a trick of the light : a place for cinephiles

ARTVIRUS TOP OF THE YEAR 2008 ตอน คอยกอดอ ภาค 1

 

กลับมาอีกครั้ง Top Ten Artvirus งานหนักประจำปีของกลุ่มคนที่หัวสมองรุงรังด้วยบูรณาการบันเทิงเย้าอารมณ์ อันไม่เคยรู้จักคำว่าหลับใหล ด้วยหลงผิดคิดไปว่าคนอ่านของเราหน้าบิดเบี้ยวละม้ายคล้ายเผ่าเดียวกัน เตรียมใจไว้เถิด ผ้านอนยับย่น สางผ้าหมักหมมที่นอนก่ายในตะกร้า ได้แต่นับวันรอผงซักฟอกที่ย่างเยื้องสโล-โม รอจนจวบฟ้าผีตะวันรุ่งมาฉายแสง ยังมัวขยี้ตาหนาเขอะ ร้องขอรจนาราตรีให้รี่ครวญเพลงซ้ำ

– สนธยา ทรัพย์เย็น –

ย้อนอ่าน Top Ten ArtVirus ปี 2007 (พร้อมภาพประกอบ): http://www.onopen.com/2008/02/2502

ย้อนอ่าน Top Ten ArtVirus ปี 2006 (พร้อมภาพประกอบ): http://www.onopen.com/2007/02/1427

 หมายเหตุกลแสง :  ปีนี้เราแชร์ ทอปลิสต์ กับARTVIRUSนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาส่งลิสต์ครับ/FILMSICK

Top Ten ภาณุ อารี : ผู้กำกับภาพยนตร์ (มูอัลลัฟ, แขก)

1. The Class : ประทับใจฉากปะทะกันทางความคิดและอารมณ์ระหว่างครูกับนักเรียนมาก ๆ รู้สึกเหมือนกับได้ดูหนังเรื่อง Saving Private Ryan ที่เปลี่ยนจากหาดโอมาฮ่ามาเป็นห้องเรียน

2. Serbis : เนื้อเรื่องเรียบง่าย ความตึงเครียดก็ดูเหมือนธรรมดา แต่แปลกที่ กลับรู้สึกเศร้ามาก ๆ หลังดูจบ

3. แพรว : ชอบในความเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก ณ ขณะนั้น ซึ่งแม้ว่าจะมีความเป็นส่วนตัวแต่ก็เชื่อมกับความรู้สึกของคนดูได้ไม่ยาก

4. Tropic Thunder : ชอบเพราะ หนังมันประสาทดี ดาราทุกคนแสดงกันได้รั่วสุด ๆ

5 Song of Sparrow :รู้สึกเหมือน มาร์จิดี้กลับมาแล้ว

6. Persepolis : ชอบในความจริงใจของผู้กำกับ ที่แสดงจุดยืนของการเป็นชนชั้นกระฎุมพีที่สูญเสียผลประโยชน์ที่สั่งสมมาชั่วลูกชั่วหลานอย่างตรงไปตรงมา

7. Wall E : 15 นาทีของหนังมีพลังมาก โดยเฉพาะ แอมเบียนซ์ ที่หลอนมาก ๆ ทำให้อดนึกถึงตอนดู The Shining ครั้งแรกไม่ได้

8. Gomorah : ด้วยความตั้งใจที่นำเสนอออกมาในแบบสารคดี เลยทำให้เข้าถึงวัฒนธรรมมาเฟียของเมืองเมเปิลอย่างถึงแก่น

9. Sweeney Todd : เป็นหนังที่สุดขั้วมากระหว่าง ความรุนแรง (ฉากแหวะ ๆ ทั้งหลาย) และ ความรื่นรมย์ (ผ่านบทเพลง)

10 ไชยา : เพิ่งได้ดูทางช่องเคเบิล หนังมีจุดรั่วหลายหลายจุด แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือการแสดงอันทรงพลังของ อัครา

 ธเนศ นุ่นมัน นักวิจารณ์ นิตยสาร MOVIE TIME (และ 151 Cinema)

