a trick of the light : a place for cinephiles

ARTVIRUS TOP OF THE YEAR 2008 ตอน คอยกอดอ ภาค 2

กลับมาอีกครั้ง Top Ten Artvirus งานหนักประจำปีของกลุ่มคนที่หัวสมองรุงรังด้วยบูรณาการบันเทิงเย้าอารมณ์ อันไม่เคยรู้จักคำว่าหลับใหล ด้วยหลงผิดคิดไปว่าคนอ่านของเราหน้าบิดเบี้ยวละม้ายคล้ายเผ่าเดียวกัน เตรียมใจไว้เถิด ผ้านอนยับย่น สางผ้าหมักหมมที่นอนก่ายในตะกร้า ได้แต่นับวันรอผงซักฟอกที่ย่างเยื้องสโล-โม รอจนจวบฟ้าผีตะวันรุ่งมาฉายแสง ยังมัวขยี้ตาหนาเขอะ ร้องขอรจนาราตรีให้รี่ครวญเพลงซ้ำ

– สนธยา ทรัพย์เย็น –

ย้อนอ่าน Top Ten ArtVirus ปี 2007 (พร้อมภาพประกอบ): http://www.onopen.com/2008/02/2502

ย้อนอ่าน Top Ten ArtVirus ปี 2006 (พร้อมภาพประกอบ): http://www.onopen.com/2007/02/1427

 หมายเหตุกลแสง :  ปีนี้เราแชร์ ทอปลิสต์ กับARTVIRUSนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาส่งลิสต์ครับ/FILMSICK

 

Yuttipung : บลอกเกอร์ คอลัมน์นิสต์ นิตยสาร FILMAX

10 หนังยอดเยี่ยมประจำปีของผมครับ (ปีนี้ดูหนังน้อยเหลือเกิน และคงจะน้อยลงตามวัย 555)

-Persepolis รู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณของคนทำ เป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ดูจบแล้วต้องตั้งคำถามกับตนเอง และรากที่เรามี

-Summer Palace นอกเหนือจากชะตากรรมของตัวละครที่ถูกย่ำยีจากการเมือง ผู้กำกับยังสัมผัสได้ถึงความวุ่นวาย สับสนของคนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย

-The Sun Also Rises หนังอีกเรื่องที่ว่าผลกระทบของการปฏิวัติวัฒนธรรม รวมไปถึงนโยบายต่างๆ ของจีน ผ่านงานสร้างที่สวยงามวิจิตร อารมณ์ขัน การเสียดสี แต่ยังคงความสะเทือนใจ

– Wall -E น่าจะเป็นหนังเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของมันได้อย่างน่าสะเทือนใจจริงๆ ชอบที่หลายฉากของการสร้างความเหงาแอบอิงมาจากภาพยนตร์ยุคเก่าๆ

-Into The Wild – รู้สึกดีที่ตัวหนังไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด การแสดงของ อีมิล เฮิร์ซ และ ฮัล ฮอลบรู้ค ดีจนน่าตกใจ และทำให้ฉากช่วงท้ายของเรื่องสะเทือนใจเหลือเกิน

-In The City of Sylvia – นึกถึงบรรยากาศตอนเข้ามาทำงานในกรุงเทพใหม่ๆ แล้วเห็นความเป็นไปต่างๆ ในกลางเมือง ขณะเดียวกันการเดินเที่ยว และตามหาหญิงสาวนางหนึ่งกลับสามารถนำไปตีความได้อย่างกว้างมหาศาลเหลือเกิน

-My Winnipeg – สารคดีประหลาดที่ไม่ว่าเรื่องที่เล่าจะจริงเท็จแค่ไหน มันสามารถสร้างบรรยากาศของเมืองๆ หนึ่งลึกลับ ผสมกับอารมณ์ถวิลหาอดีตได้อย่างทรงประสิทธิภาพ

-Headless Woman – รู้สึกทั้งแปลกใจ และท้าทายตลอดทั้งเรื่อง แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ชื่นชมมากคือผู้กำกับก็ไม่ได้ใส่อย่างไม่ยั้งมือ มันเป็นงานเสียดสี หลอน ทว่านุ่มนวลเช่นกัน

-Lorna’s Silence – ชอบหนังของพี่น้องดาร์เดนน์มาตลอด แม้งานของเขาดูจะเบามือลงมามาก แต่พวกเขาก็ยังถ่ายทอดชีวิตคนชั้นล่างได้อย่างเข้าอกเข้าใจ พวกเขามีความน่าเห็นใจ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้ยัดเยียดอะไรให้เรานอกจากปล่อยให้เราดูชะตากรรมของพวกเขาห้วงหนึ่ง

-The Diving Bell and The Butterfly – งานภาพของหนังเป็นส่วนทดแทนข้อจำกัดมหาศาลซึ่งมาจากวรรณกรรมอันมีที่มาเกินกว่าตัวอักษรได้อย่างมหัศจรรย์

 

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ผู้กำกับหนังสั้น (ลอยฟ้า , กรุงเทพตอนเย็นๆ)

5 ในหลายสิ่งที่ผมชอบ เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา

1. พุทธธรรม

หนังสือ – นี่คือหนังสือพุทธศาสนาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ชัดเจน เข้าใจง่าย ประเสริฐมาก ผมเพิ่งมีโอกาสได้อ่านครับ

2. ก้านคอคลับ

เพลง – ตัวอย่างของการเขียนเพลงภาษาไทย ด้วยภาษาที่พิถีพิถัน สนุก และร่วมสมัย ด้วยเนื้อหาที่ไม่ซ้ำซาก พอกันที กับการลงประโยคด้วย “ใช่ไหมเธอ” เพียงเพราะมีโน้ตเหลืออีก 3 ตัว

3. ไทยพีบีเอส

โทรทัศน์ – ไม่ได้ดูทีวีไทยมานาน จนได้มาเจอทีวีไทย (ชื่อ) รายการดีๆมีสาระ ต่อเนื่องกันมากมายไม่หยุด อย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน ตกใจเลย

4. บุญชู

ภาพยนตร์ – ดูบุญชูภาคใหม่แล้วน่ารักดี เลยเพิ่งมีโอกาสตามดูบุญชูภาคเก่าๆที่ผมไม่เคยดูเลย (ผมขอโทษ) มีความสุขมากครับ

5. ร้านปู่ยศ ขายของเก่า

สถานที่ – อยู่ตรงถนนคนเดิน จังหวัดเชียงใหม่ เจอโดยบังเอิญตามเสียงเพลงโอลดี้ส์ ข้างในมีหินราคาหลายล้าน ขวดใส่น้ำติดป้ายว่าสำหรับคนไม่มีน้ำยา ส่วนหน้าร้านมีป้ายบอกว่า ร้านนี้ขาย ป้ายนี้ก็ขาย (แน่นอน ราคาหลักล้าน) ฯลฯ บรรยายไม่ถูก ต้องเห็นด้วยตาและสัมผัสด้วยใจ ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอลิซอินวันเดอร์แลนด์ แต่ไม่อยากกลับบ้านเลย

 

คนมองหนัง : บลอกเกอร์ คอลัมน์นิสต์ ไบโอสโคป

หนังสือ, หนัง, ละครทีวี และเพลง ที่ประทับใจในปี พ.ศ. 2551

บทกวีการเมืองของไม้หนึ่ง ก.กุนที

นับตั้งแต่ช่วงประมาณเรียนมัธยมปลายมาจนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าชีวิตการอ่านบทกวีของผม เติบโตมาพร้อมกับพัฒนาการในการเขียนบทกวีของ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” อย่างค่อนข้างแนบแน่น

ช่วงเรียนมัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัยปี 1 บทกวีที่น่าตื่นเต้นสำหรับผม คืองานที่เสาะแสวงหาความดีงาม ตั้งคำถามและใส่ใจในประเด็นเรื่องศาสนา ตลอดจนพรรณนาถึงความรักหรือความเหงาของคนในเมืองใหญ่ ดังเช่น งานในยุคต้น ๆ ของไม้หนึ่ง

พอเติบโตขึ้นมาหน่อย ผมเริ่มหันมาสนใจในประเด็นทางปรัชญา, เพศ, หรือเรื่องโพสต์โมเดิร์น เช่นเดียวกันกับงานในยุคกลางของไม้หนึ่งที่ใส่ใจในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว ดูเหมือนผมจะไม่ค่อยเห็นสอดคล้องกับสิ่งที่ไม้หนึ่งเขียนสักเท่าใดนัก ทว่าอย่างน้อย ผมก็ยังสามารถถกเถียงในประเด็นเดียวกันกับเขาผ่านการอ่านบทกวีที่เขาแต่งขึ้นมาได้

หลังจากนั้น คล้ายกับว่างานไม้หนึ่งค่อนข้างจะหายไปจากห้วงความรับรู้/ความสนใจของผม กระทั่งหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ไม้หนึ่งซึ่งว่ากันว่าขึ้นไปอ่านบทกวีบนเวทีการชุมนุมของนปก.หรือ นปช. ด้วยในช่วงเวลาหนึ่ง ก็แต่งบทกวีการเมืองที่มีเนื้อหาคมคายและน่าสนใจออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะงานหลายชิ้นที่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของสังคมไทยอย่างเจ็บแสบและแหลมคม อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลาประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ผมได้กลับมาพบรักกับไม้หนึ่งอีกครั้งหนึ่งผ่านการอ่านบทกวีการเมืองของเขา ในยุคที่การเมืองไทยกำลังสับสนวุ่นวายและคล้ายจะดำเนินไปสู่ความมืดมน

