a trick of the light : a place for cinephiles

The Hidden Fortress : ปราการซ่อนเร้น ใจคนชอบกล

เขียนโดย  Jesse James

  

       

            

                ดูเหมือนว่าโรคระบาดอย่างหนึ่งซึ่งแพร่สะพัดในวงการหนังทั่วโลกตลอดสอง – สามปีที่ผ่านมา คือ โรค “หมดมุข” ของกลุ่มผู้สร้างในการหาแนวเรื่องใหม่ ๆ เพื่อนำเสนอแก่ผู้ชม กอปรกับความสำเร็จของการนำของเก่ามาหากินใหม่ ตัวอย่างเช่น The Texas Chainsaw Massacre  ก่อให้เกิดกระแสการรีเมคหนังสยองขวัญของตัวเอง หรือ The Ring ที่ก่อให้เกิดการซื้อหนังสยองจากประเทศแถบเอเชียไปรีเมคกันจนเป็นว่าเล่น ผลพวงที่ตามมาคืองานอย่าง Dark Water (ไม่น่ากลัวเท่าต้นฉบับ) , The Grudge (สองภาค)  , The eye (เจ๊งสนิท) ล่าสุด Shutter (จาก “กดติดวิญญาณ” ของบ้านเรา) นี่กล่าวถึงแค่เฉพาะหนังสยองเนื้อ ๆ                       

                ข้ามไปดูที่หนังแนวอื่นกันบ้าง แนวดราม่า อาชญากรรม ที่รีเมคของทางเอเชียไปแล้วได้ดิบได้ดีถึงขั้นคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ทั้งที่ต้นฉบับไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม)  นั่นคือ The Departed (รีเมค “สองคนสองคม”) ข่าวแว่วว่า หนังของ ตู้ฉีฟง สองเรื่องอย่าง The Mission และ Breaking News กำลังจะถูกฮอลลีวูดรีเมคในไม่ช้า  

                ส่วนแนวกุ๊กกิ๊ก โรแมนติค ก็ไม่น้อยหน้า หนังอย่าง My Sassy Girl ฉบับฮอลลีวูดถ่ายทำเสร็จเตรียมฉายเรียบร้อย เรียกได้ว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยทีเดียวสำหรับหนังเอเชียในฮอลลีวูด

                ส่วนในเอเชียเอง การนำของเก่ามาเล่าใหม่ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน จีนแผ่นดินใหญ่ นำเค้าโครงมาจากหนังเรื่องดังในอดีตของชอว์ บราเดอร์ อย่าง Blood Brothers (เดชไอ้เปีย)  มาสร้างใหม่ นั่นคือ เรื่อง The Warlords (อหังการ์ เจ้าสุริยา) มอบบทนำให้แก่สามดาราใหญ่อย่าง หลี่เหลียงเจี๋ย , หลิวเต๋อหัว และ ทาเคชิ คาเนชิโร่ ตามลำดับ , ประเทศไทย “เกิดมาลุย” ของพันนา ฤทธิไกร เบิกร่องไปแล้ว และที่ตามมาอย่าง “อินทรีแดง” ของวิสิทธิ์ สานเที่ยง ก็นับเป็นผลงานที่ชวนให้ติดตาม

                ญี่ปุ่น อีกหนึ่งประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเอเชีย เริ่มจะรีเมคงานเก่า ๆ มากมายออกมาเป็นระยะ และถี่ขึ้นในช่วงปีก่อนจนถึงปีนี้ ผลงานอย่าง Sinking of Japan ถูกเติมแต่งด้วยสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คสมัยใหม่ , งานอย่าง Gamera ถูกปรับให้อบอุ่นและใกล้ชิดกับเด็ก ๆ มากยิ่งขึ้น และที่น่าสนใจคือ การนำงานระดับยอดเยี่ยมสองเรื่อง ของผู้กำกับเจ้าของฉายา จักรพรรดิแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น (และของโลก) อากิระ คุโรซาว่า มารีเมคใหม่ หนังสองเรื่องที่ว่า เรื่องแรกคือ Sanjuro ภาคต่อของ Yojimbo หนังซามูไรมาดกวนที่รับบทบาทโดย โตชิโร่ มิฟูเน่ นักแสดงคู่บุญของคุโรซาว่า ขณะที่เรื่องหลังคือ The Hidden Fortress

