a trick of the light : a place for cinephiles

SUMMER PALACE การเมืองไม่เคยยุ่ง การมุ้งไม่เคยหยุด

 

โดย ‘กัลปพฤกษ์’  kalapapruek@hotmail.com

 

 

*** หมายเหตุ: ภาพยนตร์เรื่องนี้มีโปรแกรมฉายที่ HOUSERAMA ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน เป็นต้นไป ***

 

ครั้งแรกที่ได้ข่าวเกี่ยวกับภาพยนตร์จีนเรื่อง Summer Palace ผลงานการกำกับของ Lou Ye หนึ่งเดียวจากเอเชียที่ได้รับคัดเลือกเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 2006 นั้น ก็มีเหตุการณ์ให้ได้ตื่นเต้นกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน เมื่อแหล่งข่าวรายงานว่าเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้มีการพาดพิงถึงการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของเหล่านักศึกษา เมื่อปี ค.ศ. 1989 ซึ่งบานปลายไปสู่ความรุนแรง ทำให้ทางรัฐบาลจีนรู้สึกไม่พอใจที่ Lou Ye นำภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งไปยังเทศกาลต่างประเทศโดยไม่ได้ขออนุญาตและยื่นคำขาดให้หนังต้องผ่านการพิจารณาจากทางการจีนเสียก่อนจึงจะสามารถฉายได้ กระทั่งได้เห็นภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อย่างสง่าผ่าเผยในเวลาต่อมา ผู้เขียนก็อนุมานเอาเองว่าหนังเรื่องนี้คงผ่านการพิจารณาจากทางรัฐบาลจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงสามารถออกฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานนี้ได้ แต่เพิ่งจะมาทราบข้อเท็จจริงเอาภายหลังว่าทางรัฐบาลไม่สามารถตรวจพิจารณาภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ทันงานเทศกาล โดยอ้างเหตุผลว่าภาพและเสียงของหนังนั้นมีปัญหาทางด้านเทคนิคจนกรรมการไม่สามารถดูหรือฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังอย่างสมบูรณ์ได้ (ทั้งที่จริงแล้วทั้งหมดนั้นเป็นความตั้งใจของผู้กำกับ!)  Lou Ye จึงตัดสินใจไม่ยอมถอนหนังเรื่องนี้ออกจากโปรแกรมและปล่อยให้ Summer Palace ได้เปิดฉายในงานเทศกาลเมืองคานส์ด้วยอารมณ์ประมาณ ‘เป็นไงเป็นกัน!’ อย่างเด็ดเดี่ยว สุดท้ายรัฐบาลจีนก็สั่งห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในอาณาจักรพร้อมทั้งลงโทษ Lou Ye กับโปรดิวเซอร์หญิง Nai An มิให้ข้องแวะกับกิจกรรมสร้างภาพยนตร์ไม่ว่ารูปแบบใด ๆ ในประเทศจีนเป็นเวลา 5 ปีเต็ม!

 

เหตุการณ์วุ่นวายท้าทายอำนาจการเซ็นเซอร์ของหนังเรื่อง Summer Palace นี้เองที่ทำให้ผู้เขียนจินตนาการไปไกลว่ามันจะต้องเป็นหนังอิงการเมืองที่จาบจ้วงการใช้อำนาจของผู้นำคอมมิวนิสต์จีนในอดีตอย่างหนักหน่วงรุนแรงจนเป็นที่แสลงจิตแสลงใจฝ่ายภาครัฐบาลจีนเป็นหนักหนา แต่เมื่อผู้เขียนมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในเวลาต่อมาจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเอดินบะระ (Edinburgh Film Festival) เมื่อปีเดียวกัน ก็ต้องรู้สึกประหลาดใจอย่างครามครันว่านี่มันไม่ใช่หนังการเมืองเลยสักนิด! หากแต่เป็นงานดรามาที่นำพาเราไปติดตามการเผชิญชีวิตรักและกามารมณ์ของนักศึกษาหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งต่างหาก และเหตุการณ์รุนแรงแห่งจัตุรัสเทียนอันเหมินที่ว่าก็มีสถานะเพียงแค่ฉากหลังเล็ก ๆ ซึ่งกินเวลาไม่ถึง 10 นาทีจากความยาวหนังทั้งหมดเกือบจะสองชั่วโมงครึ่ง! ดูจบแล้วก็ชวนให้มึนตึงแทนผู้สร้างทั้งหลายเป็นหนักหนาว่ามันไประแคะระคายเจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ของจีนกันตรงต่อมไหน (หากจะไม่นับฉากการร่วมเพศซึ่งพอจะตัดทอนออกได้และผู้กำกับเองก็แสดงความยินยอม) จนถึงกับไม่ยอมให้หนังได้ฉายให้พี่น้องชาวจีนได้ดูกันในประเทศบ้านเกิด!

