a trick of the light : a place for cinephiles

ATOL. WISHLIST FOR BKIFF 12 : มูอัลลัฟ

แนะนำโดย กลัปพฤกษ์ , ninamori , filmsick

 

กัลปพฤกษ์

มูอัลลัฟ – THE CONVERT สารคดีสุดละเมียดฝีมือคนไทย

สารคดีชั้นเยี่ยมของสามผู้กำกับหนุ่มชาวไทย ภาณุ อารี , ก้อง ฤทธิ์ดี และ กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์ ที่ตามติดชีวิตของจูน หญิงสาวชาวพุทธที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพและได้ตัดสินใจแต่งงานกับ เอก หนุ่มมุสลิมจากจังหวัดสตูล และต้องผ่านการ ‘มูอัลลัฟ’ เป็นหญิงมุสลิมเต็มตัวแล้วย้ายไปอยู่กินกับ ‘เอก’ ที่บ้านเกิดของเขา หนังถ่ายทอดช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในชีวิตของ ‘จูน’ ด้วยการเล่นล้อกับการ ‘convert’ ตัวเอง จากพุทธเป็นมุสลิม และจากหญิงโสดมาดำรงตำแหน่งภรรยาคู่ขนานกันไปอย่างเข้มข้น นับเป็นงานสารคดีชีวิตสุดละเมียดละไมที่หญิงสาวซึ่งยังหรือกำลังจะแต่งงานทุกคนควรหาโอกาสไปดู

 

ninamorihttp://twilightvirus.blogspot.com/2008/09/convert.html

 มูอัลลัฟ (The Convert)
กำกับโดย ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิ์ดี, กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์

เมื่อไม่นานมานี้ที่ร้านอาหารอิสลาม มีเด็กผู้หญิงใส่ชุดเนตรนารีคนหนึ่ง เธอนับถือศาสนาพุทธ และเป็นลูกค้าประจำของร้าน เธอตะโกนบอกพ่อ ซึ่งเปิดร้านขายส้มตำไก่ย่างใกล้ๆ กัน เธอเห็นว่าร้านของพ่อไม่ค่อยมีลูกค้า แต่ร้านอิสลามมีคนเข้าร้านเยอะ เธอจึงบอกกับพ่อว่า “โตขึ้นหนูจะเปิดร้านอาหารอิสลาม” เธอเข้าใจว่าเพียงแค่เขียนป้ายว่า “ร้านอาหารอิสลาม” ก็สามารถเปิดร้านได้แล้ว แต่เธอไม่ได้เข้าใจความหมายอย่างแท้จริงที่ว่าคนขายก็ต้องเป็นมุสลิมด้วย อาหารและเครื่องปรุงที่ใช้ก็ต้องสะอาดถูกหลักอนามัย ทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลือกอาหาร การล้างทำความสะอาด ตลอดจน การปรุงอาหาร ล้วนมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามหลักศาสนาทั้งสิ้น

ฉันว่ามันยากจริง ๆ ที่คนศาสนาอื่นจะเข้าใจคนศาสนาอิสลามได้แม้แต่น้อย แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจ ถ้าคนที่ต่างศาสนากันคนไหน ไม่หมดความพยายามที่จะเข้าใจกันและกันของพวกเขาไปเสียก่อน อย่างที่ได้เห็นจากหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง

“มูอัลลัฟ” คือหนังเรื่องที่ว่า หนังเรื่องนี้มันกำเนิดจากการที่ 3 หนุ่มอิสลามอยากรู้ว่าเพื่อนของเขาที่เป็นสาวไทยพุทธจะปรับตัวยังไง เมื่อได้มารักและแต่งงานกับผู้ชายอิสลาม มันเป็นชีวิตคนธรรมดาเรียบ ๆ ง่าย ๆ ที่ไม่น่าจะประหลาดหรือดูสนุก แต่มันก็น่าแปลกที่ชีวิตเรียบง่ายแบบนี้นี่แหละที่น่าสนใจเอามาก ๆ ซึ่งที่จริงเราควรจะได้ดู หรือทำความรู้จักกันมาตั้งนานแล้ว แต่น่าเสียดายว่าไม่มีรายการทีวีช่องไหนสนใจไปบันทึกมา