                พูดถึง อากิระ คุโรซาว่า แล้วจะไม่พูดถึงงานระดับมาสเตอร์พีชของเขาสองเรื่องที่ถูกอเมริกาซื้อไปดัดแปลงและกลายเป็นงานระดับมาสเตอร์พีชในแขนงของมันเองเช่นกันก็คงจะไม่ได้ เพราะหนังเรื่อง Seven Samurai (เจ็ดเซียนซามูไร) ของคุโรซาว่า กลายมาเป็น The Magnificent Seven (เจ็ดสิงห์แดนเสือ) ของ จอห์น เสตอเกส  และเป็นแรงบันดาลใจให้หนังคาวบอยหลายต่อหลายเรื่อง ทั้งยังกลายเป็นแบบแผนของหนังคาวบอยอเมริกันแท้ ๆ ที่เล่าถึงกลุ่มคาวบอยมืออาชีพที่รับจ้างทำงานเป็นแบบแผนและเคร่งครัดในกฏระเบียบเหนือสิ่งอื่นใด (ก่อนหน้านั้นบทบาทมักวนเวียนอยู่ที่ นายอำเภอ , โคบาลเลี้ยงวัว และ ไอ้หนุ่มพเนจร)  นับว่าหนังของคุโรซาว่าเรื่องนี้ มีส่วนในการวางรากฐานให้แก่แนวเรื่องของหนังคาวบอยอเมริกันเป็นเวลากว่าสองทศวรรษเลยทีเดียว (จากยุค 60 s สู่ 70 s มีหนัง “ขบวนการคาวบอย” อย่าง The Professional , Rio Bravo ฯลฯ ออกตามมาอย่างมากมาย ยังไม่นับการสร้างภาคต่อของ Magnificent Seven อีกอย่างน้อย 3 ภาค)

                ขณะที่อีกเรื่อง Yojimbo หนังที่คุโรซาว่าเองยอมรับว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังคาวบอยอเมริกันอีกทีในการสร้างเรื่องนี้  โตชิโร่ มิฟูเน่ รับบทซามูไรนิรนาม (ต่อมาภาคสองถึงยอมเผยชื่อตัวเอง เขามีนามว่า ซันจูโร่ ซึบากิ) ผู้เดินทางเข้ามาในเมืองซึ่งมีกลุ่มอิทธิพลมืดสองกลุ่มชิงดีชิงเด่นกันอยู่  คาวบอยในคราบซามูไรสกปรกอย่าง ซันจูโร่ จึงรับทำงานให้ทั้งสองกลุ่ม และเสี้ยมให้สองกลุ่มฆ่ากันเอง จนไม่เหลือใคร เขาทำไปไม่ใช่เพื่อคุณธรรม แต่เพื่อเงินค่าจ้างที่เบิ้ลสองเท่าจากการรับจ๊อบสองที่ต่างหาก !!

                ปี 1964 Yojimbo ถูกจับมาใส่รองเท้าบู๊ตติดสปอร์ สวมปอนโช่ตัวเก่าฝุ่นจับ ภายใต้ดวงตาสีฟ้าและความสูง 188 เซนติเมตร ชายนิรนามไม่มีชื่อ เขาพูดสเปนน้ำไหลไฟดับ หมู่บ้านเปลี่ยนนิเวศสถานจากญี่ปุ่นมาสู่ชายแดนเม็กซิโก นั่นคือเรื่อง Fistful of Dollars คลิ้นท์ อีสวูด นำแสดงในบทชายนิรนามผู้มากอบโกยผลประโยชน์จากสองแก๊งอันธพาลประจำเมือง หนังเต็มไปด้วยความรุนแรงของการดวลปืน และ ฉากโคลสอัพเห็นนัยน์ตานักแสดง  ผู้กำกับโนแนมในขณะนั้นอย่าง เซอจิโอ เลโอเน่ ดังเป็นพลุแตก ก่อนจะสานตำนานมือปืนนิรนามออกมาอีกสองตอน ส่งทั้งหนังชุดไตรภาคมือปืนนิรนาม (The Man with No Name) , นักแสดงนำ คลิ้นท์ อีสวูด และ ลี แวนคลีฟ รวมทั้งผู้กำกับ เซอจิโอ เลโอเน่ กลายเป็นตำนานหน้าใหม่ของหนังคาวบอยและเป็นผู้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ให้แก่หนังคาวบอยสปาเก็ตตี้

                ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ  อากิระ คุโรซาว่า มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานแขนงภาพยนตร์คาวบอยยุคใหม่ภายหลังยุคคอมมิวนิสต์ครองเมืองและสงครามเวียดนามกำลังมาเยือน  ทั้งภาพยนตร์ทั้งสองหน่อซึ่งแตกจากตระกูลเดียวกัน ยังคงความยิ่งใหญ่จวบจนถึงปัจจุบัน

