a trick of the light : a place for cinephiles

NATHALIE GRANGER ( MAGUERITE DURAS/1972) : บรรยากาศยามบ่าย

 

 

โดย filmsick  http://filmsick.exteen.com

 

นี้คือช่วงเวลายามบ่าย  วันที่อากาศหนาวอยู่สักเล็กน้อย สรรพสิ่งสงบอ้อยสร้อยอยู่ในโมงยามที่ราวกับหยุดนิ่ง  เสียงวิทยุแผ่วข่าวที่ผู้ฟังเพียงเปิดทิ้งอย่างใจลอย  หวนให้ได้ยินเพียงเสียงเปียโน  โน๊สำหรับเด็กๆหัดเล่นของลูกสาวที่เหมือนตกค้างในอากาศแล้วเพิ่งปรากฏกาย หญิงสาวนั่งนิ่งจ้องมองผ่านหน้าต่างไปยังสวน  หญิงสาวเดินเชื่องช้าในสวนนั้น  หญิงสาวรีดผ้าช้าเชื่องและหยุดเสียกลางคัน  หญิงสาวและหญิงสาวผิงไฟจากเศษกิ่งไม้เกลื่อนสวนที่เธอมากองรวมกันและจุดไฟเผา  จังหวะเนิบช้าและเงียบเชียบ แมวหง่าวสีดำที่ง่วงหาวตรงกรอบหน้าต่าง  ยามบ่ายสมบูรณ์แบบเหมือนภาพเขียนสักภาพ หากคือยามบ่ายอันอวลกระอายของกลิ่นแห่งความพิพักพิพ่วน ความอ่อนไหวที่ปริ่มจะระเบิดออกในยามบ่ายอันสงบ จนกระทั่งเซลล์แมนขายเครื่องซักผ้านายหนึ่งโผล่เข้ามาในฉากของหญิงสาวกับหญฺงสาว  พกพาความกระอักกระอ่วนผิดที่ผิดทาง ทะลึ่งพรวดสู่ฉากภาพอันสมบูรณ์ ก่อนจะล่าถอยไป  กลางความเงียบอันอ่อนไหว หญิงสาวและหญิงสาว  ยามบ่ายอันลึกลับ อันอ่อนไหว อันสงบเงียบ อันสะเทือนไหว   ยามบ่าย นี้เป็นเพียงช่วงเวลายามบ่าย

 

ภาพยนตร์ปี 1972 ของMARGUERITE DURAS นักเขียนและผู้กำกับหญิงชาวฝรั่งเศสคนสำคัญ DURAS ใช้ชีวิตวัยเยาว์ในอินโดจีนเนื่องจากพ่อแม่ของเธอได้รับสิทธิ์จากฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมให้เข้าไปจับจองพื้นที่ถิ่นฐานในประเทศอาณานิคม ประวัติชีวิตเยาว์วัยของเธอถูกนำมาเล่า ไว้ในหนังสือนิยายของเธออย่าง เขื่อนกั้นแปซิฟิค (ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นหนังโดย Rene Clement) และ รักแรก (ถูกนำมาสร้างเป็นหนังโดย Jean – Jacques Annuad ซึ่งDuras เกลียดหนังเรื่องนี้มาก) จนเมื่อพ้นวัยรุ่นเธอกลับมาอยู่ที่ฝรั่งเศส กลายเป็นนักเขียนหญิงชื่อดัง เป็นผู้กำกับ เป็นฝ่ายซ้าย  และเป็นเพื่อนสนิทกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสในสมัยนั้นอย่างฟรังซัวส์ มิตแตร์รอง

 

หนังเรื่องนี้ถ่ายทำทั้งหมดภายในบ้านของ Duras เอง  เธอเขียนงานหลายชิ้นในบ้านนี้  ว่ากันว่าบ้านหลังนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตของเธอ  และหนังเรื่องนี้คือพยานยืนยันถึงการจ้องมองบ้านหลังนี้ด้วยความรัก

 

พลอตหนังจริงๆนั้นเล่าเรื่องยามบ่ายวันสุดท้ายของครอบครัวหนึ่งที่ประกอบด้วยหญิงสาวสองคน พวกเธอมีลูกสาวสองคนคนหนึ่งชื่อ Laurence ส่วนคนเล็กคือ Nathalie หนูน้อยที่มีปัญหาที่โณงเรียน เธอฉีกสมุดจด ไม่ส่งการบ้าน และอาละวาดในคลาสเรียนเปียโน จนครู่ใหญ่ต้องตามตัวแม่ทั้งสองไปพบแล้วลงเอยด้วยการตั้งใจจะส่งเธอไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ และหนังทั้งเรื่องคือยามบ่ายวันนั้น ช่วงเวลาห่อนที่Nathalie น้อยจพกลับจากโรงเรียนไล่เลยไปจนถึงยามย่ำสนธยา จังหวะอันเลื่อนไหลเชื่อมโยงนั้นถูกจัดจังหวะเพียงครั้งเดียวด้วยการก้าวเข้ามาของเซลล์แมนขายเครื่องซักผ้า

 

