a trick of the light : a place for cinephiles

Wandering in a Wonderful Town

เขียนโดย ทีฆะเดช วัชรธานินท์

 

หมายเหตุจาก FILMVIRUS:  ภาพยนตร์เรื่อง Wonderful Town เป็น 1 ในหนังอิสระไทยจากโครงการ Director’s Screen ซึ่งสร้างขึ้นโดยไม่พึ่งพิงเงินสนับสนุนและพ้นจากเงื่อนไขจำกัดของระบบธุรกิจบริษัทภาพยนตร์ไทยทั่วไป  ดังนั้นโอกาสเดียวที่คนไทยจะได้สนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงมีเพียงการติดตามโปรแกรมฉายที่โรงภาพยนตร์ SF WORLD ราชดำริเท่านั้น  โดยหนังจะฉายเพียงวันละ 1 รอบ ทุกวัน เวลา 19:30 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2551 (กรุณาอย่าพลาดชม เพราะหนังขนาดเล็กที่ขาดเงินโฆษณาอาจยืนโรงไม่นาน)

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังในโครงการ Director’s Screen ซึ่งรวมถึงหนัง The Truth Be Told: The Cases Against Supinya Klangnarong ของ พิมพกา โตวิระ ได้ที่ http://www.onopen.com/2008/editor-spaces/2870

 

อ่านที่มาที่ไปและเกียรติคุณจากทั่วโลกที่หนังอิสระไทยเรื่อง Wonderful Town ได้รับ

http://www.thaicinema.org/indieaditya2.asp#french

 

 

* * * ข้อความต่อไปนี้นำมาจากบันทึกส่วนตัวของ ทีฆะเดช วัชรธานินท์ ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยระดับรางวัลนานาชาติเรื่อง Wonderful Town

 

พังงา  10 พฤศจิกายน 2549

 

เรามาถึงพังงาค่อนข้างเย็นแล้ว ทีมงานหลายคนเริ่มคุ้นกับเมืองเล็กที่ล้อมไปด้วยภูเขานี่แล้ว  เมื่อเดือนก่อน ทีมงานหลักๆส่วนหนึ่งลงมาที่นี่กับจุ๊ก (อาทิตย์ อัสสรัตน์ : ผู้กำกับ) เพื่อดูสถานที่และเตรียมความพร้อมก่อนการถ่ายทำ  ราว 2 อาทิตย์นับจากนี้ไปพวกเราจะอยู่ที่โรงแรมหลักเมืองซึ่งเป็นสถานที่หลักในการถ่ายทำและเป็นที่พักสำหรับทีมงาน  ดูจากรูปแบบสถาปัตยกรรมและการออกแบบ โรงแรมนี้คงมีอายุหลายสิบปี  เจ้าของโรงแรมเป็นผู้หญิงอายุเกือบ 70 แล้ว เราเรียกแกว่าป้าหมี  ระหว่างถ่ายทำคนในกองที่พอเริ่มจะคุ้นเคยกับแกบ้าง ก็จะป่วนแกเป็นประจำ นานๆ ครั้งแกจะโวยและส่งเสียงดังเอกลักษณ์ของคนใต้ให้เราได้หงอๆไปบ้าง แต่แกก็น่ารักมักจะให้คนหาซื้อผลไม้อย่างแตงโมบ้าง สับปะรดบ้าง หรือมะละกอ มาให้เป็นลาภปากคนในกองถ่ายเสมอ  ผมไม่รู้ว่าตอนที่ลงมาหาสถานที่ระหว่างเขียนบท จุ๊กได้แรงบันดาลใจสร้างตัวละคร นา (นางเอก) มาจากป้าหมีบ้างหรือเปล่า 

 