 

หนังสือรวมบทความ “เพศ: จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ” โดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา และ “หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย: ว่าด้วยการขึ้นมาเป็นศิลปะของภาพยนตร์ในสังคมบริโภค” โดย ธนา วงศ์ญาณณาเวช

งานเขียนหรือหนังสือรวมบทความของธเนศ วงศ์ยานนาวา/ธนา วงศ์ญาณณาเวช อาจเป็นที่รู้จักกันในวงแคบ ๆ และคงไม่สามารถจะถูกยกสถานะให้กลายเป็นหนังสือขายดียอดนิยมได้ อย่างไรก็ตาม ตรรกะของสังคมบริโภคนั้น ไม่ได้มุ่งสนใจเพียงแค่ว่าสินค้าที่ถูกผลิตจะขายดีหรือไม่ และมีผู้บริโภคซื้อสินค้าเหล่านั้นไปใช้สอย/สอดใส่คุณค่าต่าง ๆ ในจำนวนมากน้อยแค่ไหน แต่ตรรกะสำคัญอีกประการหนึ่งของสังคมบริโภค ก็คือ การมี “ทางเลือก” ในการบริโภค และดูเหมือนตัวของธเนศ/ธนาจะพยายามตอบสนองต่อตรรกะดังกล่าวอย่างจริงจัง ผ่านการผลิตสินค้า/หนังสือที่มีชื่อของตนเองประทับตราอยู่ให้กลายเป็นสินค้าทางเลือกใหม่ ๆ (ในแง่ของเนื้อหาที่ซับซ้อน ลุ่มลึก และอ่านไม่ง่าย) ในสังคมบริโภคแบบไทย ๆ

หากมองแค่หน้าปกและชื่อหนังสือของ “เพศฯ” และ “หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วยฯ” ก็อาจดูเหมือนว่าประเด็นหลักที่หนังสือนำเสนอเคยปรากฏมาบ้างแล้วในหนังสือภาษาไทยบางเล่ม อย่างไรก็ตาม เมื่อลงมืออ่านอย่างจริงจัง เราจะพบได้ว่าสิ่งที่ธเนศ/ธนาเสนอในหนังสือสองเล่มดังกล่าวนั้น ได้สร้าง “ทางเลือก” ทางความคิดที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนให้แก่การพิจารณาประเด็นว่าด้วยเรื่องเพศและหนัง (อาร์ต) ที่เคยดำรงอยู่ในแวดวงการสาธารณสุข ภาพยนตร์ ศิลปะ หนังสือ ตลอดจนวรรณกรรมไทยร่วมสมัย

 

บทวิจารณ์นวนิยายเรื่อง “ความสุขของกะทิ” ในวารสาร “อ่าน” โดย คำ ผกา

หลายคนอาจประทับใจหรือตื่นเต้นกับคอลัมน์ของคำ ผกาในมติชนสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะในเวลาที่เธอเขียนเรื่องการเมือง อย่างไรก็ตาม ผมกลับรู้สึกไม่ตื่นเต้นกับงานเขียนเหล่านั้นมากนัก (แม้จะชอบและรู้สึกสนุกอย่างมากเวลาอ่านก็ตามที) เนื่องจากเรายังสามารถพบเห็นเงาของนักวิชาการรุ่นใหญ่หลายต่อหลายคนซึ่งส่งอิทธิพลทาบทับมายังวิธีคิดที่ปรากฏในงานเขียนของเธอ เพียงแต่ภาษาและอารมณ์ขันจิกกัดที่คำ ผกาใช้นั้นมีความจัดจ้านแบบชาวบ้านมากกว่า ดังนั้นงานเขียนของเธอจึงมีเสน่ห์ที่ผิดแผกแตกต่างออกไปจากงานเขียนของนักวิชาการมือดีทั้งหลาย

สำหรับผม งานเขียนที่น่าประทับใจจริง ๆ ของคำ ผกาในปีนี้กลับเป็นบทวิจารณ์นวนิยายเรื่อง “ความสุขของกะทิ” ในวารสาร “อ่าน” เล่มสอง (จริง ๆ แล้ว ผมก็เริ่มประทับใจคำ ผกาเป็นครั้งแรก จากงานวิจารณ์วรรณกรรมไทยของเธอที่เคยปรากฏในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์) แน่นอนวิธีคิดของเธอที่ปรากฏในบทวิจารณ์ชิ้นนี้ก็ยังคงไม่ได้หลีกหนีไปจากความคิดและงานเขียนของนักวิชาการรุ่นใหญ่ ๆ (ที่พยายามจะต้านทานหรือเสนอแนะทางเลือกอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือความคิดกระแสหลักในสังคมไทย) มากสักเท่าใดนัก แต่ความพิเศษของบทวิจารณ์ชิ้นนี้ก็คือ อย่างน้อยเราแทบจะไม่ได้เห็นนักวิชาการทางสังคม-มนุษยศาสตร์ที่มีความรู้และมีเครื่องมือทางทฤษฎีที่ทรงพลังทั้งหลายเข้ามาแสดงบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมไทยร่วมสมัย (ที่อาจเข้าถึงคนอ่านมากกว่างานเขียนของนักวิชาการเหล่านั้น) อย่างจริงจังแต่อย่างใด ดังนั้นงานวิจารณ์วรรณกรรมรางวัลซีไรต์เรื่อง “ความสุขของกะทิ” ของคำ ผกา จึงสามารถช่วยสร้างวิธีการมองโลก/วิธีการวิพากษ์วิจารณ์ที่น่าตื่นเต้นให้แก่แวดวงวรรณกรรมไทยร่วมสมัยได้อย่างน่าชื่นชม (ในยุคที่ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นมากนักในแวดวงวรรณกรรมไทยร่วมสมัย)


งานเขียนว่าด้วยหนัง, เพลง, และสังคมการเมือง ของ รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ และ รุ้งรวี & รวีพลอย ในนิตยสารวอลลุ่ม

สำหรับหลายคน นิตยสารวอลลุ่มอาจเป็นเพียงแค่นิตยสารแฟชั่น/ผู้หญิงรายปักษ์เล่มหนึ่ง ที่มีภาพแฟชั่นอันร้อนแรงทรงเสน่ห์ปรากฏออกมาเป็นระยะ ๆ แต่สำหรับผม วอลลุ่มยังมีดีที่งานเขียนวิจารณ์หนัง, เพลง, และซุบซิบเรื่องสังคมการเมืองของรุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ และรุ้งรวี & รวีพลอย แม้งานของเธอ (ผมเข้าใจเอาเองว่า รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ และ รุ้งรวี & รวีพลอย คืนคน ๆ เดียวกัน) อาจจะไม่ได้มีคุณภาพเลอเลิศและเต็มไปด้วยความคิดอันคมคายเสียทุกชิ้น ทว่างานเขียนหลายชิ้นของรุ้งรวีก็สามารถเปิดมุมมองหรือตั้งคำถาม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการเมืองไทยในช่วงขวบปีที่ผ่านมา ได้อย่างแหลมคมและมีอารมณ์ขัน ซึ่งผิดแผกไปจากการพยายามเขียนเรื่องการเมืองของคอลัมนิสต์คุณภาพในสายงานวิจารณ์บันเทิงจำนวนหนึ่ง ที่มักจะไม่คมคาย, เกรี้ยวกราดได้แค่กับพวกนักการเมือง และเอ่อล้นไปด้วยอารมณ์ตลกฝืด

 

หนังสือการ์ตูนชุด 20th Century Boy

ผมรู้สึกว่าประเด็นที่น่าสนใจจริง ๆ ของหนังสือการ์ตูนชุดนี้อาจไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอเรื่องราวว่าด้วยลัทธิบูชาคลั่งไคล้ใหลหลงเคารพเชื่อมั่นในอภิมนุษย์/อะไรบางอย่างของผู้คนจำนวนมาก จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านลบต่อสังคม, การเมือง, เศรษฐกิจ, และวัฒนธรรม ฯลฯ ตามมา (ซึ่งผมคิดว่าทั้งการ์ตูนและหนังในภาคแรกยังอธิบายความตรงนี้ได้ไม่ละเอียดประณีตเพียงพอ ว่าทำไมคนญี่ปุ่นและคนทั้งโลกจึงหลงเคารพและหลงเชื่อ “เพื่อน” อย่างหัวปักหัวปำ เพราะอย่างน้อยการถือกำเกิดขึ้นมาของลัทธิฟาสซิสต์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือการบูชาศรัทธา “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” บางอย่าง/บางคนในบางสังคม ก็มีแง่มุมต่าง ๆ ที่มันละเอียดซับซ้อนทั้งในด้านโครงสร้างทางประวัติศาสตร์และจิตใจของผู้คนที่เป็นผู้กระทำการในแต่ละยุคสมัย ยิ่งกว่าที่การ์ตูนและหนังนำเสนอ) หรือการปฏิวัติโดยคนเล็ก ๆ ผ่านแง่มุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน/วัฒนธรรม เช่น เสียงดนตรี จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ให้แก่สังคมโลกได้ (ซึ่งการ์ตูนก็นำเสนอประเด็นนี้ออกมาในลักษณะที่ค่อนไปทางทีเล่นมากกว่าทีจริง)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผมเห็นว่า 20th Century Boy สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ มีพลัง ชวนขบคิดและตั้งคำถาม กลับเป็นอารมณ์โหยหาอดีตที่ซ้อนทับอยู่กับการหลงลืมและความผิดพลาด (ที่อาจแลดูเล็กน้อย ทว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับบางคน) ในช่วงชีวิตวัยเยาว์ซึ่งส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อชีวิตในช่วงเวลาปัจจุบันและอนาคต ตามความเห็นส่วนตัวของผม แม้ประเด็นดังกล่าวนี้อาจไม่ได้มีความแปลกใหม่มากมายนัก แต่มันก็มักจะมีพลังอยู่เสมอยามเมื่อปรากฏอยู่ในวรรณกรรมหรือภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่อง

ป.ล.

