a trick of the light : a place for cinephiles

A PAGE OF MADNESS โลกพิกลของคนวิกลจริต

A PAGE OF MADNESS  โลกพิกลของคนวิกลจริต

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’  kalapapruek@hotmail.com

 

page-of-madness_poster

 

นับเป็นวาสนาอานิสงส์ของวงการภาพยนตร์อย่างเหลือแสนที่ผู้กำกับ Teinosuke Kinugasa บังเอิญพบฟิล์มเนกาทีฟผลงานของเขาเองเรื่อง Kurutta Ippeji หรือ A Page of Madness ซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้ยุ้งฉางข้าวบริเวณบ้านในชนบทของเขาในช่วงปลายปี 1971 หลังจากที่มันเคยถูกขึ้นบัญชีเป็นหนังสาบสูญอยู่เกือบครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่หนังได้ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 1926 มิเช่นนั้นแล้ว A Page of Madness คงยังมีสภาพเป็นหนังที่ถูกลืมไปตลอดกาล แม้ว่ามันจะเป็นผลงานที่ผู้กำกับ Teinosuke Kinugasa เคยเอ่ยปากไว้ว่า นี่คือสิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุดตลอดชีวิตการทำงาน

 

A Page of Madness เป็นผลงานนอกสตูดิโอที่ Teinosuke Kinugasa สร้างขึ้นด้วยทุนของตัวเอง โดยอิงเรื่องราวจากเรื่องสั้นของ Yasunari Kawabata นักเขียนชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัลโนเบลประจำปี 1968 (และได้มีส่วนร่วมในการเขียนบทร่างแรกด้วย) หนังถ่ายทอดเรื่องราวของชายชาวประมงวัยปลดเกษียณที่สมัครเข้าทำงานเป็นภารโรงในโรงพยาบาลประสาทเพียงเพื่อลักลอบนำภรรยาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ป่วยของโรงพยาบาลแห่งนั้นออกมา ความโดดเด่นของหนังที่ทำให้ผู้ชมในปี 1972 ต้องถึงกับตื่นตะลึงด้วยความรู้สึกทึ่งก็คือสไตล์การกำกับอันจัดจ้านสวิงสวายที่รวบรวมเอาเทคนิคภาพยนตร์หลากหลายเท่าที่จะทำได้ในสมัยนั้น มารังสรรค์เป็นภาพหลอนของผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตได้วิปริตผิดแปลก สร้างบรรยากาศแห่งความน่าสะพรึงได้อย่างมีพลังแม้ว่าหนังจะมีอายุเกินกว่าครึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม ถึงแม้ว่าเนื้อหาเรื่องราวรวมทั้งการกำกับภาพบางส่วนของหนังจะทำให้นักวิจารณ์หลาย ๆ รายมักจะเปรียบเทียบผลงานชิ้นนี้กับหนังสกุล German Expressionist ระดับคลาสสิกเรื่อง The Cabinet of Dr Caligari (1920) ของ Robert Weine แต่หากจะศึกษากันในเชิงรายละเอียดจริง ๆ แล้ว เทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ใน A Page of Madness โดยเฉพาะในส่วนของการซ้อนภาพนั้นดูจะได้รับอิทธิพลจากหนังกลุ่ม French Impressionist อย่างงานของ Abel Gance เสียมากกว่า และข้อเท็จจริงที่ว่า Teinosuke Kinugasa ไม่เคยมีโอกาสชม The Cabinet of Dr Caligari ก่อนจะสร้าง A Page of Madness เสียด้วยซ้ำ ก็เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้อย่างหนักแน่นแล้วว่า สไตล์อันจัดจ้านที่ปรากฏอยู่ในหนัง นับเป็นการรังสรรค์เพื่อจงใจขับเน้นมโนทัศน์ของตัวละครผู้ตกอยู่ในอาการเพี้ยนบ้า หาได้เป็นการลอกเลียนสไตล์หนังเยอรมันเรื่องดังอย่างที่หลาย ๆ คนตั้งข้อกล่าวหาเอาไว้ไม่

 page-of-madness_08

หนังเปิดฉากอย่างสุดหลอนด้วยภาพของสายฝนที่กระหน่ำอยู่ในความมืดสลับกับภาพล้อรถยนต์ขณะกำลังวิ่ง ต่อด้วยการขึ้นไตเติ้ลหนังด้วยการเปิดพลิกเครดิตไปที่ละหน้าไม่ผิดกับการเปิดพลิกหนังสือ จากนั้นภาพในฉากเปิดเรื่องก็จะย้อนทวนมากลับมาอีกครั้งเพื่อแสดงถึงความหมกมุ่นในสิ่งซ้ำ ๆ ไม่ต่างไปจากอาการย้ำคิดย้ำทำของผู้มีความผิดปกติทางจิต เสร็จแล้วหนังจึงจะนำพาคนดูไปติดตามพฤติกรรมของผู้ป่วยในโรงพยาบาลแห่งนั้น เริ่มตั้งแต่หญิงสาวในชุดดำผู้หลงใหลในการร่ายรำที่วัน ๆ เธอก็เอาแต่ เต้น เต้น เต้น เต้น เต้น แล้วก็เต้น จนกว่าหมดแรงล้มลงไปเอง กลุ่มผู้ป่วยชายและหญิงที่ส่งเสียงกรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่งพร้อมเขย่าซี่กรงกักขังด้วยอากัปกิริยาเยี่ยงสัตว์ป่า รวมถึงภรรยาของชายชาวประมงชราที่ตกอยู่ในอาการหวาดผวาและวิตกอยู่ตลอดเวลา จนไม่สามารถจะไว้ใจใครได้แม้กระทั่งสามีของตัวเอง หนังตัดสลับเหตุการณ์ในปัจจุบันกับเรื่องราวในอดีตที่เป็นสาเหตุให้เธอต้องมารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ โดยผู้ชมจะได้เห็นเธอนำทารกน้อยซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองไปถ่วงน้ำก่อนจะพยายามฆ่าตัวตาย

