a trick of the light : a place for cinephiles

มาดสตรี จากมะนิลาจนถึงบอสตัน

โดย  ทรงยศ แววหงษ์

(หมายเหตุ FILMVIRUS:บทความนี้เคยตีพิมพ์ใน สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ วันที่ 20 ก.ค.2529 ปีที่ 33 ฉบับที่ 5)

 

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเข้าใจว่าหลายคนคงจะเหมือนกับผม ตรงที่นั่งจ้องอยู่หน้าจอทีวีติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหว (อันผิดปกติ) ที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ ใจนึงผมก็ค่อนข้างจะประหวั่นพรั่นพรึง เพราะการปลุกม็อบต่อต้านและลองหยั่งกำลังของรัฐบาลคุณนายอาคีโน่น่ะมีมาตลอด มาคราวนี้ถึงกับมีการเผชิญหน้าโดยตรง เหตุการณ์อาจจะหลุดพ้นไปจากการควบคุม ก้าวไปสู่สงครามกลางเมือง และท้ายสุดผู้พ่ายแพ้ก็คือประชาชนฟิลิปปินส์

แต่อีกใจนึง (ด้วยความที่ไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางเท่าไร) ก็รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังดูหนังอันน่าตื่นเต้นหวาดเสียว ตัวโกงมีสองตัว ตัวนึงเป็นตาแก่อายุ 70 กว่า ยืนตาโหลอยู่ในพิธีสาบานตัวรักษาการตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ในโรงแรมกลางกรุงมะนิลา  อีกตัวนึงแก่พอกัน แต่หน้าตาบวมฉุยืนอยู่ท่ามกลางบริษัทบริวารที่เกาะฮาวาย  ฉากทหารเดินถือปืนเกร่ไปมาพร้อมกับชูนิ้วเป็นรูปตัววี (ตามแบบที่พวกอเมริกันชอบใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ) ให้กับกล้อง เป็นภาพที่ให้สีสันบรรยากาศกึ่งเครียดกึ่งสนุก ส่วนตัวนางเอกนั้นดูสบายๆ สง่าสมตัวและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น  เธอให้สัมภาษณ์ว่าจะควบคุมสถานการณ์ให้คืนตัวโดยเร็วที่สุด แล้วเธอก็ทำได้จริงๆ ซะด้วย ก็เป็นอันว่าฝันกลางฤดูร้อนคราวนี้ผ่านไปได้อีกตาหนึ่ง จนกว่าจะถึงคราวหน้าแหละครับ  (ความจริงฝ่ายกบฏน่าจะฉลาดพอที่เอาเหตุการณ์บางเหตุการณ์ในเมืองไทยเป็นบทเรียนนะครับ เพราะมันช่างคล้ายกันซะจริงๆ เลยทีเดียว)

ต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ผมเลิกแขม่วท้องและถอนหายใจได้ยาวๆ อย่างผ่อนคลาย  ผมถึงได้รู้สึกตัวเองว่าออกจะชอบบุคลิกของคุณนายอาคีโน่อยู่ไม่น้อย  ผมคิดว่าเธอดูสบายๆ เป็นธรรมชาติ เธอดูยิ้มแย้มแจ่มใส (แม้ปัญหาปวดขมองจะรุมล้อมอยู่เป็นอย่างมากขณะนี้)  แถมหน้าตายังดูไม่ขี้ริ้ว แม้จะไม่สวยอย่างเจิดจ้า ยิ่งเทียบกับคุณนายมาร์กอส ผู้ซึ่งมีรูปร่างใหญ่โตจนดูทะมึน เวลายืนกับใครก็ดูจะข่มและกดบีบความสำคัญของคนอื่นเสียหมด (แม้กระทั่งสามีของเธอเองก็เถอะ) แถมความมั่นใจในมหาอภิสิทธิ์อำนาจของเธอ ทำให้เธอเหมือนจักรพรรดินีผู้ซึ่งอาจจะสั่งตัดหัวใครที่ไม่พอใจเอาได้ง่ายๆ สองคนนี้จึงดูแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในสายตาของผม

และเพื่อให้คอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์หนังไม่ใช่การวิเคราะห์ข่าวการเมืองต่างประเทศ ผมก็อยากเชื่อมประเด็นบุคลิกของบุคคลกับดาราสตรีเท่าที่พอจะนึกว่าประทับใจและเท่าที่พอจะนึกออกในยามนี้