การที่ “เพื่อน” สามารถกลายเป็นประธานาธิบดีโลกได้ในผลงานทางด้านวัฒนธรรมอย่างหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ย่อมแสดงให้เห็นว่าระบอบการปกครองของญี่ปุ่นกับไทยที่ดูเหมือนจะคล้ายคลึงกันนั้น กลับมีวัฒนธรรมทางการเมืองบางประการที่แตกต่างกันอย่างสำคัญดำรงอยู่

 

นวนิยายจีนกำลังภายในชุดเล็กเซี่ยวหงส์

ผมอ่านนวนิยายจีนกำลังภายในชุดนี้ครั้งแรกตอนเรียนอยู่ ม.4 ด้วยอารมณ์ดื่มด่ำประทับใจกับบุคลิกวีรบุรุษ/อภิมนุษย์เหนือมนุษย์ทั่ว ๆ ไปของบรรดาตัวละครเอกที่เป็นจอมยุทธทั้งหลายภายในเรื่อง นับตั้งแต่เล็กเซี่ยวหงส์ ไซมึ้งชวยเสาะ ฮวยมั่วเล้า ซีคงเตียะแช หรือหลวงจีนสัตย์ซื่อ นอกจากนี้ ผมยังมีอารมณ์ตื่นเต้นไปกับพล็อตเรื่องเชิงสืบสวนสอบสวนอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนคาดเดายากของนวนิยายในแต่ละตอน

อีก 11 ปีต่อมา ผมหวนกลับมาอ่านนวนิยายจีนกำลังภายในชุดนี้อีกครั้งหนึ่ง การกลับมาอ่านเล็กเซี่ยวหงส์ในรอบที่สอง ทำให้ผมรู้สึกถึงลักษณะเด่นสองประการของนวนิยายชุดนี้ ประการแรก อย่างที่หลายคนคงทราบกันว่านวนิยายชุดเล็กเซี่ยวหงส์รวมทั้งชอลิ้วเฮียงของโก้วเล้งนั้น ได้รับแรงบันดาลใจอย่างสำคัญมาจากนวนิยายในเชิงสืบสวนสอบสวนของฝรั่งเช่น ชุดเชอร์ล็อค โฮล์มส์ และ เฮอร์คูล ปัวโรต์ เป็นต้น ซึ่งพอมาอ่านนวนิยายชุดเล็กเซี่ยวหงส์อีกครั้งหนึ่ง ผมก็พบว่านวนิยายจีนกำลังภายในชุดนี้มีองค์ประกอบของโครงเรื่องที่เป็น “ฝรั่ง” มาก ๆ กระทั่งเราคงเอ่ยอ้างไม่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเล็กเซี่ยวหงส์มี “ความเป็นตะวันออก” อันผิดแผกและถูกแบ่งแยกอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงจาก “ความเป็นตะวันตก” เหมือนกับที่เรามักจะกล่าวอ้างด้วยสามัญสำนึกกันอยู่บ่อยครั้งว่าหนังหรืองานศิลปะอื่น ๆ จากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน เรื่อยไปจนถึงญี่ปุ่นหรือเกาหลีนั้น มี “ความเป็นตะวันออก” ที่ลึกซึ้งในเรื่องของอารมณ์และจิตใจยิ่งกว่างานของพวก “ฝรั่งตะวันตก” ประการที่สอง ผมพบว่านวนิยายชุดนี้มีจุดคลี่คลายที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือ สุดท้ายแล้ว ตัวร้ายจริง ๆ ที่แฝงตัวอยู่ในแต่ละตอนของนวนิยายก็คือบรรดาคนกันเองในยุทธภพหรือมิตรสหายจำนวนหนึ่งของเล็กเซี่ยวหงส์ทั้งนั้น ลักษณะเด่นเช่นนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า “คุณธรรมน้ำมิตร” ในแวดวงชาวยุทธของนวนิยายกำลังภายใน อาจไม่ได้หมายถึง คุณธรรม จริยธรรม และมิตรภาพ อันดีงามสูงส่งและมั่นคงตายตัวเสมอไป ทว่าคุณธรรมน้ำมิตรดังกล่าวสามารถจะถูกบิดผันเปลี่ยนรูปและส่องสะท้อนให้เห็นว่า “นรก” ไม่ใช่คนอื่น หากแต่คือพวกเรากันเองนี่แหละ ได้อยู่ตลอดเวลา

 

หนังที่ประทับใจในปี 2551

องค์บาก 2 หนังบู๊ที่มีโครงสร้างบทที่แข็งแรงเป็นระบบระเบียบมาก ๆ ตามความเห็นส่วนตัวของผม โดยโครงสร้างของบทภาพยนตร์ดังกล่าวก็แสดงให้เห็นถึงลักษณะอันหลากหลายของ “อำนาจ” ได้อย่างน่าสนใจ (ผมจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง)

สะบายดี หลวงพะบาง เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในอุษาคเนย์ผ่านความสัมพันธ์ของคนเล็ก ๆ สองคนได้อย่างน่ารักและน่านำไปขบคิดตีความต่อ ท่ามกลางบริบทในโลกแห่งความเป็นจริงที่ประเด็นชาตินิยมจากกรณีปราสาทเขาพระวิหารกำลังลุกไหม้เผาผลาญความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างน่ากลัวและน่าเสียใจ

สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์ หนังตลกที่สนุกมาก ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาบรรดาตลกคาเฟ่มืออาชีพแต่อย่างใด นอกจากนี้หนังก็แฝงประเด็นเรื่องชนชั้นไว้ด้วยอย่างน่าสนใจ แม้ว่าการนำเสนอประเด็นดังกล่าวจะดำเนินไปในลักษณะหยิกแกมหยอก ไม่ใช่การมุ่งถอนรากถอนโคนอย่างจริงจังก็ตามที

กอด ตลอดรายทางของหนังเรื่องนี้ ผู้กำกับและผู้เขียนบทคือคงเดช จาตุรันต์รัศมีได้แอบพูดถึงบรรยากาศทางการเมืองไทยในช่วงปี 2549-2550 ไว้อย่างต่อเนื่องชวนขบคิด (แม้อาจไม่ได้เป็นระบบระเบียบมากนัก) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สำหรับในแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกระแสหลักแล้ว คงเดชอาจถือเป็นผู้กำกับหนังเพียงคนเดียวที่ใส่ใจกับบริบททางการเมืองไทยในยุคร่วมสมัย (กับท้องเรื่องของหนังเรื่องนั้น ๆ) อย่างจริงจัง

No Country for Old Men หลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าไม่ใช่คนแก่ทุกคนที่จะไร้ที่ยืนหรือที่อยู่บนโลกใบนี้ แต่ผู้ที่จะไร้ที่ยืนหรือที่อยู่บนโลกนี้ก็คือมนุษย์ (ไม่ว่าจะแก่หรือไม่แก่) ที่รู้สึกท้อแท้ ห่อเหี่ยว และหมดหวัง กับความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์และสันดานดิบอันดำรงอยู่เคียงคู่กับมนุษยชาติมาทุกยุคทุกสมัยต่างหาก เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่คุณเริ่มรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นวิกฤตไปเสียหมด และคุณหมดกำลังใจจะรับมือกับมัน เซลแมนขายวิกฤตอย่างคุณก็ย่อมจะถูกมันกัดกร่อนกลืนกินจนตายทั้งเป็นในอีกไม่ช้าไม่นาน

Burn after Reading หนังที่แสดงให้เห็นว่าอำนาจรัฐนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาอำนาจต่าง ๆ ซึ่งเข้ามาครอบงำจัดการกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมร่วมสมัย

Alice in the Land หนังพูดถึงชีวิตของคนเล็กคนน้อยที่ต้องเอาชีวิตรอดด้วยการแอบอิงตนเองเข้ากับระบบเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์อันตัดผ่านรัฐ-ชาติและเส้นแบ่งเขตแดนที่ถูกสร้างขึ้นมาในยุคสมัยใหม่ ซึ่งสอดคล้องกันกับความเชื่อและพิธีกรรมของชนพื้นเมืองดั้งเดิม ณ ทวีปอเมริกาใต้ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการตัดแบ่งรัฐ-ชาติ ได้อย่างเรียบง่ายและน่าสนใจ

Years when I was a Child Outside หนังบอกเล่าเรื่องราวห้วงชีวิตภายในความทรงจำของปัจเจกบุคคลซึ่งบิดผันไปตามบริบท/โครงสร้างภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างน่าสนใจและมีเสน่ห์

Eat, For This is My Body หนังบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างเจ้าอาณานิคมกับผู้คนพื้นเมืองในดินแดนอาณานิคม รวมทั้งสภาวการณ์ในยุคหลังอาณานิคมได้อย่างซับซ้อน (มีหลากหลายมิติ) สนุก และชวนขบคิด

 

