a trick of the light : a place for cinephiles

กลแสงสนทนา 2 : INGMAR BERGMAN +THIRD CINEMA+ WEDNESDAY CHILD

ส่งอีเมลล์มาคุยกับกลแสงได้ที่ filmsick@gmail.com ครับ

ประเด็นที่ 4 อิงมาร์ เบิร์กแมน

Pearpee: คุณกัลปพฤกษ์พอจะเล่าเรื่องความเป็น auteur ของ Ingmar Bergmanให้ฟังหน่อยได้มั้ยเอ่ยบางคนบอกว่าเค้าได้อิทธิพลการทำหนังแบบ Scandinavian ก็ไม่เข้าใจว่าความเป็นหนังแบบScandinavianมันเป็นยังไง

 

‘กัลปพฤกษ์’: สวัสดีครับคุณแพร Ingmar Bergman เป็นผู้กำกับที่เคยทำหนังเอาไว้หลายเรื่องมาก ซึ่งแน่นอนรายละเอียดต่าง ๆ ของงานแต่ละชิ้นและแต่ละช่วงยุคย่อมมีความแตกต่างกันออกไป แต่ถ้าจะมองอย่างภาพรวม ก็พอจะขมวดความเป็น auteurship ตามองค์ประกอบต่าง ๆ ในงานของเขาได้คร่าว ๆ ดังนี้ ครับ

 

1. เนื้อหา เรื่องราว

หนังส่วนใหญ่ของ Ingmar Bergman มักจะข้องแวะกับการตีแผ่และสำรวจปัญหาด้านความสัมพันธ์ของบุคคลใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น คู่รักหนุ่ม-สาว สามี-ภรรยา พี่-น้อง รวมถึงปฏิสัมพันธ์อันหมองร้าวฝังรอยลึกของคนในครอบครัว หนังของ Ingmar Bergman จึงมักจะมุ่งเน้นการศึกษาอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร โดยจะเน้นมุมมองและปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่พวกเขามีต่อคนรอบข้าง เรียกได้ว่าใช้กลไกความซับซ้อนทางจิตวิทยามาเป็นสิ่งชูโรงดึงความสนใจผู้ชมมากกว่าจะเป็นการเน้นการผูกโยงเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น

 

2. ลีลาในการถ่ายทอด

อาจจะด้วยความเป็นชาว Scandinavian ตามที่คุณแพรบอกมา หนังของ Ingmar Bergman จึงมักจะมีลีลาที่ออกมาในโทนหนักแน่น จริงจัง ไปจนถึงเคร่งเครียด  หนังของเขาขับเคลื่อนไปด้วยบทสนทนาและการแสดงอากัปกิริยาของตัวละคร นำเสนอการปะทะกันทางบุคลิกภาพอย่างกะจะ ตรงไปตรงมา ทว่ายังคงความสมจริงเป็นธรรมชาติ ซึ่งก็สามารถสร้างความอึดอัดให้กับผู้ชมด้วยพื้นฐานของความไม่ลงรอยกันของมนุษย์ที่เหมือนจะกลายเป็นอะไรที่หลีกหนีไม่พ้น เพราะการมุ่งเน้นการถ่ายทอดเนื้อหากันอย่างสมจริงทำให้หนังส่วนใหญ่ของ Ingmar Bergman ขาดองค์ประกอบด้านอารมณ์ขัน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกว่าทำให้งานของเขาแลดูขาดเสน่ห์ไปพอสมควร ยิ่งเมื่อเทียบกับงานแนว drama ของ Woody Allen อย่าง Interiors (1978 ) September (1987) และ Another Woman (1988 ) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานของ Ingmar Bergman โดยตรงแล้ว ผมยังคิดว่างานกลุ่มนี้ของ Woody Allen กลับเจือไปด้วยกลิ่นอายของการเย้ยหยันตัวละครด้วยความเข้าอกเข้าใจอย่างขบขันจนกลายเป็นอะไรที่น่าดูชมเสียยิ่งกว่าการบอกเล่าแบบหนักหน่วงจริงจังอย่าง Ingmar Bergman เสียอีก แต่ก็อย่างว่าละครับ ลางเนื้อชอบลางยา เพราะหลาย ๆ คนก็ยังคงชื่นชมสไตล์เคร่งขรึมเอาจริงเอาจังแบบ Ingmar Bergman มากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชมที่นิยมหนังกลุ่มประเทืองปัญญาทั้งหลาย

 