10 อันดับ 2008

Sombre : Philippe Grandrieux ดูนานแล้ว แต่เพิ่งเขียนถึง เลยยัดเยียดหมายเลข 1 ให้เสียเลย หนังสร้างมาตรฐานใหม่ ด้วยภาษาภาพเฉพาะตัว ท้าทายประสบการณ์การรับรู้ ออกมาเป็นความรู้สึกที่ว่า ในความมืดที่ขึงพรืดอยู่ตรงหน้า ตัวตนด้านที่เราไม่อยากรู้จัก นอนหมอบรอจังหวะกระโจน เราต้องกลั้นหายใจ แอบซ่อนตัวเองจากตัวเอง

Crash : Cronnenberg มีแผ่นดีวีดี ถูกกฎหมายปั้มออกมาขายในบ้านเรา น่าเสียดายที่เป็นฉบับ 4:3 ไม่ใช่ ฉบับจอกว้าง น่าดีใจแทนสาวกทุกรุ่น

The Hustler : Robert Rossen เพื่อเป็นการร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของ พอล นิวแมน
The Lives of Others : Florian Henckel von Donnersmarck หนังคนรุ่นใหม่ที่ดูแล้วรู้สึกว่าโลกนี้ ยังไม่สิ้นหวัง

Across the Universe : Julie Taymor เรื่องก็งั้น ๆ นะ แต่เพลงเพราะดี บางเพลงต้นฉบับก็ดีกว่า ชอบมากแม้จะคอมเมนท์เยอะ ยืนยันได้ ดูไปตั้งสองรอบ ออกเป็นแผ่นก็ซื้อ

[●rec] : Jaume Balagueró และ Paco Plaza ให้มันได้อย่างนี้สิ คนทำหนังตลาดรุ่นใหม่ ต้องมีกึ๋นอย่างนี้ ตอนแรก น้องที่ทำงาน เล่าเรื่องย่อให้ฟัง ในใจร้อง แหวะ! ทันที แต่พอได้ดู ก็อยากเขกหัวตัวเองทันที อคติคนเรานี่ยังก็ล้างไม่หมด เนอะ

The Simpsons Movie : David Silverman ตอนดูในโรง ป้าที่นั่งข้างๆ หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง เหมือนโดนรมแก๊สมาอย่างไรอย่างนั้น ผมคงคิดว่าแกเป็นบ้าไปแล้ว หากไม่พบว่าตัวเองก็หัวเราะพอๆ กับแก
Retribution : Kiyoshi Kurosawa เก็บตกเนื้อหาได้ไม่หมดหรอก หนังพี่แกดูหลอนๆ กึ่งนามธรรม ใครกล้าบอกว่าเข้าทะลุปรุโปร่ง ก็อวดรู้เกินไปแล้ว

Rogue : Greg Mclean ที่โปสเตอร์ ทำให้ตกชั้นไปอยู่กับอานาคอนด้าในทันที แต่ขอบอกว่าหนังคนละชั้นกันเลย หนังเรื่องก่อนหน้านี้ของผู้กำกับคนนี้ ผมไม่ปลื้มนักเพราะทำร้ายจิตใจเกินเหตุ ด้วยลุคภายนอกเป็นหนังจระเข้ยักษ์ เลยทำให้เป็นหนังนอกสายตาคนดูแห่งปีเลยก็ว่าได้

Syndromes and A Century : อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้ดูจนได้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าแบนทำไม เคยมีคนพยายามอธิบายให้ฟังว่าทำไม ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

 

กัลปพฤกษ์ : นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ผู้จัดโปรแกรมฉาย FILMVIRUS

10 อันดับหนังเลิศล้ำประจำปี 2551: รวมดาวหนังสุดเจ๋งป่วนประหลาดพิสดารที่ได้ผ่านผืนจอในเมืองไทย

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ เองจ้า kalapapruek@hotmail.com

1)Vicky Christina Barcelona / Woody Allen

‘กัลปพฤกษ์’ says: เฮ้อ! กว่าป๋าแกจะกลับมาคืนฟอร์ม

2)Soi Cowboy / Thomas Clay

‘กัลปพฤกษ์’ says: หนังกลิ่นไทยที่ต้องให้ฝรั่งทำให้ดู???