ละครโทรทัศน์จักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องสังข์ทอง

นี่อาจถือเป็นละครโทรทัศน์แห่งปีอีกเรื่องหนึ่ง เพราะอย่างน้อยละครเรื่องนี้ก็ออกแพร่ภาพครั้งแรกในช่วงเสาร์-อาทิตย์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2550 และมาอวสานลงเมื่อวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2551 ด้วยความยาวรวมทั้งสิ้นกว่า 100 ตอนเห็นจะได้

ถ้าเทียบกับละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องอื่น ๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “สังข์ทอง” อาจถือเป็นละครที่มีความยาวสูงสุด อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของมันกลับไม่ได้มีความเข้มข้นหรือทำการหยอกล้อกับบริบททางสังคม-การเมืองในยุคร่วมสมัยอย่างน่าตื่นเต้นที่สุด หากเปรียบกับละครที่มาก่อนอย่าง “เกราะกายสิทธิ์” หรือ “พระทิณวงศ์” รวมทั้งละครที่มาทีหลังอย่าง “เทพสังวาลย์”

แต่ถึงกระนั้น สังข์ทองฉบับปี 2551 ก็มีสิ่งที่น่าสนใจแฝงอยู่มิใช่น้อย ทั้งการที่ละครถูกยืดยาวและด้นวนเวียนอยู่กับมุขตลกว่าด้วยเงาะป่าหรือหกเขย และการสร้างเรื่องต่อเติมจากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 (ที่ผู้สร้างละครทำการอ้างอิง) ไปมากมายพอสมควร ซึ่งส่งผลให้ละครเรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบอย่างมากมายในเว็บบอร์ดบางแห่ง ทว่าลักษณะที่ดูเหมือนจะเป็นแง่มุมอันอ่อนด้อยออกทะเลดังกล่าวของสังข์ทองกลับแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงลักษณะการเผยแพร่นิทานพื้นบ้านไทยตลอดจนการแสดงละครพื้นบ้านต่าง ๆ ในรูปแบบมุขปาฐะ ที่เรื่องราวของนิทานและละครเหล่านั้นจะถูกด้นหรือต่อเติมไปได้อย่างไม่รู้จบตามความคิดสร้างสรรค์ของผู้เล่า/ผู้แสดง จนกระทั่งเรื่องราวของนิทาน/ละครพื้นบ้านเหล่านั้นไม่ได้เดินทางไปถึงจุดจบอย่างง่ายดายนัก หากแต่กลับถูกผลิตซ้ำและสรรค์สร้างเรื่องราวเพิ่มเติมไปได้อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด จนไม่มีนิทานพื้นบ้านหรือวรรณคดีชิ้นใดที่มีสถานะเป็นต้นฉบับมาตรฐานแต่เพียงหนึ่งเดียว ดังนั้น การที่มีผู้โจมตีผู้ผลิตละครเรื่องนี้ว่ากระทำการอันหมิ่นต่อพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่2 จึงเหมือนเป็นการกล่าวโทษที่ไม่เข้าใจถึงลักษณะบางอย่างของวรรณคดีไทยหรือนิทานพื้นบ้านซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านกระบวนการมุขปาฐะ อันนำมาซึ่งการไร้สถานะของ “ความเป็นต้นฉบับ” หรือ “ความเป็นของแท้ดั้งเดิม” เพราะแม้กระทั่งพระราชนิพนธ์สังข์ทองของรัชกาลที่ 2 เองก็มีที่มาจากนิทานชาดกในยุคก่อนหน้านั้นเช่นกัน

นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตละครสังข์ทองสามารถอ้างบทพระราชนิพนธ์ของกษัตริย์ในอดีตและนำเรื่องราวดังกล่าวมาดัดแปลงต่อเติมได้ ก็แสดงให้เราเห็นว่าวิธีการต่อสู้/ดัดแปลง/พลิกแพลง/ฉวยใช้ความคิดกระแสหลักของสังคมที่มีสถานะสูงส่งแตะต้องไม่ได้นั้นยังคงมีอยู่อย่างมากมาย แต่อาจถูกซ่อนแฝงไว้ในพื้นที่ที่เราคิดไม่ถึงหรือมองข้ามไป

สำหรับเนื้อหาที่ถูกยืดยาวของสังข์ทองนั้น ผมกลับคิดว่ามีความน่าสนใจแฝงอยู่ เช่น อย่างน้อยเส้นเรื่องของละครก็ไม่ได้ดำเนินไปอย่างง่ายดายไร้ความสลับซับซ้อนเช่นในวรรณคดีฉบับพระราชนิพนธ์ เพราะในละครเรื่องนี้ กว่าที่พระสังข์จะได้พบกับพระบิดาพระมารดาและสามารถครองรักกับนางรจนาได้อย่างมีความสุข เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับทุกข์ภัยสาหัสมากมายจากน้ำมือของเหล่าตัวร้ายที่ผู้สร้างละครสร้างบทบาทขึ้นมาใหม่ กระทั่งต้องทนทรมานถูกเผาผลาญโดยไฟนรก ซึ่งพระอินทร์ในเรื่องก็ให้เหตุผลว่าพระสังข์ต้องชดใช้กรรมเก่าที่ตนเองก่อไว้ (เพราะเคยทำร้ายจิตใจแม่บุญธรรมที่เป็นยักษ์อย่างนางพันธุรัตจนถึงแก่ความตายและกลั่นแกล้งทำร้ายร่างกายหกเขย) เสียก่อนที่จะได้พบกับความสุขในเบื้องท้าย ขณะเดียวกัน การเพิ่มเติมบทบาทและสีสันให้กับหกเขยและหกพระพี่นางของนางรจนา ก็ให้ภาพการแย่งชิงอำนาจและความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ/ราชสำนักได้อย่างน่าสนใจ ตลกขบขัน และสนุกสนานอยู่ไม่น้อย

 

งานเพลงโฟล์คซองสามชุดของมาโนช พุฒตาล

เนื้อหาของงานโฟล์คซองที่ดำเนินผ่านการร้องเพลงสลับกับการพูดเล่าเรื่องของมาโนช พุฒตาลทั้งสามชุดนี้ (ในชุดที่สอง มีสมพงษ์ ศิริวิโรจน์ มาร่วมงานด้วย) อาจมีความลุ่มลึกคมคายหรือมีความเป็นขบถ (ผ่านการตั้งคำถามอันแหลมคมรุนแรง) น้อยลงกว่าผลงานชุด “ในทรรศนะของข้าพเจ้า” อย่างเห็นได้ชัด เช่น “อยู่อยุธยา” ก็ดูเหมือนจะเป็นงานที่พยายามโหยหาอดีตด้วยอารมณ์โรแมนติกและค่อนข้างมีอคติต่อสังคมบริโภค/ทุนนิยมมากพอสมควร ขณะที่เรื่องเล่าใน “เชนมีคู่หูเป็นลิง” ที่เริ่มต้นขึ้นมาอย่างน่าตื่นเต้นและน่าสนใจก็ค่อย ๆ ถูกลดทอนให้กลายเป็นเรื่องของการแบ่งขั้วง่าย ๆ ระหว่างป่า/ธรรมชาติอันงดงามสูงส่งกับเมืองและคนเมือง/นักการเมือง (ทั้งในและนอกสภา) ที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวและเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาในตอนท้าย

แต่ถึงที่สุดแล้ว คนฟังทั้งหลายก็ยังน่าจะได้สัมผัสถึงความไพเราะของเสียงดนตรีอันเรียบง่ายและความสามารถอันสูงส่งในการเป็นนักเล่าเรื่องของมาโนช พุฒตาลที่ปรากฏอยู่ในผลงานทั้งสามชุดดังกล่าว

คนมองหนัง

 

MERVEILLESXX :นักวิจารณ์ คอลัมนิสต์ นิตยสาร BIOSCOPE

http://merveillesxx.bloggang.com

10 หนังแห่งปี 2008

by merveillesxx

10. Modern Life (2008, Raymond Depardon, France)

สารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่าปกติไม่ค่อยอินกับหนังแนวภูธรหรือหนังสะท้อนความยากลำบากของชนชั้นล่างนัก แต่รู้สึกติดตราตรึงใจกับหนังเรื่องนี้เพราะมันถ่ายภาพสวยมาก (ทั้งที่จริงๆ ก็เป็นการตั้งกล้องนิ่งๆ เท่านั้น) หนังสารคดีเรื่องนี้สัมภาษณ์เหล่าเกษตรกรที่สะท้อนในเราเห็นว่าวิถีชีวิตแบบกสิกรรมกำลังจะล่มสลายในไม่ช้า ฉะนั้นยิ่งภาพสวยมากเท่าไรมันก็ยอกย้อนถึงความเศร้ามากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายที่กล้องค่อยๆ ถอยออกมาจากหมู่บ้านนั้นพร้อมกับภาพพระอาทิตย์ตกดินอันแสนสวยงาม

