a trick of the light : a place for cinephiles

ARTVIRUS TOP OF THE YEAR 2008 ตอน คอยกอดอ 3

 

กลับมาอีกครั้ง Top Ten Artvirus งานหนักประจำปีของกลุ่มคนที่หัวสมองรุงรังด้วยบูรณาการบันเทิงเย้าอารมณ์ อันไม่เคยรู้จักคำว่าหลับใหล ด้วยหลงผิดคิดไปว่าคนอ่านของเราหน้าบิดเบี้ยวละม้ายคล้ายเผ่าเดียวกัน เตรียมใจไว้เถิด ผ้านอนยับย่น สางผ้าหมักหมมที่นอนก่ายในตะกร้า ได้แต่นับวันรอผงซักฟอกที่ย่างเยื้องสโล-โม รอจนจวบฟ้าผีตะวันรุ่งมาฉายแสง ยังมัวขยี้ตาหนาเขอะ ร้องขอรจนาราตรีให้รี่ครวญเพลงซ้ำ 

– สนธยา ทรัพย์เย็น –

ย้อนอ่าน Top Ten ArtVirus ปี 2007 (พร้อมภาพประกอบ): http://www.onopen.com/2008/02/2502

ย้อนอ่าน Top Ten ArtVirus ปี 2006 (พร้อมภาพประกอบ): http://www.onopen.com/2007/02/1427

 หมายเหตุกลแสง :  ปีนี้เราแชร์ ทอปลิสต์ กับARTVIRUSนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาส่งลิสต์ครับ/FILMSICK

 

 

เก้าอี้มีพนัก เจ้าหน้าที่ WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK, ทีมงาน FILMVIRUS

40 อันดับภาพยนตร์ตรึงตา

1. The Cremater (Juraj Herz, Czechoslovakia, 1969)

งานปี1969 ของ Juraj Herz หนึ่งในผู้กำกับกลุ่มเชคฯนิวเวฟอันโด่งดังในยุค 60 หนังพาย้อนกลับไปสู่ปี 1930 ลัทธิเยอรมันนาซีเริ่มสยายปีกเข้าครอบงำเชคโกสโลวเกีย ทุกหัวระแหงตกอยู่ภายใต้เงาทะมึนทึมแห่งความหวาดระแวง Karl Kopfrkingl นั้นเป็นเจ้าของสถานฌาปนกิจผู้เป็นคนเจ้าระเบียบและบ้างานเป็นที่สุด วันหนึ่งๆของเขาหมดไปกับการเดินสำรวจสถานฌาปนกิจที่เขารัก ว่างจากนั้นก็หมกมุ่นอยู่กับการศึกษาคัมภีร์มรณศาสตร์แห่งธิเบต (The Tibetan book of the Dead) Karl ลุ่มหลงในเสน่ห์ของความตายอย่างเหลือแสน ถึงขนาดที่เชื่อว่ามันเป็นสิ่งเดียวจะช่วยบำบัดทุกข์โศกของมวลมนุษย์ให้หมดไป วันหนึ่งเมื่อ Karl ได้พบกับ Reinke ที่เคยเข้าร่วมรบให้กับออสเตรียในสงครามโลกครั้งที่ 1 Reinke พูดชักจูงให้เขาเข้ารีตลัทธินาซี และภรรยาเลือดยิวของเขานั้น ได้โขมยของขวัญล้ำค่าที่พระเจ้าได้มอบให้แก่เขาไปเสียแล้ว

The Cremator นั้นโดยแก่นของเรื่องแล้วเป็นงาน แบล็ค คอมมาดี้ ที่พูดถึงพลังของ Propaganda ซึ่งฉุดรั้งจิตใจมนุษย์ลงสู่ด้านมืด จนท้ายที่สุดเกิดเป็นโศกนาฎกรรม ผู้กำกับ Juraj Herz ใช้เพียงแค่ การแสดงของตัวละคร Karl เป็นจุดสูญกลางของเรื่อง สร้างคาแรคเตอร์อันลึกลับแปลกประหลาด และฉากเปิดเรื่องที่เป็นลักษณะการเสียดสีพฤติกรรมของตัวละคร เพียงเท่านี้ก็สามารถนำพาตัวหนังไปได้ไกลสู่ความขนพองสยองเกล้า ที่แผ่ซ่านออกมาจากห้วงมืดมนอนธกาลในจิตใจมนุษย์

2. My Winnipeg (Guy Maddin, Canada, 2007)

หนังเรื่องที่สมควรต้องดูก่อน My Winnipeg คือ Brand Upon the Brain ซึ่งเกิดมาคู่กันไม่ต่างกับปาท่องโก๋แล้วซดน้ำเต้าหู้ตาม จะเรียกว่าเรื่องหลังเป็นภาคต่อหรือส่วนขยาย(ที่ไม่ใช่รถไฟฟ้า)ของเรื่องแรกก็ไม่ผิดเพี้ยนไปเท่าไร Brand Upon the Brain หนังแฟนตาซีสุดประหลาดที่เล่าเรื่องของครอบครัวสุดเพี้ยนบนเกาะห่างไกลผู้คน ประเด็นหลักผู้เป็นแม่ที่หลงต้องการจะเก็บลูกชายสุดที่รักไว้คนเดียว โดยมีหอดูดาวที่มีกล้องส่องทางไกลขนาดยักษ์คอยเฝ้าติดตาม ส่วน My Winnipeg นั้นเป็นสารคดีที่ผสมผสานความเป็นบทกวี แฟนตาซี เซอเรียลิตส์ และความทรงจำเอาไว้เข้าด้วยกัน เรื่องราวของเมือง Winnipeg บ้านเกิดผู้กำกับกาย แมดดิน ผ่านมุมมองอันพิลึกพิลั่นของเขาเอง ตลอดทั้งเรื่องอุดมไปด้วยภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ที่ได้หลั่งไหลพลั่งพรูออกมาจากความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ ผู้คน ที่สำคัญเรื่องราวในวัยเยาว์ของตัวเขากับผู้เป็นแม่ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องฝังใจที่ตามมาหลอกหลอนแมดดินเสมอมา ซึ่งพบเห็นได้ในหนังหลายๆเรื่องของเขา อันที่จริงแล้ววัตถุดิบนานาในสารคดีเรื่องนี้ ก็ไม่ได้พิเศษหรือผิดแผกแตกต่างไปจากสารคดีที่ถ่ายทอดอย่างสมจริงเรื่องอื่น หากแต่ว่ามันอยู่ในมือของ กาย แมดดิน จึงออกมาเป็นสารคดีที่พิลึกกึกกือมากที่สุดเรื่องนึงของโลก ที่ดูภายนอกอาจฉาบผิวไปด้วยความแสบสันตลกโปกฮา แต่ลึกๆแล้วมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดถวิลหาที่แทรกซึมอยู่ทั่วทุกอณูตั้งแต่ต้นจนจบ ดีใจจริงๆ ที่มีโอกาสได้ดูหนังทั้งสองเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์

คงจะไม่เป็นกล่าวเกินจริงไปหากจะพูดว่า กาย แมดดิน ได้สร้างภาษาใหม่ของงานสารคดีขึ้นแล้ว!

3. Pastoral: To Die in the Country (Shuji Terayama, Japan, 1974)

นี่คือหนังประหลาดโลก จากผู้กำกับที่ประหลาดโลกมากที่สุดคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นหรือแม้กระทั่งวงการภาพยนตร์โลก ความพิลึกพลั่นนั้นเห็นจะเป็นรองก็แต่ Emperor Tomato Ketchup ผลงานขนาดยาวเรื่องแรก ที่ได้รับการกล่าวขานกันอย่างหนาหู ว่าสุดเพี้ยน สุดกักขฬะ สุดวิปลาสเถื่อนถ่อย ใน Pastoral ผลงานลำดับที่สามของเขา แม้จะลดดีกรีของคำพรุสวาสข้างลงไปหลายขั้น แต่ถึงอย่างไรก็ห่างไกลจากคำว่าปกติธรรมดาอยู่หลายขุม เพราะเหล่าความพิศดารต่างๆนานาที่ประดามีอยู่ในหนังเรื่องนี้ ทั้งเด็กหนุ่มตัวละครเอกหน้าขาววอกผู้หลงไหลสาวใหญ่ข้างบ้าน กลุ่มละครหน้าขาวที่เที่ยวเดินดุ่มเปะปะ คณะละครสัตว์ที่เต็มไปด้วยคนเพี้ยน แถมเหล่าภูติผีก็ยังขอมีส่วนร่วมกับเขาด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่แค่ตัวละครกับเนื้อเรื่องเท่านั้นที่หลุดโลก องค์ประกอบศิลป์ในหนังเรื่องนี้ก็ฉูดฉาดเด็ดสะระตี่เสียเหลือเกิน และราวกับว่ายังไม่หนำ เทรายามาที่ถูกวิญญาณ แบรโทลท เบรคชท์เข้าสิง คันไม้คันมือออกมาวิพากษ์ความเป็นหนัง ให้ตัวละครเข้ามาพูดกับคนดูตอนกลางเรื่องว่าหนังที่เหลือยังไม่ได้ตัดต่อ ว่าแล้วก็ลุกมาถ่ายต่อเสียเลย โอ้ อะไรมันจะขนาดน้าน นี่หล่ะมั้งที่เค้าเรียกกันว่า พิสดารพัน(ล้ำ)ลึก

4. Glass Lips (Lech Majewski, Poland, 2007)

ภาพยนตร์ที่เป็นราวกับงานชุมนุมรื่นเริงของศิลปะ งานปะทะสังสรรค์ที่ความเงียบเป็นเจ้าภาพ เป็นความเงียบอันรื่นรมย์ ความเงียบที่เต็มไปด้วยสุนทรียแห่งชีวิตมนุษย์ เป็นงานเลี้ยงที่มีความตายเป็นประธาน บทกวีและความทรงจำเป็นผู้ร่วมโต๊ะ มีเซอเรียลิตส์เป็นบริกร เหล่านี้ร่วมกันเฝ้ามองละครแห่งชีวิตของมนุษย์ผู้ต่ำต้อย ชีวิตที่เวียนว่ายอยู่โลกอันบูดเบี้ยวแห่งนี้ นี่คือผลงานล่าสุดของผู้กำกับภาพยนตร์นักเขียนและศิลปินชาวโปแลนด์ เลคช์ มายิวสกี้ ที่เปรียบดั่งภาพศิลปะเหนือจริง ที่เปิดเผยเขตแดนที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจมนุษย์ ที่มีทั้ง ความทรงจำ ความบ้าคลั่ง และจินตนาการ

5. Modern Life (Raymond Depardon, France, 2008)

ความก้าวล้ำทางเทคนิคในการถ่ายทอดหนังสารคดี ได้แปรเปลี่ยนสารคดีเป็นความจริงมือสอง ที่คอยแลบลิ้นปลิ้นตา นำความจริงมาเหยาะชูรส ส่งกลิ่นโชยเย้ายวนหลอกล่อให้คนดูได้เพลิดเพลินไปกับมัน แต่ความสามัญธรรมดายังคงเป็นอาหารจานหลัก รอให้มาลิ้มชิมรสยามเมื่อเกิดอาการเบื่อเอียนจากความจริงปรุงแต่งที่บริโภคกันเป็นสามัญดาษดื่น สารคดีของ เรย์มงด์ เดอปาร์ดง เรื่องนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดี ว่าบางทีข้าวสวยร้อนๆเพียงจานเดียวก็อิ่มเอมแล้ว ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็ต้องบอกว่าสารคดีเรื่องนี้แทบจะไม่ใช้เทคนิคทางภาพยนตร์อันใดเลย มันแค่เพียงพาเราไปรู้จักกับชีวิตเล็กๆในชนบทของฝรั่งเศสที่กำลังดิ้นรนต่อสู้กับยุคอุตสาหกรรมที่กำลังเข้าแทนที่เกษตรกรรมอย่างสมบูรณ์ ผ่านการสัมภาษณ์ผู้คน บ้างก็แช่กล้องเนิบนิ่งเฝ้าติดตามชีวิตของเขาเหล่านั้น ชีวิตที่เรียบง่าย ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และสารคดีที่เรียบง่าย แต่เป็นความเรียบง่ายที่ไร้กาลเวลา เปี่ยมด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณที่ถะถั่งหลั่งไหลออกมาห่อหุ้มผู้ชมเข้าไปเป็นสักขีพยานต่อเหตุการณ์และสถานที่ในนั้น และเพียงแค่ภาพแน่นิ่งของใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้น ก็อธิบายความทุกสิ่งทุกอย่างออกมาได้อย่างครบครัน การถ่ายทอดความจริงของชีวิตผ่านความเรียบง่ายออกมาอย่างเอ่อท้นด้วยพลังของชีวิต บ่งบอกถึงความอุโฆษของ เดอปาร์ดงได้ป็นอย่างดี

6. Down to Earth (Pedro Costa, Portugal, 1994)

ผลงานปี 1994 ของยอดฝีมือที่น้อยคนจะรู้จัก เป็นงานที่ผสมผสานบทกวีทางภาพยนตร์เข้าไว้กับการวิพากษ์อณานิคมของประเทศมหาอำนาจ ที่สยัดสยายปีกเข้าครอบงำประเทศเล็กจ้อย เล่าผ่านชีวิตน้อยใหญ่ที่ต้องดินรนอยู่ในดินแดนอันแสนลำเค็ญ เริ่มเรื่องที่นางพยาบาลสาวสะองผู้มีความตั้งใจจะนำชายหนุ่มบาดเจ็บไปทำการรักษา แต่มีอันต้องมาข้างเติ่งอยู่ในอาณานิคมแห่งความตาย ตัวหนังเต็มไปด้วยภูมิทัศน์อันเวิ้งว้างของดินแดนภูเขาไฟแดงฉาน ท้องฟ้าสีทะมึนทึงแลดูน่าหดหู่สิ้นหวัง ครรลองของชีวิตผู้คนที่เหมือนกับตายทั้งเป็น (แน่นอนเป็นผลมาจากการล่าอาณานิคม) เหล่านี้ดูเหมือนกับว่าความรักและความหวังทั้งมวลได้มะลายหายเหือดแห้งไปจากดินแดนแห่งนี้เสียสิ้นแล้ว ผู้กำกับ เปโดร คอสต้า ถ่ายทอดหนังเรื่องนี้ออกมาได้อย่างกลมกล่อมลงตัว แถมแกล้งแฝงรสปะแล่มไว้ท้าทายผู้ชมอีกต่างหาก

7. หนังของ Mikio Naruse (Repast, Sound of the Mountain, Floating Clouds,When a Woman Ascends the Stairs, Flowing)

หนึ่งในผู้กำกับชั้นครูของญี่ปุ่นยุคบุกเบิกเคียงคู่กับ ยาสึจิโร่ โอสุ, เคนจิ มิโซกุชิ, อากิระ คุโรซาวะ ก่อนที่หลังจากนั้นกลุ่มเจแปนนีสนิวเวฟได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งจุดกระแสให้ภาพยนตร์ญี่ปุ่นโด่งดังไปทั่วโลก แต่จะว่าไปแล้ว ชื่อของมิคิโอะ นารูเสะนั้น ดูจะเป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์โลกช้าและน้อยกว่าปรมาจารย์สามสี่ท่านข้างต้นอยู่พอสมควร แม้หากจะพูดกันเรื่องฝีมือแล้วจะไม่ได้เป็นรองเลย และในบางอารมณ์ออกจะมีความละเมียดละไมยิ่งกว่าด้วยซ้ำในความเห็นของผู้เขียน ซึ่งกว่าที่จะมีโอกาสได้ชมผลงานของนารูเสะก็เพิ่งสองปีผ่านมานี้เอง ทั้งในรูปแบบดีวีดี และฟิล์มที่ทางมูลนิธิญี่ปุ่นจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นพร้อมกับงานของผู้กำกับชั่นครูของญี่ปุ่นท่านอื่นๆ ที่ผ่านมามีโอกาสได้ชมผลงานของ นารูเสะ อยู่สามเรื่อง หนังของ นารูเสะ มักจะพูดถึงเรื่องครอบครัวธรรมดาๆ หรือชีวิตเรียบง่ายละเมียดละไมของผู้คนที่ผูกโยงร้อยเรียงเข้าหากัน ซึ่งแฝงด้วยความเป็นไปของสังคมญี่ปุ่นในสมัยนั้น หรือแม้กระทั่งความถนัดถนี่ในถ่ายทอดอารมณ์ของผู้หญิง ที่มักจะเป็นตัวละครหลักได้อย่างเข้าอกเข้าใจ