สาว “จูน” เป็นคนที่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง เธอไม่ใช่คนที่จะรอหมอดูบอกดวง เมื่อเธอรู้ตัวเองแล้วว่ารักชอบกับ เอก – ผู้ชายอิสลาม เธอปรึกษากับพ่อ แล้วก็ตัดสินใจได้เลยว่าเธอจะเลือกทางชีวิตยังไง แม้ว่ามันจะเป็นการเปลี่ยนชีวิตของเธออย่างหน้ามือเป็นหลังมือ สำหรับเธออะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ขอแค่ทำมันให้ดีที่สุดก็พอแล้ว

จูน เป็นคนต่างจังหวัดที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพอย่างอิสระเสรี เหมือนนกที่บินในอากาศ เธอเป็นคนสดใส คุยสนุก ยิ้มแย้ม และเข้ากับคนได้ง่าย เธอจึงมาอยู่ในใจฉันอย่างง่ายดาย เกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่ฉันเฝ้าติดตามดูชีวิตของเธอกับแฟนหนุ่ม หนังถ่ายทอดเรื่องราวได้สะเทือนใจ ทำให้รู้จักรสชาติของชีวิต หลายๆ ฉาก ฉันถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เมื่อเห็นจูนลำบาก และยังมีอุปสรรคก้อนโตรอเธออยู่ บางครั้งรู้สึกว่าเธอจะยอมแพ้ไหมนะ เพราะแค่รักกันสองคนยังว่ายาก แต่นี่กฎเกณฑ์ทางศาสนาวัฒนธรรม มันทำให้ชีวิตที่ยุ่งยากพอแล้วยิ่งหนักหนาเข้าไปอีก ไม่ง่ายเลยหนอชีวิตคน อย่างไรก็เถอะ ฉันเฝ้าขอพรจากพระเจ้า ขอจงโปรดประทานให้เธอโชคดี ปลอดภัย

มูอัลลัฟ เป็นหนังที่แสดงชีวิตจริงของคนสองคน แม้ว่าจะเป็นชีวิตที่ถูกคัดเลือกมาแล้วจากฟุตเตจ 140 ม้วน ก็ตาม แต่มันก็บริสุทธิ์จากการปรุงแต่งหรือชี้นำ มันไม่ใช่หนังที่คนทำจะเข้าไปพยายามก้าวก่ายหรือประเมินตัวละครว่าเลือกทางชีวิตถูกหรือผิด หนังเลือกเส้นทางที่เหมาะกว่า คือ ไม่สนใจที่จะรับใช้แนวคิดสถาบันไหน หรือ หลักศีลธรรมของใคร

ในช่วงต้นเรื่องหนังได้พาคนดูทำความรู้จักกับชีวิตของจูน เธอเป็นคนขยัน และชอบหาประสบการณ์ชีวิต เธอบริหารจัดการเวลาได้อย่างลงตัว ทำงาน 2 อย่าง กลางวันเป็นสาวออฟฟิศให้กับนิตยสาร Daco งานที่ต้องเกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน ต้องคอยแอ็คทีฟตัวเองตลอดว่า หาข้อมูลข่าวสารให้ทันเหตุการณ์ปัจจุบัน (เมื่อก่อนฉันส่งโปรแกรมหนังของดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ ฯ ไปลง Daco เป็นประจำ ไม่แน่นะเราอาจเคยคุยกันทางโทรศัพท์มาแล้วก็เป็นได้) ส่วนหลังเลิกงานตอนเย็น เธอหารายได้พิเศษด้วยการขายเสื้อผ้ามือสอง ถึงจะเหนื่อยเมื่อยล้า แต่เธอก็มีความสุขในความสำเร็จจากหยาดเหงื่อของเธอ