มาร์ลีน ดีทริค (Marlene Dietrich) ดาราสาวชาวเยอรมันอาจจะเป็นคนแรกที่ผมนึกออกตอนนี้ เธอเป็นดาราคู่ขวัญของผู้กำกับมือหนึ่ง โยเซฟ ฟอน ชแตร์นแบร์ก (Josef Von Sternberg) ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ 1930 หนังที่ โยเซฟสร้างกี่เรื่องต่อกี่เรื่องก็จะมี มาร์ลีน เล่นเป็นตัวเอกเสมอ  เรื่องที่ผมประทับใจมากที่สุดก็คือ มาร์ลีนในบทของพระนางแคทเธอรีน มหาราชินีจากเรื่อง The Scarlet Empress (1934)  เธอดูสง่างามแต่ก็แฝงด้วยเสน่ห์ยวนใจอย่างประหลาดสมกับบทที่เธอได้รับในเรื่องนั้น (แถมผมยังชอบเพลงที่เธอร้องทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสปนสำเนียงเยอรมันด้วยครับ โดยเฉพาะเพลงที่ชื่อว่า Lili Marlene)

สำหรับ เอลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์ (Elizabeth Taylor) ผู้ซึ่งเกิดในปี 1932 (ปี 2475 ไงครับ !) แล้วก็แสดงหนังตั้งแต่เมื่อตอนอายุได้ 10 ขวบ พออายุ 11 ก็ได้เล่นหนังอีกเรื่องนึงกับ แลสซี่ ดาราหมาผู้ยิ่งใหญ่ของฮอลลีวู้ด (Lassie Come Home) จากนั้นก็ไม่มีใครจะหยุดเธอได้อีก เพราะเธอมีงานแสดงมากมายจนจดจำไม่หวาดไหว เท่าที่พอจะนึกออกในขณะนี้ก็มี Giant (1956), Cat on a Hot Tin Roof (1958), Cleopatra (1964) และ Who’s Afraid of Virginia Woolf ? (1966) ความมีเสน่ห์ของเธออยู่ตรงที่การแสดงอารมณ์ได้อย่างดุเดือด และความงามอย่างน่าเกรงขามของเธอ โดยเฉพาะในบทของพระนางคลีโอพัตรา แต่ความงามและความมีเสน่ห์ของเธอก็ค่อยๆ หดหายไปเป็นสัดส่วนผกผันกับเนื้อหนังมังสาที่เพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมากของเธอ

อิงกริด เบิร์กแมน (Ingrid Bergman) เป็นคนที่ผมประทับใจในความงดงามอย่างอ่อนหวาน (อย่างในเรื่อง Casablanca – 1943) มากกว่าความงามสง่าสมวัยซึ่งปรากฏในเรื่อง Anastasia (1956 – เธอได้ตุ๊กตาทองจากเรื่องนี้) ยิ่งเมื่อเธออายุมากแล้วผมก็ยิ่งไม่ประทับใจจนถึงกับจำเธอไม่ได้เลย ก็อย่างเช่นในเรื่อง Murder on the Orient Express (1974) หนังนักสืบขี้โอ่ ตะกละ และงุ่มง่ามแต่เฉลียวฉลาดชาวเบลเยี่ยม ที่ชื่อ ปัวโรต์ ของป้าอะกาธา คริสตี้ ไงครับ ความจริงผมเคยดูเรื่องนี้นับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยสังเกตเห็นอิงกริดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่บทบาทของเธอจากเรื่องนี้ทำให้เธอได้รับรางวัลผู้แสดงประกอบยอดเยี่ยมอันเป็นรางวัลท้ายสุดของชีวิตการแสดงของเธอ

