a trick of the light : a place for cinephiles

ATOL. WISHLIST4: RITHY PAHN ‘s PAPER CANNOT WRAP UP EMBERS

รู้จัก RITHY PAHN ก่อนดูงานสารคดีเรื่องใหม่ของเขา

หลังแจ้งเกิดกับหนังสะท้อนสภาพชีวิตชาวนาและหนุ่มสาวในกัมพูชาอย่าง Rice People (1994)  และ One Evening After the War (1998) แล้ว ผู้กำกับ Rithy Pahn ก็ผันตัวมาเป็นผู้กำกับหนังสารคดีที่มุ่งถ่ายทอดชีวิตจริงของพี่น้องชาวกัมพูชาร่วมสมัย ว่าบาดแผลของประวัติศาสตร์ชาติในอดีตนั้นมันส่งผลเรื้อรังต่อพวกเขากันอย่างไรบ้าง ผลงานเด่นของเขาไม่ว่าจะเป็น The Land of Wandering Souls (2000) The People of Angkor (2003) หรือ S-21: The Khmer Rouge Killing Machine (2003) ล้วนเป็นงานที่ทำให้ชาวโลกต้องสะเทือนไปกับการบันทึกเรื่องราวอันสุดระทมขมขื่นของประชาชนตาดำ ๆ ที่ต้องปกเป็นเหยื่อของขั้วอำนาจทางการเมืองได้อย่างน่าสลด มาปีนี้ Rithy Pahn ก็จะมีงานสารคดีชิ้นใหม่เรื่อง Paper Cannot Wrap Up Embers เกี่ยวกับหญิงในพนมเปญที่ต้องหาเลี้ยงชีวิตอันแร้นแค้นด้วยการค้าประเวณีร่วมฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพครั้งนี้ด้วย กลแสงจึงขอนำเอาบทความแนะนำผลงานของ Rithy Pahn ของ ‘กัลปพฤกษ์’ ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร ‘ฅนมีสี รายปักษ์’ มาให้ได้อ่านเป็นการอุ่นเครื่องก่อนที่จะได้ชมผลงานชิ้นนี้ และหวังว่าคอหนังชาวไทยจะมีโอกาสได้ชมผลงานใหม่ที่สร้างจากบทประพันธ์เรื่อง ‘เขื่อนกั้นแปซิฟิก’ โดย Marguerite Duras ด้วยในเร็ววัน!

 

เรื่องย่อจากทางเทศกาลครับ

ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในตึกเก่าๆ ในพนมเปญ  ถูกบังคับให้ขายตัวเพื่อความอยู่รอดเป็นเรื่องจริงที่  Rithy Panh นำมาสานต่อการสำรวจเรื่องราวของกัมพูชาในปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมา  ในภาพยนตร์สารคดีที่ให้ภาพตรงไปตรงมาของกลุ่มผู้หญิงที่ตัดขาดจากอดีต  และสิ่งต่างๆที่กำหนดชะตาชีวิตของพวกเธอ  ไม่ว่าจะเป็น  ผลสืบเนื่องจากยุคเขมรแดง  การท่องเที่ยวของคนตะวันตก   หน่วยรักษาความสงบของสหประชาชาติ   และทุกสิ่งทุกอย่างที่มากับระบบนายทุน     ศูนย์กลางของเรื่องคือเอด้า   เธอต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงลูกสาว พ่อแม่  และหมดทางช่วยน้องสาวที่กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆเพราะเป็นเอดส์   พวกเธอคือตัวแทนกลุ่มคนที่เคว้งคว้างไม่มีจุดหมายในชีวิต แต่ก็พยายามที่จะดิ้นให้หลุดพ้นจากสภาพนี้

บางส่วนจากหนังครับ

RITHY PANH  ผู้เล่าขานตำนานแห่งกัมพูชา

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’  kalapapruek@hotmail.com

 

ก่อนหน้าที่หนังไทยจะมีโอกาสไปสร้างชื่อเสียงในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญอย่างเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 กับผลงานเรื่อง ‘ฟ้าทะลายโจร’ ของคุณวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง นั้น เพื่อนบ้านในแถบเอเชียอาคเนย์เราเขาก็ได้สร้างประวัติศาสตร์เดียวกันเอาไว้ก่อนพี่ไทยของเราเสียมากมายหลายชาติ

 

ผู้บุกเบิกจริง ๆ ก็เห็นจะเป็น ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ Lino Brocka ที่เคยมีผลงานเรื่อง Jaguar (1980) และ Bayan Ko: My Own Country (1984) เข้าร่วมฉายกันในสายประกวด ต่อด้วยผลงานเรื่องแรกของ Tran Anh Hung จากเวียดนาม The Scent of Green Papaya (1993) ในสาย Un Certain Regard ที่คว้ารางวัลกล้องทองคำสำหรับผู้กำกับหน้าใหม่มาครองได้สำเร็จ จากนั้น Rithy Panh จากกัมพูชาก็สร้างชื่อเสียงด้วยการพา Rice People (1984) เข้าร่วมประกวด ก่อนหน้าที่ ‘สัตว์ประหลาด!’ จากบ้านเราจะได้รับคัดเลือกเข้าร่วมในสายเดียวกันถึงสิบปี แถมยังมีตัวแทนจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย อย่าง The Arsonist (1995) ของ U-Wei Haji Saari / Twelve Storeys (1997) ของ Eric Khoo และ Leaf on a Pillow (1998) ของ Garin Nugroho ร่วมกันเปิดซิงในสาย Un Certain Regard กันมาแล้วตามลำดับ

