a trick of the light : a place for cinephiles

Pana Ma Peau (In My Skin)นุ่มๆ นอกเนื้อนาง

 

โดย  มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์

(หมายเหตุ Filmvirus: ความตั้งใจเดิมนั้นหนังเรื่องนี้เคยติดทำเนียบอยู่ในหนังสือ 151 Cinema แต่ด้วยเหตุผลบางประการจึงหลุดโผไป  อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณ คุณ มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ ที่เอื้อเฟื้อบทความจากนิตยสาร Flicks ให้นำมาตีพิมพ์ ณ ที่นี้)

 

เบื่อไหมครับ ? ที่เวลาใครจะทำหนังสักเรื่องจะต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งทางด้านจิตใจ,  ถ่ายทอดมุมมองของคนที่ตกอยู่ในสภาพจิตที่แปรปรวน ซ้ำๆ ซากๆ (เสร็จแล้วก็ฟันธงเอาดื้อๆ ว่าเป็นหนังอาร์ตบ้าง, ผลงานคุณภาพบ้าง) ก็เรื่องๆ เหมือนกันหมด

ถ้าเบื่อ…ลองมาดูผลงานของนักทำหนังอีกกลุ่มดูบ้างเป็นไร คนพวกนี้ไม่เคยมีความทะเยอทะยานที่จะได้รับคำชม หรือ รางวี่รางวัลอะไรทั้งนั้น เรื่องปัญหาจิตวิเคราะห์ฉีกทิ้งไปได้ เพราะคนสร้างเขาไม่เคยใช้ตำรา นอกจากเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ล้วนๆ แม้จะดูหมิ่นเหม่ ถูกโจมตีว่าผิดศีลธรรมไปบ้าง (แน่นอนตราบใดที่สังคมยังตัดสินว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย)

คำถาม มีอยู่ว่าระหว่างหนังสองกลุ่มข้างต้น หนังประเภทไหน (กันแน่) ที่มีผลโน้มน้าวและสร้างแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาผู้ชมได้ชะงัดกว่ากัน ?

จนกระทั่งวันหนึ่ง ก็มีคนริเริ่มเอาปลายสุดของทั้งสองขั้วมาบรรจบกัน ณ จุดกึ่งกลาง  จนกระทั่งได้ทั้งหนังที่ขายเนื้อหนังมังสา แล้วก็ได้หนังซึ่งพูดถึงภาวะอันว้าวุ่นของสภาพจิตคนเรา ซึ่งหาได้เกิดจากภาวะอันซับซ้อนในปัจเจกอะไรเชยๆ แบบนั้น แต่ทว่ามันเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่เราพากันมองข้ามกันไปหมดนั่นคือ ผิวหนังคนเราเองแท้ๆ

ก่อนหน้า มารีน่า เดอ ว็อง จะทำหนังเรื่อง Dans Ma Peau (In My Skin) เรื่องนี้ออกมาเห็นจะมีก็แต่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กระมังที่หยิบเอาประเด็นเกี่ยวกับผิวหนังที่ผิดปกติของคนเรามาทำเป็นหนัง (ก็ได้เหมือนกัน) คือเรื่อง “สุดเสน่หา” (Blissfully Yours)

มิน คงเป็นผู้ชายผู้มีปัญหาด้านผิวหนังที่มีความสุขที่สุดในโลก ในเรื่องนั้นมีการบอกแต่เพียงคร่าวๆ ว่า ผิวของมินลอกแล้วตกสะเก็ดบ่อยครั้ง  ถึงกระนั้นมินก็ยังมีทั้งคนช่วยปรุงแล้วก็ทำให้…  โดยตั้งใจจะทำให้หมดทั่วตัว แต่ทว่าในรายของ เอสแธร์ (เดอ ว็อง ทั้งกำกับเอง แสดงเองเสร็จ)  กลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะหลังจากเธอได้แผลจากการเดินท่อมๆ ไปตามพงหญ้า นอกบริเวณงานเลี้ยงในค่ำวันหนึ่งที่ทำให้เธอได้แผลเหวอะ ซึ่งเธอเองก็บอกไม่ได้ว่าโดนตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่ร้ายกว่านั้น กลับอยู่ตรงที่ เอสแธร์ กลับไม่รู้สึกเจ็บ แม้แต่กระผีก

