a trick of the light : a place for cinephiles

โลกศิลปะของ ดอนกิโฆเต้แห่งลามันช่า

 

โดย ‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com

 

หมายเหตุ บทความนี้เป็นฉบับตัดทอนของบทความขนาดยาว บันทึกรอยเท้า ดอนกิโฆเต้แห่งลามันช่า ในอาณาศิลปะ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร ช่อการะเกด ฉบับที่ 45 กรกฎาคมกันยายน 2551

 

โลกนี้อาจมีงานวรรณกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับอมตะประดับวงการอยู่มากมายหลายร้อยชิ้น แต่ผลงานที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังจนสามารถส่งอิทธิพลไม่เพียงเฉพาะในแวดวงวรรณกรรมด้วยกันเอง หากยังล่วงข้ามเขตแดนไปจุดประกายดาลใจให้กับศิลปินในสาขาอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลายคงจะมีอยู่ไม่มากมายนัก และหนังสืออย่าง “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” ซึ่งประพันธ์โดยนักประพันธ์สัญชาติสเปน มิเกล เด เซร์บันเตส (Miguel de Cervantes) ย่อมเป็นหนึ่งในงานวรรณกรรฒที่ต้องถูกจัดให้อยู่ในผลงานกลุ่มหลังนี้อย่างแน่แท้

 

นับตั้งแต่ผลงานเรื่อง “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อปีคริสตศักราช 1605 หนังสือเล่มนี้ก็ได้รับความนิยมในหมู่ผู้อ่านเป็นอย่างสูง มีการตีพิมพ์ซ้ำแถมยังได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากมายหลายสำนวน จนกลายเป็นงานที่สร้างชื่อเสียงให้ มิเกล เด เซร์บันเตส เป็นที่รู้จักในฐานะนักเขียนแถวหน้าแห่งวงการวรรณกรรมระดับสากล ความสำเร็จของหนังสือเล่มนี้สามารถพิสูจน์ได้จากอิทธิพลจากเรื่องราวของมันที่มีต่อศิลปินผู้สร้างงานในศิลปะแขนงต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม คีตนิพนธ์ นาฏยลีลา มาจนถึงศิลปะแขนงน้องใหม่อย่างภาพยนตร์ ก็ยังคงมีการสร้างกันออกมาอย่างไม่ขาดสายแม้ในปัจจุบัน จนกลายเป็นว่า ชื่อของ ‘ดอนกิโฆเต้’ ซึ่งจะต้องมีปรากฏอยู่ในผลงานสร้างสรรค์ทุกแขนงศิลป์นั้น อาจทำให้ผู้ที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเกิดความไขว้เขวได้ว่า ชื่อตัวละครที่เคยผ่านหูผ่านตานามนี้นั้น มันมีต้นกำเนิดมาจากศิลปะแขนงใดกันแน่?

 

เรื่องราวใน “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” ซึ่งหลาย ๆ ค่ายยกย่องให้เป็นวรรณกรรมรูปแบบ ‘นวนิยาย’ เรื่องแรกของโลกนั้น ก็จะเป็นการล้อเลียนขนบงานวรรณคดีวีรคติที่มุ่งเชิดชูอุดมคติและความมุ่งมั่นในการพิชิตหมู่มารอภิบาลคนดีของเหล่าอัศวินวีรบุรุษผู้กล้า โดยจะเล่าเรื่องราวผ่านตัวละคร อล็อนโซ กิฆาน่า ชายวัยเกษียณอายุที่มีอาการคลั่งไคล้วรรณคดีแนวอัศวินเหล่านี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เขาไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจขายที่ดินเพื่อนำเงินมาซื้องานวรรณกรรมที่เขาหลงรักแล้วก้มหน้าก้มตาตะบี้ตะบันอ่านมันอย่างหิวกระหายโดยไม่สนใจเดือนตะวัน จนเป็นที่หวั่นใจของหลานสาวและแม่บ้านซึ่งอาศัยร่วมชายคาเดียวกับเขา ถึงขั้นต้องพยายามหาวิธีปรามความคลุ้มคลั่งในโลกจินตนาการของชายผู้เป็นเจ้าของบ้านก่อนที่เขาจะเสียจริต แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะสายเกินไป เมื่อ อล็อนโซ กิฆาน่า เกิดแรงบันดาลใจจากการอ่านวรรณกรรมเหล่านี้อย่างจริงจัง จนต้องอุปโลกน์ตนเองเป็นขุนนางผู้กล้านามว่า ดอนกิโฆเต้  แห่งลามันช่า (Don Quixote de La Mancha) ควบม้าคู่ใจออกจากบ้านพร้อม ซันโช่ ปันซ่า ชายชาวบ้านผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร เพื่อไปปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ของเหล่าอัศวินผู้ผดุงความยุติธรรม โดยมี ดุลซิน่า หญิงงามในจินตนาการซึ่ง ดอนกิโฆเต้ สร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อเป็นแรงใจให้เขาสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายได้ตลอดการเดินทาง