3)The Headless Woman / Lucrecia Martel

‘กัลปพฤกษ์’ says: สีผมเปลี่ยนชีวิต . . . โอ้! คิดได้ไงอะเจ๊ลูเครเชีย!

4)คริตกะจ๋าบ้าสุด ๆ / กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์

‘กัลปพฤกษ์’ says: โฅตรบิดามารดาหนังคาแรกเตอร์คัมมะดี้ หนังไทยที่บทเยี่ยมที่สุดแห่งปี

5)เกมผีปากกา / วีระศักดิ์ สุขยะลา

‘กัลปพฤกษ์’ says: ใครไม่ฮาขอท้าให้ถีบ!

6)Summer Palace / Lou Ye

‘กัลปพฤกษ์’ says: ร่านกว่านี้ยังมีอีกมั้ย?

7)โมโฟ สิ้นชีวี อีดอกทอง / อัลวา ริตศิลา & คมวิช ชาลลี

‘กัลปพฤกษ์’ says: อย่างนี้สิเค้าถึงจะเรียกว่า ‘ชนะเลิศ’!

8)Don’t Forget You’re Going to Die / Xavier Bouvoir

‘กัลปพฤกษ์’ says: หนังฝรั่งเศสพิสดารพันลึกแบบนี้ยังมีให้ดูกันอีกมั้ย?

9)Faceless / Manu Luksch

‘กัลปพฤกษ์’ says: หนังทดลอง never dies!

10)Now Showing / Raya Martin

‘กัลปพฤกษ์’ says: อย่างนี่แหละที่เค้าเรียกว่าเฮี้ยนแบบไม่เกรงใจใคร!

 

สิบอันดับหนังอะไรอะ?  ประจำปี 2551: หนังดีที่คุณพี่ไม่ปลื้ม

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ เจ้าเก่า kalapapruek@hotmail.com

1)Wall-E / Andrew Stanton

‘กัลปพฤกษ์’ says: มันแค่เองนี้จริง ๆ เหรอ? น่าตื่นเต้นตะลึงตึงตึ๊งตรงไหนอ่า?

2)Juno / Jason Reitman

‘กัลปพฤกษ์’ says: ‘ความมั่น’ กะ ‘ความด้าน’ นี่มันอันเดียวกันป่าวอะ?

3)In the City of Sylvia / Jose Luis Guerin

‘กัลปพฤกษ์’ says: โฅตรบิดามารดาแห่งการแอ็คอาร์ต . . . โดยเฉพาะไอ้พระเอก

4)No Country for Old Men / Joel & Ethan Coen

‘กัลปพฤกษ์’ says: ถ้าบทฆาตกรของ Javier Bardem เรียกว่าเล่นดี อย่างนี้บทของ Tommy Lee Jones กับ Josh Brolin ก็ต้องถือว่าเล่นห่วยอะดิ! หุ หุ . . .

5)Be Kind Rewind / Michel Gondry

‘กัลปพฤกษ์’ says: ตกลงมันจะ ‘เสร่อ’ หรือ ‘เด๋อ’ กันแน่เนี่ยยยยยย . . . ?

6)แสงศตวรรษ Thailand’s Edition / อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

‘กัลปพฤกษ์’ says: อย่างนี้เค้าเรียก ‘อารยะขัดขืน’ แล้วเหรอ? หน่อมแน้มไปหน่อยอ๊ะป่าวววว???

7)Wonderful Town / อาทิตย์ อัสสรัตน์

‘กัลปพฤกษ์’ says: เอาจิงดิ! เล่นหักมุมกันดื้อ ๆ ทื่อ ๆ อย่างงี้เลยเหรอเพ่?

8)กอด / คงเดช จาตุรันต์รัศมี

‘กัลปพฤกษ์’ says: คิดเยอะไปป่าวอะ?

9)Teeth / Michell Lichtenstein

‘กัลปพฤกษ์’ says: คิดน้อยไปป่าวอะ?

10)Nanayo / Naomi Kawase

‘กัลปพฤกษ์’ says: สุดยอดหนัง ‘อะไรอะ?! ?!?’ แห่งปี! ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่านี่ไม่ใช่หนังของ Naomi Kawase!!!

