a trick of the light : a place for cinephiles

กลแสงสนทนา 1 : หนังไม่เอาเรื่อง + หนังการศึกษา +DOGMA

กลแสงสนทนา ครั้งแรก ขอหยิบยืมเอาคำถามผ่านิอีเมลล์ ระหว่าง คุณ pearpee กับคุณ กัลปพฤกษ์มาประเดิม ครับ

อยากพูดคุยตอบจดหมายกับ กลแสงสนทนา อีเมลล์มาที่  filmsick@gmail.com ครับ

ประเด็นที่ 1 หนังไม่เอาเรื่อง

Pearpee: สวัสดีค่ะคุณกัลปพฤกษ์ เวลาเราดูหนังประเภทที่ถูกจำกัดความอย่างลวกๆ ว่าดูไม่รู้เรื่องเนี่ย มันผิดที่ตัวคนดูเองรึเปล่า เราเข้าไม่ถึงวิธีการสื่อสารของคนทำหนังรึเปล่า เป็นไปได้หรือไม่ที่คนทำหนังเค้าจะทำแบบต้องการให้มันไม่รู้เรื่องและแท้ๆ แล้วก็ไม่รู้เรื่องจริงๆ ไม่ได้ซ่อนนัยยะอะไรไว้ลึกกว่านั้น ถ้าอย่างนั้นหนังที่หวือหวาแต่กลวงแบบนั้นเค้าสร้างมาเพื่ออะไร (ถ้ามี) สนองความต้องการคนทำเฉยๆ ? แต่ก็คิดได้อีกว่า แล้วเค้าผิดตรงไหนที่ทำหนังกลวงแบบนั้นจริงๆ มันอาจจะเป็นผลผลิตที่ปกติของการทดลองทำหนังช่วงแรก ๆ ก็ได้ อารมณ์ว่ามีของให้เล่นเยอะก็อยากเล่นให้เต็มที่ แต่ส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้เคืองขนาดนั้นถ้าหนังจะปั่นหัวเราเล่นโดยการเล่าเรื่องงงๆ เพราะเราก็อาจจะโต้ตอบกลับ(ในใจ) โดย shut down ระบบรับเนื้อหาของหนังไปเลย แล้วหันไปรับรสชาติอื่นๆ ของหนังแทน เป็นต้นว่า soundtrack ภาพ หน้าตา+การแสดงของตัวละคร (55) หรือถ้าเลวร้ายนัก ก็อาจพาตัวเองเข้าสู่โหมด sleep ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้นจริง ๆ

 

‘กัลปพฤกษ์’ : สวัสดีครับคุณแพร ไม่ต้องตกใจนะครับ อาการดูหนังไม่รู้เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้เป็นปกติสำหรับการดูหนังอยู่แล้วครับ และสมมติฐานที่คุณแพรว่ามา ก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น ขอเริ่มต้นที่คำถามแรกว่าเป็นไปได้ไหมที่คนทำหนังต้องการทำหนังออกมาให้ดูไม่รู้เรื่อง แน่นอนครับว่าเป็นไปได้ และมีผู้กำกับหลาย ๆ คนก็ทำกันมาแล้ว อาทิเช่น งาน surreal บริสุทธิ์ของ Luis Bunuel ที่จงใจมิให้คนดูจับเรื่องราวอะไรได้ หนังทดลองในแบบ abstract อย่างงานของ Stan Brakhage, Derek Jarman หรือ Bruce Bailie ที่เน้นสุนทรียะนามธรรมมากกว่าเนื้อเรื่อง กระทั่งงานของผู้กำกับอีกหลาย ๆ คนที่ดูเหมือนจะเล่าเรื่องแต่จริง ๆ แล้วกลับมุ่งสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้คนดูมากกว่าจะตั้งใจถ่ายทอดเนื้อหา อย่างงานของ Peter Greenaway, Raul Ruiz และ David Lynch โดยเฉพาะใน Lost Highway (1997) และ Mulholland Drive (2001) ที่เสน่ห์ของหนังอยู่ที่ความคลุมเครือของเหตุการณ์และเรื่องราวมากกว่าการให้แก่นเรื่องที่ชัดเจน ซึ่งตัวอย่างงานต่าง ๆ เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในการถ่ายทอดสารที่ไม่จำเป็นจะต้อง ‘เป็นเรื่องเป็นราว’