 

ด้วยความแปลกใหม่ทั้งในส่วนของเนื้อหาเรื่องราวและวิธีการบอกเล่าทำให้ “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” เป็นนวนิยายที่อุดมไปด้วยแง่มุมน่าสนใจ ท้าทายให้ศิลปินนักคิดทั้งหลายได้ถ่ายทอดทรรศนะและความรู้สึกของตนเองที่มีต่อตัวละครตัวนี้ผ่านทางผลงานด้านศิลปะกันอยู่ในทุกยุคทุกสมัย ไม่ต้องอื่นไกล จิตรกรร่วมชาตินามอุโฆษอย่าง พาโบล พิกัสโซ่ (Pablo Picasso) และ ซาลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dali) ก็ได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์งานจิตรกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานวรรณกรรมอันเป็นสมบัติประจำชาติของชาวสเปนเล่มนี้กันทั้งคู่  พาโบล พิกัสโซ่ มีผลงานภาพพิมพ์ดำบนพื้นสีขาวเป็น รูปดอนกิโฆเต้บนหลังม้าคู่ใจในเครื่องแบบเต็มยศ เคียงข้างกับ ซันโช่ ปันซ่า สหายร่วมผจญภัยบนหลังลา โดยมีกังหันลมคู่ปรปักษ์ของ ดอนกิโฆเต้ เรียงตัวไกลกระจ้อยร่อยบนพื้นหลังท่ามกลางแสงตะวันอันร้อนระอุ ภาพที่ออกมามีลีลาเชิงล้อเลียนไม่ผิดไปจากน้ำเสียงหลักของตัวนิยายเอง โดยศิลปินได้ให้น้ำหนักลายเส้นของดอนกิโฆเต้และม้าคู่ใจที่แลดูบอบบางแต่ก็ยังรักษาสมดุลได้อย่างสง่ามั่นคง ผิดกับภาพของ ซันโซ่ ปันซ่า ที่อุ้ยอ้ายกะเท่เร่ ทิ้งน้ำหนักตัวบนหลังลาตัวจ้อยแลดูไม่สมดุล  ส่วน ซาลวาดอร์ ดาลี เอง ก็ดูจะนิยมชมชอบนิยายเรื่องนี้เป็นอันมาก เขามีผลงานจิตรกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวของอัศวินดอนกิโฆเต้อยู่หลายชิ้นด้วยกัน ดังในตัวอย่างผลงานที่ได้คัดเลือกมาให้ชมซึ่งจิตรกรก็สามารถใช้ลีลาเหนือจริงในแบบฉบับของตัวเองมาถ่ายทอดห้วงจินตนาการอันแปลกเพี้ยนพิสดารของ ดอนกิโฆเต้ได้อย่างกลมกลืน

 