สำหรับเรื่องอื่น “โรคร้าย” ที่คนในหนังชอบเป็นกันนัก มักมีตั้งแต่โรคลูคีเมีย,  โรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งโรคเอดส์… แต่สำหรับ เอสแธร์ กลับมองว่า บาดแผลที่มีแต่จะเหวอะวัน เหวอะคืน เป็นเรื่องธรรมดา คือเธอยังสามารถเดินเหิน, ประกอบอาชีพการงานที่มั่นคง อีกทั้งยัง เมค-เลิฟกับแฟนหนุ่มได้เป็นปกติ โดยหารู้ไม่ว่ารอยบาดแผล (ที่เกิดจากอะไรก็ไม่ทราบ) บริเวณโคนขา นับวันมีแต่จะลุกลามไปทั่วตัว ระยะแรกๆ ก็แค่ลอกธรรมดา แต่ทว่าพอลอกเข้าจริงๆ กลับหลุดออกได้เป็นแผ่นเหมือนถุงน่องที่ทำจากผิวหนัง จนกระทั่งวันหนึ่งแขนข้างซ้ายทั้งท่อนก็ถอดแยกขาดออกจากกันโดยที่เธอเองกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้าน

เป็นกันได้ที่คนเราพอได้แผลจะยังไม่รู้สึกจนกว่าจะเห็นเข้าทีหลัง สำหรับ เอสแธร์ แล้ว ความเจ็บปวดมิได้เกิดจากบริเวณผิวหนัง  แต่ว่ามาจากร่องรอยให้ปรากฏแก่สายตาของผู้ที่จะตามมาพบภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นคราบเลือดบนพรมปูพื้น หยดเลือดตามโต๊ะอาหาร กอปร กับ มีดปลายแหลม เรียกได้ว่าทุกอย่างพร้อมที่จะอวดแขกเหรื่อตามที่สาธารณะแทบทั้งนั้น

In My Skin (Dans Ma Peau) คงเป็นหนังธรรมดามาก ถ้าบาดแผลของ เอสแธร์ สามารถบำบัดด้วยซีม่าโลชั่น แล้วแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางประทินผิว แต่รูปการณ์กลับมิเป็นเช่นนั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นแผล หนอง หรือน้ำเหลือง… ทุกอย่าง เอสแธร์ สามารถบำบัดด้วยลำพังตัวเองล้วนๆ ไม่ว่าจะใช้ของมีคมหรือวัตถุปลายแหลม (จนกระทั่งพัฒนาไปเป็นเครื่องมือช่าง) ช่วยแซะประหนึ่งว่าต้องการจะบรรเทาอาการคัน ยิ่งนานเข้า เธอก็ค้นพบความหฤหรรษ์จากเนื้อหนังของเธอเองเข้าอีกอย่าง ตรงที่มันคือ อาหารอันโอชะ อีกเมนูหนึ่งเข้าให้แล้ว

เสียอย่างเดียว ระบบโรงหนังมักให้ความสำคัญกับระบบเสียง แต่สำหรับ Dans Ma Peau สิ่งหนึ่งที่จะตามมากับภาพ กลายเป็น กลิ่น ที่จะสลับกันทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นคาวเลือด ไปจนถึงฟอร์มาลิน ซึ่งเป็นเรื่องของปฏิกิริยาทางจิตใจที่คนดูได้รับ  แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนก็คือ ตัวหนังไปได้ไกลกว่าการเป็นหนัง horror ธรรมดา นั่นคือ ความสยดสยองหาใช่เกิดจากมีตัว monster มาไล่ชำแหละเนื้อบรรดาเหยื่อสาวๆ ตรงกันข้ามตัวเหยื่อสาวในเรื่องเองต่างหากที่จะคอยทำหน้าที่แล่เนื้อ-เถือหนังของตนเอง ในขณะที่อีกข้างหนึ่งมันก็คือความสุขกายสบายใจ ไม่ต่างอันใดกับการได้เสพเพศรสจากเพศตรงข้าม

สืบเนื่องมาจากตัว “เหยื่อ” ของเราในที่นี้กระทำตนเป็นทั้งผู้กระทำ (active) แล้วก็ผู้ถูกกระทำ (passive) ไปพร้อมๆ กันพฤติกรรมของ เอสแธร์ จึงเป็นส่วนประกอบกันระหว่างปมจำพวก sado – masochism + cannibalism (ในส่วนของเนื้อ) + vampirism (ในส่วนของเลือด) แต่ถ้าจะรวมความกันจริงๆ ก็คงสรุปได้แค่คำๆ เดียวคือ consumerism