 

Summer Palace นับเป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่ 4 ของผู้กำกับ Lou Ye ต่อจาก Weekend Lover (1995) Suzhou River (2000) และ Purple Butterfly (2003) หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ Yu Hong สาวบ้านนอกสวยและมั่นที่ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งให้เข้าไปเรียนในเมืองหลวง Yu Hong จึงต้องร่ำลาแฟนหนุ่มบ้านนอกด้วยการมอบพรหมจรรย์ของเธอให้กับเขากลางทุ่งหญ้าใต้แสงดาวในราตรีหนึ่ง ก่อนจะย้ายมาอาศัยในหอพักอันแออัดของมหาวิทยาลัยร่วมกับเพื่อนนักศึกษาคนอื่น ๆ  ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เอง Yu Hong ได้ทำความรู้จักและสนิทสนมกับ Li Ti หญิงมั่นอีกรายที่แฟนหนุ่มของเธอได้ทุนไปศึกษายังกรุงเบอร์ลิน Li Ti ได้แนะนำให้ Yu Hong รู้จักกับ Zhou Wei นักศึกษาหนุ่มหล่อเพื่อนของแฟนหนุ่มของเธอในคลับเต้นรำแห่งหนึ่งซึ่ง Yu Hong ก็แสดงท่าทีสนใจในตัว Zhou Wei โดยทันที Li Ti จึงเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวทั้งสองได้อยู่ด้วยกันด้วยการออกอุบายฝากกุญแจห้องพักของตัวเองไว้กับ Yu Hong เผื่อว่าระหว่างที่ Li Ti ไม่อยู่นั้น Zhou Wei สามารถใช้ห้องนั้นในการเขียนหนังสือได้โดยไปขอยืมกุญแจจาก Yu Hong  ได้ แผนการของ Li Ti เป็นผล เมื่อ Yu Hong และ Zhou Wei ได้ใช้ห้องของ Li Ti เป็นรังสวาทร่วมรักกันอย่างโหยกระหายคล้ายกับไม่ได้ปลดปล่อยอารมณ์กำหนัดใคร่มาเป็นเวลานาน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันคุโชนไปด้วยไฟแห่งความปรารถนาและตัณหาของนักศึกษาชายหญิงทั้งสองที่สลับสับเปลี่ยนกันปรองดองและระหองระแหงกันไม่ต่างจากคู่รักในวัยหนุ่มสาวคู่อื่น ๆ เลย โลกของ Yu Hong ในเวลานั้นจึงมีเพียงแต่ Zhou Wei โดยเราแทบจะไม่ได้เห็นเธอมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับเพื่อนนักศึกษารายอื่น ๆ หรือแสดงความใส่ใจในการศึกษาเล่าเรียนมากเท่ากับการใกล้ชิดกับ Zhou Wei เลย

 