3. งานด้านเทคนิค

สำหรับงานด้านเทคนิคที่ดูจะโดดเด่นที่สุดในหนังของ Ingmar Bergman ก็เห็นจะเป็นการกำกับภาพที่ได้รับอิทธิพลมาจากหนังกลุ่ม Expressionist ของเยอรมันนี  Ingmar Bergman นิยมใช้ภาพที่เน้นการตัดกันของแสงและเงาอย่างรุนแรง แถมยังมีการจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ที่แลดูหลุดโลกกึ่ง ๆ จะเป็นงาน fantasy หนังเด่น ๆ อย่าง Wild Strawberries (1957) The Seventh Seal (1957) และ Persona (1966) น่าจะเป็นตัวอย่างของการกำกับศิลป์ลักษณะนี้ได้ดี นอกจากนี้หนังของ Ingmar Bergman ยังมีลักษณะเด่นอยู่ที่การใช้ภาพระยะใกล้ตั้งกล้องจับหน้าจับตาตัวละครกันอย่างท้าทายราวกำลังสกัดทุก ๆ หน่วยอารมณ์จากดวงหน้าชนิดที่นักแสดงจะต้องใช้สมาธิสวมบทบาทกันอย่างหมดจดทุกอณูมิให้คนดูต้องรู้สึกว่าเป็นการแสดง ประมาณว่าถ้าใครได้เห็นภาพจากหนังที่มีใบหน้าอันหมองหม่นของตัวละครกันในระยะประชิด ก็สามารถจะทายกันได้เลยว่าน่าจะมาหนังของ Ingmar Bergman

 

สำหรับหนังแบบ Scandinavian ที่คุณแพรถามถึงนั้น ก็มีลักษณะโดยรวมอย่างเดียวกับหนังของ Ingmar Bergman ตามที่ผมได้กล่าวมา แต่เท่าที่เห็น หลายค่ายมักจะเรียกกันแบบรวม ๆ ว่าหนังจากยุโรปตอนเหนือ คือแทนที่จะเป็นหนังจาก Scandinavia อย่างเดียว ก็อาจจะเหมารวมหนังรัสเซีย หรือเยอรมันเข้าไปด้วย หนังจากทวีปยุโรปบริเวณนี้มักจะมีลีลาที่อึมครึมและนิ่งเย็น ราวกับไม่เคยสนอกสนใจจะเอาอกเอาใจคนดูด้วยเทคนิคลีลาหรือเรื่องราวที่ฉูดฉาดอะไรใด ๆ แต่จะจดจ่ออยู่กับการบอกเล่าเรื่องราวที่ต้องการนำเสนออย่างเอาจริงเอาจัง แต่ก็ยังเข้มข้นไปด้วยการนำเสนอสภาวะอารมณ์ในด้านลึกของตัวละครชวนให้ได้เรียนรู้เข้าใจในความเป็นมนุษย์อย่างน่าขบคิด ซึ่งก็จะแตกต่างจากหนังยุโรปในเขตอื่น ๆ อย่างทางยุโรปใต้ที่มักจะมีการใช้องค์ประกอบที่มีเสน่ห์สีสันมาดึงดูดความสนใจผู้ชม หรือหนังจากยุโรปตอนกลางซึ่งมักจะใช้อารมณ์ขันแปร่งขื่นมาเสียดเย้ยสภาวะกดดันทางการเมืองหลังม่านคอมมิวนิสต์กันอย่างแยบคาย

 

ประเด็นที่ 5 THIRD CINEMA

Pearpee: คุณกัลปพฤกษ์พอจะให้ความกระจ่างเกี่ยวกับ Third Cinema ได้มั้ยคะ คืออ่านๆดูเหมือนว่าจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับปัญหาและ/หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือทางสังคมวัฒนธรรม ทีนี้มันมีจุดอื่นมั้ยคะที่เป็นตัวบอกความเป็น Third Cinema

 

‘กัลปพฤกษ์’ : Third Cinema เป็นชื่อตระกูลหนังซึ่งบัญญัติโดยผู้กำกับหัวก้าวหน้าชาวอาร์เจนตินาสองคนคือ Fernando Solanas และ Octavio Getino พวกเขามีมุมมองว่าหนังควรมีหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนและเรียกร้องความเป็นธรรมทางการเมืองและสังคม และควรจะมีผลกระทบโดยตรงต่อสำนึกของผู้ชมโดยเฉพาะฝ่ายที่ถูกกดขี่ให้ลุกฮือขึ้นต่อสู้เพื่อความถูกต้อง สาเหตุที่ต้องตั้งชื่อว่า Third Cinema ก็เป็นเพราะพวกเขาต้องการแยกตัวเองออกจากกลุ่มหนังแนวให้ความบันเทิง โดยเฉพาะหนังจาก Hollywood ซึ่งพวกเขาเรียกว่า First Cinema และ หนังกลุ่ม auteur ที่ผู้กำกับทำหนังออกมาเพื่อสนอง ‘อัตตา’ ของตัวเอง ซึ่งพวกเขาเรียกว่า Second Cinema ดังนั้นนัยยะของนิยามหนังในกลุ่ม Third Cinema ควรจะมีประเด็นเรียกร้องความชอบธรรมทางการเมืองที่ชัดเจน พร้อม ๆ กับเสียงต่อต้านหนังในกลุ่ม First และ Second Cinema อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วไปในตัวครับ