เขาว่า แคธเธอรีน แฮปเบิร์น (Katherine Hepburn) เล่นบทเข้มๆ ได้ดีนัก แต่ผมก็ดูหนังที่เธอแสดงน้อยเกินกว่าที่จะพูดถึงได้  มาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe) ดูสวยหวานอย่างมีเสน่ห์ยั่วใจ น่าเสียดายที่เธอมักจะได้บทชนิด “สาวผมสีทอง ที่ไม่ค่อยมีสมอง” ไดแอน คีตั้น (Diane Keaton) ออกจะชอบบท (ภาพยนตร์) ที่ไม่เป็นฮีโร่เท่าไร ยกเว้นหนังเรื่องล่าสุดของเธอ (?)  Little Drummer Girl ซึ่งเป็นหนังแนวการเมือง และเป็นฝ่ายปฏิกิริยาอย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับ เจน ฟอนด้า (Jane Fonda) ผมว่าเธอเล่นหนังได้ดีทีเดียว แต่บุคลิกของเธอที่ผ่านจอหนังนั้นผมไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก เธอดูจะเหมาะกับบทประเภทฝ่ายซ้ายที่ชอบชูกำปั้นเสียมากกว่าอื่น แต่ก็นั่นแหละครับ บทชนิดนี้อาจจะเหมาะกับสังคมอเมริกันโดยเฉพาะในยุคที่มีพระเอกคาวบอยเป็นประธานาธิบดีก็ได้

ผมชอบบทของ จิลล์ เคล์เบิร์ก (Jill Clayburgh) ในหนังเรื่องล่าสุดของ Costa-Gavras เรื่อง Hannah K. (แม้นักวิจารณ์หนังในเมืองไทยบางคนจะบอกว่าไม่ชอบเลย แต่ใจผมกลับคิดว่าเรื่องนี้ คอสต้า-กาฟราส ทำหนังแนวการเมืองได้ลึกซึ้ง ดีกว่าเรื่อง Z ซึ่งผมคิดว่าเป็นหนังที่มีจุดเด่นอยู่ตรงการให้ข้อมูลทางการเมือง และ Missing ซึ่งเนื้อหาดีแต่ออกจะหวือหวาไปหน่อย ส่วน Hannah K. สะท้อนปัญหายิว -อาหรับได้ลึกซึ้งดีกว่า ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้ทำให้ผมหลุดออกมาจากวงล้อมของการโฆษณาชวนเชื่อนิยมยิว อย่างที่คนไทยมักจะเป็นกันด้วยครับ)

จิลล์รับบทเป็นทนายสาวเยอรมันในอิสราเอลที่รับความให้ชาวปาเลสไตน์ และท้ายสุดเธอพบว่าปัญหาที่เธอเผชิญอยู่คือ เรื่องของความฉ้อฉลของกฎหมายกับมนุษยธรรม บุคลิกของเธอเริ่มจากคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร พัฒนาไปจนกระทั่งกลายเป็นบุคลิกที่เข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นต่อต้านระบบอันฉ้อฉลทั้งระบบ

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ผมก็นึกถึงดาราคนโปรดอีกคนในบทคล้ายกันเมื่อ 9 ปีที่แล้ว วาเนสสา เรดเกรฟ (Vanessa Redgrave)  จากเรื่อง Julia ไงครับ ในเรื่องนั้น วาเนสสา รับบทเป็นจูเลียเพื่อนสาวจากตระกูลมั่งคั่งของ ลิเลี่ยน เฮลแมน (Lillian Hellman- ผู้แต่งเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นนวนิยายกึ่งอัตชีวประวัติของเธอ) จูเลียสนใจการเมือง และค่อยๆ ก้าวเข้าสู่กิจกรรมทางการเมือง ขณะที่เธอเรียนแพทย์อยู่ในกรุงเวียนนา ภาพที่พวกนาซีบุกวิทยาลัยแพทย์แล้วจับจูเลียโยนลงมาจากมุขบันไดชวนให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคมอันหฤโหดในบ้านเรา แต่ความพิการไม่ทำให้จูเลียละทิ้งความตั้งใจทางการเมืองของเธอได้ เธอยังคงต่อสู้ต่อไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวีรบุรุษวีรสตรีนิรนามในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง วาเนสสาเล่นบทจูเลียได้ดียิ่ง บางคราวเธอก็ดูร่าเริงแจ่มใสมองโลกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังแบบคนหนุ่มคนสาว บางคราวก็ดูมีความเชื่อมั่นในภารกิจทางการเมือง – สังคมที่เธอกำลังปฏิบัติอยู่ ใบหน้าซึ่งแสดงความดื่มด่ำในมิตรภาพที่มีต่อเพื่อนรักลิเลียน (รับบทโดย เจน ฟอนด้า) แต่ขณะเดียวกันก็สุขุมและเชื่อมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองของเธอ ยังคงติดตาและประทับใจของผมเสมอมา