จนกระทั่งเหล่านักศึกษาต่างระดมชุมนุมกันเพื่อวางแผนประท้วงรัฐบาลที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี ค.ศ. 1989 Yu Hong ผู้ไม่เคยสู่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเพื่อน ๆ ของเธอเลยก็มีอันต้องจับผลัดจับผลูเข้าไปมีส่วนพัวพันโดยการร่วมวิ่งขึ้นรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปประท้วงด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่า Zhou Wei คู่รัก และ Li Ti เพื่อนสาวของเธออยู่บนรถคันนั้นด้วย! ฉากนี้เองที่ผู้กำกับ Lou Ye ดูจะตั้งใจสะท้อนความจริงบางอย่างที่น่าตกใจ เพราะภาพ footage จริงของคลื่นขบวนนักศึกษาที่เดินทางมาประท้วงครั้งยิ่งใหญ่ในคราวนั้น อาจไม่ได้แสดงถึงกำลังที่มีจุดเริ่มต้นมาจากอุดมคติทางการเมืองเสียทั้งหมด เพราะอาจจะมีนักศึกษาอีกมากมายหลายต่อหลายคนที่เข้าร่วมประท้วงในเหตุการณ์นั้นเพียงเพราะต้องการติดสอยห้อยตามเพื่อน ๆ และคนรักไปโดยไม่ได้มีเหตุผลทางการเมือง! แต่ที่น่าเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าคือในขณะที่ผองเพื่อนนักศึกษากำลังเผชิญหน้ากับกองกำลังจากรัฐบาลนั้น Yu Hong, Zhou Wei และ Li Ti กลับใช้โอกาสที่ท้องถนนโล่งว่างไร้ยวดยานเดินเอ้อระเหยทอดน่องลอดอุโมงค์รถกันอย่างโรแมนติก โดยไม่สำเหนียกเลยสักนิดว่าเพื่อนของพวกเขาถูกกระสุนปืนเจาะร่างกันไปตั้งกี่ชีวิตแล้ว!

 

การไม่นำพาต่อเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างจริงจังของตัวละครหลัก ประกอบกับการนำเสนอภาพการประท้วงต่าง ๆ ที่เหมือนจะเป็นเพียงกิจกรรมสนุกคะนองของผองวัยรุ่นนักศึกษาของ Lou Ye นั้น ทำให้ Summer Palace เป็นหนังที่ปลอดจากจุดยืนทางการเมืองใด ๆ และไร้สิ้นกระทั่งน้ำเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่จะเข้าข้างฝ่ายไหนอย่างชัดเจน แถมยังมีบางจุดที่หนังยังให้น้ำหนักกับทางรัฐบาลด้วยการมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นผลพวงจากปรากฏการณ์ ‘เพื่อนมากลากกันไป’ ของบรรดานักศึกษาด้วยฉันทาคติมากกว่าจะเป็นการชุมนุมด้วยอุดมคติทางการเมืองอย่างแท้จริง ทำให้ผู้เขียนรู้สึกยิ่งขึ้นไปอีกว่าไม่มีเหตุผลสมควรใด ๆ เลยที่ทางรัฐบาลจีนจะต้องสั่งห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้เพียงเพราะหนังมีการพาดพิงถึงเหตุการณ์นั้น เพราะในความเป็นจริงแล้วมันก็แทบมิได้เป็นส่วนประกอบที่สลักสำคัญอะไรของหนังมากมายเลย!

 