หนังทั้งเรื่องถูกถ่ายทำอย่างเรียบง่าย ภาพทั้งหมดแทบไร้การเคลื่อนไหว หญิงสาวไร้นามที่รับบทโดยJeanne Marraeu เป็นคนดูแลบ้าน หนังให้เราจ้องมองเธอทำความสะอาดโต๊ะ ล้างจาน เก็บเศษไม้ในสวน เย็บผ้า ลอกเอาเศษขยะในสระน้ำ ราวกับเธอนางไร้นามผู้รับเหมาภาระทั้งหมดในบ้าน ขณะที่Lucia Bose’ รับบท Elisabeth  ผู้ที่ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นเธอซีดเศร้า เธอจ้องมองไปยังนอกถนน ไปยังสวน จากกรอบหน้าต่างขอบ้าน เธอผเชิญกับความปั่นป่วนที่จะไม่ได้พบลูกสาวอีก  เราเห็นเธอทำงานบ้านเพียงครั้งเดียว นั่นคือการรีดผ้า เธอทำไม่สำเร็จ  รีดเสื้อให้ลูกสาวแล้วเอามันมาแนบอก ทิ้งเตารีดค้างเอาไว้อย่างนั้น  ตลอดเวลาที่เหลือเธอนั่งฟังวิทยุเลื่อนลอย เหม่อมองไปยังที่อื่น เสียงวิทยุเล่าข่าวแบบรายงานสดติดตามการตามล่าตัวฆาตกรหนุ่มสองคนที่กำลังหลบหนี  แต่มันถูกปล่อยให้ล่องลอยทอดทิ้งไม่ใยดี  จนมันกลายเป้นเหมือนเพียงเสียงรบกวนเล็ฏๆจากโลกอื่น

 

บางที่หญิงสาวสองคนอาจเป็นภาพแทนของสตรีเพียงหนึ่งเดียว  การแบ่งร่างออกม้าเป็นสอง ร่างหนึ่งทำหน้าที่ในฐานะ – แม่บ้าน- ดูแลบ้านช่องห้องหับ  เป็นแม่ผู้ซีดเกร็งและไร้ความรู้สึก แม่ผู้มีเพียงร่างกายมากกว่าจิตวิญญาณ  มีพียงหน้าที่ไม่จบสิ้น ในขณะที่ – ความเป็นแม่ – นำเสนอผ่านผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ความอ่อนไหวที่จะต้องพรากจากลูก  ความเหม่อลอยและทุกข์เศร้า แม่ผู้มีเพียงจิตควิญญาณอันอ่อนไหว และไม่มั่นคง  แม่ผู้ไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากห่วงกังวลถึงลูกสาวของเธออย่างเกินตัว (ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้เป็นต้นธารของหนัง Jean Dielman ,23 Quai du Comerce , 1080 Bruxells หนังซึ่งเฝ้าสังเกตอากัปกริยาของแม่บ้านอันน่าทึ่งตะลึงงันของChantal Akerman ผู้กำกับหญิงคนสำคัญอีกคนชาวเบลเยี่ยม )

 

และเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลถูกำกหนดให้ดำเนินไปเฉพาะภายในอาณาเขตบ้าน ขอบเขตของสตรีเพศเท่านั้น ตัวละครของเรื่องมักเฝ้ามองสิ่งต่างๆผ่านกรอบหน้าต่างภาพคุ้นชินในหนังคือภาพท้องถนนผ่านกรอบหน้าต่าง Elizabethไม่เคยออกนอกบ้าน เธอเพียงมองดูผ่านหน้าต่างขณะที่แม่อีกคนออกไปรับลูก หรือลอบมองเซลล์แมนที่เร่ขายของตามบ้าน ราวกับว่าเธอคอจิตวิญญษณของบ้านนี้ที่ล่องลอยอยู่ระหว่างห้อง ปฏิเสธการรุกล้ำของสรรพสิ่งภายนอกโดยสิ้นเชิง เธอลุกชึ้นไปฉีกหนังสือพิมพ์ และ จดหมายเผาไฟ เปดๆปิดๆวิทยุ (ที่รายงานข่าวความรุนแรงซึ่งมักถุกตัดสลับกับสิ่งที่ครูใหญ่พูดเกี่ยวกับความรุนแรงของลูกสาว) รวมถึงปฏิเสธการต่อปาต่อคำกับเซลล์แมนหนุ่ม อย่างไรก็ดีเป้นเธอนี้เองที่รับฟังเขาเมื่อเขากลับมาในบ้านยามโพล้เพล้เพื่อระบายความคับข้องใจ

 