แค่ไม่กี่วัน คนที่นี่ก็รู้ว่าพวกเรามาถ่ายหนัง รู้กันไปทั่วตลาด มีคนแวะเวียนมาถามบ่อยๆ คำถามประจำที่เรามักจะตอบไม่ได้ก็คือ ใครเป็นพระเอก นางเอก , ฉายที่ไหน , ช่องไหน , หนังเกี่ยวกับอะไร  เพราะเราเองก็ตอบไม่ได้ว่ามันจะได้ฉายที่ไหน เมื่อไหร่ มีบ้างที่มีคนไม่ชอบใจที่เรามาถ่ายทำเหมือนกัน เพราะชีวิตปกติสุขอันเรียบง่ายของเขาถูกรบกวน

 

ความที่เป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆ ไม่มีที่ท่องเที่ยวมากนัก กิจกรรมของพวกเราที่ทำในระหว่างได้พัก ก็คือหาอาหารอร่อยๆ ที่นี่กิน เตร่ไปกินที่โน่นที่นี่ตามที่คนแนะนำมา เราแวะร้านโน้นออกร้านนี้เพียงไม่กี่วัน ร้านที่ว่าอร่อยก็วนครบมาหมดทุกร้าน อาหารใต้แม้ว่าจะอร่อย แต่ก็ขึ้นชื่ออยู่แล้วในความเผ็ดจัด ถึงเราจะรู้อยู่ว่ามันจะทำให้เราเหงื่อโชก น้ำตาไหลแต่เราก็ยังแวะไปลิ้มลองจนได้ ตอนเช้าในวันที่ตลาดไม่วุ่นวายมากนัก แค่ในร้านโจ๊กเล็กๆ ผู้คนและบรรยากาศรอบตัว มันก็เป็นความรื่นรมย์เล็กๆ ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ในยามเย็นของวันที่ไม่ได้ถ่ายทำ ได้นั่งมองผู้คนกลับจากการทำงานขี่มอเตอร์ไซค์ทักทายกัน  นักเรียนถีบจักรยานกลับจากโรงเรียน  ทำให้เราพอจะนิ่งๆ มองคนรอบๆ ข้างในเมืองนี้ได้บ้าง  มันก็มีความสงบเกิดขึ้นในความรู้สึกเหมือนกัน  พอตกค่ำเมืองก็เงียบ ร้านรวงก็ปิด ขณะที่ทั้งเมืองกำลังหลับใหล  พวกเราคนแปลกถิ่นที่ไม่ยอมหลับ ดึกๆ ก็แวะเข้า 7-11 หรือไม่ก็เตร่หาของกินอยู่เป็นประจำ

 

เพราะทำงานกันเกือบทุกวัน พวกเราอยู่ที่นี่มาเกือบ 2 อาทิตย์ แทบจะไม่ได้ตระเวนไปไหนกันเลย  ตารางการทำงานจะมีวันหยุด 1 หรือ 2 วันต่อการทำงานต่อเนื่อง 3 – 5 วัน  แต่เอาเข้าจริง เราจะมีเวลาทำอะไรที่เป็นส่วนตัวแค่ครึ่งวัน แล้วก็มารวมตัวทำงานต่อ  วันหนึ่งพวกเราก็ทนไม่ไหวรวมตัวนัดกันเอารถตู้ของกองถ่ายขับไปเที่ยวน้ำตก  ก่อนจะถึงน้ำตก  รถตู้ก็แบกทีมงาน 13-14 คนขึ้นเขาไม่ไหว ต้องจอดนิ่งยอมแพ้อยู่ที่ทางขึ้น  แต่พวกเราก็ไม่ยอมแพ้ ดึงดันจะเช่ารถกระบะพาไปถึงน้ำตกจนได้  แล้วตอนหลังพวกเราเอาเรื่องมาคุยกับพวกที่ไม่ได้ไปเที่ยวให้อิจฉากันอีกต่างหาก

 

2 อาทิตย์ผ่านไปในความรู้สึกสองอย่าง มันเร็วเพราะเรายังไม่ได้ทำความรู้จักเมืองที่เรามากินนอนอยู่นี่เลย  กับอีกความรู้สึกหนึ่งมันช่างยาวนานเพราะความเหนื่อยล้าของการถ่ายทำ  วันสุดท้ายที่นี่เรายังคงประชุมตอน 5 โมงเย็น สำหรับการถ่ายทำที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้ไปจนถึงเช้า  แล้วก็ต้องเดินทางไปตะกั่วป่ากันต่อเลย

