a trick of the light : a place for cinephiles

The Professionals : เรื่องส่วนตัวกลั้วการเมือง

  โดย Jesse James

                ในบรรดาหนังคาวบอยยุค 60’s ทั้งหมดทั้งมวล เราอาจแบ่งตามแนวคิดทางการเมืองที่แสดงออกภายในเรื่องว่า จัดอยู่ฝ่ายใด ซ้ายหรือขวา

                หนังขวาจัดตกขอบอย่าง High Noon เป็นหนังคาวบอยที่ถูกนำมาอ้างอิงถึงทุกครั้ง เมื่อกล่าวถึงหนังที่แสดงภาวะทางการเมืองของอเมริกาในยุคสมัยของมันได้อย่าง “ตีแสกหน้า” มากที่สุดเรื่องหนึ่ง (นับเป็นหนังคาวบอยเรื่องแรก ที่เปิดศักราชให้เกิดการตีแผ่การเมืองบนแผ่นฟิล์มในหนังคาวบอยในยุคต่อ ๆ มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค 60’s)

                กลุ่มผู้ร่วมสมัยกับ คอมมิวนิสต์ และ นักล่าคอมมิวนิสต์ปลายยุค 40’s ต่อต้น 50’s  มอง High Noon ในฐานะหนังคาวบอยที่แสดงความหวาดกลัวต่อ “ภัยแดง” ในยุคสมัยดังกล่าวประชาชนตาดำ ๆ ที่หวาดกลัวกลุ่มนักเลงซึ่งบุกเข้าเมืองเพื่อล้างแค้นนายอำเภอใจเพชรอย่าง

แกรี่ คูเปอร์ ซึ่งยืนหยัดต่อสู้เพียงลำพัง หลังจากชาวบ้านปฏิเสธให้ความช่วยเหลือ ในหนังผู้ชมจะเห็นนายอำเภอวิ่งไปมาทั่วหมู่บ้านเพื่อขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน

                ผ่านไปยี่สิบปี  ในม่านควันของกัญชาและเสียงเพลงโฟล์กขับขานลอยลม ฝูงชนผมยาวชุมนุมกันในที่สาธารณะเพื่อถกเถียงและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเผ็ดร้อน .. โดยเฉพาะ ต่อกรณีสงครามเวียดนาม  High Noon ถูกนำมากล่าวอ้างถึงอีกครั้งในฐานะหนังแสดงจุดยืนของมวลชนต่อสงครามเวียดนาม นั่นคือ “เรื่องของชาวบ้านเขา เราไม่เกี่ยว”

                ยุค 60 ‘s คาบเกี่ยวกับทั้งคอมมิวนิสต์ และ สงครามเวียดนาม

                หนังคาวบอยจึงเป็นกลไกใหม่ของกลุ่มผู้สร้าง หรือกระทั่งนักแสดงขาใหญ่ เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองของตน

                Rio Bravo! ของ จอห์น เวย์น ขาใหญ่สนับสนุนอเมริกาอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ในเรื่องสงครามเวียดนาม สร้างเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อตบหน้า High Noon และ แกรี่ คูเปอร์ อย่างจัง !!

                 เวย์น และลูกทีม (ประกอบไปด้วย ดีน มาติน และริคกี้ เนลสัน) รับมือกับกลุ่มโจรซึ่งบุกเข้ามายังหมู่บ้านโดยปฏิเสธความช่วยเหลือจากชาวบ้าน เพราะในสายตาของพวกเขา ชาวบ้านเป็นเพียงมือสมัครเล่น ปล่อยให้ตัวจริงอย่างพวกพี่รับผิดชอบดีกว่าน้อง !!

                หากมวยคู่นี้นับว่าถูกคู่อย่างยิ่ง และทั้งสองเรื่องต่างกลายเป็นหนังที่ดีไปในคนละเส้นทาง High Noon ยอดเยี่ยมในแง่ของความคลาสสิคและกลิ่นอายการเมืองตลบอบอวล

ขณะที่ Rio Bravo! เป็นหนังจอห์น เวย์น ที่สนุกสนานและเมามันที่สุดเรื่องหนึ่ง

                ปี 1966 หนังเรื่องคาวบอยเรื่องหนึ่งออกฉาย แม้หน้าหนังจะดูเป็นหนังในกลุ่มชายหนุ่มมือฉมังรวมตัวกันเพื่อทำภารกิจ ตามแบบฉบับหนังคาวบอยยุคหลัง “เจ็ดสิงห์แดนเสือ” ทว่าเนื้อใน หนังคาวบอยเรื่องดังกล่าวกลับพุ่งไปที่ประเด็นการเมืองซึ่งเดือดระอุอยู่ในทั่วทุกมุมโลกในขณะนั้น