ส่วนกรณีหนังที่ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องอย่างหวือหวาจนเกินเนื้อหานั้น ก็เห็นด้วยกับคุณ pear pear ว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นการใช้ความแพรวพราวในการลำดับเรื่องเพื่ออุดความกลวงโบ๋ของสาระที่จะนำเสนอนั่นเอง หนังที่ผมรู้สึกว่าเข้ากลุ่มนี้ได้ดี ก็อาทิเช่นงานจากการเขียนบทของ Guillermo Arriaga อย่าง Amorres Perros (2000) / 21 Grams (2003) / The Three Burials of Melquiades Estrada (2005) ที่เนื้อเรื่องจริง ๆ แล้วออกจะธรรมดาถึงธรรมดามาก แต่ได้สีสันของการตัดลำดับเรื่องมาช่วยให้เนื้อหาเชย ๆ ดูน่าสนใจขึ้น ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรกับการโชว์เทคนิคมากกว่าความลุ่มลึกในการเขียนบท อีกสองตัวอย่างที่ผมรู้สึกว่าหนักข้อยิ่งกว่าก็คือการเล่าเรื่องแบบย้อนกลับหลังใน Memento (2000) ของ Christopher Nolan และ 5×2 (2004) ของ Francois Ozon ที่จะกลายเป็นเรื่องราวสามัญธรรมดาไปในทันทีที่จับดูแบบกลับหัวกลับหาง เท่ากับเป็นการสร้างความเหนื่อยยากในการติดตามเรื่องราวให้แก่คนดูโดยไม่มีความจำเป็นอะไรใด ๆ เลย  วิธีง่าย ๆ ที่สามารถใช้ในการจับไต๋มือเขียนบทเหล่านี้ได้ก็คือ หลังหนังจบแล้ว เราอาจจะลองมาลำดับเรื่องราวทั้งหมดเสียใหม่ในรูปแบบที่ง่ายที่สุด นั่นคือเรียงตามลำดับเวลา แล้วดูว่าเทคนิควิธีการที่ใช้ในการเล่าเรื่องในหนังนั้น เหมาะสมกับเนื้อหากันมากน้อยแค่ไหน

 

นอกจากนี้ก็ยังมีกรณีจิปาถะอื่น ๆ อีกมากมายที่อาจจะทำให้เราดูหนังกันไม่รู้เรื่อง เช่น กรณีที่ผู้กำกับพยายามจะเล่าเรื่องให้เข้าใจแต่ประสบความล้มเหลวจนหนังดูงง ๆ โดยไม่ตั้งใจจะให้งง หรือ หนังบางเรื่องที่เล่าเรื่องได้ดีแต่อาจจะต้องการพื้นความรู้บางอย่างที่คนดูอาจจะไม่มี อาทิงานคลาสสิกเรื่อง Grand Illusion (1937) ของ Jean Renoir ที่ต้องเข้าใจสถานการณ์ต่าง ๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกันพอสมควรถึงจะชมแล้วรู้เรื่อง ไปจนถึงหนังบางเรื่องที่เลือกจะนำเสนอเรื่องราวเล็ก ๆ ใกล้ตัวซึ่งบางครั้งก็ดูปราศจากความสลักสำคัญจนคนดูบางคนคิดไม่ถึงว่าจะเป็นประเด็นพอที่จะทำเป็นหนังได้จนกลายเป็นมองข้ามสารสำคัญของหนังเรื่องนั้น ๆ ไป อย่างในงานของ Claude Sautet, Eric Rohmer, Tsai Ming-Liang, John Sayles รวมถึงหนังยุโรปอีกหลาย ๆ เรื่อง

 

เพราะฉะนั้นไม่ใช่ความผิดของคนดูเลยครับ ที่บางครั้งจะไม่เข้าใจหนัง เนื่องจากมีหลายปัจจัยเหลือเกินที่จะทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ผู้กำกับพยายามจะสนทนาอยู่ได้ ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าหน้าที่ของผู้ชมก็มีเพียงแค่นั่งดูหนังเรื่องนั้น ๆ อย่างตั้งใจ ส่วนที่เหลือก็ต้องขึ้นอยู่กับกึ๋นของคนทำแล้วว่าจะสามารถทำให้คนดูเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอได้หรือไม่ และอย่างไร