7. Moses and Aaron (Daniele Huillet & Jean-Marie Straub, West Germany, 1975)

คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการมีโอกาสได้รับชมผลงานของ คู่ปรมาจารย์แห่งโลกภาพยนตร์ที่ไม่มีใครรู้จักคู่นี้อีกแล้ว งานของ StraubและHuillet ได้รับการขนานนามว่าเป็นสไตล์เบรคเชี่ยน ที่นิยมสร้างมิติระหว่างความจริงกับความเป็นหนัง Moses and Aaron เป็นหนังเพลงโอเปร่าจากบทละครเพลงชื่อเดียวกันของ Arnold Schonberg แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังของคู่นี้ แน่นอนว่าไม่ได้เป็นเพียงหนังที่ถ่ายทอดอุปรกรโอเปร่า แต่มันคือบทกวีโอเปร่า ฉบับมินิมอลลิสต์

8. Don’t Forget You’re Going to Die (Xavier Beauvois, France, 1995)

ชีวิตคือความไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนก็เป็นเพื่อนตายที่เกาะติดเป็นเงาตามตัวของชีวิต เบอนัวต์หนุ่มกระทงผู้มุ่งหวังหนทางอันสดใสในชีวิต กลับต้องมาพังพาบชั่วพริบตา มันพาเขาดำดิ่งสู่ความมืดดำ แต่ในขณะเดียวกันความหวังและความรักยังพอมีแสงสว่างในปลายอุโมงค์ แต่ท้ายที่สุดแล้วความไม่จีรังคือคำตอบที่แท้จริงของชีวิต ผลงานชิ้นเอกของ Xavier Beauvois นักแสดง ผู้เขียนบท และผู้กำกับภาพยนตร์ ที่วิพากษ์สัจธรรมของมนุษย์ได้อย่างถึงแก่น แถมซ้ำยั่งพรั่งพร้อมด้วยพลังเปล่งปลั่งของศิลปะภาพยนตร์ ที่พิสูจน์ว่าบทที่ดีสามารถนำพาหนังได้ไปไกลจนสุดทางได้

9. Now Showing (Raya Martin, Philippines, 2008)

โกลเด้นบอยคนใหม่ของวงการภาพยนตร์อินดี้ ว่ากันว่ากำลังจะก้าวมาเป็น อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล คนใหม่เลยทีเดียว หนังเรื่องแรกของเขา A Short Film about the Indio Nacional ที่สร้างในปี 2006 เพิ่งเข้าฉายในฝรั่งเศสเมื่อต้นปี และได้รับการกล่าวขวัญเป็นอย่างสูง ถึงขนาดที่นิตยสาร กาเยส์ ดู ซินีม่า ให้เป็น 1 ใน 10 หนังยอดเยี่ยมประจำปีเลยทีเดียว ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ผ่านมา Now Showing งานชิ้นล่าสุดของเขาได้รับคัดเลือก เข้าฉายในสายผู้กำกับ และก็ได้รับเสียงชม(และแน่นอนเสียงก่นด่า)ไปไม่แพ้กัน ภาพยนตร์ความยาวเกือบ 5 ชั่วโมงเรื่องนี้ ที่เป็นดั่งบทบันทึกธรรมดาสามัญ ของคนธรรมดาสามัญ บทบันทึกนี้ได้จดจารเรื่องราวของชีวิต ที่มีทั้งความสุขสมระคนเศร้าเคล้าน้ำตา หนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆเนิบๆนาบๆในลักษณะสารคดี กล้องบันทึกภาพทำหน้าที่เป็นเหมือนกับดวงตาของผู้ชม ที่บังเอิญได้เข้าไปอยู่เป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์ที่ผ่านแล้วก็ผ่านไป หลังจากนั้นก็มีเรื่องราวอื่นไหลผ่านสำทับเข้าแทนที่ ความเอกอุของ ราย่า มาร์ติน ไม่เพียงแค่การถ่ายทอดมุมมองของชีวิตผ่านภาพยนตร์ แต่ยังเป็นมุมมองของการใช้รูปภาษาภาพยนตร์ใหม่ๆเข้ามาเป็นกุศโลบายในหนัง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับโครงสร้างใน Autohystoria รูปแบบการเล่าเรื่องใน A Short Film about the Indio Nacional และการใช้ฟอร์แมทที่หลากหลายใน Now Showing

11. Hashi (Sherman Ong, Japan/Singapore, 2008)

12. The Law (Idrissa Ouedraogo, Burkina Faso, 1990)

13. The Path (Ishtar Yasin Gutierrez, Costa Rica, 2007)

14. Shadows of Our Forgotten Ancestors (Sergei Paradjanov, USSR, 1964)

15. A Listener’s Tale (Arghya Basu, India, 2008)

16. Funuke Show Some Love, You Losers! (Daihachi Yoshida, Japan, 2007)

17. The Headless Woman (Lucrecia Martel, Argentina, 2008)

18. The Hour-Glass Sanatorium (Wojciech Has, Poland, 1973)

19. Gloria (John Cassavtes, USA, 1980)

20. Heartbeat Detector (Nicolas Klotz, France, 2007)

21. Eat, for this is My Body (Michelange Quay, Haiti, 2007)

22. Once (John Carney, Ireland, 2006)

23. The Third Generation (Rainer Werner Fassbinder, West Germany, 1979)

24. New Age (Keren Cytter, Netherlands, 2007)

25. Sita Sings the Blues (Nina Paley, USA, 2008)

26. Yella (Christian Petzold, Germany, 2007)

27. The Great Silence (Sergio Corbucci, Italy, 1968)

28. Le Trou (Jacques Becker, France, 1960)

29. Eros plus Massacre (Yoshishige Yoshida, Japan, 1969)

30. Death Bed: The Bed That Eats (George Barry, USA, 1977)

31. The Gladiators (Peter Watkins, Sweden/UK, 1969)

32. Jagdhunde (Ann-Kristin Reyels, Germany, 2007)

33. Fujian Blue (Weng Shou Ming, Taiwan, 2007)

34. Macunaima (Joaquim Pedro de Andrade, Brazil, 1969)

35. Hyenas (Djibril Diop Mambety, Senegal, 1992)

36. We Own the Night (James Gray, USA, 2007)

37. Valerie and Her Week of Wonders (Jaromil Jires, Czechoslovakia, 1970)

38. Year of The Dragon (Michael Cimino, USA, 1985)

39. In the Mouth of Madness (John Carpenter, USA, 1994)

40. Swift (Abai Kulbai, Kazakhstan, 2007)

 

11 วรรณกรรมตรึงใจ

1. เงาสีขาว / แดนอรัญ แสงทอง

ก็เหมาะสมแล้วกับการที่แกถูกถอดออกจากหนังสือรางวัลซีไรท์รอบสุดท้าย ก็เหมาะสมแล้วแกต้องนอนแอ้งแม้งอยู่บนหิ้งเพื่อนเป็นฝุ่นผง ไม่แม้แต่จะมีใครมาเหลียวแล แล้วมันก็เหมาะสมดีอยู่หรอกกับคำสาปส่งจากผู้ทรงคุณวุฒิ(ชิปหาย)ของวงการวรรณกรรมไทย อะไรบ้างนะที่เขาว่าแก แกมันความโสมมสถุนถ่อยทางตัวหนังสือ แกมันก็แค่การถ่มถุยของอารมณ์ชั่วคลั่งของผู้ให้กำเนิดแก แกคือมะเร็งร้ายของวงการวรรณกรรมไทย ห่า! ฟังดูมันก็จริงอย่างที่ท่านๆ ผู้นั้นว่านี่หว่า ตัวแกเองก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าใช้มาตรวัดทางคุณธรรมของประเทศนี้ ถามจริงๆเถอะแกแกล้งหลงลืมความจริงอะไรไปบ้างหรือเปล่า ความจริงที่ว่านี่คือประเทศไทย ดิสอีสไทยแลนด์แดนสยามเมืองยิ้ม ดินแดนแห่งวัฒนธรรมดีงามดินแดนอันเป็นแหล่งรวมของผู้ทรงศีลที่วันๆ บริโภคความดีงามเป็นอาหารหลักเลยนะ โว้ย ตัวแกเองก็รู้ แล้วตัวแกเองก็เข้าใจ ถึงแม้ว่าอันที่จริงในห้วงลึกๆ แล้วแกไม่อยากจะเข้าใจแม้แต่ซักนิดก็ตาม แล้วแกจะออดอ้อนโอดครวญกระดิกหางด้วนๆ ด้วยท่าทางกวนเบื้องล่างจนเกินกว่าเหตุขอความเป็นธรรมทำซากอะไร มันเท่ มันคือความถูกต้อง มันคือเหตุผล มันคือความดีงาม แต่แกไม่เท่ แกอ่อนศีลธรรม หนำซ้ำแกยังกักขฬะ เหตุผลเดียวที่อนุญาติแกจะอุธรณ์ได้คือทำไมนรกถึงส่งแกลงมาเกิดในประเทศอันศิวิไลซ์ทางจิตใจต่างหาก สิบหกปีแล้วสินะตั้งแต่ที่แกลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก ฉันจำไม่ได้หรอกว่าตอนนั้นแกเป็นยังไง ตอนนั้นฉันยังเป็นวุ้นวิ่งไล่เปิดกระโปงครูสาวๆอยู่ในโรงเลี้ยงศีลธรรมอยู่เลย สิบหกปีที่ผ่านมาแกควรจะตายๆไปจากสาระบบเสียแล้วตั้งนาน ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าไอ้บ้าที่ชุบชีวิตแก แถมจับแกหวีผมแต่งตัวเสียใหม่จนเลี่ยมเล้ ให้แกได้เดินอาดๆ ด้วยท่าทางกวนส้นเท้าเหลือกำลังมาเปิดตัวแกต่อสาธารณะชนอีกครั้ง มันคิดอะไรอยู่ในหัว แกไม่ควรได้รับสิทธิเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ของที่นี่เลยจริงๆ ให้ตายเถอะ ถามแกจริงๆ เถอะแกเชื่อจริงๆหรือว่าวันหนึ่งเมื่ออีกร้อยปีผ่านไป คนพวกนั้นจะกลับตัวกลับใจเข้าตะกองกอดอุ้มชูแกขึ้นมาอย่างวีรบุรุษ ฉันขอแนะนำว่าแกควรพักผ่อนเสียให้มากๆหน่อย การนอนดึกนั้นไม่ดี การนอนดึกจะทำให้เสียสุขภาพ การนอนดึกผมจะทำให้แกหลับไม่เต็มตื่น มันจะฉุดแกเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน ความฝันเหมือนที่แกสร้างวิมานขึ้นมาในตอนนี้นี่ไง ฉันพูดจริงๆเลยนะ แกมันโฉดชั่วเกินไปสำหรับดินแดนแห่งนี้ แต่เห้ย เมื่อเร็วๆ นี้หูฉันมันแว่วๆ มาว่าผู้ให้กำเนิดแกได้รับรางวัลจากประเทศแถวๆ ตะวันตกไกลที่มีแต่ไอ้ซีดตาน้ำข้าวโง่ๆที่ท่านผู้เฒ่าทรงศีลบ้านเราพร่ำบอกว่าพวกมันศิวิไลซ์แค่วัตถุแต่จิตใจสามานย์ อะไรนะรางวัลตะบักตะบวยอะไรไม่รู้ที่แกได้ฉันจำได้ไม่ถนัดถนี่นัก แต่ก็อีกนั่นแหละหูฉันมันบังเอิญแว่วๆ มาว่ามันเป็นรางวัลสูงส่งมากๆ ขนาดที่ว่าใครได้ก็ภูมิใจไปชั่วชีวิตเลยนี่หว่า อ๋อใช่ ฉันจำได้แล้ว นั่นไง ก่อนหน้าแกมีไอ้ตี๋ซำเหมานักทำหนังคนนึงที่ได้รางวัลนี้ไปก่อนแก หมอนี่มันก็หมาหัวเน่าถูกกาหน้าผากด้วยคำว่าสวะตัวเบ้อเร่อไม่ต่างไปจากแกเท่าไหร่ ก็หมายความว่าประเทศอกหักที่ให้รางวัลหอกหักนั่นกับแกก็เป็นแค่ประเทศสวะๆ เท่านั้นใช่มั้ย ก็คงจะจริงอย่างคำท่านว่าสินะว่าสวะย่อมคู่กับสวะ นี่เพื่อนยาก(ขอโทษที่ถือวิสาสะทำตัวสนิทชิดเชื้อกับแกมากไปหน่อย) ในฐานะที่ฉันรู้จักกับแกมาครบหนึ่งปีพอดิบพอดี (แต่เป็นแกในเวอร์ชั่นสิบกว่าปีก่อนนะ) แล้วก่อนหน้านั้นหนึ่งปีฉันก็รู้จักน้องแกด้วย ทั้งอีการะเกด ทั้งไอ้เวนอม ไอ้ตัวเล็กตัวน้อยคนอื่นๆ ฉันอยากจะแนะนำอะไรแก กับอีการะเกด ไอ้เวนอม ไอ้ตัวเล็กตัวน้อยคนอื่นๆ ที่สำคัญคือผู้ให้กำเนิดแกด้วย แกควรจะอพยพตัวเองกับครอบครัวกะเลวกะราดไปซะให้พ้นๆ จากดินแดนศิวิไลซ์แห่งนี้เสียที(เออ แล้วอย่าลืมชวนไอ้ตี๋นั่นไปด้วยล่ะ) ไปอยู่ในที่ๆอุดมไปด้วยสามานย์ทางคุณธรรมศีลธรรมและจริยะธรรมที่เหมาะกับสิ่งมีชีวิตอันสามานย์อย่างแกเถอะ

ด้วยรักและคิดถึง

2. All The Names / โฮเซ่ ซารามาโก้

หนังสือแปลแห่งปี ดีใจจนเนื้อเต้นตอนที่รู้ว่างานขนาดยาวของโฮเซ่ ซารามาโก้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว น่าเสียดายที่ไม่ได้รับการจำหน่ายอย่างกว้างขวางนัก กว่าจะเที่ยวเสาะหามาครอบครองได้ก็ต้องดั้นด้นไปถึงเชียงใหม่ ออล เดอะ เนมส์ เป็นหนังสือขนาดพอดีมือเรื่องราวของซินญอร์โฮเซ่ เสมียนของสำนักทะเบียน เขาใช้ชีวิตไปวันๆกับงานทะเบียนรายชื่อกองพะเนินเทินทึก แถมยังอาศัยอยู่ในบ้านอุดอู้ที่มีประตูเชื่อมต่อกับสำนักงาน ซินญอร์โฮเซ่มีงานอดิเรกประจำวันคือการตัดข่าว รูปภาพ และข้อมูลประวัติบุคคลของคนดังมาสะสมในแฟ้มส่วนตัว จนวันหนึ่งเขาบังเอิญหยิบแฟ้มบุคคลของหญิงนิรนามคนหนึ่งติดมือมา จากนั้นมนต์สะกดประหลาดก็เข้าสะกดจิตใจของโฮเซ่ให้ดั้นด้นตามหาตัวจริงของเธอคนนี้ คุณค่าเย้ายวนของมันอยู่ที่โครงสร้างของภาษาที่เป็นเหมือนมิติใหม่ของวรรณกรรม การเขียนในแบบปราศจากการเคาะบันทัดของประโยคสนทนา ปราศจากเครื่องหมายวรรคตอนใดๆเป็นเหมือนการนำประโยคมาเรียงต่อกัน และที่สำคัญไร้ซึ่งย่อหน้า เหล่านี้เป็นลายเซนต์ของซารามาโก้มาช้านาน ตัวละครซินญอร์โฮเซ่เป็นภาพของคนขี้เหงาอย่างประหลาด แต่เป็นความเหงาที่ออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์จริงๆ เป็นความเหงาที่เกิดจากจิตวิญญาณ ความเหงาที่เกิดจากการโดดเดี่ยวแปลกแยกตนเองจากสังคมรอบข้าง อ่านจบก็ทำให้ไพล่นึกถึงกลิ่นอายของงานของนักเขียนอย่างเฮอร์แมน เมลวิลล์, ฟรันซ์ คาฟค่า หรือแม้กระทั่งฮารูกิ มูราคามิ

