling) และงานหลายเรื่องของ สแตน แบร็คเกจ (Stan Brakhage) ที่เล่นเจิมสีละเลงเส้นสวยกันบนม้วนฟิล์มโดยตรง ทั้งฟิล์ม 35 มม. และ ฟิล์มไอแม็กซ์ (IMAX) หรือไม่ก็ทำงานอย่าง Mothlight ที่ใช้ปีกของแมลงกับกลีบดอกไม้พิมพ์ลงบนแถบฟิล์ม งานในกลุ่มนี้เป็นฝีมือของศิลปินที่มาจากสายจิตรกรรมเป็นส่วนใหญ่

3.กระทำชำเราฟิล์ม นำฟิล์มตากแสง หมักดิน หรือพิมพ์ฟิล์มซ้ำด้วยเครื่อง ออฟติคัล พริ้นท์เตอร์ (Optical Printer) ซักฟอกด้วยน้ำยา ทำเทคนิคพิเศษ กัดสี ลดสี ย้อมฟิล์มให้เก่าทำรอยขีดข่วนสารพัดแบบ ตัวอย่างนั้นมีเยอะในรายการของ MTV และหนังทดลองจำนวนมาก

4.เจ้าขุนมูลนาย จัดฉาก กำกับ ตัวละครแสดงบทต่างๆ ในลักษณะคล้ายหนังเล่าเรื่อง ประเภทดราม่า แต่ขณะเดียวกันอาจมีพล็อตเรื่องที่เหนือเหตุผล ค้านความจริง หรือมีทิศทางของหนังที่ไม่ต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น หนังของ เฮลมุธ คอสตาร์ด (Hellmuth Costard) เรื่อง Real Time (Echtzeit) ซึ่งหาวีดีโอดูได้ที่สถาบันเกอเธ่ หรือหนังของ ท็อดด์ เฮย์นส์ (Todd Haynes) เรื่อง Poison หนังในกลุ่มนี้มักแยกประเภทจากหนังอาร์ตทั่วไปได้ยาก เพราะนักวิจารณ์แต่ละสำนักชอบจัดแยกกลุ่มต่างกัน

5.ฝึกประสาทคนดู รบกวนภาพที่คนดูเห็นด้วยการลด-เร่งสปีดความเร็วภาพ เลื่อนภาพช้า ทำภาพกระตุก ทำภาพซ้ำซาก เคลื่อนไหวกล้อง เอียงกล้องอย่างแปลกๆ ผลงานเช่น Same Player Shoots Again หนังสั้น 12 นาที ของ วิม เวนเดอร์ส ที่รวบสรุปแก่นหนังแก๊งสเตอร์ไว้ในฉากๆ เดียว โดยจับภาพมาเฟียใส่เสื้อโค้ตมือถือปืนแต่เดินขากระเผลก ๆ เหมือนถูกยิงบาดเจ็บ ลากกล้องตามเป็นเวลานาน ๆ แถมยังวนภาพซ้ำๆ กลับไปกลับมา เทคนิควิธีพื้นๆ ชนิดนี้ถูกลอกเลียนในหนังทดลองมากมาย รายการทีวี และแน่นอน ในช่อง MTV

งานหนังของ แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) ก็ไม่น้อยหน้าใคร เขา ฝึกความอดทนภาคเร่งรัดให้กับคนดูหนัง ไหนจะแช่ภาพภาพเดียวให้ดูเป็นชั่วโมง ไหนจะพูดจาไร้สาระ วกวนไปมา เนื้อเรื่องไม่มีทิศทาง จงใจบันทึกเสียงด้อยคุณภาพ โชคร้ายหรือเปล่าที่ชื่อของ วอร์ฮอล กลายเป็นนามคลาสสิคที่หลายคนต้องมีบุญมีกรรมร่วมกันไปอีกนาน