จนเมื่อปลายปีที่แล้วผมจึงมีโอกาสได้ดูบทบาทของดาราคนโปรดของผมคนนี้อีกในหนังเรื่อง The Bostonians หนังเรื่องนี้สร้างจากนวนิยายของ เฮนรี่ เจมส์ (Henry James) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ถือได้ว่าเป็นบันทึกทางความคิดของนักเขียนดังที่ต่อต้านขบวนการสิทธิสตรียุคแรก ตอนปลาย ศตวรรษที่19 นั่นเอง

เรื่องย่อก็มีอยู่ว่า โอลิฟ ชานเซลเลอร์ (Olive Chancellor / วาเนสสา) เป็นสตรีผู้ได้รับการศึกษาและมั่งคั่งมาก เธอสนับสนุนขบวนการสิทธิสตรีของ Boston อย่างเต็มที่ จนวันนึงเธอได้พบกับเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ชื่อ เวเรน่า แทรันท์ (Verena Tarrant / Madeleine Potter) เวเรน่า มีพรสวรรค์ในการพูดที่จับใจยิ่ง โอลิฟอยากให้เวเรน่า มาเป็น “เพื่อนทางปัญญา” ของเธอ และเป็นกำลังให้กับขบวนการสิทธิสตรีด้วย ทั้งคู่ทุ่มเทกำลังกายและความรู้สึกนึกคิดจิตใจให้กับขบวนการที่เธอเชื่อมั่น จนกระทั่งวันนึงศัตรูของขบวนการก็ได้เข้าหาจู่โจมจุดที่อ่อนที่สุด ญาติของโอลิฟชื่อ เบซิ่ล แรนซอม (Basil Ransom / Christopher Reeve) ผู้ซึ่งไม่เคยเชื่อถือและให้ความเคารพใดๆ กับขบวนการสตรีเลย ได้เข้ามาแย่งเวเรน่าไปจากโอลิฟและขบวนการ  ความเศร้าหมองได้เข้ามาครอบงำจิตใจของโอลิฟ  แต่มันกลับได้กลายเป็นพลังอันเข้มแข็งให้กับเธอในท้ายที่สุด ดังที่เธอได้กล่าวคำประกาศในตอนท้ายของเรื่องว่า

”   … เราจักแกร่งกร้าวประหนึ่งดังสัจจะ  จักไม่ประนีประนอมประหนึ่งดังความยุติธรรม ต่อประเด็นเช่นนี้ เราจะไม่ยอมย่อหย่อน ทั้งในความคิด การพูด หรือการขีดเขียนใดๆ เราจักไม่กล่าวคำขอโทษ หรือคำอ้อมค้อมใดๆ และเราก็จะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว และ (เมื่อนั้น) คำเรียกร้องของเราก็จะได้รับการตอบสนอง ! ”

ผมไม่ได้อ่านนวนิยายของ เฮนรี เจมส์ เล่มนี้ แต่เท่าที่ดูเค้าโครงเรื่องของหนัง ก็พอจะมองเห็นอคติของผู้ชายเมื่อร้อยปีมาแล้วได้ชัดเจนพอควร (หนังสือนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1886 ครับ) ที่ออกจะชื่นชมแกอยู่บ้างก็ตรงที่แกมีความสามารถในการรับรู้ว่าประเด็นนี้จะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญของสังคมในระยะเวลาต่อมาข้างหน้า

เราไม่รู้จุดประสงค์ของผู้สร้าง (Ismail Merchant) ว่าต้องการอะไรจากหนังเรื่องนี้ แต่ผู้เขียนบทภาพยนตร์ก็ฉลาดพอที่ไม่ทำความคิดของ เฮนรี เจมส์ ให้ประเจิดประเจ้อจนอาจสร้างความไม่พอใจกับสตรีสมัยใหม่ได้  ความสัมพันธ์ระหว่างโอลิฟและเวเรน่าจึงปรากฏออกมาในรูปของ “เพื่อนทางปัญญา” ที่นั่งอ่านงานคลาสสิคด้วยกัน ถกเถียงกันในประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่าง ชาย-หญิง อย่างคนที่ได้รับการศึกษา ความสัมพันธ์ของเธอทั้งสองก็คือการประกาศให้สังคมที่ใจคับแคบได้มีทรรศนะใหม่ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการมองฐานะ และความสัมพันธ์ต่อสตรีด้วยกัน  และแม้เมื่อตอนจบเรื่องคนเขียนบทภาพยนตร์ก็ยอมให้ โอลิฟ ลุกขึ้นมาอย่างกล้าหาญที่จะประกาศเจตนารมย์ของเธอและขบวนการสตรีทั้งมวล ทั้งๆ ที่หัวใจของเธอเพิ่งแหลกสลายไปกับการจากไปของเวเรน่า