 

Pearpee: ที่คุณกัลปพฤกษ์พูดถึงกรณีที่หนังเล่าแบบกลับหัวกลับหาง ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง Irreversible (2002) ขึ้นมาแล้วก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าที่คนทำหนังเล่าเรื่องแบบย้อนกลับนี้แฝงความหมายอะไรหรือเปล่าทำนองว่า อย่างเรื่อง irreversible นี้ (…เหมือนชื่อเรื่องจงใจจะ contradict กับตัวหนัง)  การเล่าเรื่องแบบนี้อาจสัมพันธ์กับความรู้สึกของตัวละครที่ตามหาแฟนว่าอยากให้เหตุการณ์ย้อนกลับไปได้รึเปล่า? แต่มันก็ reversible ได้แค่ในหนัง โลกจริงก็ irreversible อยู่ดี…..รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เวียนหัวได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งที่ดู โดยเฉพาะการถ่ายภาพเหมือนเหวี่ยงกล้องไปมากับเสียงหึ่งๆ แล้วปิดท้ายด้วยคล้ายๆ จะเป็นกราฟฟิกวนๆ เวียนๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จที่ทำให้คนดูคนหนึ่งหลอนไปพักใหญ่เวลาเดินลอดอุโมงค์ใต้ดินที่ถึงแม้จะไม่เปลี่ยวเท่าแต่ให้บรรยากาศไม่ต่างนัก

 

‘กัลปพฤกษ์’ : ผมจงใจละเว้นการยกตัวอย่างหนังเรื่อง Irreversible เพราะรู้สึกว่ามันมีจุดประสงค์จริง ๆ ในการเล่าเรื่องกลับหลัง ผมมองว่าชื่อหนังน่าจะหมายความถึง ชีวิตคนเรามากกว่าที่ Irreversible มิได้หมายถึงการเล่าเรื่องอย่างที่คุณแพรอาจรู้สึก contradict กับตัวหนัง จากตัวเรื่องราว เทคนิคหนังที่วูบวาบอย่างรุนแรงในช่วงต้นแล้วค่อย ๆ สงบนิ่งขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงโทนหนังที่มืดมนในช่วงแรกมาถึงฉากสุดท้ายอันสวยงามสดใสในสนามหญ้า เหมือนหนังพยายามสื่อให้เห็นถึงผลของความหายนะอันย่อยยับอัปรีย์ในชีวิตของ Alex ก่อนแล้วค่อยพาเราไปกลับดูชีวิตเธอในวัยเยาว์ว่าบริสุทธิ์งดงามเพียงใด เป็นการกล่าวเตือนให้เราต้องระมัดระวังในทุกการตัดสินใจเพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยนั้นก็สามารถทำลายอนาคตลงได้อย่างง่ายดาย  ส่วนเทคนิควูบไหวในช่วงต้น ๆ และส่วนสรุปปิดท้ายของหนังนั้น ผู้กำกับเหมือนพยายามนำเสนอทฤษฎีแห่งความโกลาหลหรือ Chaos Theory ที่มองว่าทุกสรรพสิ่งมีแนวโน้มที่จะดำรงอยู่ในความวุ่นวายไร้ระเบียบแบบแผน ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากภาพสุดท้ายที่แสดงภาพของจักรวาลที่หมุนคว้าง แต่ก็อาจจะมองได้เหมือนกันว่าผู้กำกับใช้เทคนิคน่าเวียนหัวเหล่านี้มาช่วยกดดันคนดูให้ตึงเครียดกันอีกทางหนึ่งด้วย

Pearpee: รบกวนคุณกัลปพฤกษ์ขยายความคำว่า surreal บริสุทธิ์หน่อยได้มั้ยคะ แล้วมันต่างกับแบบไม่บริสุทธิ์ยังไง แล้วรูปแบบนี้มักถูกนำไปใช้ชูเนื้อหาทำนองไหน