สิ่งที่ Lou Ye สนใจมากกว่าใน Summer Palace จึงเป็นการศึกษาการปะทะกันระหว่างบุคลิกภาพพื้นฐานอันแข็งกร้าวกับความเจ็บปวดรวดร้าวของตัวละคร Yu Hong เมื่อเธอต้องถูกปลายแส้แห่งความรักโบยตี Lou Ye วางบุคลิกให้ Yu Hong เป็นหญิงสาวที่มักมากในกาม แต่ความลุ่มหลงในกิจกรรมสวาทใคร่ของเธอนั้นกลับมิได้มีรากฐานมาจากรสสัมผัสอันรัดรึงของบรรดาหนุ่มฉกรรจ์ หากมันเป็นความต้องการอย่างรุนแรงของเธอเองที่อยากจะเป็น ‘ที่ปรารถนา’ ของชายคนใดคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา จะเห็นว่า Yu Hong พร่ำบ่นกับ Zhou Wei ขณะนอนเปลือยกายบนเตียงนอนหลังเสร็จภารกิจว่า เขาน่าจะไปขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศซะ มันจะได้ไม่เจ็บนักเวลามีอะไรกัน แต่เธอกลับแสดงอารมณ์อย่างหุนหันพลันแล่นในทันทีที่เปิดประตูมาเห็น Zhou Wei กำลังนั่งกินข้าวกับหญิงอื่น อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ของ Yu Hong จะปรากฏชัดยิ่งขึ้นในช่วงหลังของหนังหลังจากที่เธอได้แยกทางกับ Zhou Wei แล้ว เมื่อต้องใช้ชีวิตอย่างลำพังซังกะตายเพียงคนเดียว Yu Hong ก็ไม่อาจจะทนรับสภาพนี้ได้ สุดท้ายเธอจึงต้องหันไปให้ท่าคบชู้กับชายรูปร่างหน้าตาแสนธรรมดาที่มีตำแหน่งเป็นสามีของหญิงอื่น เพียงเพราะเธอต้องการหนักหนาที่จะมีใครสักคนเห็นคุณค่าในเรือนกายอันงดงามของเธอโดยไม่คิดจะยี่หระต่อขนบศีลธรรมใด ๆ ความไม่รู้จักพอของ Yu Hong นี่เองที่ทำให้ตลอดความยาวหนังเธอมีโอกาสได้นอนกับผู้ชายถึงห้าคนในต่างกรรมต่างวาระกันไป (นี่ยังไม่นับอาจารย์ด้านจิตวิทยาที่ไม่มีใครรู้ว่า Yu Hong ไปนอนด้วยจริงหรือไม่) แถมเธอเองยังเป็นฝ่ายเริ่มก่อนทุก ๆ ครั้ง อย่างตอนที่เธอได้เป็นฝ่ายถือกุญแจห้องของ Li Ti และเลือกที่จะมีอะไรกับ Zhou Wei หรือไม่เป็นต้น โดยมี Zhou Wei เพียงคนเดียวที่เป็นชายที่เธอมอบความรักให้จนหมดใจ ซึ่งสุดท้ายเธอก็ถูกเขาย่ำยีจนป่นปี้จนเหลือแต่เพียงร่างกายที่ใช้หาความสุขไปวัน ๆ อย่างไร้วิญญาณ

 

ผู้กำกับ Lou Ye ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดนี้ด้วยเทคนิคหนังอันเปี่ยมล้นไปด้วยจริตลูกเล่นด้านต่าง ๆ อย่างมีลีลา เขา ดูจะได้รับอิทธิพลจากผู้กำกับยุโรปโดยเฉพาะกลุ่ม French New Wave อย่าง Jean-Luc Godard หรือ Francois Truffaut อยู่มาก โดยเฉพาะการตัดต่อแบบ Jump Cut เปลี่ยนองศาการจับจ้องตัวละครอย่างไม่สนใจจังหวะ รวมทั้งลักษณะของการใช้ดนตรีประกอบซึ่งมักจะใช้การบรรเลงของเครื่องสายและเปียโนมาสร้างอารมณ์ร่วมกันอย่างขึงขังมีมนต์เสน่ห์ แม้ว่าท้องเรื่องราว ตัวละครและเหตุการณ์ประกอบต่าง ๆ จะยังมีความเป็น จี๊น จีน อยู่ขนาดไหนก็ตาม ลีลากึ่งผสมผสานเหล่านี้ทำให้ผลงานของ Lou Ye ดูแตกต่างจากผู้กำกับจีนรุ่นหกรายอื่น ๆ อย่าง Wang Xiaoshui, Zhang Yuan หรือ Jia Zhangke ไปได้อย่างโดดเด่น