6.ข้ารู้ นำตำนาน เรื่องราวที่รู้จักกันดี เช่น พระเยซู, เจมส์ บอนด์, มาริลีน มอนโร, ฮิตเลอร์ มาตีความใหม่ด้วยกระบวนการและเทคนิคหลายหลาก ผสมคนแสดง อนิเมชั่นทั้งลักษณะสมจริงหรือตรงกันข้าม หรือทดสอบทฤษฎีแนวคิดเกี่ยวกับการดู การเห็น (Perception ที่กล่าวไปแล้ว) หรือ ระบบความคิด (Thoughts) ตัวอย่างเช่น Lagado หนังความยาว 80 นาที ของ แวร์เนอร์ เนเคส, งานยุคหลังทศวรรษ 80 ของ ฌอง-ลุค โกดาร์, หนัง The Garden ของ ดีเรค จาร์แมน หรือ The Falls กับ A TV Dante ของ ปีเตอร์ กรีนอเวย์ (โดยเฉพาะหนังสั้นยุคแรกๆ) และงานวีดีโออาร์ต Making Out in Japan ของ เจเน็ท เมียเวอเตอร์ (ฉายในงาน BEFF ปีที่ 2 ด้วยเช่นกัน) ซึ่งอาจสนุกถ้าจะเทียบงานของคุณ เจเน็ท เข้ากับงานเพ้นท์เลียนลายการ์ตูนของ รอย ลิคช์เต้นชไตน์ (Roy Lichenstein) ที่ชอบนำความดาษดื่นสาธารณ์เชิง Pulp มาเน้นเป็นงานศิลปะ

Lagado

7.ข้าเห็น ทำเรื่องใกล้ตัว ความวิตกจริตบางชนิดเช่นเรื่องความอ้วน ความสวย โรคช่างจดช่างจำ หรือพยายามถ่ายทอดความสำคัญของการมอง โดยมองหาความกำกวมในธรรมชาติของสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ งานกลุ่มนี้อาจให้เวลากับ ผลส้มเพียงผลเดียว กระจกบานหนึ่ง หรือ ถ่ายภาพเงาแสงสะท้อนของวัตถุหรือคนให้เห็นเป็นภาพเชิงนามธรรม โดยไม่ใส่ใจว่างานต้องมีรูปแบบ โครงสร้าง ความหมายสัญลักษณ์ที่ต้องตีความแต่อย่างใด

ผลงานตัวอย่างก็มี การทาบเงาคนซ้อนทับหลายชั้นลงบนกระจกเรื่อง Kaskara ของ ดอเร่ โอ. เนเคส (Dore O. Nekes), บรรยากาศขับรถแสนวังเวงประกอบเพลงป็อปร็อคใน Alabama ของ วิม เวนเดอร์ส และหนังนามธรรมบางเรื่องของ ดีเรค จาร์แมน (อ่านคุณสมบัติร่วมบางจุดของข้อ 10. พูดจาภาษากวี) แต่ถ้าตกแต่งหนังให้มีความเป็นดราม่ารุนแรงเกินจริงขึ้นไปอีก ก็จะได้ฉากโกนหนวดอาบเลือดใน The Big Shave ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ (Martin Scorsese) หนังสั้นเรื่องนี้ได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังทดลองที่บรัสเชลล์ด้วย

Kaskara

8.ข้าเป็น คือภาวะการดูหนังทดลองเรื่องหนึ่งๆ ซึ่งจัดระบบการฉายชนิดพิเศษ เช่น ฉาย 3 จอ (หรือมากกว่านั้น) โดยฉายภาพแตกต่างกัน หรือมีกิจกรรมการแสดง Performance สดๆ ประกอบ หรือคนทำหนังถ่ายหนังเรื่องหนึ่งของตนเพิ่มเติมในแต่ละครั้งตามเมืองที่นำหนัง (เรื่องนั้น ๆ) ตระเวนไปฉาย ทำให้หนังเรื่องเดียวกันนี้ยาวออกไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคำว่าจบสมบูรณ์ หรือหนังเรื่อง Pocket Cinema ที่เคยฉายในเทศกาลหนังร็อตเตอร์ดัม โดยคนดูเวียนรับเครื่องมองภาพเล็กๆ ซึ่งมีฟิล์มความยาว 1 นาที ให้ส่องแสงจากจอหนังดูและส่งผลัดกันไปจนครบ 100 คน รวมเวลา 100 นาที เวลาประมาณเท่ากับการดูหนังเรื่องหนึ่ง