                The Professionals คือหนังเรื่องนั้น และเป็นหนังที่มีฉากหลังเกี่ยวพันกับขบวนการปฏิวัติเม็กซิโก

                ย้อนกลับไปมองโลกในช่วงสิบปีก่อนหน้าหนังเรื่องนี้จะออกฉาย เกิดการปฏิวัติครั้งสำคัญซึ่งก่อให้เกิดการปฏิวัติรูปแบบใหม่ขึ้นในประเทศโลกที่สามหลายแห่ง

                ปี 1959 เกิดการปฏิวัติคิวบา นำโดย ฟิเดล คาสโตร และชายหนุ่มอดีตนักศึกษาแพทย์ชื่อ

เช กูวารา  พวกเขาทำการปฏิวัติประเทศภายใต้การจัดการกองกำลังแบบกองโจร เพื่อสกัดและโจมตีทหารของรัฐบาลเผด็จการ

                คาสโตร และ เช ทำสำเร็จ คนแรกกลายเป็นผู้นำของประเทศคิวบานับแต่นั้น ขณะที่คนหลังกลายเป็นตำนานที่ปรากฏอยู่ท้ายรถสิบล้อและศิลปินเพื่อชีวิตบูชาเขาเยี่ยงเทพเจ้า

                วลีอมตะ “เช ยังไม่ตาย” กึกก้องอยู่ในหูของหนุ่มสาวร่วมสมัยดังกล่าว

                ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๖ เดือนตุลาคม นักศึกษาและปัญญาชนหลายแสนคนทำให้ วลี

“เช ยังไม่ตาย” โด่งดังไปทั่วทุกสารทิศ และกลายเป็นวาลีอมตะในที่สุด

               

                กลับมาที่ The Professionals ….

                ลี มาวิน และ เบิร์ท แลงคาสเตอร์ เป็นดาราใหญ่ของฮอลลีวูดในแนวหนังคาวบอยทั้งคู่  

คนแรกโด่งดังจากบทตัวร้ายในเรื่อง The man who shot liberty valance ประกบ จอห์น เวย์น และ เจมส์ สจ๊วต รวมทั้งได้รับออสการ์จากหนังคาวบอยอย่าง Cat Ballou  ขณะที่คนหลัง ดังจากบทนายอำเภอใจสิงห์ ไวแอท เอิร์พ ใน Gunfight at O.K. Corral ประกบเคิร์ก ดักลาส

                ดาราใหญ่อีกคน แจ๊ค พาแลนซ์ วายร้ายตลอดกาลจากหนังคาวบอยอมตะเรื่อง Shane รับบทเป็น จีซุส ราซ่า ขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งกำลังซ่องสุมกำลังพลและอาวุธเพื่อทำการปฏิวัติเม็กซิโก เนื้อเรื่องของหนังแสนจะธรรมดาทั่วไป กลุ่มตัวเอกซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนงรวมตัวกันเพื่อทำภารกิจอะไรบางอย่างให้สำเร็จ และแน่นอนต้องเป็นภารกิจที่ยาก ทั้งเจาะจงว่าต้องเป็นพวกเขาเท่านั้น .. สำหรับเรื่องนี้ ภารกิจคือ การไปช่วยตัวประกันหญิงสาวจากวายร้าย จีซุส ราซ่า ถึงรังโจรในเม็กซิโก

                แน่นอนว่ากลุ่มพระเอกมีเพียงหยิบมือเดียว (ในเรื่องนี้มีสี่คน) ขณะที่ผู้ร้ายเป็นฝูง (ในหนังระบุว่าราซ่า มีลูกน้อง 50 คน) การต่อสู้จึงไม่ใช่แบบเดินหน้าฆ่ามัน แต่เป็นการวางแผนอย่างแยบยล เพื่อบุกเข้าประชิดและชิงตัวประกันออกจากอ้อมอกของศัตรู

                ทว่ากับเรื่องนี้ ประเด็นหนึ่งที่หนังพูดถึงและกล่าวย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เสมอ คือ อุดมการณ์ และ การปฏิวัติ

                แจ๊ค พาแลนซ์ จับตัวหญิงสาวไป เพื่ออะไร ? ครึ่งเรื่องแรกเรารู้เพียงเป็นการจับตัวประกันเรียกค่าไถ่ทั่วไป ทว่าครึ่งเรื่องหลังกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

                เรียกค่าไถ่น่ะจริง แต่ใครเรียก และเรียกเพื่ออะไร นั่นคือเหตุผลที่หนังบอกแก่เราในช่วงท้ายของเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้ชมอดจะหวนนึกถึงการปฏิวัติซึ่งเกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกในยุค 60’s ไม่ได้