ในส่วนของแวดวงคีตศิลป์นี่ก็ใช่ว่าจะน้อยหน้า เพราะมีคีตกวีชื่อดังเคยร่ายท่วงทำนองประพันธ์ผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายเล่มนี้กันมาแล้วในหลายยุคสมัย ไม่ว่าจะในรูปแบบอุปรากรโดย จอร์จ ฟิลลิป เทเลมัน (Georg Philipp Telemann) เฟลิกซ์ เม็นเด็ลโซห์น (Felix Mendelssohn) จูลส์ มาสเซเน่ต์ (Jules Massenet) และ มานูเอล เดอ ฟัลญ่า (Manuel de Falla)  ส่วนคีตกวีชื่อดังชาวฝรั่งเศสอย่างมอริส ราแวล (Maurice Ravel) ก็ได้นำเอาบทร้อยกรองชื่อ ‘Don Quixote to Dulcinea’ ของพอล มอแรนด์ (Paul Morand) มาใส่ทำนองเป็นเพลงร้องประกอบเปียโนถึงสามบทด้วยกัน  แต่หากจะว่ากันถึงดนตรีบรรเลง บทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดเลยก็คงจะต้องเป็น บท Tone Poem (ดนตรีสำหรับบรรเลงด้วยวงออเคสตร้าที่ถ่ายทอดห้วงอารมณ์ของเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านทางเสียงดนตรี) ชื่อ ‘Don Quixote’ ผลงานตีพิมพ์ลำดับที่ 35 ของคีตกวีเยอรมัน ริคคาร์ด สเตร้าส์ (Richard Strauss) ซึ่งจะมาในลีลา Fantasy ที่อิงโครงสร้างการประพันธ์แบบ Theme and Variations (การนำเสนอทำนองหลักแล้วต่อด้วยการแปรทำนองนั้นในรูปแบบและอารมณ์ที่ต่าง ๆ กันไป) โดยในบทประพันธ์ชิ้นนี้ ริคคาร์ด สเตร้าส์ได้แปรทำนองในรูปแบบต่าง ๆ เอาไว้ถึง 10 ครั้ง

 

โครงสร้างและลีลาของบทประพันธ์ชิ้นนี้ดูจะมีเป็นปฏิภาคขัดแย้งไม่ต่างไปจากการงัดง้างของน้ำเสียงแห่งการเย้ยหยันและความมุ่งมั่นไม่หวั่นคลอนของตัวละครหลักในนิยายดังที่ได้กล่าวไป เนื่องจากรูปแบบของงาน Fantasy ในดนตรีนั้น ผู้ประพันธ์ควรจะต้องมีอิสระจากการยึดอิงกับขนบโครงสร้างการประพันธ์แบบใด ๆ โดยปล่อยให้ห้วงทำนองแปลกใหม่สลับกันเข้ามาสร้างสีสันผันเปลี่ยนอารมณ์จนไม่อาจคาดเดา แต่สำหรับในบทประพันธ์ Fantasy-Variations ชิ้นนี้ ผู้ประพันธ์เองยังมิวายมีกรอบเกณฑ์ของ Theme and Variations มาคอยกำกับเพื่อให้โครงสร้างทั้งหมดของบทบรรเลงชิ้นนี้สอดคล้องกับโครงสร้างแบบแบ่งตอนย่อยของตัวนวนิยาย ซึ่งถ้าหากจะไม่จริงจังกับส่วนของการวางโครงสร้างกันอย่างเคร่งครัดแล้ว ลำพังเพียงท่วงทำนองและการสร้างบรรยากาศผ่านทางเสียงดนตรีของ ริคคาร์ด สเตร้าส์ ก็เรียกได้ว่าหนักแน่นเต็มไปด้วยสีสันสะท้อนถึงฝีไม้ลายมืออันฉกาจฉกรรจ์ของผู้ประพันธ์ได้อย่างน่าทึ่งอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ริคคาร์ด สเตร้าส์กำหนดให้เครื่องดนตรีเชลโลเป็นเครื่องดนตรีเอก แทนน้ำเสียงอันหนักแน่นจริงจังของตัวละคร ดอนกิโฆเต้ประชันกับเครื่องดนตรีวิโอลา ทูบา และคลาริเน็ต ซึ่งจะมาแทนน้ำเสียงชวนขบขันของ ซันโช่ ปันซ่า ดนตรีเสนอแนวทำนองหลักด้วยการแนะนำตัวละครสำคัญ หลังจากรุกเร้ากันด้วยจังหวะมาร์ชอันฮึกเหิมแล้ว ริคคาร์ด สเตร้าส์ก็เริ่มนำผู้ฟังเข้าสู่ภวังค์ของดอนกิโฆเต้ขณะกำลังอ่านนิยายวีรกรรมอัศวินด้วยท่วงทำนองอันเชื่องช้าสง่างามกันในทันที ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้เครื่องดนตรีโอโบขับขานท่วงทำนองอันอ่อนหวานของ ดุลซิเนีย  แม่หญิงในจินตนาการของ ดอนกิโฆเต้ ปิดท้ายของเสียงทูบาในจังหวะลีลาน่าขบขัน ซึ่งก็มิใช่ใครที่ไหนกัน เพราะเขาคือพ่อ ซันโช่ ปันซ่า ผู้ตะกละตะกรามนั่นเอง