9.จิตวิเคราะห์ ถ่ายทอดความฝันซึ่งดูเหมือนไร้เหตุผล แต่เมื่อพยายามวิเคราะห์ก็อาจจะได้บทวิเคราะห์ทางจิตวิทยาบางประเภท (ที่ไม่จำเป็นต้องสรุปตายตัวเสมอไป) แม้หนังจะถ่ายจากผู้แสดงจริงๆ หรือมีเค้าโครงเรื่องให้จับต้องได้ก็ตาม เรื่องราวมักถูกนำเสนอเป็นนัยในเชิงสัญลักษณ์ความหมายซ้อน ผลงานเช่นหนังของ ฟิลิปป์ เฟอร์นานเดซ (Philippe Fernandes) เรื่อง Conte Philosphique (La Caverne), หนังสั้นของ ออร์สัน เวลส์ (Orson Welles) เรื่อง The Hearts of Age หนังสั้นเรื่องแรกๆ ของ เดวิด ลิ้นช์ (David Lynch) และผลงานหนังของ มายา เดอเรน (Maya Deren) ซึ่งนำขบวนโดยเรื่อง Meshes of the Afternoon (ทุกเรื่องฉายในงาน BEFF ปีที่ 2)

Meshes of the Afternoon

Meshes of the Afternoon เป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่ง ที่สร้างชื่อให้กับ มายา เดอเรน อย่างมาก ควบคู่กับหนังอย่าง At Land และ Ritual In a Transfigured Time การที่เธอนำแสดงในหนังของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ทำให้เราคุ้นหน้าเธอมากกว่าคนทำหนังทดลองคนอื่นๆ ด้วยดวงตาโต ผมดัดสั้นและบุคลิกมาดมั่น ช่วยเสริมสร้างภาพพจน์ความเป็นนักรณรงค์คนสำคัญให้กับศิลปะหนังทดลอง ครั้งหนึ่งในงานสนทนาโต๊ะกลมของนิตยสาร Film Culture เธอเคยจี้ให้ เฮนรี่ มิลเลอร์ (Henry Miller) และ ดีแลน โธมัส (Dylan Thomas) สองนักเขียนดัง (ที่สนใจหนังทดลองมาก) ทะเลาะกับเธอมาแล้วในประเด็นความเป็นกวีของหนัง พื้นเพความสนใจในด้านเต้นรำทำให้ลีลาหนังหลายเรื่องของเธอพลิ้วไหว ข้ามจังหวะเวลาเรื่องความตาย ตัวตนของผู้หญิง สัญลักษณ์ เช่น มีด ดอกไม้ กระจก เงาในชุดดำ และกุญแจกลมกลืนไปอย่างแนบเนียน กับการตีความทางจิตวิเคราะห์ที่สังคมตะวันตกรับมาเต็มๆ จาก ฟรอยด์ (Sigmund Freud) และ คาร์ล ยุง (Carl Jung) ลองเปิดเพลง Solitude Standing ของ ซูซานน์ เวก้า (Suzanne Vega) ฟังดู ผมสันนิษฐานว่าความน่าจะเป็นมีสูงมาก ๆ ว่า ซูซานน์ เธอคงรู้จักหนัง Meshes of the Afternoon เป็นอย่างดี