 

แต่ในบรรดารายชื่อผู้กำกับเหล่านี้ Rithy Panh ดูจะเป็นคนที่มีผลงานต่อเนื่องและได้รับการยอมรับอย่างจริงจังในระดับนานาชาติกันมากที่สุด นอกเหนือจาก Rice People แล้ว เขายังมีผลงานอย่าง One Evening After the War (1998) เข้าฉายในสาย Un Certain Regard และมีสารคดีเรื่องดัง S21: The Khmer Rouge Killing Machine ร่วมฉายนอกสายประกวดเมื่อปี 2003 อีกด้วย  Rithy Panh ถือกำเนิด ณ กรุงพนมเปญเมื่อปี ค.ศ. 1964 ครอบครัวของเขาถูกกลุ่มเขมรแดงขับไล่ออกจากเมืองหลวงเมื่อปี 1975 จนเขาต้องอพยพมายังประเทศไทยในปี 1979 ก่อนที่จะหลบหนีไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในปีต่อมา ความระส่ำระสายทางการเมืองกัมพูชาในช่วงนั้นทำให้เขาต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปจนหมดสิ้น และเมื่อเดินทางไปถึงประเทศฝรั่งเศสแล้ว เขาก็ได้เข้าเรียน ณ วิทยาลัยภาพยนตร์แห่งชาติฝรั่งเศสจนสำเร็จการศึกษา เก้าปีต่อมาเขาจึงจะได้กลับมายังประเทศกัมพูชาอีกครั้ง เพื่อทำหนังเกี่ยวกับความบอบช้ำของประเทศแม่ของเขาเองให้ชาวโลกได้รับรู้ผ่านทางสื่อภาพยนตร์

 

ผลงานของ Rithy Panh นั้น มักจะต้องวนเวียนอยู่กับการถ่ายทอดชะตากรรมของผู้คนตาดำ ๆ ที่ต้องตกเป็นเหยื่อทางการเมืองของชาติกัมพูชากันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญรุนแรงยุคกลุ่มเขมรแดงเรืองอำนาจในช่วงปี 1975-1979 ไล่มาจนถึง สภาพชีวิตที่ยังคงยากจนข้นแค้นจากบาดแผลของสงครามแม้ในยามปัจจุบัน หนังของ Rithy Panh นั้นมักจะนำเสนอด้วยเทคนิคลีลาที่เรียบง่าย แต่ให้พลังความเป็นจริงได้อย่างชวนให้สลดหดหู่ใจยิ่งนัก เขาสร้างพลังอารมณ์อันสุดสะเทือนใจได้ไม่ว่าจะเป็นงานเล่าเรื่องราวอย่างใน Rice People ที่ว่าด้วยผลกระทบของความล่มสลายของบ้านเมืองที่ส่งผลรุนแรงต่อชาวนาตาดำ ๆ  หรือใน One Evening After the War ที่กล่าวถึงเรื่องราวการเสาะแสวงหาความรักที่แท้ของนายทหารหนุ่มท่ามกลางความย่อยยับหลังสงครามของเมืองพนมเปญ แต่เมื่อใดที่เขาเลือกจับงานในรูปแบบสารคดี Rithy Panh ก็สามารถใช้คมหนามแห่งความจริงมาทิ่มแทงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมได้อย่างเจ็บปวดยิ่งนัก ใครคนไหนที่เคยได้สัมผัสงานสารคดีอย่าง Land of Wandering Souls (2000) ที่เล่าถึงการต่อสู้ดิ้นรนของคนงานขุดสนามเพลาะในยุคปัจจุบันเพื่อวางสายโทรคมนาคม fibre optic เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามผ่านทางกัมพูชาที่ไม่ว่าจะปักจอบเสียมลงไปตรงไหนก็จะได้เห็นซากกระดูกของผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตไปในอดีตอย่างน่าสลดใจแถมยังต้องระวังระไวกับกับระเบิดที่ยังไม่ได้กู้อย่างไม่รู้ชะตากรรมกันอีกด้วย หรือใครที่เคยได้ดูผลงานเรื่อง S21: The Khmer Rouge Killing Machine ที่จะนำพาคนดูกลับไปสู่ความเลือดเย็นของผู้คุมฝ่ายเขมรแดงที่มีต่อนักโทษทางการเมือง ณ ค่ายสะเทือนขวัญ S21 ที่ร่องรอยความเจ็บปวดในครั้งนั้นยังคงเป็นฝันร้ายอันเหลือเชื่อของผู้ที่รอดชีวิตมาได้ท่ามกลางความตายของเพื่อนร่วมชะตาอีกกว่า 17,000 ราย ก็คงจะรับรู้และเข้าใจได้ดีว่า ทุกหยาดน้ำตาที่เราเห็นกันจากผลงานของ Rithy Panh นั้นล้วนกลั่นมาจากหัวจิตหัวใจอันแตกสลายอย่างที่ไม่สามารถจะลบเลือนได้ไม่ว่าจะผ่านมายาวนานเพียงใด . . .

 

RITHY PANH

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร ‘ฅนมีสี รายปักษ์’ ฉบับที่ 58 ปักษ์แรก พฤศจิกายน 2550

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s