หนัง Surreal บริสุทธิ์ก็คือหนังแนวเหนือจริงที่ปฏิเสธการเล่าเรื่องราวใด ๆ แก่คนดูอย่างสิ้นเชิง แต่จะถ่ายทอดความตะลึงพรึงเพริดผ่านเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้ชีวิตจริง อย่างในผลงานเรื่องดัง Un chien Andalou  (1929) และ L’age d’or (1930) ของ Luis Bunuel โดยจะแตกต่างจากงาน Fantasy ตรงที่ งาน surreal จะต้องมีองค์ประกอบจากโลกของความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา อาทิเช่น การให้แม่โคมาเอนตัวเอกเขนกอยู่ในห้องนอน หรือ ชายหนุ่มเดินเตะไวโอลินไปตามท้องถนน ในขณะที่งาน Fantasy จะเน้นจินตนาการที่หลุดโลกมากกว่า ส่วนงาน surreal ไม่บริสุทธิ์นั้นก็คือหนังเล่าเรื่องที่หยิบยกเอาเทคนิค surreal ไปใช้ ซึ่งงานของ Bunuel ในช่วงหลัง ๆ ก็จะเข้าข่ายนี้ อาทิ Belle de jour (1967) The Discreet Charm of Bourgeoisie (1972) The Phantom of Liberty (1974) ก็ล้วนมีการเล่าเรื่อง แต่ใช้ความ surreal มาเป็นเครื่องมือจิกกัดจริตของคนชั้นกลาง ผู้กำกับอีกคนที่ใช้แนวทางนี้ก็คือ Bertrand Blier ที่หยิบยกเอาความ surreal มาเป็นเครื่องมือสนองตัณหาบุรษเพศซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า ผู้ชมสตรีจะสามารถสนุกสนานกับเรื่องราวในหนังหรือไม่ Blier เอาเทคนิคเหนือจริงมาเล่าเรื่องราวสัปดน อาทิเช่น ให้ลูกเลี้ยงวัยกำดัดตกหลุมรักพ่อเลี้ยงที่พยายามทำตัวเป็นคนดีใน Beau-Pere (1981) หรือ ให้โสเภณีสาวเกิดรู้สึกจริงจังในชีวิตและต้องการแสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการทำให้ลูกค้ามีความสุขกับการใช้บริการเธอในทุก ๆ รูปแบบ ในเรื่อง Mon homme (1996) แม้แต่ Woody Allen เอง ก็นิยมใช้เทคนิค surreal มาเป็นเครื่องมือปล่อยมุขตกจริตของเขาอยู่หลาย ๆ ครั้งด้วยเช่นเดียวกัน

ประเด็นที่ 2 หนังการศึกษา

Pearpee: สวัสดีค่ะคุณกัลปพฤกษ์ มีเรื่องมารบกวนให้คุณกัลปพฤกษ์ช่วยนึกอีกแล้ว คุณกัลปพฤกษ์พอจะหาหนังที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ได้มั้ยคะ

เป็นหนังที่มีมุมมองเรื่องการศึกษาที่เห็นได้ชัด

เป็นหนังที่อยู่ในระดับใช้ได้ทีเดียวขึ้นไป

– (ถ้า)เป็นหนังที่มาจากโลกตะวันออก(ก็จะดีกว่า)

– (ถ้า)เป็นหนังที่ไม่ถึงกับต้องพลิกแผ่นดินหา(ก็จะดีกว่า)