บางคนอาจมองว่า “มูอัลลัฟ” ไม่ใช่หนังสารคดีที่สมบูรณ์ในแบบที่ควรจะเป็น ผู้กำกับต้องแจกแจงความถูกต้อง และรับผิดชอบหนังที่สร้าง นั่นถือเป็นความคิดที่ผิดค่ะ ไม่ยุติธรรมเท่าไรนัก ขอแค่ผู้ชมอย่ายึดติดกับสูตรสำเร็จ ผู้กำกับเป็นเพียงผู้นำเสนอชีวิตของคนคนหนึ่ง และถ่ายทอดเรื่องราวให้เราได้รับรู้เท่านั้น ผู้กำกับไม่ใช่ผู้ตัดสินความถูกต้อง ถามหน่อยเถอะ หากให้เลือกระหว่าง คน ชาติ ศาสนา… ว่าอย่างไหนสำคัญกว่า ก็คงเถียงกันใหญ่ เพราะสำหรับคนที่ขวาจัดก็จะมองว่า ” ชาติสิสำคัญที่สุด ต้องมาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด ” แต่สำหรับคนที่เคร่งศาสนามากก็อาจมองว่า ” เฮ้ ! ศาสนาสิ ศาสนาต้องสำคัญกว่าอยู่แล้ว จะออกนอกหลู่นอกทางไม่ได้เด็ดขาด ” แต่บางทีนะ ถ้าแต่ละคนตอบอย่างจริงใจ ไม่ใช่หรอกหรือที่คุณค่าของจิตใจ “คน” นั้นควรจะเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญก่อนอื่น (ตราบใดที่เขาไม่ไปทำร้ายหรือลบหลู่ใคร) ส่วนกรอบเกณฑ์ทางสังคมน่ะก็จำเป็น แต่ไม่ใช่มีไว้ครอบหัวคิด

สำหรับเรื่อง ” มูอัลลัฟ” อยากให้มองที่ตัวบุคคล ซึ่งเป็นแกนสำคัญของเรื่อง ก็พูดกันไม่ใช่หรือว่า ศาสนาทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี แล้วถ้าคนเคร่งศาสนาประพฤติไม่เหมาะสม แถมแอบอ้างศาสนาทำลายคนอื่น เขายังเป็นคนดีอยู่หรือเปล่า จึงอยากให้ดูหนังอย่างเปิดใจ อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไรทั้งนั้น ให้ดูว่า จูน และ เอก นั้น เป็นคนไม่ดีจริงๆ หรือเปล่า ในโลกนี้ไม่มีใครอยากทำผิดหรอก ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ยิ่งเป็นศาสนาที่ตัวเองไม่ได้นับถือตั้งแต่แรกยิ่งแล้วใหญ่ เพราะจะมีเรื่องให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆ

ชีวิตของจูนก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าเธอจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ชีวิตการเป็นมุสลิมเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น หนทางข้างหน้ายังอีกไกลโข แต่เราคนดูก็อดเป็นกำลังใจช่วยให้เขาพยายามฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ ตอนแรกคนดูอาจมีอึ้ง เมื่อฟัง จูน ให้สัมภาษณ์ว่า รักชอบกับเอก หลังจากเพิ่งรู้จักกับเอกแค่ไม่ถึงอาทิตย์เท่านั้น อะไรทำให้เธอถึงตอบตกลงแต่งงานกับเอก ทำไมเธอถึงไว้วางใจเอกมากขนาดนั้น อะไรทำให้เธอเชื่อว่าเอกน่าจะเป็นผู้ชายคนสุดท้ายที่จะรักและดูแลเธอตลอดไป ส่วนเอก เราไม่สงสัยเท่าไรนัก เพราะเขาเฝ้าชื่นชมจูนอยู่ห่างๆ มานานเกือบ 4 ปี สำหรับเอกแล้ว เขามั่นใจว่า “จูน” คือ คู่ชีวิตที่พระเจ้าประทานมาให้และต้องการให้เขาดูแลเท่าชีวิต

ฟังดูชีวิตน่าจะไปได้สวยนะ แต่ยังก่อน ช้าก่อน เพราะนี่เป็นเพียงการทดสอบที่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เพราะความรักอาจสำคัญก็จริง แต่ชีวิตจริงคือความรับผิดชอบ สถานการณ์นั้นน่าเป็นห่วง เพราะค่ากินอยู่ในชีวิตประจำวันบังคับให้สองคนนี้ต้องกลับมาทำงานในกรุงเทพ มันยังมีปัญหาความหย่อนความเคร่งครัดในหลักปฏิบัติทางมุสลิม ซึ่งทั้ง จูน และ เอก ต่างก็เป็น