                ทว่า นอกจากการมีอิทธิพลในหนังคาวบอยแล้ว หนังของคุโรซาว่า เรื่องหนึ่งยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดหนังเฟรนไชส์เรื่องหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกภาพยนตร์ไซไฟอย่าง Star Wars

 

               

                The Hidden Fortress คือ เรื่องนั้น …

                จอร์ช ลูคัส ผู้สร้างสตาร์วอร์ส ทั้งหกภาค ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า บทบาท R2D2 และ C3PO คู่หุ่นกระป๋องกระแป๋งสองหน่อ เป็นบทที่ดัดแปลงมาจากตัวละครชาวนาสองคนในหนังคุโรซาว่าเรื่อง The Hidden Fortress

                นอกจากเรื่องตัวละคร กล่าวกันว่า เนื้อเรื่องที่ ขุนพลต้องนำเจ้าหญิงผ่านแดนศัตรูเพื่อคืนสู่อาณาจักรของตนนั้น ลูคัส นำพล๊อทเรื่องดังกล่าวมาสร้างเป็น สตาร์วอร์ส ด้วย

                แต่สิ่งที่ลูคัสไม่ได้นำมาด้วยจากเรื่อง The Hidden Fortress ก็คือประเด็นเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ซึ่งปรากฏชัดเจนในเรื่อง

                The Hidden Fortress เล่าถึง ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ของตระกูล นามว่า โรกุโรตะ มากาเบะ ซึ่งต้องนำองค์หญิง ยูกิ หนึ่งเดียวผู้เหลืออยู่ของตระกูลกลับสู่มาตุภูมิ ทว่ามีเพียงหนทางเดียวคือ การเดินหน้าเข้าสู่ดินแดนของศัตรูเพื่อจะข้ามไปยังแผ่นดินเกิด โรกุโรตะ เสนอให้ชาวนาสองคนผู้ละโมบว่า หากนำทั้งเขาและองค์หญิงกลับสู่มาตุภูมิได้สำเร็จ จะได้รับทองคำเป็นบำเหน็จรางวัลอย่างงาม  การเดินทางครั้งนี้ทั้งสี่คนต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ และดูเหมือนว่าอุปสรรคสำคัญจะไม่ใช่ปราการของศัตรู  แต่เป็นปราการที่มองไม่เห็นภายในจิตใจของพวกเขาเอง

                หนังมีพล๊อทอย่างง่าย ๆ อาจเรียกได้ว่าเป็นพล๊อทที่หลวมพอจะให้ผู้สร้างได้ใส่สถานการณ์น่าตื่นเต้นรวมไปถึงฉากแอคชั่นมากมายเข้าไปได้ ทว่าใน The Hidden Fortress สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ฉากแอคชั่นพอประปราย ความสนุกของหนังอยู่ที่แผนการลักลอบขนทองของชาวนาทั้งสองคน ซึ่งพยายามจะตีตัวออกห่างจาก โรกุโรตะ และองค์หญิงยูกิ ตลอดเวลา การเดินทางร่วมกันทั้งสองคนดูประหนึ่งเป็นการจำยอมมากกว่า สถานะของชาวนาทั้งสองในตอนแรก ไม่ต่างอะไรกับเชลยศึกแม้แต่น้อย โรกุโรตะ ล่อลวงพวกเขาด้วยทองคำ และพวกเขาก็โลภพอที่จะยอมเสี่ยงเดินทางเข้าสู่ดินแดนศัตรูเพื่อแลกกับทองซึ่งไม่ใช่ของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

                เปิดฉากแรก ชาวนาทั้งสองเห็นการฆ่าอย่างทารุณของทหารฝ่ายศัตรู พวกเขาวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน จนไปเจอเอาทองซึ่งซ่อนอยู่ในกิ่งไม้ โรกุโรตะ ปรากฏตัวเพื่อยื่นข้อเสนอให้พวกเขาพาเข้าสู่ดินแดนของศัตรู พวกเขาตอบรับโดยแทบจะทันที ฉากการเจอกิ่งไม้ซึ่งข้างในเป็นทองบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง ชาวนาสองคนซึ่งร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน เกิดทะเลาะกันถึงขั้นจะลงไม้ลงมือด้วยทองคำเพียงแท่งเดียว ทั้งคู่ต่างกล่าวอ้างว่า ตนเป็นผู้ค้นพบทองเป็นคนแรก กระทั่งเมื่อพบทองแท่งที่สอง ทั้งคู่ก็ยังทะเลาะกันเพราะต่างต้องการจะครอบครองทองเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว

                แตกต่างกับ โรกุโรตะ สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยขององค์หญิงยูกิ ทว่าคนทั้งคู่ต่างเหมือนมีปราการกั้นกลางระหว่างกัน องค์หญิงไม่เห็นด้วยกับความคิดของ โรกุโรตะ ขณะที่ โรกุโรตะ เองก็ดื้อดึงที่จะยืนยันความเชื่อของตน ในการนำพาองค์หญิงยูกิเข้าสู่แดนศัตรู การกำหนดให้องค์หญิงยูกิแกล้งเป็นใบ้ในระหว่างการเดินทาง นอกจากจะเป็นการสงบศึกกับ โรกุโรตะชั่วคราว ยังเป็นการพรางตัวมิให้ฝ่ายศัตรูจับได้ด้วยเพราะ “สำเนียง และ ลีลาการพูดจา” ขององค์หญิง อาจเป็นเหตุสำคัญให้ถูกฝ่ายศัตรจับพิรุจได้ ทว่าทุกครั้งที่องค์หญิงได้เปิดปากพูด จึงมักจะเป็นการโต้คารมและความคิดกับ โรกุโรตะ เสียทุกครั้ง

                ระหว่างการเดินทาง องค์หญิงยูกิได้เข้าสู่ดินแดนแห่งใหม่ สิ่งที่ใหม่สำหรับองค์หญิง คือ สภาพผู้คนชั้นล่าง , ชาวนา , ขี้เหล้า , หญิงบำเรอกาม ขณะเดียวกันการเดินทางดังกล่าวยังทำให้เธอเห็นคุณค่าของมนุษย์ , ชีวิต และ จิตใจของคนด้วย เธอเริ่มจะมองเห็นบางสิ่งซึ่งหากเธอยังคงอยู่ใน “ปราการซ่อนเร้น” น่ากลัวว่าเธอจะไม่มีวันได้พบมัน นั่นคือ จิตใจของมนุษย์

                องค์หญิงยูกิกล่าวในทำนองว่า สิ่งที่เธอเห็น ยามใช้ชีวิตอยู่ในปราสาท ไม่ใช่ความจริง มันคือภาพลวงที่เต็มไปด้วยความสวยงาม เธอพบแต่สิ่งซึ่งถูกปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเธอจึงมีความสุขเป็นอย่างมาก ที่ได้พบและสัมผัสกับสังคมจริง ๆ ชาวบ้านทั่วไปที่มีทั้งกักขฬะ , สกปรก และ ไม่เป็นมิตร ทว่าการมองเห็นภาพความจริงนี้ ทำให้เธอเห็นบางอย่างในตัว โรกุโรตะ นั่นคือ ความเป็นคนจงรักภักดีและเป็นยอดขุนพลอย่างแท้จริง

                ระหว่างทาง โรกุโรตะพลาดล้ำเข้าไปในค่ายของศัตรู เขาควบม้าเข้าไปตัวเดียว แล้วลงดวลหอกยาวกับขุนพลฝ่ายศัตรู ทั้งคู่สูสีกันมาก ฉากการดวลนี้มีช่วงหนึ่ง ที่โรกุโรตะวิ่งหลบเข้าไปในผ้าซึ่งขึงไว้ต่างกำแพง เขาและขุนพลฝ่ายศัตรูอยู่คนละฝากของผ้านั้น ทั้งคู่ต่างพยายามโจมตีกันด้วยการแทงผ้าให้เป็นรูโหว่ออก บ้างถึงกับฉีกผ้าออกเป็นริ้ว ๆ สุดท้ายการดวลจบลงที่โรกุโรตะ เป็นฝ่ายชนะ เขาทำให้ขุนพลฝ่ายศัตรูเสียอาวุธในมือไป ทว่าเขาเลือกจะไว้ชีวิตขุนพลผู้นั้น ก่อนจะกระโดดขึ้นควบม้าแล้วจากไป

                ผลก็คือ ขุนพลฝ่ายศัตรูผู้นั้น นามว่า    เฮเอียว ทาโดโกโร่ ถูกเจ้านายลงโทษด้วยการใช้แส้โบยม้าฟาดที่หน้าของเขา ปรากฏเป็นแผลเป็นเสมือนเป็นรอยแผลที่ตีตราความพ่ายแพ้ของเขาต่อ โรกุโรตะ ทาโดโกโร่ ถามโรกุโรตะ ในตอนที่ถูกจับกุมพร้อมกับองค์หญิงยูกิว่า เหตุไฉนจึงปล่อยเขาให้มีชีวิต นี้คือบาดแผลที่เขาได้รับจากความอับอายดังกล่าว