 

นอกจากจะได้รับการถ่ายทอดในรูปแบบอุปรากรและดนตรีสำหรับวงออเคสตร้าแล้ว “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” ยังได้ถูกดัดแปลงเป็นงานนาฏยลีลาปลายเท้า หรือที่เรารู้จักกันทั่วไปว่า การแสดงบัลเลต์จากฝีมือของคีตกวีและนักออกแบบท่าเต้นชื่อดังกันอีกมากมายหลายฉบับเลยทีเดียว แต่ผลงานบัลเลต์ที่ดูจะโด่งดังเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างมากที่สุดก็เห็นจะเป็น ฉบับที่ประพันธ์ดนตรีโดยคีตกวี เลอ็อง มิงคุส (Leon Minkus) และออกแบบท่าเต้นโดยนัก บัลเลต์ชื่อดังชาวรัสเซีย รูดอล์ฟ นูเรเยฟ (Rudolf Nureyev) โดยอ้างอิงจากท่าเต้นฉบับดั้งเดิมของ มาริอุส เปติปา (Marius Petipa) การแสดงบัลเลต์ฉบับนี้ รูดอล์ฟ นูเรเยฟ ได้บันทึกเป็นภาพยนตร์เอาไว้เมื่อปี ค.ศ.1972 และมีโอกาสออกฉายตามโรงภาพยนตร์ทั้งในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา

 