 

ไกรวุฒิ จุลพงศธร กองบรรณาธิการ BIOSCOPE นักวิจารณ์ภาพยนตร์

My 2008 Top Ten Lists

1. Before I Forget (France, Jacques Nolot)

เรื่องย่อ : ตามดูชีวิตเกย์แก่ใกล้ตาย เขาเคยเป็นกะหรี่มาก่อนด้วย

หนังเรื่องเดียวในรอบหลายปีที่ทำให้เราคิดถึงชีวิตบั้นปลายของเราอย่างจริงจัง มันเป็นหนังที่กระแทกใส่หน้าเรา เรากลัวมาก สิ่งที่เรากลัวมากที่สุดคงจะเป็นอย่างที่ตัวเอกเรื่องนี้เผชิญมันอย่างสง่างาม คือ เป็นเกย์แก่ จนๆ ไม่มีมรดก เขียนงานไม่ออก ใกล้ตาย วันๆ หาความสุขด้วยการซื้อเซ็กซ์ ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก

จริงอยู่ที่เราชอบหนังของเบิร์กแมน และเบิร์กแมนก็เล่นเรื่องความตายอยู่เสมอๆ แต่ความตายของเบิร์กแมนเป็นสิ่งที่ไม่ได้คุกคามเราอย่างถึงที่สุด อาจเป็นเพราะมันเป็นหนังขาวดำบ้าง หรือถ้าเป็นหนังสีมันก็จะมีองค์ประกอบที่ทำให้เราพอจะหลบหนีมันได้บ้าง (เช่น ความเก่าขอหนัง ความไม่ธรรมชาติของการแสดง ของบทสนทนาแบบเบิร์กแมน ฯลฯ) ซึ่งแม้ฉากความตายของเบิร์กแมนจะน่ากลัวสุดๆ มันก็มักจะมีสิ่งที่เบรกไม่ให้มันมาเชื่อมกับชีวิตเราได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

แต่ไม่เหมือนกับหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้น่ากลัวจริงๆ และฉากจบของหนังเรื่องนี้ เรายกให้เป็นหนึ่งในฉากจบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หนังเกย์ก็แล้วกัน หนังเรื่องนี้มันเหมือนกับการที่ให้เราเพ่งมองความตายน่ะ ความตายเป็นจุดสีดำจุดเล็กๆ ที่อยู่ไกลมากๆ แล้วหนังก็เข้าหามันใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น แล้วสุดท้ายก็หายเข้าไปในจุดสีดำที่บัดนี้กลายเป็นความมืดที่กินพื้นที่ทั้งจอ

เราไม่เคยรู้จักชาค โนลอต มาก่อนเลย พอมาได้รู้ว่าเขาเคยเป็นกะหรี่มาก่อนนี่ยิ่งทึ่งใหญ่ ไม่ได้ทึ่งที่ความเก๋ของอาชีพ แต่ทึ่งที่เขาออกมายอมรับตรงๆ แล้วความหลังในชีวิตเขามันเป็นดีเอนเอที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนหนังเรื่องไหนจริงๆ

 

2. Happy-Go-Lucky (UK, Mike Leigh)

เรื่องย่อ : ผู้หญิงที่อยากทำให้คนรอบข้างมีความสุข และเธอก็ไม่ได้เป็นคนเพอร์เฟคแบบอาเมลี

เราว่ามันเป็นหนังวิเศษ มันเป็นหนังที่ท้าทายทัศนคติของคน มันถามตรงๆ ว่า เราจะรักคนคนนึงไหม ถ้าเขาเป็นคนน่ารำคาญ แต่เขาก็เป็นคนที่ดีที่สุดในโลก

ตลกดีเพราะเราไม่ได้รำคาญตัวละครนี้เลย แต่ก็พบว่าหลายๆ คนรำคาญมัน แต่คำถามคือ รำคาญแล้วยังไงต่อล่ะ นั่นก็คือสิ่งที่หนังถามอยู่แล้ว ถ้าเรารำคาญคนคนนึง เราก็จะเกลียดเขาไปเลยอย่างนั้นรึเปล่า มนุษย์มันง่ายๆ แค่นั้นเลยใช่ไหม หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น

เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีข้อบกพร่อง และหนังเรื่องนี้ยื่นข้อบกพร่องที่แสนธรรมดาที่เราเจออยู่ทุกวัน ให้กับนางเอกของมัน

อ่อ ที่สำคัญ มันสอนเรามากๆ เลยว่า หนังมองโลกในแง่ดีไม่ได้แปลว่าต้องมองโลกแบบแคบๆ หรือโลกมันมีแต่สิ่งดีๆ ไปซะหมด แต่หนังมองโลกในแง่ดีคือการรับรู้ว่าโลกมันเหี้ยมาก แต่เราต้องเลือกหาความสุขจากโลกเหี้ยๆ นี้ให้ได้

 

3. Summer Hours (France, Olivier Assayas)

เรื่องย่อ : สามพี่น้องเลยปรึกษากันว่าจะทำยังไงกับบ้านแสนสุขและมรดกในบ้านนี้

เราไม่อยากจะเชื่อว่าอัสซายาสจะทำหนังที่ละเอียดและซึ้งขนาดนี้ออกมาได้ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นหนังที่ตัดสินอะไรทื่อๆ เราเกลียดคอนเสพต์ของคนที่ชอบพูดว่า “เด็กสมัยนี้ไม่ให้ใจเหมือนสมัยฉันเลยนะ เพราะสมัยก่อน ฉันน่ะบลา บลา บลา” หรือ “รุ่นน้องสู้รุ่นพี่ไม่ได้เลย สมัยพี่นะ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้” คือ ฉากจบของหนังเรื่องนี้มันตรงข้ามกับประโยคพวกนี้สุดๆ เลย มันบอกว่าแต่ละยุคสมัยมันก็มีเหตุและผลของมัน คนเกิดหลังเราแล้วไม่ได้ทำตามเราหรือไม่ได้ยึดคุณค่าแบบที่เราเคยยึดถือ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะแย่กว่าเราสักหน่อย

นอกเหนือจากประเด็นข้างบน เราว่าหนังมันก็พูดเรื่อง มรดกตกทอด ได้ไม่เหมือนใคร มันมองโลกอย่างเป็นจริง มันต่อต้านอุดมการณ์ครอบครัวและชาตินิยม ประเภทว่าเราต้องสืบต่อทำนุบำรุงเชื้อสายมรดกตกทอดของโคตรเหง้าบรรพบุรุษมิฉะนั้นเจ้าจะชั่วช้า ก็จะพิทักษ์อะไรล่ะ นี่มันยุค Globalization ความเป็นรัฐชาติ ความเป็นครอบครัว มันต้องถูกรื้อนิยามกันหมดแล้ว หนังมันเล่นกับประเด็นที่เป็นโพสต์โมเดิร์นมากๆ เล่นกับอะไรวิชาการมากๆ กับอะไรที่เป็นโครงสร้างใหญ่มากๆ แต่มันพูดด้วยภาษามนุษย์ พูดด้วยความนุ่มนวล ซึ่งเราไม่ค่อยได้เจอสักเท่าไรในหนังที่เล่นประเด็นหนักๆ

อีกอย่างคือ เรามาคิดๆ ดูแล้ว ครอบครัวเราก็อาจจะคล้ายๆ แบบนี้แหละ ญาติฝ่ายแม่ของเราก็อยู่ออสเตรเลีย อยู่ฝรั่งเศส อยู่อเมริกา กระจัดกระจายกันไปหมด หรือเราก็มีเพื่อนที่เรียนจบแล้วก็ตัดสินใจทำงานเมืองนอกไปเลย ไม่กลับมาเมืองไทยแล้วเว้ย คือเงื่อนไขเหล่านี้มองผิวเผินเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่กำหนดขึ้เนโดยปัจเจก แต่จริงๆแล้วมันเป็นผลจากโครงสร้างของทั้งโลกที่มันกำลังเปลี่ยนอยู่