3. ริมฝั่งมหานที (River Town: Two Years on the Yangtze) / ปีเตอร์ เฮสเลอร์

หนังสือเล่มเขื่องที่พกพาความหนามาเกือบ 600 หน้า แค่เห็นขนาดก็เกิดอาการง่วงงันพาลเอามาหนุนหัวนอนมากกว่าละเลียดอ่าน แต่หากมีโอกาสก็ขอแนะนำว่าอ่านเถอะ อาจไม่ถึงกับเสียใจแต่ก็อาจจะเสียดายอยู่ ริมฝั่งมหานที วรรณกรรมเชิงสารคดีที่เป็นบทบันทึกของ ปีเตอร์ เฮสเลอร์ ครูอาสาสมัครชาวอเมริกันที่เดินทางไปสอนภาษาอังกฤษณเมืองฝูหลิงกว่าสองปี ในเมืองฝูหลิง ดินแดนเล็กๆ ริมฝั่งลำน้ำแยงซีที่ในขณะนั้น(สิบปีที่แล้ว)กำลังจะเกิดเขื่อนสามโตรกซึ่งนำพาความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่มาสู่เมือง เฮสเลอร์บรรยายประสบการณ์ของสถานที่และผู้คนมาหหน้าหลายตาที่เขาได้เข้าไปสัมผัสได้อย่างเห็นภาพ แม้จะบอกไม่ได้ว่าว่ามีความเข้าใจลึกซึ้งเพียงพอหรือไม่ แต่มันก็ไม่ใช่เป็นเพียงบทบันทึกความทรงจำที่บอกเล่าเรื่องราวอย่างทือมะลื่อตรงไปตรงมา แต่มันกลับอ่านสนุกอย่างหน้าประหลาด ทุกวรรคตอนอุดมไปด้วยคุณค่าทางวรรณกรรม ยังสอดแทรกไปด้วยประวัติศาสตร์จีน และความเป็นมาทางการเมืองซึ่งเป็นเหตุเป็นผลต่อการหล่อหลอมชนชาติของชาวจีน ฐานะที่เป็นการมองในฐานะคนนอกที่ประเทศเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมามีแนวคิดทางการปกครองอยู่ขั้วตรงข้ามกันมาก่อน คงหลีกไม่พ้นสายตาของบุคคลที่สามที่คอยตั้งคำถามพร้อมวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งต่างๆ แต่การมองจากสายตาคนนอกกลับช่วยขับกล่อมให้หนังสือเล่มนี้คับคั่งไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกคนปุถุชนธรรม ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ร่ำรวยไปด้วยความยอกย้อนที่มีเสน่ห์ลึกซึ้งถึงอารมณ์ ระคนไปด้วย เจ็บปวด เจ็บแสบ และขบขัน

4. นางแห่งเนินทราย (Woman in the Dune) / โกโบะ อาเบะ

งดงามอย่างพลึกพิลั่น เป็นดั่งบทวิพากษ์บทบาทสตรีในสังคมช้างเท้าหลังได้อย่างชะงัก

6. บาร์เทิลบี (Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street) / เฮอร์แมน เมลวิลล์

กล่าวขานกันว่าเรื่องสั้นขนาดยาวของนักเขียนนามอุโฆษเฮอร์แมน เมลวิลล์เล่มนี้ เป็นต้นธารของวรรณกรรมเอ็กซิสตองเชียลลิสม์ รวมถึงเป็นต้นแบบของนักเขียนในเวลาต่อมาอย่างอัลแบร์ กามู, ซามูเอล เบคเกตต์ หรือแม้กระทั่ง ฟรันซ์ คาฟคา ที่เนื้อเรื่องและพฤติกรรมของตัวละครในงานหลายชิ้น มีความคล้ายคลึงกับบาร์เทิลบีสูง ขณะที่ผลงานสร้างชื่อของเมลวิลล์อย่าง Moby-Dick นั้นเป็นนวนิยายเชิงตื่นเต้นผจญภัยในมหาสมุทรอันไพศาล แต่กับบาร์เทิลบีแล้ว กลับพูดถึงเรื่องราวสามัญของมนุษย์เพียงกลุ่มเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ มนุษย์กลุ่มเล็กกลุ่มนั้นต่างต้องผจญกับกงล้อสังคมบริโภคนิยม และที่สำคัญผจญกับความกดขี่ในกฏเกณฑ์ที่สังคมนั้นสร้างขึ้น ในที่นี้คือสังคมทุนนิยมวอลล์สตรีท ตัวละครเอกของเรื่องคือนายบาร์เทิลบี เป็นผู้ที่ถือได้ว่ากบฏต่อสังคมแบบรวมหมู่อย่างแท้จริง เขาปฎิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่นอกเหนือหน้าที่ของเขา จนท้ายสุดก็ปฏิเสธหน้าที่ของตัวเองด้วย โดยเหตุผลเดียวที่มีคือ”ความไม่ประสงค์”จะทำของบาร์เทิลบีเอง และความไม่ประสงค์นี้เอง ที่ทำให้กฏเกณฑ์ของสังคมพิพากษาโดดเดี่ยวเขาออกจากสังคม ซึ่งท้ายสุดได้นำพาตัวเขาไปพบกับจุดจบอันน่าเวทนา ว่ากันว่าเมลวิลล์ให้ตัวละครบาร์เทิลบีเป็นตัวอย่างของมนุษย์ผู้ดื้อแพ่ง การไม่ประสงค์ของบาร์เทิลบีก็เปรียบเหมือนกับการขัดขืนต่อกระแสสังคม และตัว”ข้าพเจ้า”ที่เป็นผู้เล่าเรื่อง ก็ไม่ต่างกับความกฏเกณฑ์สาธารของสังคม ที่เฝ้ามองผู้ขัดขืนจากเบื้องบนด้วยสายตาเวทนา(ปนสังเวช)นั่นเอง

7. เถ้าถ่านแห่งวันวาร (The Remains of the Day) / คาสึโอะ อิชิงุโระ

เนิบนาบลุ่มลึกอย่างละเมียดละไม งดงามอย่างถึงแสน ปวดร้าวซึมลึกเข้าถึงจิตใจ เป็นเถ้าถ่านแห่งความทรงจำที่ระคนด้วยสุขนาฏกรรมและโศกนาฏกรรมของชีวิตที่ถูกกักขังอยู่ในวงเวียนของวันวาร เข้าถึงแก่นกระพี้ในความคิดจิตใจของคนอังกฤษได้อย่างสนิทชิดเชื้อ จนทำให้แปลกใจว่าหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากนักเขียนชาวญี่ปุ่นจริงหรือ

8. ขวัญหาย (The Turn of the Screw) / เฮนรี่ เจมส์

งานนวนิยายเรื่องผีเชิงจิตวิทยา สร้างความรู้สึกหวาดหวั่นขนพองสยองเกล้าเหลือคณา ไม่ใช่ความหวาดกลัวในสิ่งรี้ลับที่เรามองไม่เห็น แต่เป็นความหวาดเกรงในตัวของมนุษย์ที่รากลึกหยั่งถึง

9. 2 หนังสือรวมเรื่องสั้นนักเขียนรางวัลโนเบลจากสำนักพิมฑ์นาคร กิมเพลจอมโง่และเทวดามีปีก / หลายคนเขียน

ขอคาราวะเรื่องสั้นของ ซาอูล เบลโล, ไอแซ็ค บาเซวิส ซิงเกอร์, วิลเลียม ฟอล์คเนอร์ และ อะแฮ่ม ของตายที่เชื่อขนมกินได้เลยอย่าง อัลแบร์ กามูส์

10. ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปิน (A Portrait of the Artist as a Young Man) / เจมส์ จอยซ์

ไม่รู้จะใช้คำพูดคำไหน หรือภาษาใดมาอธิบายความรู้สึก หลังจากอ่านงานที่เรียกว่าเป็นนวนิยายอภิมหาโหดมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยอ่านมา จะเป็นรองก็แต่คือพจนาซาราทุสตราของนีทเช่ ที่เรียกได้ว่าสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าขณะอ่านจนอยากจะถอดหัวทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเท่านั้น ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปินเป็นนวนิยายที่มีจุดศุนย์กลางของเนื้อเรื่องอยู่ที่เด็กหนุ่มสตีเฟน เดดาลัส ซึ่งกล่าวกันว่านี่คือภาพเหมือนของตัวเจมส์ จอยซ์ในวัยเยาว์ มันเป็นงานที่สะท้อนสภาพสังคม การศึกษา ศาสนาและการเมือง มันทำตัวเป็นผู้วิพากษ์สิ่งเหล่านั้นอย่างทีเล่นทีจริง มันเหมือนของเหลวสีดำที่ถูกขุดขึ้นมาจากหลุ่มดำไร้ก้น เป็นเหมือนสายน้ำ ที่พลั่งพรูออกมาอยากเกรี้ยวกราด ด้วยลีลาอหังการ์ของผู้โอหัง แต่เป็นผู้โอหังในคราบนักปราชญ์ นักปราชญ์คนนี้พร่ำเพ้อบ่นบ้าถึงแต่เรื่องตนเองปัญหาของตนเอง นักปราชญ์บอกว่าว่ามา มาสิมาดื่มด่ำล้ำลึกกับชีวิตของฉัน แต่อีกไม่กี่นาทีให้หลังนักปราชญ์กลับบอกว่าอย่ามาสะเออะเข้าใจเรื่องของฉันพร้อมเอาเบื้อล่างเขี่ยเราออกไปไกลๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรขณะที่อ่านอยู่ใจนึงอยากเขวี้ยงมันทิ้งไปเสียพ้นๆแต่อีกฟากหนึ่งกลับเรียกร้องให้พลิกหน้าต่อไปอย่างกระหายกระหือรือจนไม่อยากจะวาง

11. หินครวญ/ ฮิคารุ โอคุอิซึมิ

หากเริ่มรู้สึกถึงฝีเท้าที่ถดถอยหรือเบื่อหน่ายงานของ ฮารูกิ มูราคามิ อยู่ในที อย่างเช่นที่ผู้เขียนเป็นอยู่ในขณะนี้ อยากแนะนำให้ลองอ่านงานของ ฮิคารุ โอคุอิซึมิ ดู หินครวญเป็นงานที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับมูราคามิอยู่บ่อยครั้ง แต่หากจะว่ากันตามจริง ในความเห็นส่วนตัว งานของโอคุซึมิเล่มนี้ดูจะเจาะลึกถึงพรมแดนเล้นลับในจิตใจมนุษย์ได้ลึกซึ้งถึงแก่นกว่ามูราคามิเสียด้วยซ้ำ โดยไม่จำเป็นต้องล่อหลอกคนอ่านด้วยความแฟนตาซีให้รุงรังในอารมณ์ หากแต่เป็นความเจ็บปวดที่มีอยู่จริง เกิดกับปุถุชนจริง ในโลกแห่งความจริง จากบาดแผลในความทรงจำจากอดียอันพร่ามัวที่คอยหลอกหลอนอยู่ทุกชั่วโมงยาม หากจะเปรียบเทียบกันจริงๆควรจะเป็น โกโบะ อาเบะ เสียมากกว่า

 

เหตุการณ์ประทับใจประจำปี

1. ตะลุยเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศครั้งแรก กับ Singapore International Film Festival ครั้งที่ 21

2. Asiatopia International Performance Art Festival ครั้งที่ 10

โดยเฉพาะสองการแสดงที่ชื่นชอบมากที่สุด

1.) 10 Years of Performance and Installations (Nezaket Ekici, Turkey)

2. ) The collective performances of Boris Nieslony (Germany), Helge Meyer (Germany), Norbert Klassen (Switzerland), Roi Vaara (Finland), Lee Wen (Singapore), Alastaire McLennan (Ireland), Jacques van Poppel (Netherlands), Myriam Laplante (Canada/Italy), and Jason Lim (Singapore) in Asiatopia

*ขอบคุณมาดามMdsสำหรับชื่อการแสดง

3. การแสดงสด GODa Gardener / ธีระวัฒน์ มุลวิไล และเรด แคบเบจ ประเทศออสเตรเลีย
หอศิลป์ตาดู

5. ตัดสินใจทุ่มเงินซื้อซีดีบ๊อกซ์เซ็ตของวงโปรด Galaxie 500 ในราคาเกือบ 2000 บาท โอ้ว! (แต่คุ้มจริงๆนะ)

 

Top Ten 2008

ทีฆะเดช วัชรธานินท์

คนทำหนัง / ผู้กำกับ Ordinary Romance (รางวัลวิจิตรมาตรา มูลนิธิหนังไทย) และบรรณาธิการร่วมหนังสือ สัตว์วิกาล: ภาพเรืองแสงของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (Filmvirus / openbooks)

ไม่เรียงลำดับ

1. Bleach ( เทพมรณะ ) + Blade of the Immortal ( ฤทธิ์ดาบไร้ปราณี )

ทั้งสองเรื่องเป็นหนังสือการ์ตูนมาก่อนที่จะทำเป็นอนิเมชั่นในจอทีวี 200 กว่าตอนของ เทพมรณะกับความยาวของหนังสือยี่สิบกว่าเล่ม เทียบกันแล้วอนิเมชั่นดูยืดเยื้อกว่า แต่ก็มีดีเทลในส่วนอื่นๆที่หนังสือมีไม่เท่า และในเรื่องการเจอตัวเองในสามเวอร์ชั่นของ อิจิโกะตัวเอกก็ซับซ้อนดี และส่วนที่หนังสือไม่มีคือ เพลงเปิดและปิดไตเติ้ล น่าสนใจและเปลี่ยนไปทุกๆซีซั่น

ฤทธิ์ดาบไร้ปราณี เป็นหนังสือยี่สิบกว่าเล่ม แต่เพิ่งเป็นอนิเมชั่นแค่สิบตอน ในเวอร์ชั่นของหนังสือดูสนุกกว่าในเรื่องลายเส้นและภาษาที่คนแปลเล่นกับการใช้คำให้ดูเป็นภาษาเก่าๆ ขณะที่อนิเมชั่นเดินเรื่องตามหนังสือเกือบเป๊ะๆ แต่เนี๊ยบกว่าในงานโปรดั๊กชั่น

2. สมรสและภาระ ( อพาร์ทเม้นต์คุณป้า ) + ต้นฉบับเสียงหวาน ( สวีทนุช )

เป็นสองอัลบั้มเพลงไทยล่าสุดที่ ควักเงินซื้อ สมรสและภาระ เป็นร๊อคแอนด์โรล ซาวน์ดประมาณยุค 70 เด่นที่เนื้อร้องที่ต้องฟังหลายรอบจึงจะรู้สึกถึงความหมายที่คนแต่งเนื้อจะสื่อ ในส่วนดนตรีจังหวะของความเป็นร๊อคแอนด์โรลทำให้ติดหูง่ายก่อนและคนฟังจะค่อยๆตามเข้าไปในเนื้อหา หลายเพลงบ่งบอกถึงความเป็นเพื่อชีวิตที่ดูเหมือนผิวๆ แต่ก็คม สวีทนุชเป็นงานตรงข้ามย้อนสมัยในจังหวะท่วงทำนอง เนื้อร้องร่วมสมัยพูดถึงยุคดิจิตอลปัจจุบัน คนร้องใช้น้ำเสียงเย็นๆเหมือนยุคลูกกรุง (สมัยที่เพลงแบ่งเป็นแค่ลุกทุ่งกับลูกกรุง) แต่ลงตัวฟังแล้วเพลิน อารมณ์ดี

3. Nodame Cantabile ( วุ่นรัก นักดนตรี )

อันนี้ขอรวบไว้ด้วยกันทั้งสองเวอร์ชั่นซีรี่ส์ทีวีและหนังสือการ์ตูน ซีรี่ส์จบไปแล้ว แต่ในเวอร์ชั่นการ์ตูนยังไม่จบ ในเวอร์ชั่นทีวี แคสนักแสดงมาเล่นได้ใกล้เคียงกับในหนังสือมาก และมีกลิ่นความเหนือจริงแบบการ์ตูนอยู่เยอะ แต่เราจะได้ยินเสียงเพลงคลาสสิคจริงๆ ส่วนในการ์ตูนใครที่ไม่เคยฟังพวกนี้มาก่อนก็จะเกิดจินตนาการที่คนเขียนบรรยายต่างกันไป ได้อรรถรสอีกแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่ทั้งสองมีให้เหมือนกันคือ ความตั้งใจและพยายามของตัวละครที่จะเดินไปให้ถึงสิ่งที่ตัวเองฝัน