อย่างไรก็ดี การตีความของ เลอ็อง มิงคุส และ รูดอล์ฟ นูเรเยฟ ที่มีต่อบทประพันธ์ “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” ก็ดูจะผิดแผกไปจากการตีความของศิลปินในแขนงอื่น ๆ อยู่พอสมควรเลยทีเดียว ข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้การแสดงบัลเลต์ฉบับนี้ ต้องมีรูปโฉมที่แตกต่างไปจากเรื่องราวของตัวนิยาย ก็คือการที่นักแสดงทั้งหลายไม่สามารถถ่ายทอดบทสนทนาต่าง ๆ ออกมาเป็นคำพูดได้ ซึ่งก็เป็นขนบปฏิบัติของการแสดงบัลเลต์นั่นเองที่ต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านทางลีลาการร่ายรำเท่านั้น เมื่อไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยวัจนะภาษา ดอนกิโฆเต้ฉบับบัลเลต์นี้จึงไม่อาจนำพาผู้ชมดิ่งลึกเข้าไปใจจิตใจของตัวละครหลักสำคัญอย่างดอนกิโฆเต้ได้ พวกเขาจึงจำเป็นจะต้องดัดแปลงเรื่องราว โดยสลับบทบาทให้ตัวละครรองอย่าง บาซิลิโอ (นำแสดงโดยรูดอล์ฟ นูเรเยฟเอง)  คนรักหนุ่มของ คิทรี สาวชาวบ้านที่ดอนกิโฆเต้สำคัญผิดคิดว่าเป็นแม่หญิงดุลซิเนีย มาเล่นเป็นตัวเอก ในขณะที่ตัวละครดอนกิโฆเต้ กลับทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวร้ายคอยสร้างความวุ่นวายก่อกวนความสงบของชาวบ้านและรวมทั้งระรานความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอก ภาพของดอนกิโฆเต้ในบัลเลต์ฉบับนี้จึงกลายเป็นชายผู้มีสายตาเด็ดเดี่ยวดุดันซึ่งพร้อมจะคว้าดาบไล่ฟันใคร ๆ ตรงหน้าได้เมื่อใดที่สติสตางค์ของเขาทำงานไม่ปกติ โดยแทบไม่มีแง่มุมด้านอื่นใดให้เห็นกันเลย ความโดดเด่นจริง ๆ ของบัลเลต์ฉบับนี้จึงอยู่ที่ความละเอียดประณีตในเชิงการออกแบบท่าทางการเต้นทั้งเดี่ยว หมู่ และคู่ ที่ รูดอล์ฟ นูเรเยฟ ได้นำเอาลวดลายการร่ายรำแบบสเปนมาดัดแปลงใช้ได้อย่างอลังการ สร้างสีสันแปลกใหม่ตามธรรมเนียมของการแสดงบัลเลต์ซึ่งต้องมีลีลาท่วงท่านานาวัฒนธรรมมาปะปนให้มีอะไรน่าสนใจอยู่เสมอ

 

สำหรับร่องรอยศิลปะ ‘ดอนกิโฆเต้’ แขนงสุดท้าย ที่จะพาไปสำรวจกันในโอกาสนี้ก็คือ ประดิษฐกรรมสุนทรีย์บันเทิงน้องใหม่ซึ่งรู้จักกันในนาม ‘ภาพยนตร์’ นั่นเอง ตามประวัติศาสตร์การสร้างสรรค์ผลงานในโลกเซลลูลอยด์ บทประพันธ์เรื่อง “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” เคยถูกดัดแปลงออกมาเป็นภาพยนตร์อยู่มากมายหลายครั้งตั้งแต่สมัยที่หนังยังไม่มีเสียงพูด จากหลักฐานเท่าที่มีบันทึกไว้ ประเทศแรกที่นำเอานิยายอมตะนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อปี ค.ศ. 1903 ก็คือฝรั่งเศส โดยฝีมือของสองผู้กำกับ ลูเซียน น็องกูเอต์ (Lucien Nonguet) และ แฟร์ดินองด์ เซ็คคา (Ferdinand Zecca) โดยใช้ชื่อหนังอย่างเป็นทางการว่า Les aventures de Don Quichotte หลังจากนั้นก็มีภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ชิ้นนี้ต่อเนื่องออกมาอีกหลายฉบับกระทั่งในปัจจุบัน ซึ่งก็รวมถึงผลงานของผู้กำกับชื่อดังในระดับนานาชาติอย่าง กีออร์ก วิลเฮล์ม พาบส์ (Georg Wilhelm Pabst) แอริค โรห์แมร์ (Eric Rohmer) อาร์เธอร์ ฮิลเลอร์ (Arthur Hiller) ออร์สัน เวลลส์ (Orson Welles) รวมทั้งปีเตอร์ เยทส์ (Peter Yates)

 

สำหรับผลงานภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์ “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” ซึ่งจัดว่ามีความโดดเด่นน่าสนใจควรค่าแก่การหาชม ก็จะมีอยู่ด้วยกันหลายฉบับ เริ่มกันตั้งแต่ภาพยนตร์ชุด Adventures of Don Quixote สามภาษา คือ ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมัน ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1933 ฝีมือการกำกับโดยหนึ่งในสุดยอดผู้กำกับเยอรมัน กีออร์ก วิลเฮล์ม พาบส์ เจ้าของผลงานเลื่องชื่ออย่าง Pandora’s Box (1929) ซึ่งดัดแปลงจากบทละครของ ฟรังค์ เวเดคินด์ (Frank Wedekind)  สำหรับ Adventures of  Don Quixote ชุดสามภาษานี้ ก็ได้นักร้องนักแสดงชื่อดังชาวรัสเซียผู้เรืองนาม เฟโอดอร์ ชาลีอาปิน (Feodor Chaliapin) มาสวมบทบาทเป็นดอนกิโฆเต้ โดยผู้กำกับ กีออร์ก วิลเฮล์ม พาบส์ ได้ใช้บทภาพยนตร์ และฉากหลังเดียวกันถ่ายทำไปทีละภาษาแถมยังสามารถทำออกมาได้เสร็จพร้อมกันในปีเดียวเป็นหนังความยาวเรื่องละ 1 ชั่วโมง ฉบับแรกที่สำเร็จออกมาคือฉบับภาษาฝรั่งเศสซึ่งดูจะเป็นฉบับที่สมบูรณ์พร้อมมากที่สุดทั้งทางด้านรายละเอียดเหตุการณ์และการแสดง จากนั้นจึงมีฉบับภาษาอังกฤษและเยอรมันตามมา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็หาชมกันได้เพียงฉบับฝรั่งเศสและอังกฤษเท่านั้น เนื่องจากต้นฉบับหนังฉบับเยอรมันนั้นได้สูญหายไปเสียแล้ว

 

ด้วยความยาวปกติมาตรฐานของภาพยนตร์ในสมัยนั้นซึ่งไม่ควรจะเกิน 1 ชั่วโมง จึงกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ผู้กำกับ กีออร์ก วิลเฮล์ม พาบส์ ไม่สามารถเล่าเหตุการณ์จากตัวนิยายได้อย่างละเอียดละออกันอย่างที่ควรเป็น เขาจึงต้องปรับโครงสร้างของเรื่องราวเสียใหม่โดยนำเสนอได้เพียงการผจญภัยครั้งสำคัญ ๆ โดยละทิ้งรายละเอียดปลีกย่อยรวมทั้งลูกเล่นการประพันธ์ต่าง ๆ ไปเพื่อให้ได้ความยาวหนังที่พอดี ถึงแม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีรูปลักษณ์ที่ควรจะจัดจำแนกเอาไว้อยู่ในหมวดหนังเพลง แต่เอาเข้าจริงแล้วฉากการร่ำทำนองทั้งหมดในหนังก็มีอยู่เพียงแค่ 4 ฉากเท่านั้นซึ่งก็เป็นผลงานการประพันธ์ทำนองโดย ฌาคส์ อิแบรต์ (Jacques Ibert) และอเล็กซานเดอร์ ดาร์โกมิชกี้ (Alexander Dargomyzhsky) เนื้อหาส่วนใหญ่ของภาพยนตร์ฉบับนี้จึงยังคงมุ่งเน้นที่การถ่ายทอดสถานการณ์ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะที่ผิดเพี้ยนในจิตใจของตัวละครดอนกิโฆเต้ เสียมากกว่าการให้ความบันเทิงด้วยฉากการร้องเพลง

 

ส่วนผลงานภาพยนตร์ดอนกิโฆเต้ที่ดูจะมีความแปลกต่างน่าสนใจกว่าเรื่องอื่นใด ก็เห็นจะเป็นฉบับรัสเซียซึ่งใช้ชื่อว่า Don Kikhot ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1957 ฝีมือการกำกับโดย กริกอรี โคซินท์เซฟ (Grigori Kozintsev) ผู้กำกับชาวรัสเซียที่ถนัดถนี่ในการดัดแปลงวรรณกรรมอมตะลงสู่แผ่นฟิล์ม ผลงานเด่นเรื่องอื่น ๆ ของเขาก็ประกอบด้วย Shinel (1926) จากบทประพันธ์เรื่อง The Overcoat ของนิโคไล โกโกล (Nikolai Gogol)  The Young Fritz (1943) จากบทกวีของ ซามูอิล มาร์ชัค (Samuil Marshak) และ Gamlet (1964) กับ Korol Lir (1971) ซึ่งดัดแปลงจากบทละครเรื่อง Hamlet และ King Lear ของวิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare)