แล้วเราก็นึกถึงตัวเราเอง เทียบกับตัวละครในหนัง คนเจอเนอเรชั่นเราก็ไมได้แก่เท่าพระเอก นางเอก ในหนัง แต่ก็ไมได้เป็นเด็กวัยรุ่นแบบลูกๆ ในหนัง เราเป็นคนตรงกลางน่ะ แล้วเราควรจะทำตัวยังไงกับไอ้โครงสร้างของโลกที่มันกดและควบคุมบงการร่างกายเราอยู่นี้ แล้วเราจะเก็บ /สืบทอด สิ่งที่คนรุ่นนึงมอบให้เราไปดีไหม หรือโยนทิ้งไปเลย หรือถ้าเลือกเก็บบ้างทิ้งบ้าง จะเก็บอะไรและทิ้งอะไร

 

4. Actrices (France, Valeria Bruni Tedeschi)

เรื่องย่อ : ชีวิตวุ่นๆ ของนักแสดงหญิงวัยกลางคนที่กำลังอยากมีลูกและไม่อินกับละครเวทีที่กำลังจะเล่น

นี่เป็นหนังที่ดูแล้วเราอยากเป็นเพื่อนกับผู้กำกับเลยน่ะ เราอยากไปนั่งเม้ากับเธอ ไปอยู่ในวงเพื่อนๆ เธอ เพราะมันต้องเป็นวงที่สนุกมากแน่ๆ เลย คิดดูสิ เราดูหนังเรื่องนี้ไปเกือบปีแล้วมั้ง แต่มันยังมีเป็นสิบๆ ฉากเลยที่ค้างอยู่ในหัวเรา เราไม่รู้ว่าจะเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็นแนวอะไรดี คือมันทั้งตลก ทั้งดราม่า ทั้งเซอร์เรียล มันไม่เหมือนใครจริงๆ

ฉากที่เรานึกทีไรแล้วก็หัวเราะออกมา ได้แก่

-ซีเควนส์ I Will Survive

-ฉากนางเอกกับขนมเค้ก

-ฉากนางเอกเข้าโบสถ์

-ฉากนางเอกให้นมลูกของเพื่อนนางเอก

-ฉากเปิดที่นางเอกพยายามเรียกแทกซี่

-ฉากนางเอกโดนเกย์ข่มขืนเลยหัวเราะ

-ฉากเพื่อนนางเอกพยายามข่มขืนเกย์

-ฉากนางเอกและวิญญาณนางละครไปคุยกับผู้ชายในห้องน้ำ

-ฉากนางเอกฝึกว่ายน้ำ

-ฉากนางเอกซ้อมละคร (หลายฉากมาก)

-ฉากจบ

ไอ้หนัง 3 เรื่องข้างบน ถึงเราชอบมันมากกว่า Actress แต่ทั้งสามเรื่องก็ยังทำให้เราเศร้าน่ะ แต่ Actress เนี่ยมันทำให้เราสุขจริงๆ สุขมากมาย ไมได้มีฉากไหนที่ให้เราเศร้าเลย คือแม้กรกะทั่งฉากที่น่าสมเพชที่สุดเราก็ยังหัวเราะออกมา ไมได้หัวเราะเยาะใส่นางเอก แต่หัวเราะไปพร้อมกับนางเอก

 

5. The Headless Woman (Argentina, Lucrecia Martel)

เรื่องย่อ : ชีวิตผู้หญิงเนียนๆ คนหนึ่ง

หนังที่มีเทคนิคทางภาพและเสียงที่เราประทับใจที่สุด แล้วนางเอก จำไมได้ว่าชื่ออะไร แต่เราว่าคนนี่เป็นคนที่สร้างการแสดงที่แปลกประหลาดที่สุดแบบนึงที่เราเคยเห็นมา สดุดีแด่ลูเครเซีย มาร์เตล

 

6. Caotica Ana (Spain, Julio Medem)

เรื่องย่อ : ผู้หญิงตามหาผัวทะลุจักรวาล

เราชอบมากเลยที่ฆูลิโอ เมเด็ม เนรมิตหนัง Magical Realism สำหรับยุค Post 9/11 หนังเรื่องนี้มีการทะลุกันหลายชาติทีเดียว ระลึกชาติกันอย่างฉิบหายวาบป่วงมาก แล้วก็เริ่มต้นตั้งแต่จุดต่ำสุดคืออาศัยอยู่ในถ้ำ จนถึงจุดสูงสุดคือไปอยู่บนยอดตึกของเมืองใหญ่ แล้วหนังก้เล่าเรื่องด้วยวิธีสะกดจิตนับถอยหลัง สนุกดี