9. Water Lilies (2007, Celine Sciamma, France)

ถ้าพูดถึงหนังสำรวจผู้หญิง แคทเธอรีน เบรลญาต์ คงทำไปมากแล้ว (หรืออาจจะมากเกินไปเสียด้วย) หนังที่ได้ฉายาว่าร่างทรงของเบรลญาต์เรื่องนี้ไม่ได้พยายามทำตัวให้แรงหรือฉลาดแต่อย่างใด ตรงกับข้ามนี่มันคือ American Pie ภาคฝรั่งเศสด้วยซ้ำ คือการว่าด้วยการฝ่าฟันความอยากรู้เห็นทางเพศของวัยรุ่น เพียงแต่ตัดความตลกเปรอะเื้ปื้อนทิ้ง และมุ่งสำรวจทางจิตวิทยาแทน หนังเต็มไปด้วยฉากน่าจดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่นางเอกขุดคุ้ยขยะของหญิงสาวที่เธอแอบมาสำรวจ ดม และกิน, ฉากเซ็กซ์ระหว่างทั้งสองที่เหมือนฉากฆาตกรรม และฉากเอาคืนของสาวอวบในตอนท้าย นอกจากนั้นเพลงประกอบของหนังยังเพราะสุดๆ

8. Wall E (2008, Andrew Stanton, USA)

ห่างเกินกับ Pixar มานานพอสมควรทีเดียว เพราะไม่ได้ดูทั้ง Cars และ Ratatouille ไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากนัก แต่เพียงแค่ 15 นาทีแรกก็ทำเอาแทบไม่กะพริบตาแล้ว ปกติเป็นคนไม่ได้หลงใหลในซีจีนัก แต่โลกเวิ้งว้าง Wall-E ทำให้รู้สึกทึ่งกับเทคโนโลยีนี้จริงๆ จุดที่ชอบคือหนังพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกทั้งสองได้อย่างละเอียดอ่อนมาก จนเรารู้สึกคล้อยตาม และลุ้นอย่างสุดตัว แม้ว่าจะรู้สึกติดขัดกับช่วงหลังของหนังบ้าง แต่ก็ควรบอกไว้ว่านี่เป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ผมลุ้นให้มันจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง และคงไม่ให้อภัยผู้สร้างหากมันจบทำร้ายจิตใจคนดู

7. In the City of Sylvia (2007, Jose Luis Guerin, Spain)

นี่คือหนังที่ดูแล้วรู้สึกตื่นเต้นระทึกใจมากที่สุดในรอบหลายปี (แม้แต่ฝรั่งที่นั่งข้างๆ ในโรงจะหาวตลบเกือบ 85 ครั้งก็ตาม) หนังให้เราติดตามผู้ชายคนหนึ่งที่มาตามหาหญิงสาวที่ชื่อซิลเวียเป็นเวลา 3 วัน ตลอดเรื่องของหนังมีแต่การเดิน เดิน เดิน และการแช่กล้องนิ่งๆ จับคนหรือวัตถุต่างๆ นี่คือหนังที่ทำให้เราจำได้ว่าการเฝ้ามองนั้นมันงดงามเพียงใด คู่รักที่กำลังทะเลาะกัน สาวเสิร์ฟที่เก็บกดอารมณ์ของตนเอง หญิงสาวที่ทำหน้านิ่งไร้อารมณ์ หรือกระัทั่งแก้วน้ำที่ล้มลง สิ่งเหล่านี้ดูมีชีวิตและน่าจดจำมากกว่าพระเอกนางเอกที่สวยหล่อราวรูปวาดเสียอีก แต่ก็ปฏิเสธไม่้ได้ว่าทั้งสองน่ามองน่าชมจริงๆ โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนจอภาพยนตร์

6. Vicky Christina Barcelona (2008, Woody Allen, Spain-USA)

หลายปีก่อนผมเคยตัด Match Point ออกจากท็อปเท็นของตัวเองอย่างเสียดาย แต่มาปีนี้ถึงเวลาที่ผมจะบรรจุหนังของ วู้ดดี้ อัลเลน ไว้อย่างไม่ต้องคิดซ้ำสองเสียที Vicky เป็นอย่างที่สนุก ตลก น่ารัก มีเสน่ห์ และฉลาด (สุดๆ) ไปพร้อมกัน ประเด็นของหนังทั้งรักรักสามเส้า, เซ็กซ์ และความสัมพันธ์หลายผัวเมีย (Polygamy) เป็นสิ่งที่รู้สึกอินสุดๆ พูดได้เลยว่านี่เป็นตัวแทนหนังที่สะท้อนชีวิตของผู้คนในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างดีเยี่ยม และต้องสารภาพบาปไว้เสียตรงนี้ ใครต่อใครอาจเทิดทูนการแสดงของ เพเนโลปี ครูซ (ซึ่งผมปลื้มเธอมาจาก Elegy) อย่างไรก็ดี สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน คือสิ่งที่สุดยอดในหนังเรื่องนี้สำหรับผมอยู่ดี

5. A Christmas Tale (2008, Arnaud Desplechin, France)

ตอนดูหนังจบใหม่ๆ ก็รู้สึกว่ามันพยายามที่ทำตัวฉลาดไปหน่อย แต่มาคิดดูอีกที เฮ้ นี่มันหนังฝรั่งเศสนี่นา จะมีประเทศไหนทำหนังแนวปัญญาชนได้ดีกว่าเมืองน้ำหอม หนังว่าด้วยครอบครัวใหญ่ที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง สิ่งที่ดีคือหนังไม่ได้เชิดชูความรักเชิงครอบครัวเท่าไร เพราะหลายตัวละครในเรื่องนี้เกลียดกัน และความเกลียดชังก็ถูกถ่ายทอดอย่างซับซ้อนมากๆ ด้วย ชอบที่หนังไม่เลือกจบอย่างเพ้อฝัน แต่จบแบบสมจริงและวิทยาศาสตร์เอามากๆ ที่สำคัญต้องขอกราบเท้าการแสดงอันน่าทึ่งของ เอมมานูเอล เดโวส์ และ มัลธิเออ อัลมาริค ไว้ด้วย โดยเฉพาะฝ่ายแรกที่ไม่ได้ทำอะไรเฮี้ยนๆ เลย แต่ดูมีของสุดๆ

4. The Mist (2007, Frank Darabont, USA)

หลายคนอาจด่าที่ แฟรงค์ ดาราบองต์ ยังหากินอยู่กับนิยายของ สตีเฟ่น คิง ไม่เลิกรา แต่บางทีเขาก็คงเป็นคนที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดกระมัง สิ่งที่โดนใจมากๆ คือ คิดว่าสัตว์ประหลาดในหนังไม่ได้น่ากลัวเท่าไรหรอก แต่สิ่งที่น่ากลัวคือเรื่องของพื้นที่ปิด สถานการณ์บีบคั้น และการกระทำของมนุษย์ หนังมันเค้นเรื่องความชั่วร้ายของมนุษย์ออกมาได้เข้มข้นจริงๆ หลายคนอาจพูดถึงฉากจบอันอื้อฉาวของมัน (ซึ่งที่จริงแล้วผมคิดว่ามันดูจงใจไปหน่อย แต่ก็ชอบมันอยู่ดีในแง่ความกล้า) แต่สิ่งที่น่าคิดคือ การที่เรารู้สึกสะใจกับสิ่งที่เกิดกับตัวละครของ มาร์เซีย เกรย์ ฮาร์เดน พอๆ กับการตัดสินใจของ นิโคล คิดแมน ในหนังเรื่อง Dogville

3. There Will Be Blood (2007, Paul Thomas Anderson, USA)

ไม่เสียแรงที่ตั้งความหวังไว้อย่างสูงส่ง ผู้กำกับสุดหล่อคนนี้ำไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ หลายคนอาจสนุกในการตีความเรื่องทุนนิยมและศาสนา แต่สำหรับผมแค่ดูพัฒนาการของตัวละครในเรื่องก็ขนลุกพอแล้ว ดูหนังเรื่องนี้เหมือนความร้อนที่ทวีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ การปะทะกันของ แดเนียล เดย์-ลูอิส และ พอล ดาโน่ ก็น่ากลัวมากๆ หนังทำสำเร็จในการปูทางไปสู่ตอนจบที่รุนแรง หลอกหลอน ชนิดผ่านไปหลายวันหน้าของลุงลูอิส ‘แอม ฟินิช’ ก็ยังติดตา ความเจ๋งของหนังยังอยู่ที่เพลงประกอบฝีมือ จอนนี่ กรีนวู้ด ณ Radiohead ซึ่งรายนี้ก็ไม่เสียแรง (เหมือนกัน) ที่อุตส่าห์ติดตามมาตลอด

2. Summer Hours (2008, Olivier Assayas, France)

ดูหนังของอัสซายาสมาหลายเรื่อง ยอมรับว่าเขาเป็นผู้กำกับที่น่าสนใจและทำหนังหลายแนวเก่งดี แต่ไม่ค่อยอินกับหนังของเขาเท่าไรนัก (ซึ่งเขาก็คงตั้งใจ) แต่ Summer Hours เป็นหนังที่สะเทือนใจมากๆ โดยที่ไม่ต้องมีการเร้าอารมณ์อะไรเลย หนังเป็นเหมือนด้านตรงข้ามของ A Christmas Tale ที่พูดเรื่องครอบครัวเหมือนกัน แต่ไม่ต้องใส่ความเป็นปัญญาชนมากนัก แต่ทำให้ตัวละครดูเป็นมนุษย์อย่างเราๆ หนังเศร้ามากตรงที่พูดเรื่องความล่มสลายของสถาบันครอบครัวแบบเก่า ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้ แต่สิ่งที่ดีคือหนังไม่ได้พูดในเชิงฟูมฟาย แต่มองว่าเป็นเพียงการผลัดเปลี่ยนในอีกวาระหนึ่ง (อนึ่ง นี่เป็นหนังที่ ความสุขของกะทิ ควรไปศึกษาว่าทำ ‘หนังคนรวย’ อย่างไรไม่ให้น่าหมั่นไส้)