Solitude standing

Solitude Stand by the window

She turns her head as I walk in the room

I can see by her eyes she’s been waiting

Standing in the slant of the late afternoon

And she turns to me with her hand extended

Her palm is split with a flower with a flame

……. And I’m struck once again by her black silhouette

By her long cool stare and her silence

10.พูดจาภาษากวี หนังประเภทนี้อาจจัดอยู่ก้ำกึ่งระหว่างประเภท ข้าเห็น และ จิตวิเคราะห์ คนทำหนังประเภทนี้ไม่ต้องการความคิด หรือคำอธิบายเป็นเหตุเป็นผล พวกเขาใส่ใจกับภาพในจินตนาการเชิงนามธรรม หรือภาพชีวิตประจำวันที่แฝงมิติซ่อนนัยยะต่าง ๆ ในเชิงกวี บ้างมีการเรียงร้อยจังหวะภาพให้ล่องลอยเหมือนฝัน บ้างมีข้อต่อที่คล้ายผิดประหลาดแต่ดูใช่ ภาวะการรู้เห็นสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือสิ่งที่พ้นสัญชาตญาณการรับรู้ของคนทั่วไปเป็นสิ่งที่คนทำหนังกลุ่มนี้หมกมุ่น แต่ส่วนใหญ่แล้วคนกลุ่มนี้จะไม่ศรัทธาในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ และยืนยันว่าศิลปะที่แท้จริงนั้นอยู่เหนือการตีความเชิงสัญลักษณ์ ซ้ำยังอาจตำหนิว่าเหล่าคนที่เขียนตำราวิชาการเทือกนั้น ก็เป็นเพียงคนขี้ขลาดที่ยึดเหนี่ยวเพียงหลักการแคบ ๆ เพื่อไต่เต้าตำแหน่งหน้าที่

ตัวอย่างของหนังกลุ่มนี้ก็เช่น Valse Triste หรือ Take the 5:10 to Dreamland ของ บรู๊ซ คอนเนอร์ หรือ The Last of England กับ In the Shadow of the Sun และหนังสั้น Art of Mirrors ของ ดีเรค จาร์แมน, Fata Morgana กับ Lessons of Darkness ของ แวร์เนอร์ แฮร์โซก (Werner Herzog), หนังสั้นเรื่อง Windows กับThird World ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล รวมทั้ง The Mirror ของ อังเดร ทาร์คอฟสกี้ (Andrei Tarkovsky) และหนังสั้นบางเรื่องของ ศะศิธร อริยะวิชา ก็อาจถือว่าเข้าข่าย

11.เรียงความปราศจากเส้นบรรทัด แนวหนังประเภทนี้ก็มีอิสระแยกย่อยมากพอตัว ลีลาของหนังอาจก้ำกึ่งอยู่ระหว่างการร่ายบทกวี กับการเขียนบทความ (หนักไปทางอย่างหลัง) มันมักจะผสมหนังของหนังกึ่งสารคดี ประกอบด้วยการสัมภาษณ์ จัดฉากแสดง ผสมภาพคลิปตัวอย่างเพื่อการสาธิตประเด็นอย่างใดอย่างหนึ่ง บางครั้งเป็นประเด็นที่กินความกว้างขวางเข้าใจได้ยาก จึงต้องแอบใช้จินตนาการเปรียบเปรยเชิงกวี ซึ่งให้อิสระในก้าวข้ามประเด็นไปมา แต่รวมความแล้วหนังประเภทนี้มักอ้างอิงหลักฐานความจริง ประวัติศาสตร์ ข้อมูลจริง (แม้จะไม่มุ่งพิสูจน์หักล้างเชิงเหตุผลเช่นหนังสารคดีทั่วไปก็ตาม)

ผลงานเหล่านี้มักเหลื่อมกับพรมแดนของหนังอาร์ตบางเรื่องเช่น Histoire (s) du Cinema ของ โกดาร์ และผลงานที่เขาจับคู่สร้างกับ Anne Marie-Mieville ซึ่งคล้ายหนังวิพากษ์การทำหนัง-การสัมภาษณ์รายงานข่าว-การแสดง เช่น Numero Deux กับ Ici et Ailleurs, The Patriot ของ อเล็กซานเดอร์ คลูเก้อ (Alexander Kluge) หรือ From the Journals of Jean Seberg ของ มาร์ค แรพพาพอร์ต (Mark Rappaport) รวมถึง Sans Soleil (Sunless), The Last Bolshevik หรือ The Lovely Month of May (Le Joli Mai) ของ คริส มาร์แกร์ (Chris Marker), Blight ของ จอห์น สมิธ (John Smith) และ Persistence ของ แดเนี่ยล ไอเซนเบิร์ก (Daniel Eisenberg) ซึ่งเป็นอดีตอาจารย์ของ อภิชาติพงศ์ (สองเรื่องหลังร่วมฉายในงาน BEFF ปีที่ 2)