มารีนา เดอ ว็อง เลือกใช้ภาพประกอบไตเติ้ลเปิดเรื่องโดยไม่คำนึงถึงความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวอะไรทั้งนั้น คือเธอแบ่งเฟรมออกย่อยๆ ออกเป็นสองข้าง (ซ้าย-ขวา) ซึ่งมีแต่รูปเมืองตึกระฟ้า ในขณะที่โครงเรื่องหลักเกี่ยวข้องกับตัวละครที่สุขใจกับการบริโภคในหลากหลายรูปแบบ จะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่ เอสแธร์ เริ่มมีอาการกำเริบ นอกจากจะเป็นพื้นที่สาธารณะซึ่งแวดล้อมด้วยคนหมู่มาก (โอกาสที่จะมีคนภายนอกมาพบเห็น ก็ย่อมเป็นไปได้สูงเช่นกัน) ก็นับเป็นบริเวณซึ่งเกี่ยวกับอาหาร การจับจ่าย หรือ life-style แบบชนชั้นกลางไม่ว่าจะเป็นในงานเลี้ยง (ได้แผลครั้งแรก) ในร้านอาหาร (แขนเริ่มหลุดอยู่ข้างจานขาหมู) ซูเปอร์มาร์ท (เมื่อ เอสแธร์ เกิดอาการหิวกระหายเนื้อหนังของตัวเอง)

ท้ายที่สุด ปมทุกอย่างที่ว่ามาในตัวของ เอสแธร์ เมื่อรวมกันแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับงูกินหาง คือการบริโภคตัวเอง จริงอยู่โดยสภาพเมื่อคำนึงถึง เอสแธร์ ในฐานะของผู้ถูกกระทำเธอย่อมมีสภาพไม่ต่างอะไรกับศพซึ่งไม่ใช่ ในทางกลับกัน ถ้ามองเอสแธร์ในฐานะของผู้เป็นฝ่ายกระทำ (active)  ต่างหากที่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอยังมีชีวิตอยู่ได้…  คือยังไม่ตาย แม้ว่าจะบริโภคเนื้อตัวเองเป็นอาหาร โดยเฉพาะการสะสมผิวหนัง เนื้อเยื่อ เก็บไว้ในรูปแบบที่ต่างกันออกไป รวมไปจนถึงการเก็บบันทึกไว้เป็นภาพถ่าย เมื่อมาวางเรียงเข้าไว้ด้วยกันแบบภาพพาโนรามาผลที่ได้คือเรือนร่าง สรีระตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ ครั้นเมื่อมีโทรศัพท์ดังกริ๊งเข้ามา

เอสแธร์ ก็ตอบด้วยเสียงชัดถ้อยชัดคำ…”ใช่…นี่แหละฉันเอง” ( “Oui, c’estmoi”)

เนื้อหนังมังสาทุกส่วนของ เอสแธร์ เป็นได้ทั้งเครื่องบำบัดความทุกข์ของสะสมและในบางครั้งก็เป็นอาหาร  แม้ในยามที่เธอเปลื้องผ้าอาภรณ์จนหมดจึงไม่ต่างอันใดกับวัตถุดิบที่รอรับการเชือด ชำแหละ ทีละส่วน ซึ่งให้ผลในการสร้างปฏิกิริยาสะท้อนกลับแก่อารมณ์ในเชิงดำกฤษณา  คล้ายกับเป็นการจงใจต่อต้านหรือสร้าง anti-thesis ต่ออารมณ์ใฝ่ต่ำตามประสาหนังขายเนื้อหนังมังสาและสรีระของสตรี ในเชิงพาณิชย์ทั่วไป

เรื่องแบบ Dans Ma Peau ที่ถูกแล้วควรจะอยู่รวมกับกลุ่มหนังสั้นหรือหนังโฆษณา (ถ้าคำนึงในแง่ของงานครีเอทีฟ) ซึ่ง “หนังต้องห้าม” ก็บังเอิญติดกลุ่มไปกับเขาด้วยเหมือนกัน (เมื่อดูจากความยาวต่อเรื่องหนึ่งๆ) แต่สุดท้ายก็เหลือเอาไว้แค่งานซึ่งทำลายกฏเกณฑ์ของทุกอย่างจนเกลี้ยง คือได้หนึ่งเรื่องยาวซึ่งยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน… โดยเฉพาะการจับเอาของซึ่งเล็กจนถูกมองข้ามมาพูดถึง คือ “บาดแผล” คนเราธรรมดาๆ

แต่ถ้ามองในแง่ของ “หนังโป๊” ตามชื่อเรื่อง (dans ma peau) ก็จะเป็นหนังโป๊ที่หดหู่ที่สุดในโลก คือไร้ซึ่งอารมณ์อีโรติค แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  การเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่พูดถึงหนังที่ชัดเจนและจริงใจที่สุด ภายหลังจากที่เราเคยมี La Peau Douce (The Soft Skin) ของฟรองซัวส์ ทรูฟโฟต์),  Peau d’ane (The Magic Donkey หรือ “เจ้าหญิงลาวิเศษ”),  Shark Skinned Man ของญี่ปุ่น หรือแม้แต่ Being John Malcovich ตอนไปฉายที่ฝรั่งเศสก็ยังได้ชื่อว่า “Dans La Peau de (In the skin of) John Malcovich

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s