1. Let the Right One In (2008, Tomas Alfredson, Sweden)

เป็นหนังที่เริ่มต้นมาแค่ 30 วินาทีก็รู้เลยว่าต้องชอบ หนังใช้ประโยชน์ของบรรยากาศแถบแสกนดิเนเวียอย่างคุ้มค่า หิมะขาวโพลน ความหนาวเหน็บ ความหลอกหลอน จุดน่าสนใจอยู่ที่ส่วนผสมระหว่างหนังหลายแนวอยู่ในเรื่องเดียวกัน ทั้งหนังก้าวผ่านวัย, หนังแวมไพร์ และหนังโรแมนติก ซึ่งหนังก็ทำได้ดีทุกส่วน แล้วก็ชอบที่หนังเล่นประเด็นของความเป็นคนนอก (เด็กที่ถูกรังแก/แวมไพร์/เกย์) กับเรื่องของความคลุมเครือทางเพศไปพร้อมกัน เหนืออื่นใดนี่เป็นหนังศิลปะที่ดูและเข้าถึงได้ง่ายมาก โดยเฉพาะตอนจบที่เป็นการ “ให้คนดูเห็นในสิ่งที่อยากเห็น” ซึ่งก็ทำได้อย่างมีรสนิยมและน่าจดจำ

 

MER MOVIE AWARDS 2008

Film of the Year: Let the Right One In

Short Film of the Year : เกมผีปากกา (วีระศักดิ์ สุยะลา)

Scene of the Year: น้องว่านเก็บบอร์ด – ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น

Performance of the Year: Heath Ledger in The Dark Knight

Guilty Pleasure of the Year: My Blueberry Nights

Discovery of the Year: Sombre (1998, Philippe Grandrieux)

Overrated Film of the Year: The Dark Knight / Juno

Underrated Film of the Year: The X-Files: I Want To Believe

 

นฆ ปักษนาวิน : ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑, นักเขียน

ของเราเป็นรายการทอปเทนที่มั่วๆมิกซ์ๆ

1. ข้อความโรแมนติกที่สุดแห่งปี “ผมยินดีมอบศักยภาพที่ผมมีทั้งหมด เพื่อให้คุณมุกหอมเขียนหนังสือต่อ”

บทสัมภาษณ์อนุสรณ์ ติปยานนนท์ ใน GM ตอนหนึ่ง ผู้ถามกล่าวว่าคุณมุกหอมจะเลิกเขียนหนังสือ”

2. ถ้อยคำจี๊ดใจที่สุดแห่งปี “อย่าชี้นำหรือแทรกแซงความคิดของผู้อ่าน นักเขียนทำหน้าที่เพียงบรรยายไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดการเปลี่ยนไปของความหมายจะเกิดขึ้นได้เอง”

จากเรื่องสั้น the window ในเล่ม elephant vanished ของมูราคามิ ผมจำข้อความไม่ได้ หนังสือไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย แต่ความหมายคงเป็นแบบนั้น

3. หนังในดวงใจที่ได้ดูในปีนี้ seagull restaurant (Kamome shokudo) หนังสร้างมาจากนวนิยายของYoko mure

หน้าหนังดูป๊อบและฟูมฟาย แต่ดูจบแล้วก็นึกรักในทันที เป็นหนังญี่ปุ่นแต่ถ่ายที่ฟินแลนด์ หนังมีส่วนผสมระหว่างบุคคลิกที่ดูเหมือนเฉยชาของคนญี่ปุ่น บวกกับความนิ่งเงียบหน้าตายของคนฟินแลนด์ อารมณ์ขันร้ายๆ ตัวละครจำกัดในสถานีจำกัด (เกือบทั้งเรื่องอยู่ในร้านอาหาร) ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดเป็นวิธีโรแมนไทซ์เรื่องเล่าที่น่าสนใจมากสำหรับผม

4. รวมเรื่องสั้น ที่อื่น ของ กิตติพล สรัคคานนท์ ไม่ย้อนคืน ของอุทิศ เหมะมูล
แสงสุดท้ายแห่งจักรวาล ของนิวัติ พุทธประสาท วันเวลาล่วงผ่านอุโมงค์ ของวิภาส ศรีทอง
ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรมตรอม ของภานุ ตรัยเวช ถือเป็นหมุดหมาย สีสัน และความหวังของเรื่องสั้นไทย
ในปี 2008ครับ แถมอีกเล่ม เหมือนว่าเมื่อวานนี้เอง -เรวัตร

5. รวมบทกวีที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ใกล้กาลนาน อุเทน มหามิตร

ขณะอ่านลองสังเกตปฏิกิริยาโต้ตอบกันระหว่างบทกวีกับคุณเอง

6. เรื่องสั้นที่ดีที่สุดในช่อการะเกด เรื่องเล่าไม่มีชื่อ

ทำให้เห็นว่าคุณสุชาติยังคงไม่ล้าสมัย เล่มหลังๆ ขอแบบนี้เยอะๆนะครับ

7. ข่าวดีสุดในวงการวรรณกรรมแปล love in a time of cholera ของมาเกซ กำลังจะได้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว?

8. และชุด กิมเพลคนโง่ สนพ นาคร ที่แปลออกมาแล้วในปีนี้ เป็นเล่มที่ควรบอกต่อมาที่สุด

9. ข่าวร้ายที่สุดในปีก็มีครับ แดนอรัญ แสงทอง กำลังจะเลิกเขียน fiction แล้ว?

10. ข้อความแทงใจดำ(อันนี้ส่วนตัว)ที่สุดแห่งปี

“(ทำหนัง)เสร็จแล้วก็กลับพม่าไปด้วยกันดีมั้ย” และหนังได้เกรด Z สำหรับหนังที่เลวที่สุด-ดูไม่รู้เรื่อง
เป็นคำวิจารณ์ของหนังทดลองเรื่องแรกของผม Burmese Man Dancing

ผู้วิจารณ์เป็นกลุ่มคนทำหนังสั้นที่ผมชอบครับ หนังของพวกเขามีสิ่งที่น่าสนใจและมันตลกมาก
เป็นบทวิจารณ์นี้ที่ผมน้อมรับครับ

 

นลัท ตั้งพรพิพัฒน์ กองบก. ไบโอสโคป

อันดับหนังสือที่อุตสาห์ไปหามาไว้ในครอบครองแต่ยังไม่ยอมอ่านซะที

1 สาวทรงเสน่ห์ โดย เจน ออสเตน แปลโดย จูเลียต

2 One Hundred Year of Solitude โดย Gabriel García Márquez

3 นิตยสาร Believer

4 ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต โดย มิลาน คุนเดอรา

5 แล่เนื้อเถือหนัง โดย ประชา สุวีรานนท์

6 The History of Sexuality โดย Michel Foucault

7 จุดจบแห่งจินตนาการ โดย อรุณธตี รอย

8 In the name of the rose โดย Umberto Eco

9 ดังนั้นพูดซาราธุสตรา :พระเจ้าตายแล้ว โดย นิทซ์เช่ แปลโดย ศัลก์ ศาลยาชีวิน

10 The Paris Review Book: of Heartbreak, Madness, Sex, Love, Betrayal, Outsiders, Intoxication, War, Whimsy, Horrors, God, Death, Dinner, Baseball, Travels, the Art of Writing, and Everything Else in the World Since 1953

 

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ : THIRD CLASS CITIZEN , ผู้กำกับภาพยนตร์สั้น (PARALYZED CIRCUS)

TOP 10 ความทรงจำที่ผุดขึ้นมาได้ อะไรผุดขึ้นมาก่อน ถือว่าติดอันดับ รับรองว่ามีการตกหล่นแน่นอน หนังต้นปีก็ลืมไปหลายเรื่องทีเดียว

1. ทุกเรื่องของวีระศักดิ์ สุยะลา – ทำให้ได้ทบทวนว่าการทำหนัง เราทำไปเพื่ออะไร

2. IN THE CITY OF SYLVIA (ผู้กำกับที่ชื่อจำยากๆ) – โดนใจชายฉกรรจ์วัยขบเผาะ ที่หลงใหลสาวที่เจอตอนไปเที่ยวเมืองนอก

3. Control (แอนตอน คอร์จบิน) – ไม่ชอบอะไรเลยในหนัง ชอบแต่ความสัมพันธ์ของเอียน เคอติส และ แอนนิก ออโนเร่

4. กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี) – มันไม่ใช่เรื่องของแขน

5. You, the living (รอย แอนเดอร์สสัน)- โรงถ่ายของรอย แอนเดอร์สสัน คือ สวนมหัศจรรย์สำหรับผม

6. Skywalk is gone (ไฉ้หมิงเลี่ยง) – หนังสั้นของไฉ้หมิงเลี่ยง ที่ทำให้ชอบไฉ้หมิงเลี่ยง ได้ดูครั้งแรกตอนเวิล์ดฟิล์มเมื่อสี่ปีก่อน แต่เพิ่งหาโหลดมาดูได้อีกครั้ง ดูแล้วรักกว่าเดิม เหมือนตัวละครทุกตัวในเรื่องเป็นเพื่อนเรา เพราะเราได้รู้จักพวกเขาผ่านหนังเรื่องอื่นๆ แล้ว เช่น what time is it there และ wayward cloud

7. Mourning Forest (นาโอมิ คาวาเสะ)- กว่าชีวิตจะดูหนังคาวาเสะรู้เรื่อง ก็มาเรื่องนี้ ฉากเสียงเฮลิคอปเตอร์ คือ รางวัลสำหรับการเดินทางครั้งนี้