4. หนังของ Hal Hartley ที่ได้ดูเมื่อปีที่แล้ว

เมื่อหลายปีก่อนเคยได้ดูหนังของ ฮาล ฮาร์ทลีย์ อยู่เรื่องหนึ่งเรื่อง Amature และพยายามหาหนังเรื่องเก่าๆของเขามาดู แต่ก็ไม่ค่อยได้เจอเท่าไหร่ที่ดังสุดของเขาก็น่าจะเป็น Henry Fool ปีที่แล้วได้ตามดูงานเก่าๆอย่างสมใจ อาจจะตกหล่นไปบ้างก็คงจะเป็นหนังสั้นสองสามเรื่องยุคแรกๆ จริงๆแล้วงานของ ฮาล อาจจะดูเรียบๆ ไม่ค่อยมีอะไรให้หวือหวามากเท่าไหร่ และมีความเป็นโกดาร์ด อยู่ในนั้นบ้าง แต่ก็มีบางอย่างในหนังที่น่าสนใจในกระบวนการคิดการทำ และสร้างแรงบันดาลใจให้กลับมาคิดต่อ

5. หนังหลายๆเรื่องในเทศกาลเวิร์ลฟิล์ม และ เทศการภาพยนตร์กรุงเทพ

การจัดก็ดูดีขึ้นแม้ว่าในการจัดการบางอย่างยังขลุกขลัก น่าหงุดหงิดในบางเรื่องแต่ก็น่าอภัยให้เพราะปีนี้ทั้งสองเทศกาลมีหนังดีๆเยอะกว่าปีก่อนๆ แล้วก็มีคุณภาพหลากหลายชนิดว่าเราต้องเลือกแบบรักพี่เสียดายน้อง

6. Japanese Girls at the Harbor : Hiroshi Shimizu 1933

ปกติผมเป็นคนชอบหนังขาวดำอยู่แล้ว บังเอิญเห็นหนังเรื่องนี้เข้า ก็เลยเลือกซื้อสุ่มมาดู เป็นหนังที่ไม่ยาวนัก ราวชั่วโมงเศษๆ เนื้อหาในเรื่องก็ค่อนข้างจะเก่าตามแบบเมโลดราม่าที่อาจจะมีคนสร้างมาเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง แต่เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องแรกๆที่สร้างขึ้นมาก็เลยดูน่าสนใจและความที่เป็นหนังเงียบโดยไม่มีเสียงดนตรีประกอบเลย ก็ยิ่งทำให้ตอนดูรู้สึกแปลกๆ ในการนั่งดูสีดำและขาว ผ่านจอทีวีในความเงียบ ทำให้คิดว่าบางทีหนังบางเรื่องที่ไม่มีความอลังการในด้านภาพหรือไม่มีเสียงใดๆที่สร้างปูอารมณ์ มันอาจจะทำให้เกิดบางสิ่งบางอย่างค้างอยู่ในหัวเราในวันรุ่งขึ้นมากกว่าหนังที่น่าตื่นตาตื่นใจเสียอีก

7. Wonderful Town : Aditya Assarat & มุอัลลัฟ : ภาณุ อารี , กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธ์ , ก้อง ฤทธิ์ดี

หนังอิสระสองเรื่องที่ต่างกันในด้านโปรดักชั่น แต่อยู่หมัดในด้านอารมณ์ของหนัง วันเดอร์ฟูลทาว์น ของ อาทิตย์ อัสสรัตน์ มีความประณีตของการงานการสร้างและภาพที่เนี๊ยบ กับเนื้อหาของเรื่องที่ดูบางๆ คล้ายๆกับเหมือนฝันแต่บางทีก็เหมือนกับจะจับต้องได้ ลงตัวแล้วก็ได้อารมณ์ความรู้สึกของคนที่สูญเสียที่บางทีเราก็ไม่แน่ใจว่า มันฝันหรือมันจริง ส่วนมุอัลลัฟ เป็นสารคดี ที่งานด้านการสร้างจะดูหยาบกว่า และไม่ได้ประณีตเท่าหรืออาจจะน้อยกว่าหนังสั้นบางเรื่องเสียอีก เผินๆอาจจะเป็นสารคดีที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้หญิงพุทธที่เปลี่ยนตัวเองไปนับถือมุสลิมตามสามี แต่ข้างในแล้วมันคือหนังรักดีๆเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนดูต้องตั้งคำถามกับตัวเองเกี่ยวกับความคิดเรื่องความรักในแง่ของความรักแบบหนุ่มสาวและความรักต่อสิ่งที่เรานับถือศรัทธา

8. หนังที่ฉายในเครือ Apex สกาล่า ลิโด สยาม

ว่าไปแล้วหนังที่นี่จะทำให้การดูหนังทุกวันศุกร์ของผมมีสีสันมากกว่าเดิม เพราแทนที่จะได้ดูหนังจากฮอลลีวูด แล้วยังได้ดูหนังชาติอื่นๆ บางทีก็เป็นหนังเกรดรองๆ โดยที่ได้ดูในโรงจริงๆ แทนที่จะดูได้ทางเดียวอย่าง DVD เพราะนอกเหนือจากการมาดูเพื่อบันเทิงแล้ว อีกครึ่งหนึ่งของการดูหนังก็คือการทำงานไปในตัว หนังบางเรื่องต้องดูในโรงเพื่อใช้ประสาทสัมผัสที่มีอยู่ ดู ได้ยิน รู้สึก และทำให้เห็นหนังชาติอื่นๆ อย่างอังกฤษ อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ว่าเขาไปถึงไหนกันบ้าง ไม่ใช่ว่าหนังพวกนี้จะดีไปซะทุกเรื่องแต่อย่างน้อยเราก็ได้รู้จัก สัมผัสกับมัน

9. สองสี ประจำปี เหลืองกับแดง

คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก คำเตือน : ควรใช้วิจารณญานในการรับฟัง คิด และกระทำ

 

จิตร โพธิ์แก้ว : บลอกเกอร์ limitless cinema : http://celinejulie.blogspot.com

FAVORITE THINGS OF 2008 (In preferential order)

A. FAVORITE FOREIGN FILMS

1.I-BE AREA (2007, Ryan Trecartin, USA) http://www.ubu.com/film/trecartin_area.html

2.THE MIST (2007, Frank Darabont, USA)

3.ACTRESSES (2007, Valeria Bruni-Tedeschi, France)

4.HASHI (2008, Sherman Ong, Japan)

5.NOW SHOWING (2008, Raya Martin, Philippines)

6.YEARS WHEN I WAS A CHILD OUTSIDE (2007, John Torres, Philippines)

7.PAINTED SKIN (2008, Gordon Chan, Hong Kong)

8.PAPER CANNOT WRAP UP EMBERS (2007, Rithy Panh, Cambodia)

9.LA RABIA (2008, Albertina Carri, Argentina)

10.COUNTRY TEACHER (2008, Bohdan Slama, Czech)

11.MY BROTHER’S SUMMER (2005, Pietro Reggiani, Italy)

12.MOSES AND AARON (1975, Jean-Marie Straub + Daniele Huillet, West Germany)

13.JUBILEE (1977, Derek Jarman, UK)

14.DEATH BED: THE BED THAT EATS (1977, George Barry, USA)

15.FEAST OF VILLAINS (2008, Pan Jianlin, China)

16.BIRD SONG (2008, Albert Serra, Spain)

17.HEART (1955, Kon Ichikawa, Japan)

18. EAT,FOR THIS IS MY BODY (2007, Michelange Quay, Haiti)

19.SARRAOUNIA (1986, Med Hondo, Burkina Faso)

20.THE HEADLESS WOMAN (2008, Lucrecia Martel, Argentina)

21.SAMAR (1998, Shyam Benegal, India)

22.THE SKY, THE EARTH AND THE RAIN (2008, Jose Luis Torres Leiva, Chile)

23.NEW AGE (2008, Keren Cytter, Netherlands)

24.DOOMSDAY (2008, Neil Marshall, UK)

25.NORTHERN LIGHT (2006, David Lammers, Netherlands)

26.PORCELAIN DOLL (2005, Peter Gardos, Hungary)

27.MONKEYS IN WINTER (2006, Milena Andonova, Bulgaria)

28.OTTO; OR UP WITH DEAD PEOPLE (2008, Bruce La Bruce, Canada)

29.TURTLES ARE SURPRISINGLY FAST SWIMMERS (2005, Miki Satoshi, Japan)

30.JUNO (2007, Jason Reitman, USA)

 

B. FAVORITE THAI FILMS

1.SAT WIBAK NAK LOKE (สัตว์วิบากหนักโลก) (2008, Paisit Panpruegsachart)
The title of this film can be translated as A TOUGH CREATURE WHO BURDENS THE EARTH.

2.THE PEN (เกมผีปากกา) (2008, Weerasak Suyala)

3.UNDER THE BLANKET (2008, Tossapol Boonsinsukh)

4.STILL (2008, Wisarut Deelorm)

5.GOOD MORNING, LUANG PRABANG (2008, Sakchai Deenan + Anousone Sirisackda, Laos/Thailand)

6.LIKE REAL LOVE (2008, Anocha Suwichakornpong)

7.HANDLE ME WITH CARE (2008, Kongdej Jaturanrasamee)

8.WONDERFUL TOWN (2008, Aditya Assarat)

9.WANG YUEN HAB (วังยื่นหาบ) (2008, Sompong Soda)

10.MHEEJOU (อาข่าผู้น่ารัก) (2008, Sukanya Vongsthapat)

 

C. FAVORITE FOREIGN SHORT FILMS

1.SOMETHING HAPPENED (2007, Keren Cytter) http://www.youtube.com/watch?v=9X6XHYi44FE

2.MEMORIAL PROJECT NHA TRANG, VIETNAM: TOWARDS THE COMPLEX – FOR THE COURAGEOUS, THE CURIOUS AND THE COWARDS (2001, Jun Nguyen-Hatsushiba, Vietnam)

3.HOBBIT LOVE IS THE GREATEST LOVE (2007, Steve Reinke) http://www.myrectumisnotagrave.com/vidleos/hobbitloveis.html

4.NOW LET US PRAISE AMERICAN LEFTISTS (2000, Paul Chan, USA)

5.IMPERATRIX CORNICULA (2007, Jerome Bertrand, Canada)

6.CARLA’S CHILD (2007, Emanuela Rossi, Italy)

7.THE LIMITS (2006, Thomas Adamicka, Germany)

8.NOT A MATTER OF IF BUT WHEN (2007, Julia Meltzer + David Thorne, Syria) http://www.meltzerthorne.com/pdf/descr-Not_a_matter.pdf

9.WESTBOUND (2007, Kubhaer T.Jethwani, Malaysia)

10.FACES IN THE FLOWERS (2008, Jennifer MacMillan, USA) http://www.youtube.com/watch?v=446CT_5JhTo

 

D. FAVORITE THAI SHORT FILMS

1.DANGER (DIRECTOR’S CUT) (2008, Chulayarnnon Siriphol)

2.HASAN (2008, Attapon Pamakho)

3.REPEATING DRAMATIC (2008, Arpapun Plungsirisoontorn)

4.CEREBRUM (2008, Alwa Ritsila + Komvish Zally)


5.A CENTURY OF LOVE (2007, Chalermrat Kaweewattana)

6.HOPE (2008, Siwadol Ratee)

7.TIME AND CONTINUATION (2004, Sudsiri Pui-ock)

8.MOFO LIFE SIZEDOLL (2007, Alwa Ritsila + Komvish Zally)


9.GOLDEN MOUNTAIN (2008, Wattanapume Laisuwanchai)

10.CULTURE AND NATURE (2008, Prap Boonpan)

11.NIGHT TIME (2007, Tepparit Nuntasakun)

12.MANET’S LUNCHEON ON THE GRASS AND THAI VILLAGERS (2008, Araya Rasdjarmrearnsook)

13.BOONTHING (1991, Hamer Salwala + Saipin Kulkanokwan + Orawan Ovathasarn)

14.THE ETERNAL LIGHT (2008, Tulapop Saenjaroen)

15.GLIN SAI LOM (กลิ่นสายลม) (2007, Chaiwat Wiansantia)
The title of this film means “FRAGRANCE OF THE WIND”.

16.MIDNIGHT RAINBOW (2008, Patha Thongpan)

17.TWO STORIES ABOUT DHARMA (2008, Natchanon Jitweerapat + Isara Konlum)

18.NONGHARN (2007, Panus Boonnun)

19.CENSORSHIT! FATHER AND SON (2008, Professional Dry Cleaner)

20.I’M FINE SABUYDEE KA (2008, Tanwarin Sukkhapisit)

21.EMERALD (2007, Apichatpong Weerasethakul)

22.THE THING (2008, Fari Tesprateep)

23.THIS CONSTRUCT CAN SERVE NO PURPOSE ANYMORE (2008, Sathit Sattarasart)

24.STRAWBERRY (2008, Thaweesak Srithongdee + Boonchai Apintanaphong)

25.NEW GENERATION (เด็กโจ๋) (2008, Pakwan Suksomthin)

 

E. FAVORITE FOREIGN DOCUMENTARIES

1.FINAL SOLUTION (2004, Rakesh Sharma, India)
http://video.google.com/videoplay?docid=3829364588351777769

2.MODERN LIFE (2008, Raymond Depardon, France)

3.THE HALFMOON FILES (2007, Phillip Scheffner, Germany)

4.LISTENER’S TALE (2007, Arghya Basu, India)

5.CORN IN PARLIAMENT: LE GENIE HELVETIQUE (2003, Jean-Stephane Bron, Switzerland)

6.HAVANA: THE NEW ART OF MAKING RUINS (2006, Florian Bochmeyer, Germany)

7.UN ABOLITIONNISTE (2001, Joel Calmettes, France)

8.THE PAINTBALL PROJECT (2007, Wafaa Bilal, USA/Iraq)
http://www.youtube.com/user/mewafaa

9.SEVEN DUMPSTERS AND A CORPSE (2007, Thomas Haemmerli, Switzerland)

10.I FILM MY VILLAGE (2006, Shao Yuzhen, China)

11.LABAN: THE MEANING OF THE EDSA REVOLUTION (2007, Sally Jo Bellosillo, Philippines)

12.SOMEWHERE OVER THE CLOUD (2007, Hsiao Mei-ling, Taiwan)

13.THE CHEST TO BEQUEATH (2007, Ly Hoang Ly, Vietnam, video installation)

14.A SLIM PEACE (2007, Yael Luttwak, Israel)

15.BUNTOC EULOGY (1995, Marlon Fuentes, Philippines)

 

F. FAVORITE THAI DOCUMENTARIES

1.MY GRANDFATHER (2008, Pichet Smerchua)

2.CITIZEN JULING (2008, Ing K + Manit Sriwanichpoom + Kraisak Choonhavan)

3.HAPPINESS OF LAO ISLAND (2008, Witchuta Watjanarat + Vasuphon Kriangprapakit)

4.AOMM (2008, Somchai Vachirachongkol)
The word AOMM in Thai can be a nickname of a person and can also mean “INDIRECT”.