 

ตัวอย่างเด่นของหนังกลุ่มนี้คงหนีไม่พ้น The Hour of the Furnaces (1968 ) ซึ่งทำโดยสองผู้กำกับที่ได้เอ่ยชื่อไป เรื่องนี้ผมเองก็ยังหาดูไม่ได้เลยครับ ทั้ง ๆ ที่ก็พยายามเสาะหาอยู่เหมือนกัน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็จะมี Operation Massacre (1969) และ El Familiar (1972) แต่ด้วยบริบทที่ค่อนข้างเฉพาะนี่แหละครับ ทำให้คำนี้ไม่ค่อยจะมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายนัก คือมันก็เกิดความลำบากอีกว่าจะสามารถนำเอา Concept นี้ไปเรียก หนังเรียกร้องการเมืองจากพื้นที่อื่น ๆ ได้หรือไม่ คือผมมองว่าที่อื่น ๆ ก็อาจจะมีหนังที่เรียกร้องทางการเมืองในลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะมุ่งที่ประเด็นนั้นโดยตรง ไม่ได้อินังขังขอบอะไรกับหนังสกุลอื่น ๆ ครั้นจะเรียกว่าเป็น Third Cinema ก็คงจะฟังดูแปลก ๆ มีคำถามต่อยอดมาได้อีกว่าแล้ว First กับ Second หละคืออะไร? ส่วนใหญ่จึงมักจะได้ยินการเรียกหนังกลุ่มนี้อย่างหยาบ ๆ ว่าหนังแนวการเมืองหรือแนวเพื่อชีวิตเสียมากกว่าครับ คุณแพรหาดูเรื่อง The Hour of the Furnaces ได้ที่ไหนก็บอกกล่าวกันด้วยนะครับ

 

ประเด็นที่ 6 WEDNESDAY CHILD

Pearpee: คุณกัลปพฤกษ์นึกถึงหนังเรื่องอะไรขึ้นมาบ้างคะถ้าพูดถึง wednesday child

 

‘กัลปพฤกษ์’:  สวัสดีครับคุณ pear pear พูดถึง Wednesday’s Child แล้วก็นึกไปถึงหนังเรื่อง The Family Life (1971) ของ Ken Loach ทันทีครับ เพราะเป็นหนังเรื่องเดียวกัน (แต่เปลี่ยนชื่อทีหลัง) . . . ล้อเล่นนะครับ คุณแพรคงจะหมายถึงหนังเกี่ยวกับชีวิตของลูกคนกลางที่มีทั้งน้องและพี่ เป็นมุมมองที่น่าสนใจเลยทีเดียวนะครับ แต่ก็น่าแปลกใจที่ไม่ค่อยจะเห็นหนังเน้นปมปัญหาของ Wednesday’s Child อย่างที่คุณแพรกล่าวถึงกันนัก ผมสันนิษฐานว่า สถานะของ Wednesday’s Child นั้นก็คือคนที่มีทั้งพี่และน้อง ดังนั้นปัญหาต่าง ๆ จึงมักจะต้องเกิดขึ้นจากพี่หรือน้องอยู่เสมอ หนังส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยจะถ่ายทอดชีวิตของ Wednesday’s Child ได้อย่างโดด ๆ แต่จะต้องมีทั้งตัวละครพี่และน้องมาช่วยรุมเร้าสร้างความปั่นป่วน จนต้องกลายเป็นหนังสามพี่น้องอะไรเทือกนั้นไป ประเด็น Wednesday’s Child จึงมักจะเป็นเรื่องราวแอบแฝงในหนังดรามาตระกูลพี่น้องทั้งหลาย มากกว่าที่จะเป็นประเด็นเอกเทศครับ หนังที่อาจจะแฝงประเด็น Wednesday’s Child ในตัวละครอยู่บ้างก็เช่น Rocco and His Brothers (1960) / Interiors (1978 ) / Hannah and Her Sisters (1986) / Three Brothers (1981) และ Love and Fear (1988 )

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s