8. Gimme Shelter (พี่น้องเมเซิ่ล) – ทำให้รักยุค 60 และ woodstock

9. Tokyo Olympiad (คอน อิชิกาว่า) – โอลิมปิคแบบดราม่าญี่ปุ่น + ภาพฟุตเทจทรงคุณค่าดูเพลินตา

10. แสนนาน (ทศพล บุญสินสุข) – ผมกับผู้กำกับคนนี้ กำลังเห็น UFO ลำเดียวกัน

 

TOP 4 ‘ช่วยกูด้วย’

1. HEADLESS WOMAN

2. OTTO

3. ฝัน หวาน อาย จูบ

4. ซอยคาวบอย

 

ฐิติมน มงคลสวัสดิ์   คอลัมน์นิสต์ นิตยสาร STARPICS ผู้กำกัหนังสั้น อีส่วซากดิบ

Top 4   Scary Movie Heroes หนูขออยู่กับพี่ตอนฟัดกับผี

  • 1. Thomas Janeบท เดวิด เดรย์ตัน สอนให้เรารู้ว่าตอนจบฮีโร่ไม่จำเป็นต้องพบกับความสุขเสมอไป แต่ถึงอย่างไร เขาก็เป็นคนที่เราอยากจะแอบอยู่ข้างหลังเขาในวันที่มีแต่ม่านหมอกอยู่ดี
  • 2. Michael Stahl-David บท ร็อบ ฮอว์กกินส์ จาก Clover filed พี่ชายที่แสนดี และแฟนหนุ่มที่โคตรจะทุ่มเท ใครเป็นแฟนเขาคงดีใจ ขนาดสัตว์ประหลาดถล่มเมืองอยู่เย้วๆก็ยังไม่ล้มละที่จะไปช่วยแฟนสาว ไม่รู้ว่าโง่หรือบ้า แต่สิ่งสำคัญคือเขาหน้าตาน่ารักอ่ะ
  • 3. Aurélien Wiik บท อเล็กซ์ จาก Frontiers แม้จะไม่เด่นเท่ากับนางเอก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หัวสกินเฮด เจาะคิ้ว หน้าตากวนๆ แต่มีริมฝีปากหน้าจูบของเขาเห็นแล้วอยากฝากผีฝากไข้ และเขาก็ทำหน้าที่แฟนหนุ่มอย่างเต็มความสามารถแล้ว แม้ว่าตัวเองจะไม่รอดก็เหอะ
  • 4. Micheal Vartan จากบท พีท แมคเคล จาก Rougue จะมีอีกไหมหนุ่มที่ช่วยเหลือคุณจากจระเข้ยักษ์อย่างสุดความสามารถแม้เขาจะเพิ่งเจอคุณแค่วันเดียว ช่างเป็นคนดีศรีสังคมสุดๆ

 

Top 3 Scary Movie Heroines เจ๊สุดซ่าหวีดเต็มพิกัด

  • 1. Karina Testa บท ยัสมิน ใน Frontiers หนังที่โดนแบนจนไม่ได้เข้าไทย ทำให้น่าเสียดายที่คนไทยไม่ได้เห็นว่าเธอ เริ่ด แรงแค่ไหน ฉากต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่เธอกัดคอคู่ต่อสู้เต็มแรงและสะบัดนั้น ยอดเยี่ยมเทียบเคียงได้เท่ากับการถึงจุดสุดยอด
  • 2. Rachel Nichols จากบท แองเจล่า ใน P2 สาวผู้ที่ทำให้ผู้ร้ายกลายเป็นเหยื่อของเธอ!
  • 3. Lizzy Caplan บทมาเลน่า จาก Clover filed เธอเข้าไปช่วยเพื่อนที่โดนสัตว์ประหลาดทำร้ายจนโดนกัด แม้ว่าจุดจบของเธอจะเละเทะไปหน่อย แต่เธอก็เป็นคนที่เราอยากให้อยู่เคียงข้างเวลาเจอสัตว์ประหลาด

Top Ten ของ Jesse James ประจำปี 2008 คอลัมน์นิสต์ กลแสง ,ไบโอสโคป

คละหนังเก่าใหม่ แต่ทั้งหมดล้วน (เพิ่ง) ได้ดูในปีที่ผ่านมา

1. Let The Right One In

ทไวไลท์โปรดหลบไป นี่คือหนังรักมนุษย์ + แวมไพร์ ที่เจ๋งสุดในรอบปีนี้ .. ลองนึกภาพ “แฟนฉัน” + “รักแห่งสยาม” + หนังแวมไพร์ ผสมบรรยากาศหนังยุโรปที่เนิบช้าซึมลึกเข้าไปในหัวใจ .. เขย่าออกมาเป็น Let The Right One In ที่เราอยากให้คุณได้ดูกัน !!

2. Rec

สยองสุดขั้ว !!! นานมาแล้วที่ไม่ได้ดูหนังสยองจนนอนไม่หลับแบบนี้ ! เป็นหนังสยองที่ไม่ประนีประนอมแก่คนดู ไม่มีเวลาให้พักหายใจ ไม่มีแม้แต่มุขตลกขำขันให้เราได้ผ่อนคลาย หลังผ่านสิบนาทีแรกไป เราพลันถูกดึงให้ลงสู่นรกขุมโหดร้ายที่สุดโดยไม่รู้ตัว !

3. Sukiyaki Django Western

ทาคาชิ มิอิเกะ + เซอร์จิโอ เลโอเน่ + โยยิมโบ สมการนี้จะทำให้เกิดหนังคาวบอยบ้าหลุดโลกเรื่องนี้ขึ้นมา !

4. Sholay ( ค.ศ. 1975)

หนังคาวบอยแดนภารตะ ยืนยงเหนือกาลเวลาด้วยความสนุกครบรส มัน – ฮา – เศร้า – ซึ้ง อัดเต็มเหยียดกว่าสามชั่วโมง แค่เห็นอมิตาป บาจัน ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ วาดลวดลายซัดผู้ร้ายมอบราบคาบแก้วก็คุ้มแล้ว !!

5. เชลยศักดิ์ ( พ.ศ. 2524)

ก่อนจะกลับมาเป็นละครอีกครั้งในปีหน้านี้ (ช่องสามนำเสนอ) เราขอแนะนำฉบับภาพยนตร์ที่มีทูน หิรัญทรัพย์ รับบท ร้อยตรี โยธิน อัศวรักษ์ นายทหารหนุ่มอดีตเสรีไทย ผู้จำยอมรับข้อเสนอเป็นเชลยในเรือนของหม่อมราชวงศ์ อลิสา สันตติวงษ์ โดดเด่นเหนือกาลเวลาด้วยการแสดงของทีมดารานำ , ทิวทัศน์เมืองเหนืองามจับตา และขอให้จับตา เพ็ญพักต์ ศิริกุล ในวัยสาวสะพรั่ง !!

6. The Searcher ( ค.ศ. 1956)

จอห์น เวย์น เป็นคาวบอยทั้งในและนอกจอ ใครบางคนแอบนินทาว่า ดาราใหญ่ผู้นี้มีเดือยติดส้นเท้าตั้งแต่เกิด !! ถึงอย่างนั้น บทบาทของ เวย์น ในเรื่องนี้กลายเป็นที่สุดแห่งบทบาทคาวบอยบนแผ่นฟิล์มของเขา แม้ออสการ์จะเมิน แต่ใครเลยจะลืมบทคาวบอยจอมเกรี้ยวกราด ผู้ตามล้างตามเช็ดเผ่าอินเดียแดงสุดเหี้ยมโหดจนสุดหล้าฟ้าเขียว

7. The Professionals ( ค.ศ. 1966)

เบิร์ท แลงคาสเตอร์ กับ ลี มาร์วิน ร่วมทีมกันเพื่อล่าหัว แจ๊ค พาแลนซ์ ตั้งแต่เท็กซัสไปจนถึงเม็กซิโก ฉีกแนวหนังคาวบอยข้ามาคนเดียวแบบ Fistful of Dollars หรือ Django เพราะเรื่องนี้พวกเขาทำงานกันเป็นทีม และที่สำคัญ หาดูได้ง่าย ๆ ในเมืองไทยตามแผงซีดีทั่วไป (ในชื่อว่า สี่จอมระห่ำ)

8.3 : 10 to Yuma

ถ้าไม่นับ ฮีท เลดเจอร์ ในบทโจ๊กเกอร์ คู่ต่อกรที่น่ากลัวที่สุดของ คริสเตียน เบลล์ บนจอเงินคงหนีไม่พ้น รัสเซล โครว์ ในบท เบน เวด จากหนังเรื่องนี้ ทั้งยียวน กวนบาทา และน่าหวาดผวาเป็นที่สุด ไม่บ่อยนักที่หนังคาวบอยในยุคหลัง ๆ จะทำได้สนุกน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ (และไม่อืดจนหลับเหมือน Assassination of Jesse James หนังแบรด พิทท์ เรื่องนั้น !)