ความเด็ดเดี่ยวใจกล้าของ จูน ที่เดินหน้าแล้วไม่ยอมหันหลัง นั้นเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง เราคนดูเองก็ยิ่งสมควรเคารพ ยอมรับ และให้กำลังใจกับการตัดสินใจครั้งสำคัญอันนี้ เพราะมันไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นชีวิตกับอีกหนึ่งคนเท่านั้น แต่มันเป็นการยินยอมตกลงใจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ จากที่นับถือศาสนาพุทธ เปลี่ยนมาเป็นอิสลามตามสามี เรียกว่า “มูอัลลัฟ” (บุคคลต่างศาสนาที่เข้ารับเป็นอิสลาม) ซึ่งต้องปรับตัวให้เข้ากับหลักศาสนาที่รายล้อมด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย เรียกได้ว่าชีวิตของสองคนนี้เป็นตัวอย่างของศรัทธาที่เราคนดูควรหล่อเลี้ยงไว้ให้ได้

นี่หรือพลังของความรัก มันช่างยิ่งใหญ่นัก มันมีอานุภาพที่สามารถทำให้คนคนหนึ่งก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ กล้าทำทุกสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ยิ่งตอนที่รู้ว่าถึงเวลาถือศีลอดในเดือนรอมฏอน (1) ซึ่งเธอก็ทำได้ดี ผ่านบททดสอบนี้โดยไม่เป็นอะไร แถมยังสามารถทำงานบ้านปกติได้

และนี่คือชีวิตของ จูน ชีวิตที่ยังต้องต่อสู้อีกมากมาย ณ เวลานั้นตอนที่ถ่ายทำหนังเรื่องนี้ แม้ว่าเธอจะเพิ่งเข้ารับเป็นอิสลามเพียงไม่กี่เดือน แต่เราก็เห็นความพยายามของเธอ และฉันเชื่อว่าในอนาคตเธอจะเป็นมุสลิมที่ดี ขอเป็นกำลังใจให้ จูน สู้ สู้

เหนือสิ่งอื่นใด ฉันคิดว่าคนทำหนังสารคดีเรื่องนี้ขึ้นมานั้นได้ทำบุญวาสนาที่สุดพิเศษ การที่เราคนดูได้มีโอกาสเข้าไปติดตามดูชีวิตใกล้ชิดของเพื่อนมนุษย์สักคน โดยเฉพาะชีวิตที่มีค่ามีความหมายต่อชีวิตของคนแปลกหน้าอย่างฉันนั้น คงไม่มีของขวัญที่มีค่าแก่ชีวิตไปกว่านี้อีกแล้ว

“มูอัลลัฟ” หรือ The Convert จะฉายอีกครั้งในงานเทศกาลหนังนานาชาติกรุงเทพ ระหว่างวันที่ 23-30 ก.ย.51

(1) รอมฏอน คือ การงดอาหาร เครื่องดื่ม และการมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่เช้ามืดถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ช่วงเวลา 4.30 น. ถึง 18.30 น. ในเดือนที่ 9 ตามปฏิทินอิสลาม เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้เกิดความเสมอภาคระหว่างคนจนคนรวย เพราะความหิวโหยทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกถึงความอ่อนแอของตัวเอง เขาผู้นั้นจะไม่หยิ่งผยองอวดอ้างว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เกิดความเห็นอกเห็นใจ มีเมตตาอยากช่วยเหลือผู้ยากไร้ และในทางการแพทย์การอดอาหารถือว่าเป็นการล้างพิษที่ดีอย่างหนึ่ง

filmsick http://filmsick.exteen.com/20080924/entry

มูอัลลัฟ : ชีวิตรักของสองเรา

 

นี่คือสารคดีที่เริ่มต้นจากการตั้งธงเกี่ยวกับจูนหญิงสาวชาวไทยพุทธ ที่กำลังจะแต่งงานกับเอกหนุ่มมุสลิม  ซึ่งหมายความว่าเธฮต้องกลายเป็น ‘มูอัลลัฟ’  อันหมายถึงคนศาสนาอื่นที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม  ขณะเดียวกันหลังแต่งงานเธอจะต้องย้ายตามเอกลงไปอยู่จังหวัดสตูล  ใช้ชีวิตแบบใหม่ในครอบครัวใหม่ และศาสนาใหม่  หนังพาเราเดินทางไปร่วมเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเธอด้วยดวงตาอารี และเป็นมิตร

 

หนัเงิร่มเล่าตั้งแต่ช่วงก่อนวันแต่งงาน ย้อนไปหาความสัมพันธ์แบบรวดเร็วของคนทั้งคู่ แล้วติตดามทั้งคู่ลงไปยังจังหวัดสตูล ไปยังเกาะหลีเป๊ะก่อนจะวกกลับมาที่อ่างทองบ้านเกิดของจูน  จากคนสาวท่าทางทะมัดทะแมงมั่นใจที่ทำงานนิตยสาร ไปสู่ความเป็นเมีย ความเป็นมุสลิม และความเป็นแม่