ความจริงหนังเรื่อง The Bostonians นี้อยู่ในโครงการที่จะสร้าง (โดยคณะผู้สร้างชุดนี้ Merchant – Ivory) มาตั้งแต่ปี 1973 แล้ว แต่ด้วยเหตุผลบางประการการสร้างจึงล่าช้ามาถึงปี 1981 ซึ่งคราวนั้นปัญหาที่สำคัญก็คือการหาดาราผู้หญิงที่จะต้องมารับบทเป็น โอลิฟ  ชานเซลเลอร์ เธอควรจะมีวัยพอควร ดูอ่อนไหวแต่ก็ต้องเข้มแข็งด้วย ในฐานะผู้นำขบวนการสตรี เธอควรจะดูสง่าแต่ไม่หวานแบบสตรีทั่วไป ดาราคนแรกๆ ที่ผู้กำกับนึกถึงคือ วาเนสสา เรดเกรฟ แต่ขณะนั้นเธอก็ดูจะไม่สนใจบทของโอลิฟเอาซะเลย ประกอบกับความเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองทำให้เธอง่วนอยู่กับกิจกรรมต่างๆ นับตั้งแต่การทำหนังสือ News Line ให้พรรคปฏิวัติของกรรมกรที่เธอสังกัด จนถึงการเดินขบวนประท้วงนโยบายเกี่ยวกับอเมริกากลางของเรแกน บทของโอลิฟจึงถูกผ่านไปยัง เมอรีล สตรีฟ (Meryl Streep) ซึ่งไม่สนใจบทนี้เลย แล้วก็เคยไปยัง ซีเกอร์นีย์ วีเวอร์ (Sigourney Weaver / ดารานำจาก Alien, The Year of Living Dangerously และ Ghostbuster) และ เกล็น โคลส (Glen Close / ดารานำจาก The World According to Garp, The Big Chill, Heat and Dust และ The Natural)  แต่ดาราทั้งสองออกจะเป็นห่วงภาพพจน์ของเธอ ในแง่ที่ว่าเธอทั้งสองต้องการรับบทที่เป็น “ผู้หญิง” มากกว่าบทของโอลิฟ

กระทั่งต้นปี 1982 วาเนสสา จึงได้รับบทของโอลิฟและจะต้องเดินทางไปถ่ายทำในบอสตัน เมืองซึ่งเธอมีคู่กรณีเป็นวงดนตรีชื่อดัง The Boston Symphony Orchestra เนื่องจากการที่เธอนิยมในขบวนการพีแอลโอและต่อต้านพวก Zionist สมาคมชาวยิวซึ่งมีอิทธิพลต่อวงดนตรี จึงกดดันจนการแสดงของเธอในละครชื่อ Oedipus Rex ทั้งที่ในบอสตันและนิวยอร์ค แต่ท้ายสุดทุกอย่างก็จบลงด้วยดี การถ่ายทำประสบผลสำเร็จทุกประการ คดีความของเธอที่เรียกร้องค่าชดใช้ความเสียหายจากคณะดนตรีก็ได้ชัยชนะอย่าง (ค่อนข้าง) งดงาม