 

ความยากลำบากประการหนึ่งในการเข้าถึงเรื่องราวใน A Page of Madness ก็คือการเล่าเรื่องโดยปราศจากคำบรรยายแทรกหรือ intertitle ใด ๆ เลยตลอดความยาว ทั้ง ๆ ที่หนังก็มีฉากที่ตัวละครหันหน้ามาสนทนากันอยู่หลายครั้ง สาเหตุที่ Teinosuke Kinugasa ไม่ได้ใส่คำบรรยายแสดงบทสนทนาลงไปในหนังก็เนื่องจากวัฒนธรรมการฉายหนังเงียบของญี่ปุ่นในสมัยนั้นมักจะมีนักพากย์ หรือ ‘benshi’ คอยเล่าเรื่องราวให้ผู้ชมฟังไปพร้อม ๆ กับการฉายอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องมีการใส่คำบรรยายเพิ่มเติมลงไปอีก เมื่อ Teinosuke Kinugasa มีโอกาสบูรณะ A Page of Madness เพื่อออกฉายใหม่ในปี 1972 เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่เพิ่มเติมคำบรรยายใด ๆ ลงไปให้หนังต้องเสียพลังด้านภาพ แต่จะมีการใส่ดนตรีประกอบที่เขาเป็นผู้เลือกสรรเองลงไปให้หนังได้บรรยากาศแห่งความพิพักพิพ่วนปั่นป่วนกวนโสตประสาทมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีผู้ไม่พอใจที่การใส่ soundtrack ลงไปจะทำให้ภาพของหนังต้องถูกกินพื้นที่ไปถึง 20% ก็ตาม

 

เมื่อครั้งที่ A Page of Madness มีโอกาสได้ออกฉายครั้งแรกในญี่ปุ่นช่วงปี 1926 นั้น หนังก็ไม่ประสบความสำเร็จในเชิงรายได้เอาเสียเลย ทำให้เงินทุนที่ Teinosuke Kinugasa ทุ่มไปอย่างมหาศาลกับหนังเรื่องนี้ (หนังถ่ายทำในสตูดิโอด้วยอุปกรณ์การถ่ายทำระดับมืออาชีพ แถมยังใช้ดาราดังอย่าง Masuo Inoue มาร่วมนำแสดง) ต้องจมหายไปในพริบตาจน Teinosuke Kinugasa เกือบจะกลายเป็นบุคคลล้มละลาย เขาจึงต้องรับทำหนังซามูไรแนวตลาดหาเลี้ยงตัวเองไปอีกพักใหญ่ก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้ทำหนังในสไตล์ของตัวเองได้อีกครั้งในเรื่อง Juriro หรือ Crossroads (1928)

 page-of-madness_11

นับเป็นความโชคดีเหลือเกินที่ผลงานเรื่อง Gate of Hell ที่ Teinosuke Kinugasa เป็นผู้กำกับซึ่งก็นับเป็นหนังสีเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ได้รับรางวัลชนะเลิศ (Grand Prix of the Festival) ในการประกวดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1954 ทำให้ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติและมีผู้สนใจติดตามผลงานมากขึ้น  ปัจจุบัน A Page of Madness มีตำแหน่งเป็นอภิมหาอมตะเพียงหนึ่งเดียวแห่งวงการหนังเงียบญี่ปุ่นที่มักจะได้รับการกล่าวขานและอ้างอิงถึงอยู่เสมอ จนกลายเป็นหนังภาคบังคับที่ผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ญี่ปุ่นทุก ๆ รายควรจะต้องหาโอกาสชมให้ได้สักครั้งในชีวิต

 

คุณผู้อ่านที่สนใจสามารถติดตามชมภาพยนตร์เรื่อง A Page of Madness ฉบับบูรณะของ Teinosuke Kinugasa และภาพยนตร์ญี่ปุ่นแนวแปลก เพี้ยน บ้า เรื่องอื่น ๆ ได้ในโปรแกรมการจัดฉายภาพยนตร์ชุด “Pages of Madness ปลุกตำนานหนังใต้ดินสุดขบถจากญี่ปุ่น” ของดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จาก Post แนะนำโปรแกรมด้านล่าง

 

page-of-madness_10

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s