อ่อ ฉากจบนี่สุดตีนจริงๆ ไม่รู้คิดได้ไง

มันเป็นสิ่งที่ฝรั่งชอบด่ากัน แต่เพิ่งเห็นว่ามีการกระทำให้เป็นรูปธรรมก็เรื่องนี้นี่แหละ

 

7. Vicky Christina Barcelona (US, Woody Allen)

In Between Days (USA-Korea, So Yong Kim)

เรื่องย่อ : สองสาวได้ผัวที่สเปน

มันเป็นหนังตลกมากๆ ที่ทำให้รู้ว่าการทำหนังที่ไม่ต้องพยายามทำอะไรมาก แล้วมันออกมาดีนี่เป็นอย่างไร วู้ดดี้ อัลเลน เก่งมากเลย แล้วก็เข้าใจมนุษย์มากๆ

เราชอบที่ในหนังตลกมากๆ เรื่องนี้ มันกลับมีความเศร้าอยู่ตลอดเวลาอันเกิดจากการตัดสินใจของตัวละครวิคกี้ มันก็เลยเป็นความรู้สึกหวานอมขมกลืนไปทั้งเรื่อง เราเฉยๆ กับเพเนโลเปในเรื่องนี้ แต่จะชอบ รีเบคกา ฮอลล์ และ สการ์เล็ต มากๆ เลย

เรื่องย่อ : เด็กสาวรู้สึกอะไรบางอย่างกับเพื่อนหนุ่ม

ดูหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วพบว่า โซยองคิมนี่จะเป็นคนที่เราติดตามงานของเธอต่อไปเลย ทำหนังเรื่องแรกได้ถูกใจจริงๆ คือทั้งเรื่องเขาจะใช้กล้องดีวีดีแฮนด์เฉลถ่ายใกล้ๆ หน้าของเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงไปเรื่อยๆ เปนชีวิตประจำวัน เด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายเป็นเกาหลีอพยกในอเมริกา อายุเพิ่งจะ 14 15 มั้ง แล้วมันก็สนิทกัน มันก็คงชอบกันแหละ แต่มันยังไม่รู้ว่าชอบคืออะไร รักคืออะไร มันตื่นตัวเรื่องเพศแต่ก็เขินอายและทำตัวไม่ถูก

ทีนี้ สิ่งที่เราชอบก็คือนิสัยพูดไม่ตรงกับใจแบบคนเอเชียน่ะ ไอ้ชอบเขาก็แทนที่จะบอกว่าชอบเขาไปเลย ก้ไม่พูด ก็ต้องพูดตรงกันข้าม คือไล่ให้เขาไปหาคนอื่น พอเขาไปหาจริงๆ ตัวเองก็เสียใจ ตรรกะแบบนี้มันอยู่ในหนังแบบไหนก็ได้แหละ มันจะทำให้น้ำเน่ามากๆเลยก็ได้ แต่คุณโซยองคิมนี่เก่งดี เธอทำให้มัน real แล้วสมจริงมากๆ พวกอารมณ์ปากอย่างใจอย่างที่มีตลอดทั้งเรื่องก็เลยโดนเราไปหมดเลย

 

8. Mister Lonely (US, Harmony Korine)

เรื่องย่อ : มาริลีน มอนโร ชวน ไมเคิล แจ็คสัน ไปอยู่ในเกาะที่มี ชาร์ลี แชปลิน, เชอร์ลี เทมเปิ้ล, ควีนอลิซาเบธที่ 2, โป๊ป ฯลฯ อาศัยอยู่ อ่อ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของแวร์เนอร์ แฮร์โซก ขับเครื่องบินที่มีแม่ชีเหาะได้

มันเป็นหนังที่ magic จริงๆ แต่ที่เจ็บคือมันก็เป็น magic ลวงๆ นะ ทุกอย่างเป็นเรื่องลวงหมดเลย ขนาดพระเจ้ายังคงเป็นเรื่องลวงกระมังในหนังเรื่องนี้