 

ภายใต้ความเป็นมุสลิมอันลึกลับ (สำหรับตัวผู้เขียน) หนังเรื่องนี้ไม่ใช่สารคดี แฉชีวิตเคร่งศาสนา หรือเป็นหนังเชิดชูศาสนา หนังไม่ได้มานั่งแจกแจงว่าการข้ามศาสนานั้นเป็นอย่างไร ประกอบด้วยอะไร และผลที่ตามมานั้นเป็นเช่นไร  เพราะจูนกับเอกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของศาสนาสองฝั่ง หากพวกเขาเป็นได้เพียงตัวแทนของคนธรรมดาท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงมหาศาลของชีวิต โดยมีศาสนาเป็ฯเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น

 

ดังนั้นหนังที่เริ่มต้นจากธงทางศาสนานี้จึงค่อยๆคลี่คลายตัวเองออกไปสู่การเป็น ‘ชีวิตรักของสองเรา’ ซึ่งในทางหนึ่งมันอาจเป็นสารคดีที่ล้มเหลวในการจับประเด็นศาสนา แต่ในอีกทางหนึ่งมันกลับตอบคำถามซึ่งสำคัญกว่าและตอบออกมาได้อย่างนุ่มนวล  หนังแสดงให้เห็นว่าจูนไม่ได้มีปัญหามากนักกับการเปลี่ยนศาสนา เธอค่อยกศึกษาพระคัมภีร์ แม้จะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก  เธอยินดีจะคลุมฮิญาบ  ใช้ชีวิตเยี่ยงหญิงมุสลิม ค่อยๆเรียนรู้ภาษา พิธีกรรม อย่างอดทน ใครจะเชื่อว่าเธอโกรธเอกอย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องที่เขา บวชแตก ในช่วงถือบวช ในขณะเดียวกันเธอก็ยังเป็นหญิงที่เติบโตมากับสังคมไทยพุทธ หนังเปิดให้เห็นความจริงของเธอในข้อนี้ในฉากที่เธอกลับไปงานบวชของเพื่อนที่อ่างทอง  สำหรับบางคนฉากนี้อาจคือการละเมิดข้อห้ามของศาสนา แต่ในขณะเดียวกันมันก็แสดงภาพความเป็นมนุษย์ของผู้คนซึ่งไม่ได้แข็งเกร็งและเป็นตัวแทนทื่อทึ่มของสัญญะใดๆ แต่ในขณะเดียวกันหนังก็แสดงภาพ ความกระอักกระอ่วนของการใช้ชีวิตข้ามศาสนา โดยเฉพาะในฉากที่เอกต้องนั่งดูจูน(ที่ตอนนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนศาสนา)เล่นกับสุนัข หรือในช่วงหลังที่เอกยืนอยู่นอกวงเหล้าของญาติพี่น้อง หรือการที่จูนเองก็ยังผูกพันกับครอบครัว  อยากกลับบ้านมารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่แม้จะคลุมฮิญาบแล้วก็ตาม

 

การที่หนังติดตามตัวละครไปทำให้เราได้เห็นว่าสิ่งที่ยากลำบากกว่าการเปลี่ยนศาสนาคือเรื่องของชีวิตคู่ต่างหาก เอกพาจูนไปตั้งต้นทำธุรกิจขายผลไม้ที่เกาะหลีเปะ  พวกเขาอาศัยอยู่ในกระท่อม ละทิ้งตัวตนที่เคยเป็นมาในซึ่งเป็นสิ่งยากลำบากสำหรับทั้งคู่มากกว่าอื่นใด  หนังเล่าฉากช่วงนี้ไม่นานนักและไม่ได้พยายามขับเน้นในประเด็นนี้แต่ฉากที่ดีที่สุดฉากหนึ่งคือหลังจากที่จูนโกรธเอกเรื่องกองขยะหลังบ้าน เธอหายตัวไป และเอกออกตามหา  พบเธอนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ริมหาด  ฉากนี้จบลงที่คนทั้งคู่จูงมือกันเดินลงไปในทะเล 

 