ป้าหมีเดินทางไปต่างจังหวัด ทำให้พวกเราไม่มีโอกาสได้ร่ำลาแก ได้แต่เขียนข้อความกันคนละนิดล่ะหน่อยบอกลา พวกเรามาสร้างความวุ่นวายให้กับโรงแรมอันสงบสุขของแก  แต่พวกเราคิดว่าแกก็คงจะรู้สึกดีเหมือนกันที่เรามาสร้างสีสันให้โรงแรมของแก  อย่างน้อยๆ แกก็คุยกับคนอื่นๆ ได้ว่าโรงแรมเก่าๆ นี้ก็เคยมีคนมาขอถ่ายหนัง

 

 

ตะกั่วป่า  21 พฤศจิกายน 2549

 

เราย้ายจากพังงา มาที่ตะกั่วป่าเพื่อถ่ายทำส่วนที่เหลือ สถานที่ถ่ายทำส่วนใหญ่จะอยู่ในตัวเมือง แต่ที่พักของทีมงานจะอยู่ไกลออกมาราว 30 กิโล แถวเขาหลัก บ้านคึกคัก ที่โดนสึนามิเล่นงานเมื่อเกือบสองปีก่อน มี

รีสอร์ทที่ก่อสร้างขึ้นมาใหม่แทนของเก่าที่เหลือแต่ซากอยู่หลายเจ้า ด้านหลังของโรงแรมที่พัก เรายังมองเห็นซากของเรือลาดตระเวณที่ถูกพัดมาเกยอยู่ไกลๆ ย้ำให้เรารู้ตัวว่าตรงนี้มันมีความหลังและประวัติของมันฝังอยู่ หลังจากเอาข้าวของส่วนตัวโยนไว้ที่ห้องพัก ทีมงานหลายคนชวนกันไปเดินเล่นชายหาดห่างจากที่เราพักราวๆ กิโล  โดยไม่ต้องรอถามไถ่ซ้ำ  ครู่ใหญ่ๆพวกเราก็มาเดินดูตะวันตกทะเลสมใจ  ที่นี่คึกคักสมชื่อ คงเป็นเพราะมันเป็นแหล่งท่องเที่ยว  มีนักท่องเที่ยวและผู้คนมากกว่าในตัวจังหวัดพังงา นี่เพิ่งจะถ่ายทำไปได้แค่ครึ่งเดียว แต่ทีมงานหลายๆ คนเริ่มพูดถึงคิวปิดกล้องกับงานปาร์ตี้ริมหาดกันแล้ว

 

การถ่ายทำที่ตะกั่วป่าส่วนใหญ่จะเป็นคิวกลางวัน มีอยู่ไม่กี่วันที่คิวจะเป็นกลางคืน บรรยากาศที่นี่คุ้นตา เพราะเป็นสถานที่นิยมมาถ่ายหนัง , โฆษณา ฯลฯ คนที่นี่ก็เลยคุ้นเคยกับกล้องและทีมงานที่มาวุ่นวายไปตามมุมต่างๆ ของเมือง  การตีสนิทกับผู้คนตามบ้านตามร้านค้าเพื่อขอความร่วมมือ  ขอความสะดวกในการถ่ายทำ ทำให้เราได้เห็นความรุ่งเรืองของการทำเหมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน  สำนักงานในสมัยนั้นก็ยังมีให้เห็นอยู่หลายที่ บางที่เปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นแล้ว ขณะที่บางที่ก็ล่มร้าง  ได้รับรู้เรื่องลูกสาวเจ้าของร้านกาแฟ รูปของเธอสวมครุยปริญญายังวางอยู่บนตู้เย็นในร้าน  แต่เจ้าของรูปจากไปในเหตุการณ์สึนามิแล้ว  ถึงที่นี่จะไม่ได้โดนผลของสึนามิโดยตรง แต่คนที่นี่ก็เสียคนในครอบครัวคนที่รักไปไม่น้อยเหมือนกัน  ความหลังของที่นี่ค่อยๆ ผุดออกมาให้เราสัมผัส