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือถึงแม้ว่าลีลาหนังของ Lou Ye จะเอ่อท้นไปด้วยการโหมประโคมด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นความแออัดของการจัดองค์ประกอบภาพ ความฉับไวของการตัดต่อ การกล่อมอารมณ์คนดูด้วยเสียงดนตรี กระทั่งการสร้างความฟุ้งฝันแฟนตาซีกันด้วยปุ่ยนุ่น! แต่เรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ ใน Summer Palace กลับยึดมั่นอยู่กับความเป็นจริงโดยไม่ละทิ้ง ซึ่งก็เป็นการรักษาความจริงใจของหนังผ่านเนื้อแท้แห่งอารมณ์ของตัวละครซึ่งเปี่ยมไปด้วยกิเลสตัณหาของการเป็นปุถุชน หนังดูจะพลิกกลับสูตรสำเร็จของหนังรักโรแมนติกแบบชวนให้สะใจ โดยมอบบทบาทนางเอกของเรื่องให้เป็นหญิงร่านผู้ชาย และให้พระเอกกลายเป็นหนุ่มหล่อจอมโหลยโท่ยที่โดนจับได้คาหอพักขณะกำลังลอบเล่นรักกับเพื่อนสาว แต่หนังกลับมอบสีสันน่าสนใจให้ตัวละครซึ่งเหมือนจะเป็นนางอิจฉาอย่าง Li Ti ที่เหตุการณ์ชีวิตในช่วงท้ายของเธอนั้นขโมยซีนความบอบช้ำของการหวนกลับมาพบกันของพระเอกและนางเอกไปได้อย่างมีพลังจนน่าตกใจ!

 

บทสรุปของ Summer Palace จึงสามารถสะท้อนให้เห็นถึงสัจธรรมชีวิตได้ประการหนึ่งว่า อันความเป็นไปในชีวิตของคนเรานั้นมันมักจะเลื่อนไหลไปในทิศทางที่ไม่ได้คิดฝันกันอยู่เสมอ สิ่งที่เราเองอาจจะเคยคิดหวังว่าเราจะเติบโตไปเป็นแบบนั้นแบบนี้มักจะไม่มีโอกาสพานพบกับความเป็นจริง เพราะชีวิตมักจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งดีและร้ายแวบผ่านเข้ามาท้าทายการตัดสินใจของเราอยู่เสมอ หากไม่เชื่อก็ลองย้อนเวลากลับไปถามตัวเองเมื่อสักห้าปีหรือสิบปีที่แล้วดูก็แล้วกัน ว่าตัวเราในเวลานั้นเคยคิดฝันบ้างไหมว่าเราจะกลายมาเป็นอะไรที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ผู้เขียนคนหนึ่งหละที่ไม่เคยได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองเคยคิดหวังไว้ว่าจะได้เป็นเลยสักที พับผ่าสิเอ้อ ชีวิต!!! . . .

 

 

 

 

 

 

3 responses

  1. ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เลย รู้สึกว่าตอนจบมันน่าสะเทือนใจมาก (จนไม่กล้าไปดูที่ House อีกรอบแล้ว กลัวไม่ประทับใจ 555)

    หนูเคยเขียนถึงหนังไว้นิโหน่ยที่นี่ค่ะ
    http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=10-2007&date=08&group=1&gblog=99

    มิถุนายน 5, 2008 ที่ 7:43 am

  2. 555 หัวข้อได้ใจจริงๆ

    มิถุนายน 14, 2008 ที่ 8:37 am

  3. shachou

    ชอบเรื่องนี้ครับ ถึงแม้จะค่อนข้างยาว แต่กลับดูแล้วไม่เบื่อเลย ผมเพิ่งเคยดูหนังจีนที่สะท้อนชีวิตหนุ่มสาวชาวจีนในเมืองแบบนี้

    มิถุนายน 14, 2008 ที่ 4:00 pm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s