อย่างไรก็ตามหนังยังคงเว้นระยะในการเข้าถึงตัวเจ้าของเรื่องอยู่ไม่น้อย อาจเป็นเพราะความใจดีของผู้กำกับ ( หรือคนทำสารคดีควรใจร้ายกับเจ้าของเรื่อง เพื่อดึงเอาส่วนที่ลึกลงไปกว่าฉากหน้ากล้องออกมาให้ได้?) หนังจึงไม่ได้เป็นการติดตามแบบตามติดชิดใกล้ ในทางหนึ่งมันทำให้พลังของการเล่าลดลง ยิ่งการที่หนังไม่มีฉากสำคัญใดๆเกิดขึ้นต่อหน้ากล้องมากมายนัก (มันมักมาในรูปของคำบอกเล่าหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วมากกว่า) ในฐานะสารคดีศาสนาหนังอาจเป็นเพียงโครงร่างที่ไม่ทำให้เรารู้อะไรมากขึ้น

 

แต่ในอีกทางหนึ่งนี่กลับเป็นสารคดีที่มีน้ำเนื้อของชีวิตค่อนข้างเข้มข้น  การคลี่คลายชีวิตของคนทั้งคู่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีเรื่องต้องกังวล มีแรงกดในชีวิตที่สาหัสกว่าเพียงเรื่องการนับถือศาสนามากมายนัก  หนังจบลงที่การไปขายผลไม้ที่เกาะหลีเป๊ะนั้นล้มเหลว  จูนเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน (ในความรู้สึกของผู้เขียน นี่คือการขอเวลานอกของเธอเพื่อลดแรงกดที่มีของชีวิต) ก่อนที่หนังจะจบด้วยการที่ทั้งคู่กลับมาอยู่กรุงเทพ ไม่ใช่เพราะปัญหาศาสนาหรือทัศนคติ หากเป็นปัญหาปากท้องซึ่งสาหัสกว่าปัญหาต่างศาสนาหลายร้อยเท่า  ภาพสุดท้ายอขงหนังคือจูนในขณะที่กำลังจะเป็นแม่คน นั่งเงียบๆในห้องทำงาน  ปัญหาของชีวิตคู่ยังมีอีกหลายเรื่องให้ต้องแก้ไขมากกว่าเพียงการจะเป็รมุสลิมหรือพุทธ  มนุษย์ในศตวรรษปัจจุบันยังต้องผเชิญกับแรงกดมหาศาลจากทุกทิศทางเกินกว่าที่จะลดรูปให้เขาและเธอเป็นตัวแทนของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

 

มูอัลลัฟ ไม่ใช่สารคดีสมานฉันทน์  ไม่ใช่หนังที่ทำขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างมุสลิมกับพุทธ (หรือศาสนาอื่นๆ) ซ้ำยิ่งไม่ใช่สารคดีเชิดชูศาสนา หากมันจะเชิดชูอะไรอยู่บ้าง ย่อมคือการเชิดชูมนุษย์ตัวเล็ก กลางกระแสความเปลี่ยนแปลงมหาศาล

Advertisements

4 responses

  1. p

    ไปดูตอนที่ใช้เปิดเทศกาลหนังสั้น ชอบมากอ่ะค่ะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะนั่งดูหนังแนวสารคดีแล้วอินไปกับเรื่องได้ขนาดนี้

    กันยายน 24, 2008 ที่ 5:52 am

  2. something

    ต้องถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของการดูหนังอย่างแท้จริงเลยค่ะ

    ตุลาคม 28, 2008 ที่ 11:40 am

  3. น่าสนใจ และอยากจะดู แต่อยู่จังหวัดยละ จะดูได้อย่างไร ?

    พฤศจิกายน 8, 2008 ที่ 4:47 am

  4. a

    อยู่ไกลถึงอเมริกาคะ ไม่รู้จะมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่า? อยากดู เพราะกำลังโดนกับชีวิตตัวเองพอดี อยู่ในจังหวะที่ต้องตัดสินใจว่า จะทำอย่างคุณจูนในเรื่องได้ไหม??? กลัวใจตัวเองจะไม่เด็ดขาด แบบเดินหน้าแล้วไม่ถอยหลังกลับ อย่างเขาไม่ได้ รักนะ ก็รักคะ แต่ชีวิตมันมีหลายปัจจัยเกื้อกันอยู่ เลยตัดสินใจไม่ถูกสักที

    มกราคม 3, 2009 ที่ 10:16 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s