 

สิ่งที่น่าสนใจในภาพยนตร์ดอนกิโฆเต้ฉบับนี้ก็คือความแปลกใหม่ของการให้น้ำหนักของตัวละครรอบข้างมากกว่าตัวละครเอกอย่างดอนกิโฆเต้อย่างเห็นได้ชัด ด้วยจุดประสงค์หลักของตัวภาพยนตร์เองที่ต้องการชูประเด็นการเย้ยหยันอุดมคติแห่งคุณค่าดีงามว่าเป็นเพียงความเพ้อเจ้อใหลหลงของผู้โง่เขลาเบาปัญญาซึ่งควรจะตกเป็นเหยื่อแห่งความสำราญของผู้ที่เฉลียวฉลาดกว่า  Don Kikhot ฉบับของผู้กำกับ กริกอรี โคซินท์เซฟ จึงให้ความสำคัญต่อทรรศนะที่ตัวละครรายล้อมมีต่อดอนกิโฆเต้เสียมากกว่าการพัฒนาแง่มุมเชิงลึกของตัวละครหลักนี้เสียด้วยซ้ำ

 

แม้ว่า นิโคไล เชอร์คาซอฟ (Nikolai Cherkasov) นักแสดงนำซึ่งเคยรับบทบาทยิ่งใหญ่อย่าง Alexander Nevsky ในภาพยนตร์ของ เซอร์เก ไอเซ็นสไตน์ (Sergei Eisenstein) มาแล้วจะมิได้ทำหน้าที่บกพร่องอะไรอันใดในการสวมบทบาทเป็นดอนกิโฆเต้ผู้มุ่งมั่นแต่ด้อยสติปัญญา แต่ทุกครั้งที่ตัวละคร ซันโช่ ปันซ่าออกโรง ผู้ชมหลาย ๆ คนก็คงอดนึกเปรียบเทียบเลยไม่ได้ว่า เหตุใดตัวละครรองอย่างซันโซ่ ปันซ่า จึงกลับมีสีสันและชีวิตชีวาที่น่าสนใจจดจำเสียยิ่งกว่าตัวละครเอกเสียอีก ความแตกต่างนี้จะเห็นได้ชัดขึ้นในช่วงท้ายของหนังเมื่อดอนกิโฆเต้ถูกลวงเขาไปในยังคฤหาสน์ของท่านดยุคซึ่งจงใจจะกลั่นแกล้งเขาด้วยการจัดพิธีศพกำมะลอให้กับหญิงที่มีใจให้เขา สายตาหยันเหยียดเพื่อกลบเกลื่อนปมด้อยในจิตใจตนเองของตัวละครรายล้อมนับสิบ พร้อมด้วยถ้อยคำแดกดันที่ยกให้ดอนกิโฆเต้เป็นผู้พิสูจน์ถึงความงี่เง่าไร้สาระของการอุทิศตัวเพื่อประกอบคุณความดี ความน่าขบขันของพลังแห่งความเชื่อมั่นศรัทธา รวมทั้งนิยามของความรักซึ่งสรุปได้ว่ามันเป็นเพียงจินตนาการเพ้อฝันชั่วครู่ยามปราศจากความจีรัง ล้วนให้พลังในการแสดงอันหนักแน่นชวนสะพรึง จนอาจจะลืมนึกถึงหัวจิตหัวใจของดอนกิโฆเต้ในฐานของผู้ถูกกระทำกันไปโดยไม่รู้ตัว