ทั้ง 11 ข้อนี้ให้ถือเป็นการแยกแยะอย่างหยาบๆ เท่าที่สติปัญญาจำกัดของผมอำนวย ซึ่งแน่นอนคงต้องมีผิดพลาดตกหล่นไปบ้าง หากเทียบเคียงกับหลักสูตรมาตรฐานของสถาบันต่าง ๆ (ไหนจะงานประเภท Video Art ที่แยกย่อยเกี่ยวข้องกันอีก) อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าคุณสมบัติบางข้อนั้นไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด หนังทดลองมีพื้นที่กว้างพอที่จะเกิดการคลี่คลาย นอกเหนือการตีความทางเหตุผล หรือทฤษฎีหนังสูตรสำเร็จต่างๆ คนดูหนังไม่ควรจะยึดมั่นกับระบบวิเคราะห์สัญลักษณ์จำพวกหมวก 6 ใบ หรือกฎเกณฑ์ในความ “เป็นหนังทดลอง” มากเกินไป หาไม่แล้วคงเถียงกันจนตายไปข้างว่า หนังเรื่องไหนของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล จัดเข้าข่ายเป็นหนังทดลอง หรือถ้าไม่ใช่ ควรจะเรียกว่าประเภทอะไรกันแน่ (แต่ที่แน่กว่า และยุ่งหนักกว่าก็คือ คนทำหนังหลายคนไม่ชอบถูกเรียกว่าเป็นนักทำหนังทดลอง – ปัดโธ่ อะไรกันนักหนา)

สำคัญที่สุดคือ จำเป็นอย่างมากที่ทุกคนควรพยายามดูหนังทดลองให้มากที่สุด ก่อนจะพยายามให้คำจำกัดความใด ๆ เพราะหน้าตาของหนังทดลองแต่ละเรื่องอาจแตกต่างกันมาก และการที่หนังทดลองส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจในการเล่าเรื่อง ย่อมหมายความว่าทั้งรูปลักษณ์และแนวคิดของมันนั้น ต้องใช้การสัมผัสกับของจริงเท่านั้นจึงจะนึกภาพออก ป่วยการพยายามอธิบายเป็นคำพูด เพราะมันต่างจากศิลปะแขนงอื่น ๆ ที่ใช้ตัวอักษร หรือคลื่นเสียง หรือทัศนศิลป์ (Visual Art) แนวอื่น ๆ

แทนที่จะกล่าวโทษหนังก่อนโทษตัวเอง ข้อไม่ควรลืมก็คือ การดูหนังแนวนี้อิงเข้าหาความคิดความเข้าใจและผัสสะทางศิลปะแบบเฉพาะ การจะชื่นชมงานชนิดนี้ให้ได้เต็มที่ อาจจะต้องฝักใฝ่หาวิธีการอีกแบบ พร้อมกับใช้ตาดวงใหม่สำรวจโลก เพราะศิลปินมักมีดวงเนตรแอบอื่นที่ไม่ได้มองดูโลกในมุมเดียวกันกับเรา ๆ ท่าน ๆ

ในอุดมคติของการไปสู่จุดแสดงออกแบบไร้ขีดจำกัด นอกจากคนทำหนังทดลองจะชอบละเลยภาระการเล่าเรื่องแล้ว ยังชอบหันไปเน้นการแสดงภาพจินตนาการ แก่นความคิด และอารมณ์พลิ้วแพรวชนิดต่างๆ ด้วยเหตุนี้เองคนทำหนังหลายคนจึงมีไอเดียเพียงคร่าว ๆ ไม่ยึดติดตายตัวกับบทภาพยนตร์ อันที่จริงหนังกลุ่มนี้มักไม่มีบทหนังเป็นชิ้นเป็นอันเสียด้วยซ้ำ นี่ยังไม่นับสตอรี่บอร์ด ซึ่งน้อยคนมักจะใส่ใจวาดกันขึ้นมา (แน่นอนว่ามีข้อยกเว้น เช่นหนังในงาน BEFF เรื่อง Asphalto จากฟินแลนด์ ซึ่งเป็นหนัง 35 มม. บันทึก เสียงระบบดอลบี้นำรถยนต์มาชนกันพังย่อยยับ ตัดเสื้อผ้าแปลกๆ ทำจากยางรถยนต์ให้นางแบบเซ็กซี่ใส่ ซึ่งอาจกลายเป็นหนังราคาแพงกว่า Crash ของ เดวิด โครเนนเบิร์ก ไปได้โดยไม่ตั้งใจ)