5.THE SAME OLD SEA (2008, Pisut Srimhok)

6.AN ORDINARY STORY (เรื่องธรรมดา) (2007, Meathus Sirinawin)

7.NATIONAL ANTHEM (2008, Chai Chaiyachit)

8.THE CONVERT (2008, Panu Aree, Kong Rithdee, Kaweenipon Ketprasit)

9.WE ALL KNOW EACH OTHER (2007, Phuttiphong Aroonpheng, Japan/Thailand)

10.I’M FINE THANK YOU AND YOU? (2008, Patana Chirawong)

 

G. FAVORITE ANIMATIONS

1.BUTTERFLY FROM URAL (2007, Katarina Lillqvist, Finland)

2.EN (2007, Takahiro Hayakawa, Japan)

3.HORTON HEARS A WHO! (2008, Jimmy Hayward + Steve Martino, USA)

4.I WANT TO BE A RED FISH (2006, Boonsri Tangtrongsin, Thailand)
http://www.boonsri.com/works/film2.html

5.YOGYA BINTANG HOUSE MINI (2008, Yoshitomo Nara + Graf, Japan, video installation)

6.CLASS SITUATION IN SOCIETY 3 (2008, Akegaluck Sagaew, Thailand)

7.1977 (2007, Peque Varela, UK)

8.WALTZ WITH BASHIR (2008, Ari Folman, Israel)

9.WHEN THE DAY COMES (2007, Supparerk Polsawad, Thailand)

10.VICTIM (2008, Nattaporn Yiamchawee + Nattapol Nark-ngen, Thailand)

 

H. FAVORITE THAI VIDEO INSTALLATIONS

1.WANTANEE RETROSPECTIVE ENCORE (2008, Wantanee Siripattananantakul)

2.BEING SOLDIER BETTER THAN YOU THOUGHT, RICE FIELD FROM RIPE PROJECT (2008, Sakarin Krue-on)

3.ZOOM +/- (2008, Theerawat Maysasitthivit)

4.BY TOMORROW (2008, Tuksina Pipitkul)
This video is included in Tuksina’s exhibition called PIG’S EYE.

5.MAN ON THE MOON (2008, Jakrawal Nilthamrong)

 

I. GUILTY PLEASURES

1.THE INNOCENT FRESHY 2 (2007, Nitchapoom Chaianun, Thailand)

2.SKIN (2006, Fernando Vendrell, Portugal)

3.DOGSHIT (เรื่องขี้หมา) (2008, Eag Tammakrang, Thailand)

4.LE GRAND CHEF (2007, Jeon Yun-su, South Korea)

5.CROC (2008, Saravuth Intaraprom, Thailand)

6.DIVE! (2008, Naoto Kumazawa, Japan)

7.HISTERIA (2007, James Lee, Malaysia)

8.THE APPOINTMENT (2000, Veronica Bilbao La Vieja, Italy)

9.FAMILY (เด็กมีปัญหา) (2008, Komsunt Boonyavit, Thailand)

10.RED QUEEN KILLS SEVEN TIMES (1972, Emilio P. Miraglia, Italy)

 

J. FAVORITE ACTORS

1. Michael Shaowanasai – OBSERVATION OF THE MONUMENT (2008, Michael Shaowanasai, Thailand)

2. Coco Martin in 5 Philippine films – JAY (2008, Francis Xavier Pasion), SERBIS (2008, Brillante Mendoza), DAYBREAK (2008, Adolfo Alix Jr.), DRUMBEAT (2007, Adolfo Alix Jr.), SLINGSHOT (2007, Brillante Mendoza)

3.Yasumasa Morimura – SELF-PORTRAIT AS A THEATER (2002, Yasumasa Morimura, Japan)

4. Liu Ye – DARK MATTER (2007, Chen Shi-zheng, USA)

5. Nicolas Bro – SOI COWBOY (2008, Thomas Clay, UK/Thailand)

6. Juergen Vogel in 2 German films – A FRIEND OF MINE (2006, Sebastian Schipper) and EMMA’S BLISS (2006, Sven Taddicken, Germany)

7. Nene – I WILL RAPE YOU WITH THIS SCISSORS (2008, Napat Treepalawisetkun, Thailand)
This is the trailer of the film:

8.Brendan Gleeson – IN BRUGES (2008, Martin McDonagh, UK)

9.Heath Ledger – THE DARK KNIGHT (2008, Christopher Nolan, USA)

10.Francois Cluzet – RIVALS (2008, Jacques Maillot, France)

 

K. FAVORITE ACTRESSES

1.Zhao Wei – PAINTED SKIN (2008, Gordon Chan, Hong Kong)

2.Nobuko Otowa – MOTHER (1963, Kaneto Shindo, Japan)

3.Barbara Loden – WANDA (1980, Barbara Loden, USA)

4.Elsa Zylberstein – THE FEELINGS FACTORY (2008, Jean-Marc Moutout, France)

5.Noemie Lvovsky – ACTRESSES (2008, Valeria Bruni-Tedeschi, France)

6.Focus Jirakul – HORMONES (2008, Songyos Sukmakanan, Thailand)

7.Analia Couceyro in LA RABIA and THE PAST (2007, Hector Babenco, Brazil)

8.Gertrude Welcker – DR. MABUSE: THE GAMBLER (1922, Fritz Lang, Germany)

9.Anne Consigny – A CHRISTMAS TALE (2008, Arnaud Desplechin, France)

10.Zohra Lampert (Jessica) – LET’S SCARE JESSICA TO DEATH (1971, John Hancock, USA)

 

L. FAVORITE LIVE/STAGE PERFORMANCES

1.17 MAY MY VALENTINE (Sawanee Uthumma)

2. 10 YEARS OF PERFORMANCES AND INSTALLATIONS (Nezaket Ekici, Turkey)

3. WELCOME TO NOTHING (Nopphand Boonyai)

4. WAITING FOR G.D. (Damkerng Thitapiyasak)

5. PAST IS SIMULATION – THE LADIES OF THE SEA VS. NORA, AND OTHER STORIES OF THE SOCIETY (Monica Emilie Herstad, Norway)

6. WANGNIN FAMILY (Kae Ishimoto + Daisuke Zenzai, Japan)

7. Ray Langenbach’s performance in Asiatopia (USA/Malaysia)

8. The collective performances of Boris Nieslony (Germany), Helge Meyer (Germany), Norbert Klassen (Switzerland), Roi Vaara (Finland), Lee Wen (Singapore), Alastaire McLennan (Ireland), Jacques van Poppel (Netherlands), Myriam Laplante (Canada/Italy), and Jason Lim (Singapore) in Asiatopia

9. A BOX OF CHOCOLATE (Jaturachai Srichanwanpen)

10. The musical puppets’ street performance (Grego, USA)

11. THE RETURN (Won Yong Oh, South Korea)

12. BREAKING THE SURFACE (Damkerng Thitapiyasak)

13. Arai Shin-ichi’s performance in Asiatopia (Japan)

14. HEART DISEASE (ห้องสยองลงตับ) (Wattanachai Treedecha)

15. SEMI HAPPINESS (Nikorn Saetang + Jarunun Phantachat)

16. PUSH UP (Damkerng Thitapiyasak)

17. ALT CTRL DEL (Ninart Boonpothong)

18. Ying mei Duan’s performance in Asiatopia (China)

19. THE OTHER LAND (Teerawat Mulvilai)

20. MAN OF LA MANCHA (Euthana Mukdasanit)

 

M. FAVORITE ART/EXHBITIONS

1. DIED ON 6 OCTOBER 1976 (2008, Manit Sriwanichpoom, Thailand, photo exhibition)
http://celinejulie.blogspot.com/2008/08/died-on-6th-october-1976-2008-manit.html

2. MYTHS AND MONSTROSITIES (Peggy Wauters, Belgium)
http://p-wauters.exto.nl/

3. THE GREAT FROM THE WEST (1990, Montien Boonma, Thailand, painting)
This is a part of the exhibition ALL OUR EVERDAYS at Ver Gallery.

4. PHOTOGRAPHIES (Heve Robillard, France)
This is a part of the exhibition FROM (DIFFERENT) HORIZONS OF ROCKSHELTER.
http://celinejulie.blogspot.com/2008/09/from-differen-horizons-of-rockshelter.html

5. ONE AND THREE PANS (1965, Joseph Kosuth, Germany)
This is a part of the exhibition ARTSPACE GERMANY at PSG Gallery in Silpakorn University.

6. LIFE AND CEMETERY AFTER THE DEATH (Preecha Noulnim, Thailand)
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=03-2008&date=28&group=9&gblog=38

7. THE FATE OF SOCIAL VICTIMS: MS.THANYALUK, MS. SUMALEE, MS. PATTRAPORN (Yuwana Poonwattanawat, Thailand, paintings)
This is a part of the exhibition PASSION OF THAI MODERN ART at Siam Paragon.
http://celinejulie.blogspot.com/2008/08/most-favorite-things-of-july-2008.html

8. ZEALOUSLY KINDLED PASSION FOR OUR NATIVE DONG YAI (Jakkrit Karaket, Thailand, painting exhibition)
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=05-2008&date=25&group=9&gblog=76

9. EAT SHIT (Nattarika Thanpridanant, Thailand)
This is a part of the exhibition SENSATIONAL SELVES at Art Center Chula.

10. LUK TUNG: THAI FOLK LIFE (Naruemon Padsamran, Thailand)
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=03-2008&date=23&group=9&gblog=35

 

N. FAVORITE SONGS

1. CLAIRE DE LUNE – Lydia Kavina

2. CLASSIC CLICHE – Elektrons

3. THE STATE OF THINGS – Rekleiner

4. MODEST THEME – Rude Hagelstein

5. NO, NO, NO (Eric Kupper Vocal mix) – Ono
The link below is for the original version:

6. FAXING BERLIN – Deadmau5

7. THE WIND BLOWS (ลมโชยพัด) – Coconutcream
I don’t know the title of this song, but the first words in the song are “The wind blows”. The members of this band include Tossapol Boonsinsukh.
http://www.myspace.com/coconutnutcreamcream

8. JULIAN – Boy George

9. CORPORATE CANNIBAL – Grace Jones

10. HARRIET (Annie Mac edit) – Kissy Sell-Out

11. CHEAP AND CHEEFUL (Fake Blood mix) – The Kills

12. NO TURNING BACK – Mikael Stravostrand featuring Big Bully
http://www.myspace.com/mikaelstavostrand

13. JE NE SUIS PAS BIEN PORTANT – Gaston Ouvrard

14. ELEPHANT’S PARADE – Minilogue

15. THE UNDERGROUND BULLSHIT – Gel Abril

16. SAMURAI – Jazztronik

17. A CHICO A RHYTMICO – Loco Dice

18. ACID EIFFEL (2003) – Choice

19. SUDOKO KID – Star & Ito

20. BELL SONG FROM LAKME – Florence Foster Jenkins

 

O. FAVORITE MODEL

Bank Haemangkorn

 

P. FAVORITE PLACE

CONFERENCE OF BIRDS GALLERY
http://www.conferenceofbirds.com/Birds/Welcome.html

 

Q. FAVORITE QUOTES

What Come Paga said in an interview in Prachatai website:
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=12848&Key=HilightNews

“เราสู้กับทักษิณ สู้กับไทยรักไทย เรายังสู้กันอยู่ในที่แจ้งทั้งคู่ ยังดีกว่าสู้กับสิ่งที่ไม่รู้ ไม่เห็น ตอนนี้เหมือนเราสู้กับผี กับวิญญาณ ที่บางทีเราก็คิดว่ามันมีจริง บางทีก็คิดว่ามันไม่มีอยู่จริง บางทีเราก็รู้ หรือสัมผัสการมีอยู่ของมัน ผ่านนิทานปรัมปรา ผ่านเรื่องเล่าอันเต็มไปกฤษฎาภินิหาร ผ่านเพลง ผ่านบทกลอน ฯลฯ”

 

R. FAVORITE CARTOON

Political cartoon by “Sia” on page 3 of Thairath newspaper

 

S. FAVORITE PERSON

Giles Ungpakorn

 

FILMSICK : บลอกเกอร์ http://filmsick.exteen.com ผู้ประสานงานกลแสง

หนัง

1. กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี /2008 / ไทย)

เราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังรักเพี้ยนๆ ขณะเดียวกันเราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังชีวิตอันเศร้าสร้อยของคนนอกที่ต้องยอมสูญเสียตัวตนเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ และในขณะเดียวกันเราก็อาจบอกได้ว่านี่คือหนังที่จับภาพการเมืองร่วมสมัยมายั่วล้อได้อย่างน่าสนใจ หนังอาจถูกมองในฐานะหนังไม่ลงตัวที่มีอะไรเพี้ยนๆยากที่จะรับได้ ในขณะเดียวกันการยั่วล้อของหนังก็อาจแนบสนิทไปกับตัวเรื่องจนไม่โดดเด่น ไม่ว่าจะมองว่าอะไรก็ตาม ผมเลือกหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในอันดับหนึ่งของปีตั้งแต่ดูครั้งแรก ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณงามความดีของหนัง แต่อย่างใด เพราะเหตุผลหลักๆ คือนี่คือหนังที่ผมรู้สึกว่ามันพูดกับผมโดยตรง เป็นหนังแบบที่มีขึ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจให้รู้ว่าอย่าน้อยก็ยังมีคนแบบเดียวกันอยู่บนโลก

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080225/entry

2. NOW SHOWING (RAYA MARTIN /2008 /PHILLIPINES)

นี่คือสี่ชั่วโมงที่ทั้งรื่นรมย์และขมขื่น ทั้งสวยงามและทุกข์เศร้า มหากาพย์ของคนสามัญถูกถ่ายทอดอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยดวงตาของความอารี หนังจ้องมองชีวิตเด็กหญิงริต้าโดยเลือกจ้องมองช่วงฉากอันดูเหมือนไร้ความสำคัญแล้วค่อยๆ ก่อรูปตัวละครขึ้นมาช้าๆ จากฉากไม่สำคัญเหล่านั้น ชีวิตของเธอ แม่ของเธอ เพลงเงียบของเธอ น้ำตาของเธอ ความรักและความฝันของเธอ ทั้งหมดถูกจับมาเล่าอย่างเบามือ ระมัดระวัง ทำให้ริต้าค่อย ๆมีชีวิตขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันหนังก็เล่นสนุกกับฟอร์แมตของภาพ จนทำให้ในอีกชั้นชีวิตของริต้าสะท้อนภาพเปรียบเทียบการดำรงคงอยุ่ของภาพยนตร์ในฐานะวัตถุบันทึกความทรงจำ RAYA MARTIN เพิ่งอายุยี่สิบต้นๆ แต่กลับทำหนังออกมาได้อย่างน่าทึ่ง นับเป็นผู้กำกับที่ต้องจับตามองอย่างยิ่ง

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081007/now-showing-raya-martin-2008

3. THE HEADLESS WOMAN (LUCRECIA MARTEL / 2008/ ARGENTINA)

เป็นไปได้อย่างไรที่ภาพยนตร์จะนำเสนอสิ่งซึงเป็นนามธรรมอย่างภาวะการหลุดหลงลืมเลือน ความสำนึกบาป หรือความกระอักกระอ่วนในการเป็นคนชั้นกลาง เป็นไปได้อย่างไรททิสิ่งซึ่งง่ายดายในการร่ายสาธกยกนิทานในงานวรรณกรรมจะถูกแปรรูปไปสู่วัฒนธรรมทางสายตา ที่ลดทอนจริตจะก้านทางเทคนิคลง ใช่เพียงการเลือกกรอบภาพและการจัดวางอันแม่นมั่นเข้าจัดการ LUCRECIA MARTEL ทำให้การเมืองพบปปะกับปัจเจกบุคล และพบกันผ่านสื่อที่เรียกว่าภาพยนตร์ เธอเปิดการรับรู้ใหม่หรือ ไม่เลยเธอคือผลพวงจาอดีต แต่การขยับขยายกลาพันธุ์นี้ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งและนี่คือหนังอันอุดมไปด้วยคุณค่าทั้งทางศิลปะและทางความคิดแห่งปี พิสูจน์ว่าภาพยนตร์คือศาสตร์ที่ศักยภาพของมันสูงเกินขีดจำกัดที่เราเข้าใจ

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ ติดตามได้ใน วารสาร อ่าน ฉบับที่ 4 ครับ

4. DIARY OF THE DEAD (GEORGE A ROMERO./2008/US)

คมคาย หลักแหลม ลากไส้! เราอาจจะพูดถึงหนังสั้นๆได้ประมาณนี้ บทที่ 5 ของ มหากาพย์คนกินเนื้อคนของเสด็จเตี่ยโรเมโรไม่เคยทำให้เราผิดหวัง เขาอาจจะไม่หวือหวาบ้าเลือดเหมือนพวกลูกหลาน แต่ประเด็นอันเข้มข้นนั้นยังครบถ้วน แถมยังสดใหม่ไฉไลร่วมยุคปัจจุบันอีกต่างหาก มีคนทำหนังสักกี่คนที่ไม่แก่ไปตามวัย ยังคงทำหนังที่พูดถึง ‘ปัจจุบันขณะ’อย่างแน่นหนา แถมยังยึดมั่นในแนวทางเกรดรองของตนเองอย่างออกนอกหน้า มาถึงตอนนี้ ได้แต่ร้องว่า รอภาค 6 ด้วยใจระทึก
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081220/my-18-horrors-of-the-years-2008