‘กัลปพฤกษ์’: รู้สึกว่าคำถามจะเริ่มท้าทายขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ หนังที่มีมุมมองเรื่องการศึกษาน่าจะเป็นประเด็นที่พบเห็นกันไม่บ่อยอีกเช่นเดียวกัน เท่าที่นึกได้ก็เห็นจะมีแต่สารคดีเรื่อง Être et avoir หรือ To Be and To Have (2002) ของ Nicolas Philibert จากฝรั่งเศสกับเรื่อง Stand and Deliver (1988 ) ของ Ramon Menendez ซึ่งต่างก็มีเนื้อหาว่าถึงการเรียนการสอนในชั้นเรียนโดยตรง หนังที่อาจจะพาดพิงถึงประเด็นการเรียนการสอนบ้างซึ่งพบเห็นได้บ่อยกว่า มักจะออกมาในแนว คุณครูที่รัก ซึ่งก็มักจะเป็นแนวชวนซึ้งมองโลกในแง่ดีจนอาจจะไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้หนักแน่นนัก หนังในกลุ่มนี้ก็เช่น Goodbye, Mr. Chips (1939) / To Sir With Love (1967) / Dead Poets Society (1989) / Mr. Holland’s Opus (1995) และ The School of Rock (2003) นอกนั้นก็อาจจะเป็นหนังเกี่ยวกับการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อโอกาสการศึกษาอย่างใน Aparajito (1957) ของ Satyajit Ray / Yentl (1983) ที่กำกับและนำแสดงโดย Barbara Streisand และล่าสุด Together (2002) โดย Chen Kaige ฝั่งอังกฤษก็อาจจะพอหาหนังเกี่ยวกับการอบรมและควบคุมพฤติกรรมของเด็กหนุ่มวัยคะนองในโรงเรียนกินนอนหรือ Boarding School ได้หลายเรื่อง ที่โดดเด่นก็จะมี if…. (1968 ) ของ Lindsay Anderson และ The Browning Version ทั้งฉบับ 1951 และ 1994 ถ้าจะจำกัดเฉพาะหนังฝั่งตะวันออกที่พอจะเกี่ยวเนื่องกับการศึกษาอยู่บ้างก็จะมี Not One Less (1999) ของ Zhang Yimou / Homework (1989) ของ Abbas Kiarostami และ Blackboards (2000) โดย Samira Makhmalbaf

 อ้อ! และถ้าคุณแพรสนใจทางด้านการศึกษาด้านดนตรีด้วย ก็ขอแนะนำสารคดี From Mao to Mozart: Isaac Stern in China (1981) หนังถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์ของการถ่ายทอดวิชาความรู้ทางด้านดนตรีได้อย่างงดงามมาก สำหรับความยากง่ายของการหาหนังเหล่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณแพรพำนักอยู่ในหรือใกล้กรุงเทพฯ หรือเปล่า? เพราะถึงแม้บางเรื่องอาจจะหาไม่ได้ตามร้านเช่าหรือซื้อ VCD/DVD แต่ก็ยังพอจะเสาะหาได้ตามร้านที่จำหน่ายหนังนอกกระแสโดยเฉพาะ หนังทั้งหมดที่กล่าวมายกเว้น Homework ของ Abbas Kiarostami ผมเคยเห็นจากในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้นครับ สำหรับ if…. กับ The Browning Version ก็มีให้ยืม British Council สยามสแควร์

 

ประเด็นที่ 3  Dogma (ซะเมื่อไหร่)

Pearpee: สวัสดีค่ะคุณกัลปพฤกษ์ เราสามารถใช้คำว่า dogma 95 ไปขยายความหนังอื่นที่ไม่ใช่ของ Thomas Vinterberg หรือ Lars von Trier ได้มั้ยคะ (ถ้าคำตอบคือได้) แล้วหนังของ Satyajit Ray จะเป็น dogma 95 ได้มั้ยคะ

 

‘กัลปพฤกษ์’: คุณแพรคงจะหมายถึงการเรียกหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับการรับรองจาก Thomas Vinterberg หรือ Lars von Trier ว่าเป็นหนัง Dogma 95 หรือเปล่า? ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมมองว่าจริง ๆ แล้วไม่ควรจะนะครับ เพราะหนัง Dogma 95 นั้นควรจะหมายถึงหนังที่ได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากผู้ก่อตั้งกลุ่มซึ่งก็คือผู้กำกับสองท่านที่ได้เอ่ยชื่อมาเท่านั้น ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 47 เรื่องครับ ส่วนหนังเรื่องอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติต้องตรงตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของกลุ่มแต่ไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการนั้นควรจะเรียกว่า ‘หนังสไตล์ Dogma’ มากกว่าครับ

 