แต่อย่างไรก็ตามหนังทดลองที่แท้ไม่ได้เกิดจากความคิดเปะปะไร้จุดหมาย คำเรียกชื่อ “หนังทดลอง” เป็นเพียงชื่อที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก เมื่อเริ่มแรกยุคทศวรรษ 20 มันเคยถูกเรียกว่าหนัง Cubist Film บ้าง Abstract Film บ้าง นิยมเรียกรวมว่า อวอง-การ์ด (Avant – Garde) คำภาษาฝรั่งเศสหมายถึง ล้ำยุค ซึ่งปัจจุบันบางเรื่องโชคดีคนดูตามทัน ไม่ล้ำนำยุคต้องเหงากันอีกต่อไป (ซึ่งถือเป็นเรื่องดี) ส่วนอีกหลายเรื่องก็กลับกลายเป็นหนังเชยตกยุคทนดูไม่ไหวอีกแล้ว (ถือเป็นเรื่องเข้าใจได้) บ้างถูกเรียกว่าเป็นหนังดาด้า ตามลัทธิดาด้า (Dadaism) หรือหนังเซอร์เรียลลิสท์ (Surrealist Film) ตามความคิดที่เคยทรงอิทธิพลมากในวงการศิลปะทุกแขนงของฝรั่งเศส (มันมีศูนย์บัญชาการในปารีส, เบอร์ลินและมีสาขากระจายทั่วยุโรป) และต่อมาเมื่อหนังประเภทนี้ระบาดในอเมริกาก็เช่นเดียวกับการนำเข้าสินค้าหรือวัฒนธรรมชนิดอื่นๆ ในนิวยอร์ค ตั้งแต่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองลงมาก็อาจเรียกว่า หนังใต้ดิน (Underground Cinema) หรือหนังอเมริกันรูปแบบใหม่ (New American Cinema)

ในบรรดาชื่อต่างๆ ที่ใช้เรียกหนังทดลองกลับหาความลงตัวเหมาะสมได้ยาก ครั้นจะตั้งชื่อใหม่ว่า “หนังต่างมิติ”, “หนังของนักค้นคว้า” อะไรเทือกนั้นก็อาจเพิ่มความสับสนมากขึ้นไปอีก คงต้องเรียกรวมๆ ว่า หนังทดลอง ตามน้ำไปคงจะเหมาะสมสุด แม้จะชวนให้ไขว้เขวไปว่าเป็นเพียงหนังของเด็กที่ทดลองฝึกหัดทำหนัง เป็นมือใหม่ซึ่งยังไม่แม่นในการใช้ภาษาภาพเล่าเรื่อง ชักจูงอารมณ์คนดูไม่เป็น หรือรังแต่จะสร้างภาพแปลกๆ บ้าๆ บอๆ เข้าไว้ อะไรก็ได้ให้ดูไม่มีเหตุผลที่สุดจึงจะนับเป็นงานของศิลปิน

ความเหลวแหลกเหล่านั้นทำให้หนังทดลองหมดท่าไปจริงๆ อาจฟังดูหยาบคายที่ผมจะเขียนว่า แม้แต่ผู้อบรมเรียนทำหนังทดลองเองก็ยังมีความเชื่อผิดๆ แต่นั่นคือความเป็นจริง มันไม่ง่ายที่ทำให้ภาพที่ดูไม่เป็นเหตุเป็นผล ดูแล้วถูกตรรกะพิกลในโลกของมันเอง ให้เป็นเหมือนฝันพิลึกที่ส่องความหมายสะท้อนกลับมาหาโลกความจริงได้ดีในบางแง่ (มากกว่าที่จะพยายามถ่ายทอดภาพความจริงของแท้) หนังเซอร์ เรียลลิสท์ Un Chien Andalou ของหลุยส์ บุนเยล (Luis Bunuel) และจิตรกร ซัลวาดอร์ ดาลี่ (Salvador Dali) พิสูจน์ความจริงข้อนี้ได้