วาเนสสาในบทของโอลิฟดูน่าเชื่อถือและน่าประทับใจยิ่ง ด้วยเสื้อผ้าสีหนักๆ และเรียบๆ (แม้จะอยู่ในยุควิคตอเรียน) เมื่อประกอบเข้ากับบุคลิกของวาเนสสาซึ่งมีรูปหน้ายาว คางที่แข็งแรง และดวงตาที่แสดงความรู้สึกลึกๆ ได้ดี ภาพของโอลิฟ ชานเซลเลอร์จึงดูชัดเจนมากในสายตาของผู้ดูหนัง/ใบหน้านัยตาและท่าทางของเธอดูกระตือรือร้นเมื่อยามที่อ่านวรรณกรรมคลาสสิคหรือฟังเพลงหวานๆ  (Song Without Word) ของ Mendelsohn ดูดื่มด่ำ เต็มไปด้วยความหวัง ความศรัทธา ขณะเมื่อฟังสุนทรพจน์ของเวเรนา และดูอมทุกข์ อึดอัดทุกคราวที่เบซิลญาติหนุ่มของเธอปรากฏตัวขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายที่เวเรน่า

วาเนสสาในบทของโอลิฟอาจจะกลายเป็นภาพพจน์ที่ประทับใจของผู้ดูไปอีกนาน ในขณะที่เมเดลีน พอตเตอร์ ผู้มีเสียงอันใสกังวาน ไม่ได้ดูมีเสน่ห์นักในบทของเวเรน่าสาว ผู้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ของขบวนการสิทธิสตรี ส่วน คริสโตเฟอร์ รีฟ ก็ดูแข็งๆ (เหมือนอย่างเคย) และไม่ประทับใจเลย ผมคิดว่าคริสเหมาะกับบทซุปเปอร์แมนที่สุด เพราะซุปเปอร์แมนไม่เคยมีกริยาท่าทางเหมือนคนธรรมดาเลย ภาพของซุปเปอร์แมนอย่างที่เป็นและอย่างที่คนคาดหวังคือภาพของการโพสท่าทาง (เพื่อให้ดูสง่างาม)  และความไม่เป็นคนธรรมดาที่เห็นได้ชัดที่สุดในตัวของซุปเปอร์แมนก็คือการแต่งตัว แม้เขาจะใส่ผ้ายืดรัดตัวและนุ่งกางเกงใน (เอาไว้ข้างนอก) เพียงตัวเดียว (แถมสีแดงซะด้วย !) แต่ทุกคนก็ดูจะยอมรับสิ่งนั้นไปโดยดุษฎีเสียแล้ว เรื่องที่ผมคิดว่าคริส ดูจะแสดงดีที่สุดก็คือเรื่อง Death Trap (1982)

ผมมักจะรู้สึกว่า ลินดา ฮันท์ (Linda Hunt) ปรากฏตัวผิดที่ผิดทางเสมอ (ยกเว้นเรื่อง The Year of  Living Dangerously ซึ่งเธอได้รับตุ๊กตาทองจากเรื่องนั้น) ผมคิดว่าบทของเธอไม่มีความหมายอะไรเลยในเรื่อง Silverado คาวบอยยอดฮิต ที่ลงโรงไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในเรื่องนี้ ลินดารับบทเป็น  Dr.Prance สตรีร่างเล็กผู้ซึ่งเป็นตัวแทนความคิดของสตรีบางคน และทรรศนะต่อสตรีของ เฮนรี เจมส์ แต่ความจริงถึงจะไม่มีเธอเลยในเรื่อง (ในหนัง) ทรรศนะอย่างที่ว่าก็มีอยู่โดยทั่วไปและค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว

แม้การเป็นดาราที่เก่งกาจคือความสามารถในการเปลี่ยนตัวเองจนกลมกลืนเข้ากับบทที่ได้รับ จนเราไม่อาจสังเกตเห็นตัวดาราคนนั้นอีกต่อไป ที่จะเห็นก็มีแต่ตัวละครที่เขากำลังสวมบทบาทอยู่ ตัวอย่างของดารายอดเยี่ยมพวกนี้ก็อย่างเช่น ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ (Lawrence Olivier), อเล็ก กินเนสส์ (Alec Guinness), โรเบิร์ต เดอ นีโร (Robert De Niro) เป็นต้น  แต่สำหรับบางกรณี การที่ดาราบางคนเปล่งประกายของความเป็นดาราและบุคลิกส่วนตัวจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็อาจจะกลายเป็นค่านิยมชมชื่นได้เช่นกัน อย่างวาเนสสา เรดเกรฟ ผู้ซึ่งให้ภาพพจน์ของสตรีที่ยืดหยัดคัดค้านความไม่ยุติธรรมของสังคมนี้ คงจะเป็นคนหนึ่งที่จะประทับใจคนหลายๆ คนตลอดไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s