5. PAPER CANNOT WRAP UP THE EMBERS (RITHY PAHN /2008/CAMBODIA)

สารคดีโสเภณีขเมร ที่ใช้วิธีการเชิง RETROSPECTIVE โดยให้บรรดาซับเจ็คท์ ย้อนไปเล่า และย้อนไปเล่นเมื่อครั้งเจ้าตัวยังเป็นโสเภณีที่นอนตามตึกร้าง ทั้งตัววิธีการและการนำเสนอทำท่าจะกันคนดูออกจากหนังเต็มที่หากผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม นี่คือหนังที่ตัวละครเล่าเรื่องอย่างชาเฉยหากสะเทือนสะทกในอกคนดูอย่างมหาศาล นี่คือหนังที่มีทั้งความกระอักกระอ่วน ความทุกข์ ความเหี้ยมโหด ความจริงและกระทั่งความฝัน ความหวังอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน สารคดีที่ดูไม่จริง กลับจริงจนเจ็บได้!
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081014/paper-cannot-wrap-up-the-embers-rithy-pahn-2008-24-city-jia-

6. จอมโหดมนุษย์ซีอิ้ว (ไพสิษฐ์ พันธุ์พฤกษชาติ/ 2000/ไทย)

นี่คือหนังยาวอินดี้ของไทยที่ไม่ค่อยมีใครได้ดู หนังติดตามตามชีวิตชายคนหนึ่งแบบตามติดชิดใกล้ ตลอดทั้งเรื่องแทบจะเต็มไปด้วยบทสนทนาไร้สาระความหมาย ไม่มีเหตุการณ์คืบเคลื่อน ตัวคนทำก็แค่เอากล้องไปติดตามชีวิตเพื่อนคนหนึ่งของเขาอย่างตามติดชิดใกล้จากนั้นเอามาตัดต่อให้กลายเป็นหนังเรื่องนี้ขึ้นมา วิธีการอันไม่ธรรมดาย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ไม่ธรรมดา เพราะนี่คือหนังอินดี้ยุคต้นของไทยที่ทรงพลังที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาอะไรมากไปกว่าวิธีการบ้านๆและจินตนาการอันน่าทึ่งของผู้กำกับ โดยส่วนตัว นี่คือหนึ่งในสามหนังอินดี้ไทยที่ถือว่าต้องดู นอกจาก ดอกฟ้าในมือมาร และ THE BIRTH OF SEANEMA

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080507/entry

7. SUMMER HOURS ( OLIVIER ASSAYAS /2008/ FRANCE )

ภายใต้ความเป็นหนังดรามาครอบครัว และกาดกวัดแกว่งกล้องแบบตามติดชิดใกล้ตามประสาของอัสซายาส นี่คือหนังที่ตั้งคำถามหนักๆเกี่ยวกับความเป็นครอบครัวท่ามกลางโลกโลกาภิวัฒน์ ได้อย่างหนักแน่น หากนุ่มนวลและเป็นมนุษย์จนเราถึงกับสะเทือนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ไม่แปลกเลยถ้าเราจะเทียบเคียงตัวละเข้ากับตัวเอง เราล้วนเป็นหนึ่งในตัวละครเหล่านั้นตามตำแหน่งแห่งที่ในครอบครัว หนังมองคนทุกรุ่นอย่างให้โอกาสและแสดงให้เห็นถึงมรดกตกทอดทางวิญญาณของมนุษย์ที่สำคัญกว่าทรัพย์สิน เหนืออื่นใด หลังจากหนังจบลงเราก็ยังคงรู้สึกว่าบรรดาตัวละครยังคงมีชีวิตอยู่ ยิ่งเราจินตนาการถึงตัวละครในหนังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงความยอดเยี่ยมของหนังมากเท่านั้น

8. MODERN LIFE (RAYMOND DEPARDON/2008/FRANCE)

นี่คือสารคดีซึ่งนำเรากลับไปสู่ความเรียบง่ายทั้งตัวเนื้อหาและความหมายเชิงภาพยนตร์ เพราะนี่คือหนังสารคดีที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการเอากล้องไปตั้งแล้วถ่ายทำบทสัมภาษณ์ของบรรดาเกษตรกรในฝรั่งเศสที่ยังคงทำไร่เลี้ยงแกะ แบบเดิมๆ และกำลังจะตายลงเมื่อถูกแทนที่ด้วยการเกษตรแบบเชิงอุตสาหกรรม โดยไม่พึ่งพาเทคนิคการตัดต่อใดๆให้มากความ ความสามัญของสารคดีเรื่องนี้กลับทรงพลังในการเล่า และทั้งหมดทั้งมวลอาจมาจากความใส่ใจในมนุษย์ของผู้กำกับที่รู้จักผู้คนเหล่านี้มาค่อนชีวิต การหยอดคำถาม ความเงียบ การรอคอยคำตอบ ทั้งหมดทั้งมวลคือคำตอบที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องแสดงภาพวูบวาบให้เสียเวลา จ้องมองดวงตาเขาสิ นั่นล่ะคำตอบและเรื่องเล่า ผู้กำกับคงอยากพูดแบบนี้โดยแสดงให้ดู นี่คือหนังสารคดีที่ทำให้คนดูร้องให้โดยไม่ต้องเล่าเรื่องแค่จ้องมองกันและกัน

9. WENDY AND LUCY (KELLY REICHARDT /2008/USA)

หนังมีความเป็นหนังการเมืองมากพอๆกับการเป็นหนังที่เล่าชีวิตรันทดส่วนบุคคล เราอาจมองความฉิบหายในชีวิตของเวนดี้เป็นเรื่องเชิงปัจเจกของเด็กผู้หญิงหมาหายก็ได้ ในขณะเดียวกันหนังก็แสดงให้เห็นว่าความฉิบหายเหล่านั้นไม่ได้ดำรงคงอยู่อย่างโดดๆมันผูกพ่วงอยู่กับกระบวทัศน์หลักๆของโลกทุนนิยมด้วย และที่น่าทึ่งเป็นสองเท่าคือการที่KELLY REICHARDT ไม่ได้พูดมันออกมาตรงๆ แต่หล่อยให้เราค่อยๆมองเห็นมันผ่านชีวิตของเวนดี้ซึ่งได้การแสดงอันลืมไม่ลงของMICHELE WILLIAMS เป็นเสมือนดาวเหนือเปล่งประกาย โดยไม่ต้องใส่เหตุการณ์บีบคั้น แค่มองหน้าเธอเราก็รู้สึกร้อยพันอย่างแล้ว

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

10. HAPPY -GO LUCKY (MIKE LEIGH/2008/UK)

นี่คือความรื่นรมย์ประจำปี 2008 ที่มาเยี่ยมเยือนเหมือนลมหนาวช่วงปลายปี ชีวิตของป๊อปปี้ เป็นเหมือนสาวน้อย อเมลี เวอร์ชั่นชนชั้นกรรมาชีพ ที่มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไมค์ ลีห์ เด็ขาดและนุ่มนวลในการเล่าเรื่องมากๆ เพราะเราอาจจะรำคาญคนแบบป๊อปปี้ได้ทุกขณะจิต แต่การที่เขาค่อยๆให้เรารู้จัก ป๊อปปี้ โลกของเธอ เพื่อๆนของเธอ และวิธีการมองโลกของเธฮ เราก็จะตกหลุมรักเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้น ในขณะเดียวกันกับตัวละครร้ายๆของเรื่อง เขาก็ยังมีมิติความเป็นมนุษย์จนเปลี่ยนจากตัวร้ายเป็นเพียงคนมองโลกในแง่ร้ายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในตัวของทุกๆ คน และนับเป็นโชคที่หนังเลือกจบลงด้วยความรู้สึกว่าการมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องของการมองโลกในแง่เดียว มันย้อนกลับไปหาความหมายของชื่อเรื่องว่าบางที การมีความสุขต่างหากที่นำโชคมาให้ และยิ่งหนังซ้อนเรื่องทั้งหมดห่มคลุมไว้ภายใต้ประเด็นการศึกษา ทุกคนเป็นทั้งครูและนักเรียนของกันและกันมันก็ยิ่งคมคายมากขึ้นเป็นทบทวี

11. HASHI (SHERMAN ONG /2008/ JAPAN?)

เราอาจอนุมานเอาว่านี่คือ 20 30 40 เวอร์ชั่นสุดเหวอ (แต่เป็น 20 30 50 แทน (ข้อมูลจากเวบของหนัง) โดยเราอาจบอกได้ว่าที่บทของน้อง 20 ใช่ผู้หญิงสี่คนเล่น เพาะคนวัย 20 ยังมีความสับสนในชีวิต แสนเหวอของเธอยังมีความฝัน(เธอเลยมักหลับและฝันจนเสียงานเสียการ) พออายุมากขึ้นความสับสนก็น้อยลง เพราะเจ๊ 30 มีผู้หญิงสองคนเล่น ปัญหาก็ไม่พ้นเรื่องความเบื่อหน่ายชีวิตคู่ ส่วนเจ๊ 50 นั้นผ่านทุกประสปการณ์ชิวิตมาแล้ว เธอเล่นคนเดียว และมีปัญหาเรื่องความเงียบเหงา ลูกโต ไม่รู้จะคุยอะไรกับผัว หาอะไรกิ๊กๆกั๊กๆกับแฟนเก่าให้กระชุ่มกระชวย นี่คือหนังสุดแสนเพลิดเพลินจำเริญใจหาใดปาน เพราะมันคือหนังยาวสองชั่วโมงที่บอกให้เราโยนระเบียบวิธีการดูหนังทิ้งไปให้หมด เพื่อเพลิดเพลินกับหนังที่เป็นเหมือนการเฝ้าสังเกตชีวิต และปัญหาของผู้หญิงสามวัยโดยไม่มีแม้แต่ความต้องการสร้างเรื่องเล่า เริ่มต้น สร้างปม คลี่คลายสรุปจบ

12. MISTER LONELY (HARMONIE KORINE/2008/US)

เราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังเกี่ยวกับคนเพี้ยนที่ทำขึ้นโดยคนเพี้ยน (HARMONIE KORINEผกก.GUMMO)และเล่นโดยคนเพี้ยน (อย่างน้อยก็ WERNER HERZOG กับ คนนึงล่ะ) หนังเล่าเรื่องของบรรดาพวกคนหน้าเหมือน นักแสดงแทนตัว พระเอกเล่นเป็นไมเคิล แจคสัน นางเอกเล่นเป็นมารีลิน มอนโร ที่แต่งงานกับชาลี แชปลิน แล้วไปอยู่บนเกาะที่มีทั้งควีนอลิซาเบธ โป๊ป ไปจนถึงหนูน้อยหมวกแดง ตัดสลับกับการเล่าเรื่องเอ่อ แม่ชีบินได้ ความเพี้ยนพิลึกของผู้คนในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะตัวตลก หรือพวกขี้แพ้ แต่นพเสนอในฐานะของมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ยิ่งได้การแสดงอันน่าทึ่งของบรรดานักแสดงในเรื่อง ยิ่งทำให้หนังทรงพลังและเข้มข้นขึ้น เมื่อหนังเพี้ยนทำโดยคนที่เพี้ยนจริงๆมันก็เลยเต็มไปด้วยอารมณ์เพี้ยนพิลึกที่หนักหน่วงและเจ็บปวดในขณะเกียวกันก็ดิ้นรนที่จะเปล่งประกายเรื่อเรืองด้วยในเวลาเดียวกัน

13. SILENT LIGHT (CARLOS REYGADAS /2007/ MEXICO)

งานเฉลิมฉลองของความเงียบและแสงอันสาดส่อง การปะทะกันของพื้นแผ่นดินและเรื่องเล่าอันเหนือจริงของโลกลาติน เรื่องราวของหนังนั้นมีให้จับต้องไม่มานัก เป็นเพียงเรื่องเล่ารักสามเส้าพื้นๆทั่วไป ดังนั้นตลอดเวลา 143 นาทีของหนัง เรื่องจึงคืบเคลื่อนอย่างเชื่องช้าหากทิ้งคนดูไว้ท่ามกลางทัศนียภาพของเรือกสวนไร่นาแผ่นดินอุดมของเมกซิโกตอนเหนือ หนังของ REYGADAS ขึ้นชื่อเสมอในเรื่องของ LONG TAKE และในหนังเรื่องนี้ หนังเต็มไปด้วยฉากลองเทคอันยืดยาว กล้องที่ค่อยๆคืบเคลื่นเข้าหาตัวละคร หรือค่อยผินดวงตาออกจากตัวละครไปจ้องมอง ท้องฟ้า หมู่แมกไม้ สายลมและที่สำคัญแสงอันสาดส่อง นี่คือหนังที่มีไว้ชำระจิตใจภายใต้โศกนาฏกรรมของมนุษย์
เขียนยาวๆถึงหนังไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080711/silent-light-carlos-reygadas-2007

14. FAREWELL TO ARK (SHUJI TERAYAMA/1984/JAPAN)

การดัดแปลงวรรณกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งการดัดแปลงอภิมหาวรรณกรรมอย่าง ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว’ของการ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ให้เป็นหนังยาวสองชั่วโมงยิ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ชูจิ เทรายามาทำ และทำได้ให้กลายเป็นทั้งหนังที่หยิบเอาหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวมาตีความในบริบทใหม่โดยยังคงความหมายซ่อนเร้นในบทประพันธ์ดั้งเดิม ซ้ำยังก้าวล้ำถึงขั้นคล้ายคลึงกับบทวิจารณ์อยู่ในที ในขณะเดียวกันหนังยังก้าวล่วงไปสู่ความเป็นหนังส่วนตัวในฐานะหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเทรายาม่า เขาเรียกบรรดาดาราขาประจำมาเล่น ถึงขนาดให้ทุกคนมาถ่ายรูปร่วมกันในฉากสุดท้ายของหนัง นี่คือหนังที่มีทั้งความบ้าคลั่งและความรื่นเริงแห่งการสั่งลา และเป็นทั้งหนึ่งในหนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง!

15. CARGO 200 (ALEXEI BALABANOV/2007/RUSSIA)

นี่คือหนังแห่งความเสื่อมของแท้แน่นอน หนังพาเรากลับไปทอดน่องท่องช่วงเวลาก่อนสหภาพโซเวียตจะแตก ช่วงเวลาที่ผู้คนภายในประเทศพากัน ‘เน่าใน’กันทุกระดับชั้น หนังด่ากราดจากนักการเมืองไปจดวัยรุ่นไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในฐานะบรรดาผู้ร่วมขบวนชะตากรรมอันโหดเหี้ยมของเด็กสาวคนหนึ่ง หนังแกว่งไปมาระหว่างการเป็นหนังแฉสังคมกับหนังเขย่าขวัญ ช่วงท้ายของหนังเลยเถิดจนกลายเป็นหนังสยองขวัญชวนสะอิดสะเอียนด้วยซ้ำ และกลิ่นแห่งความฉิบหายในหนังเรื่องนี้จะติดตัวคุณไปแม้จะดูจบไปแล้ว นี่คือหนังแห่งความกระอักกระอ่วน ทั้งในทางจิตใจและทางกาย!