ชอบช่วงกลางๆ ของหนังมากๆ ซามานธา มอร์ตัน สุดยอดจริงๆ แล้วก็จะชอบเวลาหนูน้อยหมวดแดงไปเดินตามทางรถไฟมากๆ กลัวเธอโดนหมาป่าฆ่าตาย

ปกติเราไม่ชอบหนังติสต์ๆ คูลๆ เด็กแนวๆ สักเท่าไรนะ แต่หนังเรื่องนี้มันหวานหยาดเยิ้มบริสุทธิ์ในแบบที่เราชอบ

 

9. The Silence of Lorna (Belgium, Jean-Pierre & Luc Dardenne)

Wendy & Lucy (US, Kelly Richardt)

เรื่องย่อทั้งสองเรื่อง : สาวจนๆ กับการเดินทางของเธอ

2 เรื่องนี้เหมือนกันตรงที่สืบทอดเชื้อสายมาจาก โรแบรต์ เบรซง ก็ทำหนังเรียลลิสติกสะท่อนชีวิตคนจนกันไป แต่เวลาดูหนังแบบนี้ มันก็ทำให้ทึ่งว่าเทคนิคของหนังแนวนี้มันดึงให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครได้อย่างดีจริงๆ เลย

เราชอบเรื่องแรกที่ธุรกิจของนางเอก มันเป็นธุรกิจที่ประหลาดจริงๆ มันยิ่งกว่ากะหรี่นะ คนทำธุรกิจนี้ได้ต้องเป็นกะหรี่ใจหมา คือ นอกจากจะขายความเป็นเพศของตัวเองแล้ว ยังต้องใจหมาขนาดฆ่าคนคนนึงได้ทีละนิดทั้งๆ ที่ตัวเองต้องอยู่กับเขาทุกวัน แต่โชคดีที่นางเอกไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ตอนแรกเรานึกว่าหนังจะน่าเบื่อมากๆ เพราะรีวิวเมืองนอกไม่ดีสักเท่าไร แต่พอดูไปจริงๆ แล้วมันจี๊ดมากๆ เลย ไปจนถึงช่วงฉากจบนี่เราชอบมากๆ ติดตามากๆ ภาพนางเอกใส่ชุดสีแดงแล้วยืนกลางป่า มันคือวินาทีที่ poetic ที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะหาให้กับตัวเองแล้ว

เรื่องหลังเราว่าผู้กำกับไมได้มีฝีมือเท่าเรื่องแรกก็จริง แต่เขาก็รู้ดีว่าเขากำลังทำอะไรและความสามารถเขามีเท่าไหน มันก็เลยออกมาเป็นหนัง realistic ที่ลงตัวมากๆ แล้วปกติเราไม่ค่อยเห็นภาพคนจนๆ ในอเมริกาน่ะ เวลาอยู่ในหนังมันก็ถูกนำเสนอเป็นตลกร้ายไปซะหมด แต่หนังเรื่องนี้มันทำให้เห็นว่าคนจนในอเมริกาเป็นอย่างไร ไม่ได้จนแค่เงิน แต่จนทั้งโอกาสในการเข้าหาทรัพยากร รวมทั้งจนน้ำใจด้วย

“คนที่ไม่มีเงินซื้ออาหารหมา ก็ไม่ควรจะเลี้ยงหมา” เป็นคำพูดที่เจ็บจริงๆ แล้วที่สำคัญ อย่าว่าแต่อาหารหมาเลย นางเอกไม่มีเงินแม้กระทั่งซื้ออาหารคนด้วยซ้ำ

 

10. This Are Is Under Quarantine (Thailand, Thunska Pansittivorakul)

เรื่องย่อ : เกย์สองคนนั่งคุยกัน

รอบที่ดูหนังเรื่องนี้มันจะมีละครเวทีเล่นก่อนฉายด้วย มันก็เลยเป็นการบิ๊วต์อารมณ์มากๆ เลย สุดยอดมากๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเชื่อมต่อกันทางอารมณ์ได้ดีมากเลย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s