                กองกำลังปฏิวัติใด ๆ ไม่ว่าจะในอดีตและปัจจุบัน มีสิ่งสำคัญสองประการที่ทำให้การปฏิวัติดังกล่าวประสบความสำเร็จ …

                คือ  เงิน และ ประชาชน

                ใน The Professionals เราอาจพบว่า กองกำลังปฏิวัติในเรื่อง ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มกองโจรที่คอยปล้นสะดมของทางการเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น ขณะที่พูดถึงการปฏิวัติ เรากลับไม่พบประชาชนหน้าไหนในเม็กซิโกที่แสดงความสนับสนุนต่อพวกเขาปรากฏในเรื่องแม้แต่น้อย

                ในขณะที่เงิน พวกเขาอาศัยอยู่ในถิ่นไกลปืนเที่ยง ซ้ำร้ายการออกปล้นสะดม ก็ได้เพียงอาวุธปืนกลสองกระบอกและปืนยาวอีกจำนวนหนึ่งพร้อมกระสุนเท่านั้น (แน่นอนว่า อาวุธเพียงเท่านี้ ยากแก่การปฏิวัติทั้งประเทศ)

                ตัวละครฝ่ายพระเอกสองคน ต่างก็เคยรู้จักมักคุ้นกับ จีซุส ราซ่า ในหนังบอกว่า พวกเขาทั้งสามเป็นกลุ่มทหารที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาก่อน

                แต่ทั้งสองฝ่ายอุดมการณ์ต่างกัน จากเพื่อนจึงกลายเป็นศัตรูซึ่งยืนอยู่ด้านตรงข้ามกัน

                ฝ่ายหนึ่งถามถึงอุดมการณ์  ขณะที่อีกฝ่ายถามถึงเงินตรา

                น่าแปลกที่จีซุส ราซ่า เป็นฝ่ายถาม (และเรียกร้อง) ถึงอุดมการณ์ ความชอบธรรม และความรัก

                ขณะที่ฝ่ายพระเอก สิ่งที่พวกเขายึดถือและยึดมั่น คือ วาจาและเงินตรา

                ฟังดูน่าขันสิ้นดี  ทว่าเป็นเรื่องจริงในสังคมของการปฏิวัติ

                หากปฏิวัติไม่สำเร็จ สิ่งที่ได้รับตอบแทนคือ ความตาย

                แต่หากสำเร็จ  ชื่อเสียงและเงินทองคือสิ่งตอบแทนที่หอมหวน ชวนให้หลงใหล

               

                ท้ายสุดหนังสรุปลงตรงที่ความชอบธรรมและความรักเอาชนะอำนาจเงิน (กระทั่ง วาจายังพลิกแพลงได้)

                เป็นบทสรุปที่ วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายพระเอก และ ฝ่าย จีซุส ราซ่า

                ฝ่ายที่เสียหายหลายแสนคือ ฝ่ายนายทุน ผู้ว่าจ้างกลุ่มพระเอก

                หนังตบหน้าบรรดานายทุนอย่างจัง … ว่าท้ายสุดเงินก็ซื้อไม่ได้ทุกสิ่ง โดยเฉพาะความรัก

                The Professional แสดงภาพของคาวบอยมืออาชีพ ที่ทำงานเป็นทีม เป็นระบบ

                ขณะเดียวกันหนังก็แสดงภาพแทนของคนในสังคมที่พัวพันกับการเมืองและการปฏิวัติ

                เบื้องหลังการปฏิวัติใด ๆ ย่อมมีนายทุนหนุนหลังเสมอ สุดแต่ว่านายทุนจะหนุนนำฝ่ายใด ฝ่ายปฏิวัติหรือฝ่ายปกครอง ..

                ทว่าข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่หนังแสดงให้เราเห็นถึงสัจธรรมของการปฏิวัติ

                ผู้แพ้ย่อมกลายเป็นผู้ร้าย ..  ในขณะที่ผู้ชนะกลายเป็นวีรบุรุษ

                เส้นคั่นบาง ๆ ระหว่างผู้ร้ายกับวีรบุรุษ จึงถูกขีดคั่นไว้ด้วยว่า คุณชนะหรือไม่เท่านั้น

                … ไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณเป็นคนดี มีอุดมการณ์แน่วแน่ และมีความรักแท้ต่อชาติ (หรือแค่เป็นข้ออ้างในการปฏิวัติ) กระทั่งความรักต่อคนที่คุณรัก แม้แต่น้อย …               

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s