คำว่าหนังเซอร์ๆ ที่ใช้กันเกร่อในเมืองไทยไม่ใช่ความหมายเดียวกับคำ “เซอร์เรียลลิสท์” ซึ่งถือกำเนิดจากกลุ่มปัญญาชนคนชั้นกลางเมื่อต้นทศวรรษ 20 ที่ปฏิเสธค่านิยมและจริตสังคม โดยการส่งเสริมภาพความคิดใต้สำนึกหลุดกรอบที่กวนโทสะคนอย่างเจ็บแสบ นำเรื่องคอขาดบาดตาย เรื่องเพศ ความรัก แรงปรารถนา ตำนาน ผสมผสานกับเรื่องล่อแหลมทางศาสนา ยำเข้ากันอย่างไร้เหตุผล มีทั้งรสโรแมนติก ปริศนาลึกลับ โหดร้าย และมีอารมณ์ขันเฉพาะในเวลาเดียวกัน งานภาพเขียนของศิลปินยุโรปอย่าง มักซ์ แอรนสท์ (Max Ernst), มากริตต์ (Magritte), โจอัน มีโร (Joan Miro), งานเขียนของ อังเดร เบรอตง (Andre Breton), ปอล เอลูอาร์ด (Paul Eluard) หรืองานละคร-เขียนบทหนังของ อันโตนิน อาร์โตด์ (Antonin Artaud) กับหนังของ หลุยส์ บุนเยล (Luis Bunuel), จอร์จ ฟรังจู (Georges Franju), แฌร์แมง ดูลัค (Germaine Dulac) และ ฌอง ค็อคโต (Jean Cocteau / งานของสองคนหลังนี้กลุ่มเซอร์เรียลลิสท์แท้ๆ ไม่รวมเข้าพวก)

กว่าหนังทดลองจะพิสูจน์ตนเองได้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการทดลองทำหนัง ปัญหาเดิม ๆ ก็ยังจะเวียนว่ายมาถามไถ่ต่อไปไม่รู้เบื่อ คนๆ หนึ่งจะทดลองทำหนังเป็นเวลา 20-30 ปี หรือมากกว่านั้นได้อย่างไรในเมื่อ แวร์เนอร์ เนเคส, สแตน แบร็คเกจ, เคล้าส์ วีบอร์นี่ (Klaus Wyborny) ต่างปักหลักเลือกที่จะทำหนังทดลองเท่านั้น โดยแน่วแน่ไม่ยอมไปทำหนังแนวอื่น พวกเขาไม่ใช่คนประเภทที่จำใจอยู่ เพราะไม่มีที่ทางในระบบธุรกิจ (ต่างจากคนทำหนังอิสระอินดี้ทั้งหลายที่พร้อมจะเข้าระบบถ้ามีโอกาส) แต่เพราะพวกเขาเลือกแล้วในทางเดินชีวิตว่าจะทำหนังซึ่งตอบตรงใจกับทิศทางตัวเอง มีพอกินพอใช้จากหนังและการสอนเรียน