 

และเนื่องในโอกาสครบรอบวาระ 400 ปี นิยายเรื่อง “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” เมื่อปี พ.ศ. 2548 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลสเปนก็ได้เฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรมอมตะชิ้นนี้กันอย่างเอิกเกริก ด้วยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ การจัดทำตราไปรษณียากร เหรียญกษาปณ์ รวมทั้งส่งเสริมการแปลนิยายเรื่องนี้เป็นภาษาต่าง ๆ ซึ่งชาวไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากการเฉลิมฉลองในครั้งนี้ เมื่อสถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย ได้สนับสนุนให้มีการจัดแปลนิยายเรื่อง “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” ฉบับสมบูรณ์ เป็นภาษาไทยและตีพิมพ์ออกเผยแพร่ให้คอหนังสือชาวไทยได้หาซื้อจับจองกันตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2549 โดยมี สว่างวัน  ไตรเจริญวิวัฒน์ เป็นผู้รับหน้าที่แปลจากต้นฉบับภาษาสเปนโดยตรง ภายใต้การบรรณาธิการต้นฉบับโดย วัลยา วิวัฒน์ศร และ มกุฏ อรฤดี แห่งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ซึ่งสำนวนการแปลฉบับสมบูรณ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกนี้ ท่านใดที่มีโอกาสได้อ่านแล้วก็คงจะตระหนักได้ถึงความพิถีพิถันละเอียดลออทั้งในส่วนของการค้นคว้าหาข้อมูลและการเลือกเฟ้นถ้อยคำที่ให้บรรยากาศตามท้องเรื่องราวได้อย่างกลมกลืนยิ่งนัก ผู้แปลมิเพียงแต่จะถอดความข้ามความแตกต่างทางภาษาโดยยังรักษาเนื้อหาให้ต้องตรงกับงานต้นฉบับเท่านั้น แต่เธอยังได้รวบรวมเกร็ดความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ประพันธ์และเนื้อหาเรื่องราวผ่านเชิงอรรถจิปาถะกว่า 400 หัวข้อเลยทีเดียว “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” ฉบับภาษาไทยเล่มนี้จึงนับเป็นงานวรรณกรรมแปลร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่อีกเล่มหนึ่งของวงการหนังสือไทยที่คอวรรณกรรมทั้งหลายควรจะต้องมีไว้ในครอบครอง . . .

 

 

 

ข้อมูลอ้างอิง

1) นิยายเรื่อง “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” โดย มิเกล เด เซร์บันเตส ฉบับแปลเป็นภาษาไทยโดย สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์  สำนักพิมพ์ผีเสื้อ พ.ศ. 2549

2) วิดีทัศน์การแสดงคอนเสิร์ต Richard Strauss: Don Quixote, op. 35 บรรเลงโดย Berliner Philharmoniker ควบคุมวงโดย Herbert von Karajan ผลิตโดย Sony Classical

3) วิดีทัศน์การแสดงบัลเลต์เรื่อง Don Quixote (1972) โดย Rudolf Nureyev  ผลิตโดย Kultur

4) วิดีทัศน์ภาพยนตร์เรื่อง Adventures of Don Quixote (1933) กำกับโดย Georg Wilhelm Pabst  ผลิตโดย Video Artists International

5) วิดีทัศน์ภาพยนตร์เรื่อง Don Kikhot (1957) กำกับโดย Grigori Kozintsev  ผลิตโดย Ruscico

6) วิดีทัศน์ภาพยนตร์เรื่อง Don Quixote de Orson Welles (1992) กำกับโดย Orson Welles และ Jesus Franco ผลิตโดย G.C.T.H.V.

7) วิดีทัศน์ภาพยนตร์เรื่อง Lost in La Mancha (2002) กำกับโดย Keith Fulton และ Louis Pepe ผลิตโดย New Video Group

8) http://www.imdb.com

9) http://www.wikipedia.com

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s