16. THE SKY , THE EARTH AND THE RAIN (JOSE LUIS TORRES /2008/CHILE)

ภาพยนตร์แห่งความเงียบ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ในการเฉลิมฉลอง ความเงียบและทํสนียภาพในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่อื้นใดนอกจากความสิ้นหวังและการดิ้นรนที่ไร้ทางออก ตัวละครหลักในหนังเรื่องนี้ เป็นตัวละครแบบที่จะไม่ดิ้นรนต่อสู้อะไร เธอเป็นคนโง่ทึ่ม เธอออาจจะอยากผูกพันกับใครสักคนแต่เธอก็ขลาดกลัวเกินไป เธอคอยดูแลแม่ที่ป่วยหนัก พอแม่เธอตายทุกอย่างก็หมดสิ้น ฉากหลังจากแม่ตาย เธอดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนเดิม ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เพราะเธอไม่มีอะไรเลืออยู่อีก กลัวเกินกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ และกลัวเกินกว่าที่จะตาย

17. I’M NOT THERE (TOD HAYNES/2007/USA)

อวตารทั้งเจ็ดของบอบ ดีแลน พิสูจน์ความจริงว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งซึ่งคงรูป กระแสความคิดนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางคนเรียกการเติบโตบางคนเรียกการเปลี่ยนแปลง และบางคนไม่มีชื่อเรียก เช่นเดียวกัยการที่กระแสสำนึกของมนุษย์ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าหนังจึงมีอวตารที่เป็นเสมือนต้นธารความคิดของดีแลนแทรกปนมาด้วย นี่คือหนังที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมาเพียงแต่เส้นตรงของหนังคือเส้นตรงทางความคิดมากกว่าชีวิตตามเข็มนาฬิกา ขอแสดงความคารวะให้กับหนังช่างคิดแห่งปี

18. SUMMER BOOK (SEYFI TEOMAN /2008/ TURKEY)

หนังทำท่าจะเป็นหนังเด็กแต่เอาเข้าจริงกลับเป็นหนังที่ปล่อยให้เราจับจ้องมองชีวิตแระจำวันของครอบครัวครอบครัวหนึ่งไปเรื่อยๆ กว่าที่เราจะรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงภาพจำลองที่มุ่งนัยทางการเมืองก็เป็นช่วงท้ายๆของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังการเมืองหรือไม่ จังหวะเชื่องช้าของหนังก็ให้อารมณ์อ้อยสร้อยอันน่าติดตาม ถือเป็นหนังที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในปีนี้

19. NEW AGE (KEREN CYTTER /2008/NETHERLANDS)

หนังซ้อนหนังที่ซ็อนภาวะการวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นหนังได้อย่างน่ากรี๊ด หนังเรื่องนี้ไม่มีทั้งสถานที่ และเวลา ทั้งหมดไหลท่วมทับและจัดกระบวนใหม่ เมื่อใครสักคนพูดอะไรสักอย่างมันอาจเป็นแค่การแสดง หรือไม่ก็ได้ อย่าคลำหาเส้นเรื่องมันจะนำไปสู่ทางตัน อย่าจรดจ่ออยู่กับเวลาเพราะมันจะไม่นำพาไปไหน ไม่ใช่ความไม่เนียนแต่เป็นความตั้งใจ หากคิดว่านี่คือหนังเบรคเชี่ยน มันก็เป็นเบรคเชี่ยนยกกำลังสอง

20. UP THE YANGTZE (YUNG CHANG/2008/CHINA)

นี่คือสารคดีติดตามชีวิตชาวบ้านที่ต้องเจอกัยปัญหาสาหัสจากการสร้างเขื่อนสามผาที่ตรงไปตรงมาจนไม่น่าจะมีอะไรพิเศษ แต่การติดตามตัวเอกที่มาจากครอบครัวอันยากจนและกำลังจะยากจนลงไปอีก (อันเป็นผลจากการกระทำของรัฐ) การเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของตัวละครเป็นความเจ็บปวดร้าวรานที่ยากจะปฏิเสธ เพราะมันเป็นภาพแทนของสิ่งซึ่งเกิดขึ้นในทุกๆที่ทั่วโลก

 

HONORABLE MENTION

IN THE CITY OF SLYVIA (JOSE LUIS GUERIN/2007/SPAIN )

ONCE (JOHN CARNEY / 2006 /IRELAND)

THE SUN ALSO RISE (JIANG WEN /2007/ CHINA)

MY WINNIPEG (GUY MADDIN /2007/ CANADA)

CAOTICA ANA (JULIO MEDEM /2007 / SPAIN)

THE PATH (ISHTAR YASIN GUTIERREZ /2008/COSTA RICA)

EAT, FOR THIS IS MY

THE STRANGERS (BRYAN BERTIN0/2008/USA)

EASTERN PROMISES (DAVID CRONENBERG/2007/USA)

NO COUNTRY FOR OLD MEN (JOEL+ETHAN COEN / 2007/USA)

OTTO, OR UP WITH THE DEAD ( BRUCE LABRUCE /2008/GERMAN/CANADA)

HUNGER (STEVE McQUEEN/2008/UK)

GONE BABY GONE (BEN AFFLECK/ 2007/USA)

THE MIST (FRANK DARABONT /2008/USA)

DOOMSDAY (NEIL MARSHALL/ 2008/UK)

LET THE RIGHT ONE IN (TOMAS ALFREDSON/2008/SWEDEN)

JUBILEE (DERELK JARMAN/1977 /UK)

24 CITY (JIA ZHANGKE/2008/CHINA)

สะบายดีหลวงพระบาง (ศักดิ์ชาย ดีนาน +อนุสอน ศิริศักดา/2008/ไทย)

LABAN: THE MEANING OF THE EDSA REVOLUTION (SALLY JO BELLOSIO /2008/PHILLIPPINES)

WALTZ WITH BASHIR (ARI FOLMAN/2008 / ISRAEL)

 

SURPRISE FILM

PAINTED SKIN (GORDON CHAN/2008/HONGKONG)

THE DETECTIVE (OXIDE+ DANNY PANG/2007/HONGKONG)

BE KIND REWIND (MICHEL GONDRY /2008/USA)

YOU DON’T MESS WITH ZOHAN ( DENISE DUGAN/2008/USA)

 

หนังที่ดูทาง DVD

1. DARWIN’S NIGHTMARE (HUBERT SAUPER /2004/FRANCE)

สารคดีที่พาเราไปดูกระบวนการในอุตสาหกรรมปลาซึ่งลากโยงเอาชีวิตชาวบ้านในแอฟริกาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นี่คือตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบของภาวะโลกาภิวัฒน์ว่าการกินปลาในยุโรปส่งผลอะไรกับชาวบ้านในแอฟริกา หนังจริงจนน่าขนลุก และชวนคับแค้นอย่างยิ่ง ไม่ใช่สารคดีแห่งปี นี่คือหนังที่จำเป็นต้องดูถ้าจะคุยกันเรื่องความยากแค้น!

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080130/kisangani-diary-darwin-8216-s-nightmare-hubert-sauper

2. BARREN ILLUSION (KIYOSHI KUROSAWA / 1999/JAPAN)

คิโยชิ คุโรซาวะทำหนังรัก ! นี่คือหนังที่ถูกมองข้ามมากที่สุดเรืองหนึ่งของคิโยชิ คุโรซาวะ เราจะกล่าวถึงหนังได้ง่ายๆว่านี่คือหนังที่มีตัวละครจากหนังของหว่องกาไว หลุดเข้าไปในโลกแบบหนังของ LUIS BUNUEL หากภายใต้ บรรยากาศ ทัศนียภาพ และความแห้งแล้งแบบ คุโรซาวะ หากได้ดูหนังเราจะไม่มีทางลืมฉากที่ตัวละครเลือนหายไปดื้อๆ และฉากโครงกระดูกเกยหาดอย่างแน่นอน ย้ำอีกทีว่านี่คือหนังรัก

3. JEAN ROLLIN’S COLLECTION

ดูแยกเรื่องอาจจะรู้สึกเฉยๆแต่ดูทั้งชุดแล้วจะค้นพบอัจฉริยะภาพของเจ้าพ่อหนัง ‘เปลือยเปื้อนเลือด’ จะมีหนังสยองขวัญที่ไหนที่สร้างบรรยากาศแปลกแยกแตกเปลี่ยว กลางปราสาทร้างลึกลับ ริมทะเล กับแวมไพร์สาวเขี้ยวน่ารักที่เปลือยกันตลอดเวลา ความเย้ายวนอันเวิ้งว้าง และเรื่องผีสางบนเรื่องเซ็กส์ ให้บรรยากาศพิลึกพิลั่น หากจะลองสองเรื่องแนะนำ LE FRISSON DU VAMPIRE และ NIGHT OF THE HUNTED หนึ่งคือหนังแวมไพร์สุดเหวอและอีกหนึ่งเป็นหนังไซไฟเท่โคดแล้วคุณจะรักสาวๆ ของป๋า ROLLIN

4. สุรีรัตน์ล่องหน (ส.อาสนจินดา/2504 /ไทย)

การปะทะสังสรรค์ของขนบหนังดราม่าลูฏเลี้ยงแสนดีแม่เลี้ยงมหาภัยขั้นพีค (หมายถึงว่ามีถึงขั้นตบตีจับกุมคุมขังไล่ฆ่ากัน!) กับหนังไซไฟมนุษย์ล่องหน ไม่มีอะไรจะสนุกสนานตื่นเต้นไปกว่านี้อีกแล้ว ตลอดความยาวสองชั่วโมงของหนัง เต็มไปด้วยความสนุกสนานเร้าใจแบบไทยๆ ไม่ต้องปิดบังอะไรอีกแล้วนี่คือหนังที่บันเทิงที่สุดของปี และในอีกทางหนึ่งนี่คือ CULT FAVORITE ที่โลกยังไม่ค้นพบ ถ้ายังไม่สะใจพอ หนังมีการแสดงขั้นเทพของสุพรรณ บูรณพิมพ์เป็นของแถม!

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081010/2504-supreme-thai-cult-favorite

5. เมืองในหมอก (เพิ่มพล เชยอรุณ /2521/ไทย)

หนังไทยที่ดัดแปลงจาเรื่องสั้น ผู้บริสุทธิ์ ของกามูส์ มาใช้บรรยากาศแห่งเมืองแม่ฮ่องสอนสร้างเป็นเมืองลึกลับ และบรรยากาศชวนสยอง หนึ่งในหนังไทยไม่ปรานีปราศรัยจากยุคทศวรรษที่70’s หนังเต็มไปด้วยฉากการฆาตกรรม ความบ้าคลั่ง และฉาก monologue ยาวๆ แบบที่เราไม่สามารถหาได้ในหนังไทยยุคปัจจุบันอีกต่อไป ใครก็ได้ช่วยรีมาสเตอร์ที่ โลกจะได้รู้ว่าเรามีหนังแบบนี้อยู่ในมือ!

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20071117/entry

6. XIAO WU (JIA ZHANGKE/1997/CHINA)

หนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับจีนที่ตอนนี้กลายเป็นแถวหน้าตัวจริงของผู้กำกับระกับโลกไปแล้ว เมื่อครั้งที่เจี่ยจางเคอะยังไม่เซอร์เรียลแบบ STILL LIFE เขาเคยทำหนังที่ซอกซอนไปตามชีวิคของคนจีนตัวเล็กๆ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของประเทศแบบก้าวกระโดด หนังเรื่องนี้เล่าตรงไปตรงมาใช้วิธีการเกือบๆจะเป็นสารคดี ในขณะเดียวกันอดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นตัวละครประเภทเดียวกับในหนังของหว่องกาไวนี่นา เพียงแต่นี่คือตัวละครเหล่านั้นในแบบไม่โรแมนติคและอยู่ในโลกของความเป็นจริง หนังจึงออกมาสะเทือนใจอย่างเงียบเชียบมากๆ

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080515/xiao-wu-jia-zhangke-1997

7. GERMAN CHAINSAW MASSACRE (CHRISTOPH SCHLINGESIEF/ 1991/GERMAN)

การปะทะกันจนเจ็บปวดล้มตายระหว่างหนังสยองขวัญเชือดเลือดสาดและหนังการเมืองที่ขวานผ่าซากอย่างไร้ปรานี ผลนั้นหรือคือความพิสดารพันลึกของแท้ นี่คือหนังที่มีทั้งเลือดและเนื้อ เสียงหัวเราะและเสียงกรีดร้อง ความบ้าเหนือคำบรรยายของผู้กำกับทำให้หนังเสมือนมีจุดพีคทุกห้านาที ในกรณีที่เป็นคนเยอรมันความพีคนี้คงทิ่มแทงจนเสียสติกันไปข้างหนึ่ง นิยามหนังสั้นๆคือนี่คือหนังที่บ้าทุกนาทีของมัน!

http://filmsick.exteen.com/20081126/the-german-chainsaw-masacre-christoph-schlingenseif-1991

8. HUMAN RESOURCES (LAURENT CANTET/1999 / FRANCE)

ประเด็นปัจเจกพ่อลูกในหนังเรื่องนี้ถูกจ้องมองด้วยฐานะปัจเจก แต่ที่แท้สะท้อนภาพโครงสร้างใหญ่ของสังคม ที่พูดประเด็นปัญหาครอบคลุมตั้งแต่ความแตกต่างของคนชั้นแรงงานกับชนชั้นผู้บริหาร ลามเลยไปจนถึงประเด็นการถีบตัวเลื่อนชั้นของเด็กหนุ่มดีๆคนหนึ่ง ที่ความลักลั่นทางชนชั้นและจริยธรรมส่วนบุคคลตามเล่นงานเขาไม่รู้จบ LAURENT CANTET อาจจะไม่ใช่ของฮิต (ต่อให้เขาได้คานส์มาก็ตาม) แต่หนังของเขาหนักแน่นพอจะรับตำแหน่งคนทำหนัง SOCIAL REALISM คนสำคัญที่ต้องจับตามอง หนังทุกเรื่องของเขาเล่าอย่างแน่นหนากับประเด็นทางสังคมมาตลอดและยิ่งทวีความพิเศษทางภาพยนตร์มากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เราขอยกให้ความสดของหนังเรื่องนี้เป็นตัวแทนครับ

9. BLACK SUN (GARY TARN /2005 / UK)

สารคดีอันมลังเมลืองเรื่องนี้เล่าโดยศิลปินตาบอด ที่ตาบอดเพราะบังเอิญถูกโจรปล้นชิงทรัพย์ทำร้าย ประสบการณ์เลวร้ายไม่ได้ทำให้เขาสูญสิ้นศรัทธา แต่ทำให้เขาค้นพบความงามในอีกรูปแบบหนึ่ง ภาพเบลอ และแสงซึ่งวาดไปมาอย่างระยิบระยับ ไปจนถึงภาพจากมุมมองของนกใต้แสงสีทองของยามสายัณห์ปลุกเร้าให้เราสดชื่อ ตื่นรู้อย่างเศร้าสร้อยหากสวยสดงงดงาม นี่คือหนังสารคดีที่น่าทึ่งทั้งวิธีการ ภาพที่เห็น ตลอดจนเนื้อหาที่อยู่ภายใน

10. DEATH BED :THE BED THAT EATS ( GEORGE BARRY / 1977/USA)

หนังสยองขวัญตกสำรวจจากยุคทศวรรษที่70′ เล่าเรื่องตรงไปตรงมาของเตียงปีศาจกินคน เทคนิคของหนังอาจไม่หวือหวา แต่บรรยากาศประหลาดโลกแบบหนังสยองขวัญยุค 70’s ที่แพร่กระจายตลบอบอวล ความวิเวกวังเวงของสถานที่และเทคนิคพิเศษแบบโบราณทำให้หนังเรื่องนี้ ผนวกกับความทุนต่ำจำกัดได้สร้างสิ่งเพิเศษภายใต้ข้อจำกัดจนกลายเป็นหนังสยองขวัญที่เต็มไปด้วยบรรยากาศมากกว่าฉากเลือดสาด รีเมคไม่ได้ทำใหม่ไม่มีทางถึงจริงๆ

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080624/death-bed-the-bed-that-eats-george-barry-1977

11. THE FORSAKEN LAND (VIMUKTHI JAYASUNDARA/2005/SRI LANKA)

ภาพเคลื่อนไหวแห่งทัศนียภาพปลายขอบโลก ภาพฉายของความสิ้นหวังของมนุษย์ในภาวะนิ่งงันและปลักตมอันขมขื่นของจารีตโดยมีภาพของสงครามอันไร้เหตุผลส่งเสียงเพรียกหาอยู่ไกลๆ ภาพเรียงร้อยอันนำเราไปสู่ความมืดดำ ในเสียงของตำนานโหดเหี้ยมซึ่งถูกขับขานไม่รู้สิ้น หนังเรียงร้อยภาพราวบทกวีของแสงเงาซึ่งสาดมาแต่เพียงความมืดลึกลับ เหตุการณ์เงียบใบ้ไร้คำอธิบายและความตายที่กำจายกลิ่นโอบคลุม ไม่รู้จะเรียก THE FORSAKEN LAND ว่าหนังกวีได้หรือไม่ แต่หากมันเป็นบทกวีทางภาพมันก็เป็นบทกวีที่มืดดำอย่างยิ่ง