พี่น้อง DARDENNE

ส่วนหนังของ Satyajit Ray นั้น แม้จะมีความเป็นธรรมชาตินิยมอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่น่าจะเข้าข่ายหนังสไตล์ Dogma ครับ เพราะการถ่ายทำยังออกจะประณีตพิถีพิถัน มีการใช้ดนตรีประกอบซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นในสถานที่จริง อีกทั้งยังมีลีลาการกำกับเฉพาะตัวหรือ auteurship ค่อนข้างจะชัดเจนด้วย กลุ่มหนังที่ผมรู้สึกว่าใกล้เคียงกับเจตนารมย์ของ Dogma 95 มากที่สุด น่าจะเป็นผลงานของผู้กำกับสองพี่น้อง Luc และ Jean-Pierre Dardenne ครับ ผมเคยเขียนเปรียบเทียบงานของกลุ่ม Dogma 95 กับงานของสองพี่น้อง Dardenne เอาไว้ใน บทความ ‘DRAMA-DOGMA-DARDENNE: ปฏิบัติการตามล่าหาหนังบริสุทธิ์’ ในหนังสือ Filmvirus เล่ม 3 โดยสำนักพิมพ์ openbooks ครับ ไม่ทราบว่าคุณแพรจะได้อ่านแล้วหรือยัง น่าเสียดายมากที่เกิดความผิดพลาดขึ้นในขั้นตอนของการเรียงหน้าทำให้เนื้อหาบางส่วนหายไปจากในหนังสือ ทีมงานจึงนำไปลงเอาไว้ในเว็บของ onopen แทน คุณแพรสามารถตามอ่านได้จาก link นี้ครับ http://www.onopen.com/2006/02/575

 

ถ้าคุณแพรมีโอกาสได้อ่านแล้ว มีความคิดเห็นอย่างไรก็บอกได้นะครับ ผมยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นครับ

 

Pearpee: คือว่า ยังไม่ได้อ่าน ฟิล์มไวรัส 3′ เลยค่ะ เคยอ่านแต่ ‘151 cinema’ ไว้ถ้าได้อ่านแล้วคิดเห็นยังไงจะมาบอกอีกทีแล้วกันนะคะ แต่โดยรวมๆ และโดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าหนังสือของ filmvirus เปิดโลกทัศน์ของภาพยนตร์ได้มากๆ เลยค่ะ อีกอย่างคือ เห็นตัวหนังสือแล้วรู้สึกเห็นคนอ่านขึ้นมาชัดเจนเลย ภาพลักษณ์และทิศทางของเนื้อเรื่องเป็นตัวของตัวเองสูง (โดยเฉพาะระยะหลังต่อๆ มา) ไม่อยากใช้คำว่าไม่แคร์คนอ่าน จะบอกว่าไงดี…คือถ้าคนชอบก็ชอบเลย ถ้าไม่ชอบ รู้สึกซับซ้อน ไม่สนุก ปีนกระไดเกินไป ขี้เกียจขวนขวาย ก็ไม่แตะเลย อย่างไรก็ดี ที่ว่ามาเป็นแค่ความรู้สึกตอนนี้เฉยๆ นะคะ (ขออนุญาตเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า) แล้วก็ จากบทความเรื่อง dardenne น่ะค่ะ คุณกัลปพฤกษ์หมายความว่าหนังกลุ่ม dogma’95 นั้นที่จริงแล้วก็ยังไม่บริสุทธิ์จริงๆ รึเปล่าคะ แล้วหนัง 47 เรื่องที่เข้ามาอยู่ในกลุ่ม dogma’95 มีวิธีการเข้ามายังไงคะ ต้องมาเสนอตัวให้พิจารณารึเปล่า หรือว่าอยู่เฉยๆ ก็ถูกจัดเข้าไปเป็น dogma’95 เอง แล้วก็อยากทราบกระบวนการที่นำไปสู่ความล้มเหลวของ dogma’95 ด้วยค่ะ (…รู้สึกตัวเองถามมากเกินไปรึเปล่า จริงๆ เกรงใจมากมากเลยค่ะ แต่คุณกัลปพฤกษ์ตอบได้กระจ่างทุกครั้งเลย เพราะฉะนั้นคุณกัลปพฤกษ์สามารถตอบแบบมั่วๆ งงๆ เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่า คุณถามมากเกินไปแล้วนะก็ได้นะคะ)

 