อาจฟังดูโรแมนติคมากไปสักหน่อยที่จะพูดว่า คนทำหนัง หรือศิลปินทั้งตัวจริงตัวปลอม (ถ้ากระดากจะเรียกศิลปิน อนุญาตให้เรียกคำแรกได้) ร้อยทั้งร้อยล้วนเชื่อในพรสวรรค์ตัวเองลักษณะประมาณว่าเป็นผู้มีตาทิพย์สามารถมองเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติ มีมุมมองพิเศษต่างออกมา ซึ่งคนทั่วไปมองไม่เห็น มองข้ามไป หรือ รู้สึกได้ แต่ถ่ายทอดไม่ได้ และแม้คนส่วนใหญ่อาจปรามาสว่า หนังทดลองเหล่านี้หมกมุ่นในเรื่องส่วนตัวหรือมุ่งเสนอความอัปลักษณ์ รุนแรงกว่าที่สังคมจริง ๆ เป็นก็ตาม ร้อยทั้งร้อยของคนทำหนังหัวแข็งก็จะยังกล่าวว่าพวกเขาทำงานด้วยจิตใจรักดีที่มุ่งสร้างสรรค์มากกว่าทำลาย บางรายอาจกล่าวว่า ตัวข้าทำหนังเพื่อตอบสนองเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของพระเจ้าเอาเสียด้วย เขียนมาถึงตรงนี้ผมหวังว่าคนอ่านคงไม่อ้วกไปเสียก่อน และคงจะนึกถึงตัวอย่างศิลปินคนอื่นๆ ได้บ้าง นอกจากสองศิลปินใหญ่ ในชุดยูนิฟอร์มอนุรักษ์ไทยซึ่งเคยเป็นคู่หูคู่ฮาประจำจอตู้อยู่พักหนึ่ง

นั่นคืออีกหนึ่งเหตุของการกำเนิดคำถาม “อะไรคือศิลปะ ? ” ซึ่งจะไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์พร้อมไปได้อีกนานแสนโลกดับ ผมเดาเอาเองว่าคุณคงต้องทำใจเชื่อในหน้าที่อันสูงส่งกินไม่ได้ของศิลปะตามที่ผมพล่ามมาไปพลางๆ ก่อน มิฉะนั้นคุณคงต้องทรมานใจอีกนาน

แน่นอนว่ามีความเสี่ยงอยู่บ้างในการให้อภิสิทธิ์ศิลปินมากเกินไป ถึงระดับที่อยากทำอะไรก็ทำได้ จนมองข้ามจริยธรรมความเห็นของคนในสังคม ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ไม่แต่เฉพาะในงานศิลปะ ทว่ามันอยู่ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการดำรงชีวิต เราอาจแอบหวังได้บ้างหรอกว่าศิลปะควรเข้าหาคนในวงกว้างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่มันจะยุติธรรมหรอกหรือที่จะกำหนดให้มันติดแหงกอยู่ในเขตจำกัด ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า จะทำอะไรแปลกใหม่ก็ถูกโจมตีว่าบ๊องบวม ครั้นหัดออกเสียงเรียนภาษาไม่คุ้นหูก็ถูกมองว่ากระแดะ ก็ถ้ามนุษย์หินจะก้าวพัฒนาแล้วยังกลัวการเอาหินมาขัดก่อจุดฟืนไฟ ฤารออีกกี่ชาติกว่าจะได้โคมไฟชนิดต่างๆ ในปัจจุบัน

พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่างานของช่างฝีมือที่อยู่เบื้องหลัง Deep Blue Sea, God Told Me To, The Blairwitch Project, House of Wax หรือ The Truman Show จะต้องไม่มีวันสร้างผลงานสำคัญกว่างานประเภทที่มีตัวตนศิลปินฉายส่อง อย่าลืมว่าผมกำลังพูดถึงความจริงใจ และความซื่อสัตย์ที่จะบันทึกจินตนาการเฉพาะถิ่นข้าบ้าเอง นักวิจารณ์และคนดูหนังอาจก้าวตามงานบางเรื่องไม่ทันในวันนี้ แต่หนังล้ำยุค (อวอง-การ์ด) อาจจะดักรอที่สามแยกข้างหน้า รอโลกให้ไล่ตามทันกันในที่สุดด้วยปัญญาวิวัฒน์

หมายเหตุ: แก้ไขปรับปรุงใหม่จากบทความ “รอยยิ้มของจูเลีย” ที่เคยตีพิมพ์ในสูจิบัตรงานภาพยนตร์ทดลอง BEFF ปีที่ 2/1999

อ่านบทความแล้วอยากลองของดูหนังทดลอง ขอเชิญร่วมงาน เทศกาลภาพยนตร์ทดลองกรุงเทพฯ ครั้งที่ 4

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s