9. JCVD

เราอาจนับปีนี้เป็นปีทองของพระเอกนักบู๊กล้ามใหญ่แห่งยุค 80 ก็เป็นได้ หลังสตอลโลนกลับมาตอกย้ำความสำเร็จของตัวเองอีกครั้งด้วย แรมโบ้ 4 , ฌอง คลอดด์ แวนแดมม์ ก็ขอเปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเล่นหนังดราม่าหนัก ๆ บ้าง เหลือเชื่อว่าชายผู้ได้สมยาว่า “มัดกล้ามแห่งบรัสเซลล์” จะตีบทแตกกระจุยจนเรารู้สึกสงสาร , สมเพศ และเอาใจช่วยตัวละครของเขาในเรื่องให้รอดจากเหตุการณ์ร้าย ๆ จนได้ ในบทดารานักบู๊ตกอับ ที่ซวยซ้ำซ้อนเมื่อตกเป็นตัวประกันของกลุ่มโจรปล้นธนาคาร เหมือนผีซ้ำด้ามพลอย เมื่อพวกมันคิดจะจับเขาเป็นตัวประกันเพื่อเรียกค่าไถ่ !! สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ แวนแดมม์ กระโดดเตะเหล่าร้ายและจัดการพวกมันหมอบได้ในเวลาไม่ถึงสองนาที แต่กลับกลายเป็นว่า เขาร้องไห้ด้วยความกลัว สติสตังแตกกระเจิง จนแทบเอาตัวไม่รอด เพราะการเป็นฮีโร่ในจอและนอกจอ มันคนละเรื่องกันเลย !!

10. อุ้งมือมาร ( พ.ศ. 2529)

พิศาล อัครเศรณี คือ ไอดอลของเรา !!! หนังตบจูบในปัจจุบันยังไม่ได้ครึ่งยุครุ่งเรืองของอาเปี๊ยก เราจะเห็นพระเอก (แน่นอน .. อาเปี๊ยกเล่นเอง) โยนนางเอกลงน้ำ จับลากลงโคลนตม ..และเอ่อ ตบจูบ !! แต่เมื่อถึงคราวต้องหวาน ต้องซึ้ง พระเอกของเราก็ไม่ทำให้ผิดหวัง .. ใครจะคาดคิด ผู้ชายคนเดียวกันนี้ จะเคยเป็นทั้งมาร (อุ้งมือมาร) , ซาตาน (พิศวาสซาตาน) และ อสูร (ไฟรักอสูร) มาแล้ว !!

อันดับพิเศษ – เรือนแพ ( พ.ศ. 2504 : ไชยา สุริยัน , ส. อาสนจินดา)

พี่ชายที่นับถือท่านหนึ่ง กล่าวไว้ว่า ดูหนังกับฟิล์มนี่ มันทำให้หนังแย่ ๆ กลายเป็นหนังเยี่ยม ๆ ได้เลย !! ส่วนตัวเรากลับเกิดสงสัยว่า หนังที่เยี่ยมอยู่แล้ว ถ้าได้ดูจากฟิล์มฉายบนจอใหญ่ ๆ มันจะไร้เทียมทานแค่ไหน ! แล้วเราก็ประจักษ์กับตาตัวเองด้วย “เรือนแพ” ขอคารวะหอภาพยนตร์ไทยหนึ่งจอก !!!

  

Top Ten 2008

AR : บลอกเกอร์ MADE IN HONGKONG (http://mihk2002.wordpress.com)

หนังสิบอันดับแห่งปี 2008 ผมขอเลือกหนังเก่าๆ ที่มีโอกาศได้ดูในปีนี้แล้วกันนะครับ บางเรื่องซื้อเก็บไว้นานแล้ว ขณะที่บางเรื่องก็ตามหามานาน

School on Fire – กระซวกยกชั้น (1989, Ringo Lam) ริงโก้ แลม มีหนังเกี่ยวกับความรุนแรงในวงอาชญากรรม หรือคุก มาแล้ว แต่จุดสูงสุดของเขาเกิดขึ้นกับเรื่องราวในโรงเรียน

On The Run – บ้าตะลุยแดด (1988, Alfred Chiang) หยวนเปียว ในโลกแห่งอาชญากรรม ที่ไม่มีฮีโร่ ไม่มีการกระโดดถีบยอดหน้าใครๆ ของหยวนเปียว และเป็นโลกที่ คนดีๆ คนที่สมควรอยู่ ก็สามารถตายกันได้ง่ายๆ

Painted Faces – ชิเสี่ยวฟุ โรงเรียนฝึกเฉินหลง (1988, Alex Law) หนังประวัติชีวิตวัยเด็กของเฉินหลง หงจินเป่า หยวนเปียว และพี่ๆ น้องๆ โรงเรียนงิ้ว โดยมีจุดศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ อาจารย์ของพวกเขา (แสดงโดยหงจินเป่า) Painted Faces อาจจะไม่ได้เสนอภาพความเป็นจริง อันโหดเหี้ยมทารุณของโรงเรียนงิ้ว อย่างที่เราเคยได้ยินมามากนัก แต่เล่าเรื่องการสิ้นสุดของยุคสมัย ได้อบอุ่นปนเศร้าดี

Home Too Far – ท้าย่ำ (1988, Yen-ping Chu) หนังเกี่ยวกับการดิ้นรนในช่วงท้ายๆ ของกองทัพก๊กมินตั๋ง ในสงครามกลางเมืองของจีนช่วงปี 1950s หนังให้ภาพสงครามที่ดูจริงจัง ผิดกับความสนุกสนานเฮฮาปาตี้แบบหนังสงคราม ฮ่องกง ไต้หวันโดยทั่วๆ ไป

People’s Hero – ปล้นทะลักเดือด (1987, Derek Yee) หนังประเภทโจรปล้นธนาคารที่ดัดแปลงมาจากหนัง Dog Day Afternoon ที่ความทะเยอทะยาน ในการสร้างความสมจริงให้หนังหนังแนวอาชญากรรมของเอ๋อตงเซิน อันผิดขนบของหนังประเภทนี้ในฮ่องกงชนิดพลิกผ่ามือ ทำให้หนังขาดทุนจนเกือบปิดประตูอาชีพผู้กำกับของเขาไปเลยทีเดียว

The Valiant Ones (1976, King Hu) หนังกำลังภายในที่เรียกว่าดุเดือดที่สุดสำหรับ คิง ฮู เรื่องราวของจอมยุทธ กับโจรสลัด

The Miracle Fighters – ไอ้โอ่งหมัดเทวดา (1982, Yuen Wo-Ping) คิวบู๊ของหยวนวูปิงในยุคนี้มักจะมาคู่กับคำจำพวก งดงาม ดั้งเดิม อ่อนช้อย แต่ในยุค 80 เขาคือ ผู้กำกับบ้าๆ ทำหนังกังฟูบ้าๆ ที่ไม่มีอะไรควบคุมได้ เทคนิคพิเศษประเภทเหนือชั้นลงทุนต่ำ หน้ากาก หุ่นจำลอง ควันสี และเทคนิคที่ดัดแปลงมาจากการแสดงงิ้วถูกนำมาใช้ เพื่อตอบโตกระแสหนังไซไฟของอเมริกา ได้อย่างสูสี The Miracle Fighters เป็นงานประเภทนี้เรื่องแรกๆ ของเขาที่มีไฮไลท์สำคัญอย่าง “มนุษย์โอ่ง”

Martial Arts of Shaolin – มังกรน่ำปั๊ก (1986, Lau Kar-Leung) หนังเรื่องสุดท้ายใน “ไตรภาคเสี่ยวลิ้มยี่” เบื้องหลังความกดดัน ปัญหาระหว่างทีมงานจีนแผ่นดินใหญ่ และฮ่องกง กลายมาเป็นหนังที่ส่งให้หลี่เหลียงเจี๋ย เปล่งประกาศสูงสุดโดยเฉพาะในการแสดงทักษะทางการต่อสู้ และศักยภาพทางร่างกาย

Master of the Flying Guillotine – เดชไอ้ด้วนผจญฤทธิ์จักรพญายม (1976, Jimmy Wang Yu) หวังหยู่ อาจจะไม่สามารถเทียบเคียงกับคน มาทีหลังอย่าง บรูซ ลี และเฉินหลง ได้ในเรื่องทักษะทางร่างกาย แต่ในฐานะคนทำหนัง เขาเหนือชั้นกว่าเยอะ Master of the Flying Guillotine งานที่ดีที่สุด ดังที่สุด บ้าคลั่งที่สุด ของจอมยุทธแขนเดียว กับการตะลุมบอลกับนักสู้นับสิบ ที่มีทั้ง มวยไทย นินจา คาราเต้ และอาบังแขนยาว ดัลซิม จากเกมส์ Street Fighter 2

Tenchu (1969, Gosha Hideo) เท็นชู ที่มีฉากหลังเป็นยุคสมัยบาคุมัตสึ อันเป็นยุคสุดท้ายแห่งการ ปกครองแบบโชกุน กับตัวเอกนาม อิโซ โอคาดะ ที่คิดว่าการฆ่าแกงฝ่ายตรงข้าม จะทำให้เข้าสูงส่งขึ้น มีค่าขึ้น หนังซามูไรของผู้กำกับรุ่นครู โกชา ฮิเดโอะ ที่ผมตามนามานานมาก หนังเสนอชีวิตอันไร้ค่าของเบี้ย ในสงความขัดแย้งของชนชั้นปกครองได้เจ็บปวดดีแท้

หนัง ใหม่ๆ ที่ประทับใจ Ip Man (2008, Wilson Yip), Run Papa Run (2008, Sylvia Chang Ai-Chia), Painted Skin – พลิกตำนานโปเยโปโลเย (2008, Gordon Chan), Linger (2008, Johnnie To), Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon – สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร (2008, Daniel Lee), The Forbidden Kingdom – หนึ่งต่อหนึ่ง ใหญ่ฟัดใหญ่ (2008, Rob Minkoff)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s