‘กัลปพฤกษ์’ : คุณแพรไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกนะครับ ถ้าคำถามไหนผมพอจะตอบได้ก็จะยินดีจะตอบให้จนกว่าจะหมดเรี่ยวแรงกันไปข้างหนึ่งนั่นแหละครับ และถ้าหากคำตอบของผมฟังดูมั่ว ๆ งง ๆ นั่นก็แสดงว่ามาจากความบกพร่องในการสื่อสารของผมเอง อย่าได้คิดว่าเป็นการส่งสารผ่านความอะไรที่ซับซ้อนไปกว่านั้นเลยนะครับ ขอบคุณมากเลยนะครับสำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือของ filmvirus สำหรับหนังของกลุ่ม dogma 95 นั้น ผมมองว่ามันยังไม่สามารถนำหนังคืนสู่ความบริสุทธิ์ได้จริง ๆ เพราะกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่วางเอาไว้นั้นให้ผลได้เพียงแค่ในระดับเทคนิค ไม่สามารถปลุกสำนึกให้คนทำหนังถ่ายทอดงานอย่างบริสุทธิ์ได้ตามความตั้งใจเดิม  คนทำหนังรุ่นหลัง ๆ ส่วนใหญ่จึงกลายเป็นยึดติดไปกับข้อกำหนดต่าง ๆ เหล่านี้ โดยลืมจุดมุ่งหมายอันสำคัญคือการนำพาหนังคืนสู่ความบริสุทธิ์ เมื่อเห็นสบโอกาส ผมก็เลยหยิบเอาผลงานของสองพี่น้อง Dardenne มาลองเปรียบเทียบกับงานของกลุ่ม dogma ดู เพื่อเป็นการยั่วยุให้แฟน ๆ หนังกลุ่ม dogma ได้ลองหามาชมเพื่อสำรวจดูว่างานของใครบริสุทธิ์มากน้อยกว่ากันและอย่างไร  ซึ่งจุดประสงค์หลักของบทความชิ้นนี้ก็มีเพียงเท่านี้เองครับ มิได้มุ่งจะโจมตีหนังของกลุ่ม dogma แต่ถ่ายเดียว สำหรับหนังที่จะได้รับการรับรองจากกลุ่ม dogma นั้น ผู้สร้างจะต้องส่งหนังพร้อมจดหมายแสดงคำปฏิญาณไปยังสำนักงานของกลุ่มที่กรุงโคเปนเฮเกนเพื่อการพิจารณาครับ เรื่องไหนที่ผ่านเกณฑ์ก็จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากทางกลุ่มซึ่งสามารถนำไปใช้ประชาสัมพันธ์หนังได้

 

ส่วนประเด็นความล้มเหลวของปฏิบัติการ dogma นั้น อันนี้เป็นการประเมินโดยตัวผมเพียงคนเดียวนะครับ คนอื่น ๆ อาจจะเห็นแย้งก็ได้ จึงไม่อยากให้คุณแพรนำไปสรุปฟันธงครับ สาเหตุที่ผมมองว่าล้มเหลวนั้นก็เพียงเพราะมันไม่สามารถตอบสนองเจตนารมณ์ในการนำหนังคืนสู่ความบริสุทธิ์ได้ แต่ในส่วนของคุณภาพตัวงานนั้นผมเองก็ยังยอมรับอยู่นะครับ ว่าบางเรื่องก็ยังอยู่ในข่ายดีถึงดีมากเลยทีเดียว อย่าง The Celebration (1998 ) ผมก็รู้สึกเป็นหนังที่มีพลังมาก ๆ ในขณะที่ The Idiots (1998 ) เองก็ยังน่าประทับใจในด้านความบ้าบิ่นแหวกแนวได้อย่างน่าตื่นเต้น  เพียงแต่ว่ามันยังไม่สามารถตอบโจทย์ที่พวกเขาเองวางเอาไว้อย่างที่อธิบายไปเท่านั้นเองครับ

One response

  1. love_love99

    ขอบคุณสำหรับคำถามกะคำตอบที่ช่วยขยายโลกกว้างทางภาพยนตร์นะคัฟ

    เมษายน 29, 2008 ที่ 7:23 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s