ในฉากนี้นับว่าเป็นฉากเดียวที่สองสาวมีปฏิสัมพันธ์กับคนนอกบ้านของเธอ (ในฉากมื้อเช้าต้นเรื่องที่มีผู้ชายร่วมโต๊ะพวกเธอฟังโดยไม่พูด ส่วนการสื่อของพวกเธอกับครูใหญ่ก็เป็นเพียงการไปรับฟังข้อกล่าวหา) เซลล์แมนหนุ่มที่เคยพยายามขายของที่พวกเธอมีอยู่แล้วกลับมาที่บ้านของเธออย่างไร้จุดหมาย เขานั่งลงแล้วเริ่มพูดเกี่ยวกับตัวเขาเอง ในทางหนึ่งฉากนี้เขาดูคล้ายกับเป็นลูกสาวของเธอ  คนที่ออกจากบ้านไปแล้วเติบโตขึนติดอยู่ในบ่วงแห่งความกระอักกระอ่วนของการมีชีวิตอยู่  การงานที่ไปไม่ถึงไหนและการไม่รู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งใดกันแน่  การนิ่งฟังถ้อยคำนั้นกระหวัดเธอให้ครุ่นคิดไปถึงลูกของตนมากกว่าจะตั้งใจหงัจริงๆ ครุนคิดถึงเด็กหญิง Nathalie

 

แม้หนังเรื่องนี้จะชื่อ Nathalie Granger แต่เรากลับไม่ได้เห็นเด็กสาวNathalieมากนัก นอกจากภาพโคลสอัในช่วงแรกและการเฝ้าติดตามเด็กหญิงตัวน้อยเล่นกับแมวหลังโรงเรียนเลิกในช่วงท้ายของเรื่อง  แต่เด็กหญฺงNathalie กลับอบอวลอย่ในเรื่องตลอดเวลาผ่านทางเสียงเปียโนที่เป็นเพลงธีมของหนัง เสียงเคาะสั้นๆง่ายๆเหมือนให้เด้ฏหัดเล่น ซึ่งที่แท้แล้วคือเสียงจากการซ้อมเปียโนของเด็กหญิงNathalie นั่นเอง  บางครั้งเสียงนี้ดังขึ้นประหนึ่งดนตรีประกอบ บางครั้งมันให้ความรู้สึกราวกับมีใครเล่นเปียโนอยู่ บางครั้งมันถึงกับดูราวกับว่าตัวละครได้ยินเสียงนั้นด้วย เสียงที่ล่องลอยแล้วเลื่อไหลไปโดยไม่เกี่ยวของกับที่มา ทำให้ -เสียง- ซึ่งเป็นตัวเอกของหนังเรื่องนี้  หรือถ้าจะพูดให้กว้างขึ้นคือ ‘เสียงเล่า’ ซึ่งเป็นตัวเอกในหนังและหนังสือของ Duras มาตลอด

 

ในนิยายของ Duras นั้นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดนนั่นคือ เสียงเล่า เธออาจเล่าเรื่องผ่านสรรพนามบุรุษที่หนึ่งเพื่อที่จะพลิกผวนรวนเรไปสู่สิ่งอื่น กลายเป้นบุรุษที่สามเล่าเหตุการณ์คร่าว หรือการกลับหัวเป็นเสียงเล่าของผู้อื่นผุดแทรกในย่อหน้าก่อนจะกวนกลืนหายไปด้วยกันราวกับคือวิธีเขียนชิ้นส่วนความทรงจำที่กระจัดกระจาย Duras ไม่พยายามจัดระเบียบหากปล่อยให้มันหลากไหลเหมือนกระแสน้ำ ในหนังของเธอก็เช่นกัน แม้ภาพของหนังจะแช่นิ่ง  แทบไร้ความเคลื่อนไหว แต่เสียงเล่าของเธอกลับหลากไหล ผิดที่ผิดทาง ผุดบังเกิดอย่างไร้ร่องรอยแล้วเลือนหายไป

 

นอกจากเสียงเปียโน หนังกว่าครึ่งตกอยู่ในความเงียบ (ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากระบบบันทึกเสียงของหนังด้วย) ความเงียบที่ไม่ใช่แบบที่มีเสียงธรีรมชาติเป็นพื้นหากเงียบราวกับเสียงถูกดูดออกไปจากภาพ แล้วอนุญาตให้เพียงบางเสียงเท่านั้นที่เราได้ยิน  เสียงฉีกกระดาษ เสียงปะทุของกองไฟ เสียงจากวิทยุที่เลือนจางไปเป้นห้วงๆ และแน่นอน เสียงเปียโนที่เคล้าคลอไปตลอดเรื่อง

 

ความนิ่งเงียบของ Nathalie Granger อาจทำให้หลายคนเบื่อหน่ายส่ายหน้าหนี ในขณะเดียวกันความเงียบในหนังเรื่องนี้คือภาวะอันแปลกประหลาด  ความสงบนิ่งแบบที่ไม่ได้ผ่อนคลาย  ความตึงเครียดขมวดมุ่นแล้วผ่วเบา บางครั้งเลื่อนไหลไปกับอาการเหม่อลอย บรรยากาศที่กล่าวไปนั้นอาจฟังดูง่ายดายเมื่อเราบรรยาด้วยตัวอักษร แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะเล่ามันออกมาผ่านทางภาพ หาก Maguerite Duras กลับบันทึก บรรยากาศยามบ่าย นั้นลงบนแผ่นฟิล์มได้อย่างสวยสดงดงามยิ่ง

Advertisements

One response

  1. น่าหามาดู

    กรกฎาคม 16, 2008 ที่ 8:40 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s