 

เมื่อถึงวันที่เราต้องเดินเข้าไปดูซากอาคารของจริงก่อนการถ่ายทำ ความรู้สึกหดหู่มันกลบความกลัวของทีมงานหลายๆคนออกไป กลางกองซากที่ถูกทำลาย เราพบข้าวของหลายอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นของเล็กๆน้อยๆ อย่างตุ๊กตา ของเล่น และพ๊อคเก็ตบุ๊ค ที่กระจัดกระจายแต่ยังอยู่ในสภาพดี  เรานึกถึงเจ้าของมันแล้วก็รู้สึกเศร้าปนๆ กับความเสียวสันหลัง  ทีมงานคนหนึ่งของเราหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา มันเป็นนิยายสยองขวัญภาษาเยอรมัน เราเปิดดูที่ปกด้านในเจ้าของเขียนวัน เดือน ปี และลงลายมือชื่อเอาไว้ เราวางมันกลับไว้ที่เดิม  วันที่มาถ่ายจริงเราพบหนังสือเล่มหนึ่งที่ชั้นล่าง เมื่อหยิบมันขึ้นมาจากทรายที่กลบฝังมันเอาไว้ เมื่อเปิดออกดู มันเป็นหนังสือเล่มเดียวกับเมื่อวันก่อนที่เราเจอมันข้างบน  ทีมงาน 2-3 คนที่เห็นถึงกับอึ้ง  แต่ไม่ได้เอ่ยปากทักเรื่องแปลกที่เกิดขึ้นนั้นเลย 

 

ช็อทสุดท้ายถ่ายเสร็จสิ้นที่ริมชายหาดพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ  ทีมงานทยอยเก็บข้าวของ บางส่วนก็โอ้เอ้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก  กว่าที่รถคันสุดท้ายจะแล่นจากไป  แสงสุดท้ายก็หายไปจากขอบฟ้าแล้ว ชายหาดกลับมาสงบนิ่ง มีแค่เสียงคลื่นเบาๆ ในความมืด 

 

เมื่อคืนเรากลับมาเลี้ยงปิดกล้องที่โรงแรมที่พัก ทีมงานโดนจัดสรรแยกเป็นส่วนๆ  ในการเดินทางกลับกรุงเทพฯ  บ้างก็ออกเช้าตรู่ บ้างก็ออกสาย บ้างก็ไปที่ภูเก็ตเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับ เราออกเดินทางต่างเวลากันแต่เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เรากำลังเดินทางกลับบ้าน

 

สถานที่อย่าง สะพานไม้แขวนข้ามคลอง , เหมืองเก่า , ตลาดกลางคืน , ทุ่งนาหลังโรงแรมร้าง , โรงแรมหลักเมือง ฯลฯ ผู้คนอย่างอาเจ็กและป้าหมี ที่โรงแรมหลักเมืองพังงา , แก็งค์มอเตอร์ไซด์ , กลุ่มเด็กนักเรียน ฯลฯ ที่อยู่ในความทรงจำของเราจะผุดขึ้นมาให้นึกถึงว่าครั้งหนึ่งเราเคยใช้ชีวิตช่วงสั้น ๆที่เมืองเล็กๆ Wonderful Town

 

 

 

Advertisements

3 responses

  1. visuallyyours

    อ่านบันทึกการถ่ายทำแบบทีไร สนุกทุกรอบ

    พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 12:49 am

  2. ชอบหนังเรื่องนี้มากครับ ผมได้รับอารมณ์จากตัวละครเต็มๆเลย

    กุมภาพันธ์ 20, 2009 ที่ 2:17 pm

  3. Pingback: Wonderful Town

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s