                องค์หญิงยูกิ ได้ฟังจึงกล่าวตอบโต้แก่ ทาโดโกโร่ ถึงเนื้อแท้ของการที่โรกุโรตะปล่อยให้เขามีชีวิตรอด ว่านี่คือ การให้เกียรติอย่างยิ่งใหญ่ของขุนพลโรกุโรตะต่อขุนพลฝ่ายศัตรู อาจไม่ใช่เกียรติของทหาร หรือแม้แต่เกียรติของลูกผู้ชาย ทว่าเป็นเกียรติของมนุษย์ การมีชีวิตอยู่ต่างห่างคือ เกียรติยศอันสำคัญที่สุดที่มนุษย์พึงจะได้รับ

                ทาโดโกโร่ เห็นความสัตย์จริงในคำพูดนั้น นั่นคือเนื้อแท้แห่งเกียรติยศที่มนุษย์ยึดมั่น เขาตัดสินใจละซึ่งหน้าที่การงานและเกียรติยศทางทหาร เขายอมเป็นผู้ถูกตราหน้าว่า ทรยศ เพื่อนำองค์หญิงยูกิ และ ขุนพล โรกุโรตะ ตีฝ่าวงล้อมออกจากค่ายทหารฝ่ายเขาเอง !!!

                ท้ายที่สุด องค์หญิงยูกิ กลับสู่มาตุภูมิ โรกุโรตะ และ ทาโดโกโร่ เป็นคู่ขุนพลซ้ายขวา ชาวนาสองคนผู้ติดตามถูกเรียกตัวไปรับปูนบำเหน็จ  โรกุโรตะ เฉลยว่า แท้จริงหญิงใบ้ที่ติดตามขบวนคือ องค์หญิงยูกิ และทองซึ่งพวกเขาอุตส่าห์ขนออกจากแดนศัตรูนั้น แท้จริงเป็นทรัพย์สมบัติของราชวงศ์ หาใช่ขององค์หญิงยูกิหรือใครอื่นไม่

                ชาวนาทั้งสองเห็นสัจธรรม ท้ายสุดของที่ไม่ใช่ของเรา อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ของเรา อย่ายึดเอาของคนอื่นเป็นของตนอีกเลย นึกได้เท่านั้น ปูนบำเหน็จที่ได้รับเป็นป้ายทองขนาดเท่าฝ่ามือ จึงมีคุณค่ามากกว่าทองสองร้อยแท่งที่พวกเขาวาดฝันจะฮุบเป็นของตัวให้จงได้

                ระหว่างเดินลงจากปราสาท สองคนผลัดกันโบ้ยให้เก็บทองแผ่นนั้นไว้  พวกเขาต่างรู้แล้วว่า มีสิ่งหนึ่งซึ่งซื้อไม่ได้ แม้จะนำเงินขนาดไหนมากองให้ .. นั่นคือ ความเป็นมนุษย์ , อิสรภาพ และ มิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมเป็นร่วมตาย

                ชาวนากลับสู่ผืนนา  ขุนพลกลับสู่ปราสาท  องค์หญิงกลับสู่บัลลังก์ …

                ทุกสรรพสิ่งหวนคืนสู่สิ่งที่เคยเป็น … เป็นอยู่  และ ยังจะเป็นต่อไป

                ทว่าการเดินทางสอนให้คนห้าคน ทลาย “ปราการซ่อนเร้น” ภายในจิตใจของตนหมดสิ้น

                ความถือดีขององค์หญิงมลายหายไป   ความละโมบของชาวนาไม่มีอีกแล้ว เกียรติยศและศักดิ์ศรีของขุนพลกลายเป็นเพียงลมปาก

                เหลือเพียงความเป็นมนุษย์ปุถุชนเดินดินทั่วไป มีโลภ โกรธ หลง แสนสามัญ …

                กระทั่งคนอยู่ในอำนาจยังละได้  … แล้วคนทั่วไปจะไม่อาจปล่อยวางได้เชียวหรือ ?

 

Advertisements

2 responses

  1. เป็นบทวิจารณ์ที่ดีมากครับ

    ตุลาคม 15, 2009 ที่ 7:44 am

  2. สุดยอด อยากได้มานานแล้ว

    พฤศจิกายน 19, 2009 ที่ 5:31 pm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s