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081224/the-forsaken-land-vimukthi-jayasundara-2005

อ่านสัมภาษณ์ผู้กำกับ Vimukthi Jayasundara ที่กรุงเทพ ฯ ได้ที่คอลัมน์ ARTVIRUS เว็บไซต์ open: http://www.onopen.com/2007/02/1844

12.OPERA JAWA (GARIN NUGROHO/ 2006/INDONESIA)

รามเกียรติ์ฉบับร้องเต้นเล่นละครนี้ ทำได้ถึงอกถึงใจชนิดจางอี้โหมวยังต้องอาย พลังอันโดดเด่นของภาพ เสียง บทเพลง และท่าเต้น รวมถึงองค์ประกอบฉากทำให้หนังเป็นทั้งภาพยนตร์ ละครร้อง การแสดง รวมถึงภาพเขียนเชิงทดลองที่น่าทึ่งยิ่งเมื่อวิเคราะห์ผ่ามุมมองสตรีนิยมที่เฉียบคมทำให้มิติของหนังหนักแน่นภยใต้การ้องเต้นที่ตระการตาทุกห้านาที ! ถ้าคุณชอบการตีความใน SITA SING THE BLUES หนังเรื่องนี้จะทำให้เรื่องนั้นกลายเป็นหนังของพวกขี้เล่นไปเลย

เขียนถึงหนังไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080311/opera-jawa-garinnugroho-2006

13. DOWN TO EARTH (PEDRO COSTA /2001/ PROTUGAL)

อีกหนึ่งภาพยนตร์เชิงกวีที่พาเราไปยังสุดขอบโลกผ่านทางการเดินทางของนางพยาบาลที่ตั้งใจจะนำคนตายไปสู่ดินแดนอันมีชีวิตชีวาแต่กลับพบว่าที่แท้เธอพาคนเป็นกลับมายังดินแดนที่ตายแล้ว หนังวิพากษ์อาณานิคม และวิธีคิดของมันอย่างแนบเนียนและหนักแน่น ภายใตทัศนียภาพของแผ่นดินตีนภูเขาไฟ วินาทีหนึ่งมันเป็นหนังสะท้อนสังคม อีกวินาทีหนึ่งมันเป็นกนังดราม่าเข้มข้น และอีกวินาทีหนึ่งมันกลายเป็นภาพเชิงกวีที่น่าทึ่ง อย่าแปลกใจถ้าใครๆจะฮือฮากับหนังของPEDRO COSTA เขาสมควรได้รับมันจริงๆ

14. ZOMBIE AND THE GHOST TRAIN (MIKA KAURISMAKI / /FINLAND)

ภาพยนตร์หน้าตายแบบเคาริสมากิ (ซึ่งเป็นน้องชายผู้กำกับ) พานพบกับความสิ้นหวังแบบ ROBERT BRESSON นี่คือหนังแมนๆที่พูถึงชายผู้ไม่เข้ากับโลกและไม่อาจทนอยู่บนโลกนี้ได้อีกต่อไป ภายใต้วิธีการของหนังตลกหน้าตาย หนังนำพาเราไปพบกับคนหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประโยคในหนัง THE DEVIL, PROBABLY (ดู THE CLASSIC I LIKE TO MENTIONED ) ซึ่งพูดถึงประเด็นเดียวกัน ตัวละครในหนังพูดว่า ” ผมเกลียดชีวิต แต่ผมก็เกลียดความตายด้วย มันทำให้ผมกลัว …และถ้าผมจะฆ่าตัวตาย …ผมไม่อยากเชื่อว่าผมจะถูกประณามที่ผมไม่อาจจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่มันไม่อาจเข้าใจได้”โดยส่วนตัวหนังทั้งสองคือหนังเรื่องสำคัญในรอบปีนี้ของผม

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20081122/zombie-and-the-ghost-train-mika-kaurismaki-1991-the-devil-pr

15. THE SWAMP (LUCRECIA MARTEL / 200 /ARGENTINA)

โปรดย้อนกลับไปดู THE HEADLESS WOMAN ด้านบน อย่าแปลกใจที่ชื่อของ LUCRECIA MARTELมาปรากฏอีกครั้ง เธอสมควรได้รับสิ่งนั้น เพราะนี่คือหนังเรื่องแรกของเธอที่เล่าเรื่องผ่านตัวละครนับสิบซึ่งร่วมกันถักทอโยงใยส่องสะท้อนความเหลวเป๋วลื่นไหลของบรรดาชนชั้นกลาง หนังเต็มไปด้วยภาพตามติดชิดใกล้ และการเหวี่ยงจากตัวละครหนึ่งไปยังตัวอื่นๆ ไม่มีจุดหลักแต่ทั้งหมดคือภาพประกอบอันชัดจเนเกี่ยวกับชนชั้นทางสังคม โดยมีบรรยากาศคุกคามไม่น่าไว้ใจเป็นเหมือนเงาติดตามตัว THE SWAMP เป็นผลงานทางศิลปะที่สร้างบรรยากาศขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคนิคอื่นใดนอกจากเทคนิคของภาพยนตร์!

(คอยอ่านเกี่ยวกับหนังยาวทุกเรื่องของ Lucrecia Martel อย่างละเอียดใน วารสาร “อ่าน” เล่ม 4)

 

HONORABLE MENTION

FIDO (ANDREW CURRIE/2006/CANADA)

LET’S SLEEPING CORPSE LIE (JORGE GRAU / 1974/ ITALY/SPAIN)

2000 MANIACS (HERSCHELL GORDON LEWIS/1964/USA)

LET’S SCARE JESSICA TO DEATH (JOHN D. HANCOCK /1971/USA)

ATTACK OF KILLER TOMATOES ( JOHN De BELLO /1978/USA)

KILLERS OF SHEEP (CHARLES BURNETT /1977 /USA)

HEADING SOUTH (LAURENT CANTET /2005/FRANCE)

MULHOLLAND DR. (DAVID LYNCH/2005/USA)

 

THE CLASSICS I LIKE TO MENTIONED

VAGABOND (AGNES VARDA /1985/ FRANCE)

MARTHA (REINER WERNER FASSBINDER /1974/ GERMANY)

THE GARDEN (DEREK JARMAN /1990 /UK)

THE HAUNTING (ROBERT WISE/1963/ USA)

THE INNOCENTS (JACK CLAYTON/1961 /USA)

REPAST (MIKIO NARUSE/1951/ JAPAN)

THE DEVIL,PROBABLY (ROBERT BRESSON/1977/ FRANCE)

THE YEARNING (MIKIO NARUSE/1964/JAPAN)

JEANNE DIELMAN, 23 QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (CHANTAL AKERMANN/1975 /BELGIUM)

JE TU IL ELLE (CHANTAL AKERMAN /1974/BELGIUM)

NATHALIE GRANGER (MARGUERITE DURAS /1972 / FRANCE)

SUNLESS (CHRIS MARKER /1983 /FRANCE)

 

หนังสั้น

1. สัตว์วิบากหนักโลก (ไพสิฐ พันธ์พฤกษชาติ /2004/ไทย)

การพบกันของจินตนาการเรื่องเล่าเว้าแหว่ง และสารคดี คนดูอาจต้องออกแรงปะติดปะต่อแต่ยิ่งออกแรงก็ยิ่งแข็งแกร่ง นี่คือหนังที่เกิดโลกจินตนาการอย่างน่าตื่นตาที่สุดประจำปี ทำให้ภาพสามัญมีความหมาย และทำให้กองขยะกลายเป็นองค์กรลึกลับโดยไม่ต้องปรุงแต่ง
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ใน FUSEฉบับที่18 ครับ

อ่าน ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ : สัตว์วิบากแห่งทุ่งฝันกำมะลอ

http://filmsick.exteen.com/20080609/entry-1

2. คืนเปลี่ยวในซอยตรวจ (วีระศักดิ์ สุยะลา//ไทย)

เล่นเองกำกับเองถ่ายเอง ของจริงตัวจริงจากอุบลราชธานี ที่ทำให้คนทำหนังแบบไม่ตั้งใจได้หงายหลังตึง พลังความสดและความ ‘ปรารถนา’ในหารทำหนังของพี่วีระศักดิ์ ทำให้วงการหนังสั้นไทยปีนี้สดฉ่ำ และน่าตื่นต้นมาก(จริงๆยากจะยกให้หนังทุกเรื่องของพี่เขาติดอันดับหมดเลย )

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ใน FUSE ฉบับที่ 20

3. วัฏคีตา (ENDLESS RHYME ) (ธณัชชัย บรรดาศักดิ์ / 2008?/ไทย)

หนังแห่งการเฉลิมฉลองความมืด การจ้องดูความมืดอันยาวนาของคนผู้ทนทุกข์ในหนังเป็นทั้งความสงบงามและความเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน น่าเสียดายที่ไม่สามารถจะหาหนังเรื่องนี้เพื่อดูซ้ำหรือเขียนถึงได้ หลงใหลภาวะนิ่งสงบในเรื่องนี้อย่างมาก

4. OBSERVATION OF THE MONUMENT (ไมเคิล เชาวนาศัย /2008/ไทย)

นี่คือหนังการเมืองที่แรงที่สุดในยุคปัจจุบัน ตีตรงจุดและไม่เสียเวลาอ้อมค้อม ดูกี่ครั้งก็ยังต้องซี๊ดปาก

เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080401/my-beff-5-part-2

5. END (ARTAVAZD PELESHYAN/ 1992 / ARMENIA)

หนังที่มีเพียงภาพแอบถ่ายบนรถไฟ หากน่าทึ่งและเป็นมนุษย์มากมาก ตื่นเต้นมากที่ได้ดูหนังที่ฟุตเตจของภาพสามัญเหล่านี้มันสดฉ่ำและปลอบประโลมจิตใจอย่างมาก

6. SOMETHING HAPPENED / 17.8.04 (KEREN CYTTER / NETHER:ANDS)

ความหวังแห่งหนังเพื่อการวิพากษ์ตนเอง หนังของKEREN CYTTER คือเบรคเชี่ยนกำลังสอง ที่เราไม่รู้ว่าสิ่งใดคือการกันตัวเองออกจากหนังอีกต่อไป!

เขียนถึงSOMETHING HAPPENED ไว้ที่นี่ครับ

http://filmsick.exteen.com/20080331/my-beff-5-part-1

ดู SOMETHING HAPPENED

ดู 17.8.04

7. ธรรมะสองเรื่องควบ (ณัฐชนน จิตวีรภัทร , อิสระ คลล้ำ /2008 /ไทย)

หนังคัลท์มาก ฮามาก เหวอมาก เก๋มาก ที่พลาดการเข้ารอบไปอย่างน่าเสียดาย(เลยไม่ได้ดูซ้ำเลย) ถ้าคุณพี่คนทำอ่านอยู่ แฟนคลับรอดูภาคต่อด้วยใจระทึกครับ!

8. PLOT POINT (NICOLAS PROVOST / BELGIUM)

นี่คือคู่มือการทำหนังทริลเลอร์ภาคสนาม PROVOST แสกดงให้เห็นว่าเราจะทำหนังทริลเลอร์ด้วยการออกไปเก็บภาพแถวบ้านได้อย่างไร มันทั้งน่าทึ่งและวิพากษ์เทคนิคของภาพยนตร์

ดูบางส่วนของPLOT POINT ที่นี่

9. หนัง กรรไกร ในวันที่ 4เมษายน/ ชุดกระโปรง (ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล/2008/ไทย)

แรงสะเด่า เร้าใจ ขอปรบมือให้กับความบ้าคลั่งทั้งของผู้กำกับและนักแสดง JOHN WATERS และ DIVINE จะได้ภูมิใจแล้ว และในอีกทางหนึ่ง ชุดกระโปรงก็เป็นหนังที่เล่าเรื่องได้อย่างหนักแน่นชวนสะพรึงในเวลาอันจำกัด ใช้ประโยชน์จากภาพได้คุ้มค่ามาก

เขียนถึงหนังยาวไว้ใน FUSE ฉบับที่ 24 ครับ

ดูตัวอย่างหนังได้ที่นี่ครับ

10. KEMPINSKI ( NIEL BELOUFA / FRANCE)

ใครจะนึกว่าภาพเสาไฟในสนามกีฬาจะกลายเป็นภาพสะพรึงของโลกต่างดาวได้ นี่คือหนังที่ความเฮี้ยนของบทสนทนา กับความมืดของแอฟริกามาบรรจบพบกัน ทุกสิ่งที่หนังถ่ายมา พร้อมจะถูกตีความไปในทางอันมืดมัวชั่วร้ายคล้ายตำนานลึกลับในทันที นี่คือพลังของภาพยนตร์ที่สามารถดึงเอาความมืดออกมาจากภาพสามัญได้

11. IMPERATRIX CORNICULA (JEROME BERTRAND /2007/CANADA)

ภาพสามัญของสุสาน ถูกจ้องมองอย่างชั่วร้ายจนกลายเป้นภาพที่น่ากลัวยิ่งกว่าที่หนังสยองขวัญจะให้ได้ คำเตือนอย่าดูหนังเรื่องนี้คนเดียว!

12. SINGAPORE GAGA (TAN PIN PIN /SINGAPORE)

เพลงรักจากคนเล็กคนน้อยในสิงคโปร์ นี่คือ 55 นาทีอันรื่นรมย์ เข้มข้น และเศร้าสร้อยของการซอกซอนไปตามตรอกซอกซอยค้นหาเสียงแห่งสิงคโปร์ (ผู้กำกับไทยที่รักช่วยทำหนังแบบนี้ที)

13. WESTBOUND (KUBHAER T JETHWANI /2007/MALAYSIA)
หนังผีจากมาเลเซียที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมาแต่หลอนมากโดยไม่ต้องพึ่งพาเอฟเฟคต์ หนังจบลงตรงจุดที่สยองขวัญที่สุด (จนเหมือนเรื่องยังไม่จบ) ดูหนังจบแล้วยังรู้สึกขนลุกขนพองอยู่

 

HONORABLE MENTION

MANET’S LUNCHEON ON THE GRASS AND THAI VILLAGERS (อารยา ราษฏร์จำเริญสุข /2008/ไทย)

REPEATING DRAMATIC (อาภาพรรณ ปลั่งศิริสุนทร /2008/ ไทย)

DRAMA , STRINGS AND HORN (GUNTER KRUGER/GERMANY?)

คาซูโยชิ อันโดะ และ เฆจีร์บี ขำห่วย (คณะยอดเซียนซักแห้ง /2008/ไทย)

http://prodry.blog.com/885243/

โมโฟ สิ้นชีวีอีดอกทอง (อัลวา ริตศิลา คมวิช ชาลลี / 2007/ไทย)

เด็ก เด็ก (ศุภกิต์ เศกสุวรรณ/2008 /ไทย)

สมเสร็จ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ /2008 /ไทย)

INVISIBLE CITY

http://www.boonsri.com/

NEW YAER AGAIN (วินัย กิจเจริญ /2008/ไทย)

โรคร้ายในรอบหนึ่งร้อยปี (สมพจน์ ชิตเกษรพงษ์ /2008/ไทย)

 

หนังสือ

1. เขื่อนกั้นแปซิฟิค/ แรกรัก (มาเกอริต ดูราส์)

2. เพชฌฆาตข้างถนน (ฆอร์เก้ หลุยส์ บอร์เจส)

3. เสียงแห่งขุนเขา /ทะเลสาบ (ยาสึนาริ คาวาบาตะ)

4. เหมือนว่าเมื่อวานนี้เอง (เรวัตร พันธุ์พิพัฒน์)

5. บุหลันแรม (เงาจันทร์)

6. กิมเพลจอมโง่

7. เวลาล่วงผ่านอุโมงค์ (วิภาส ศรีทอง)

8. ALL THE NAMES (ฆเซ่ ซารามาโก้)

9. ระคนคนละละคร (อุเทน มหามิตร)

10. หอน (อัลเลน กินส์เบิร์ก)

11. วารสาร “อ่าน”

12. นิตยสาร UNDERGROUND BULETEEN

13. บาร์เทลบี้ (เฮอร์แมนน์ เมลวิลล์)

14. ปราสาท (ฟรานซ์ คาฟกา)

15. มีไว้เพื่อซาบ (อุรุดา โควินทร์)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s