a trick of the light : a place for cinephiles

Rendezvous in Vienna: รื่นรมย์มนต์ออสเตรีย

โดย จิตรลดา อุดมประเสริฐกุล

อีกยี่สิบนาทีใกล้จะถึงเวลาที่นัดหมายแล้ว  แต่ดิฉันยังยืนเคว้างคว้างอยู่หน้าสถานีรถไฟใต้ดิน มือกางแผนที่กรุงเวียนนามองหา “Gartenbaukino” โรงหนังซึ่งเป็นจุดที่ดิฉันจะนัดพบกับคู่เดทในคืนนี้  กรุงเวียนนาในคืนหลังวันคริสต์มาสช่างดูเงียบเหงาร้างผู้คน  บนถนนมีเพียงรถม้าคันหนึ่งวิ่งผ่านไป ได้ยินเสียงกุบกับของกีบม้ากระทบพื้นถนนแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในหนังย้อนยุค  หิมะที่ตกหนักและอุณหภูมิติดลบห้าองศาไม่ได้ทำให้ดิฉันหวั่นใจเลย ในเมื่อโอกาสที่จะได้เจอกับสุภาพบุรุษสุดที่รักคนนี้ไม่ได้มีกันอยู่บ่อยๆ

ไม่นานดิฉันคิดว่าเจอโรงหนังแล้วเมื่อเห็นคู่นัดยืนรออยู่ข้างหน้าโรงในชุดสูทสีดำ  กำลังถกเถียงอยู่กับ มาร์กาเร็ต ซุลลาแวน สาวน้อยที่ทำงานอยู่ร้านเดียวกันที่หัวมุมถนน   ก็ไม่ใช่เพราะแขนขายาวเก้งก้างของเขาที่ชอบขยับไปมา  หรือน้ำเสียงที่ไต่ระดับในลำคอร่ายย้ำถึงความเที่ยงธรรมหรอกหรือ ที่ทำให้ดิฉันคุ้นเคยรักใคร่  ไม่ทราบจะมีใครเดาออกหรือยังคะว่าคู่เดทของดิฉันเป็นใคร  เขาก็คือ เจมส์ สจ๊วต ไงคะ  และวันนี้ดิฉันจะมาเจอกับเขาในหนังตลกคลาสสิคโรแมนติคเรื่อง The Shop Around the Corner (1940)

ขอเท้าความก่อนว่า ดิฉันตกหลุมรักเจมส์ สจ๊วตไม่นานมานี้เองเมื่อได้มีโอกาสดู It’s a Wonderful Life (1946) และ The Philadelphia Story (1940) ยิ่งพอได้อ่านประวัติของเขาก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ดิฉันขอสรุปความน่ารักของเขาเป็นห้าข้อต่อไปนี้

1.       เขาเป็นคนดีทั้งในจอและนอกจอ คือในหนังก็เล่นเป็นแต่พระเอก ชีวิตจริงก็ไม่เคยมีประวัติเสียหาย เขาเป็นที่ชื่นชอบของผู้กำกับดังๆ เช่น แฟรงค์ คาปรา หรือ อัลเฟรด ฮิชค็อก ที่มักเลือกให้เขามาเล่นหนังบ่อยๆ คนดูก็รักและเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่า “จิมมี่” สจ๊วต เหมือนดั่งคนในครอบครัว เพราะตัวจริงของเขาก็เป็นเหมือนชายหนุ่มซื่อๆ ที่เราสามารถพบได้ทั่วไป

2.       เขาได้รับการขนานนามว่าเป็นวีรบุรุษอเมริกัน เพราะเขามุ่งมั่นในปณิธาณที่จะสืบทอดความเชื่อของครอบครัวตามปู่และพ่อของเขาที่ว่าชายหนุ่มอเมริกัน  เกิดมาควรจะรับใช้ประเทศชาติ เขาจึงละทิ้งวงการแสดงในช่วงที่กำลังดังสุด เพื่อร่วมต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างกล้าหาญถึงสามปี  และกลับมาแสดงหนังต่อในฐานะวีรบุรุษสงคราม

3.       เขาแต่งงานกับ กลอเรีย หญิงม่ายลูกติดและรับอุปการะลูกของเธอเหมือนลูกในใส้ เขาและเธอครองรักกันนานถึง 45 ปีจนเธอเสียชีวิตไปก่อนเขา ถือว่าเป็นเรื่องที่หายากในวงการฮอลลีวู้ดที่จะหาดาราชายที่ซื่อสัตย์กับคู่สมรสได้นานขนาดนี้

4.       เขาขยันขันแข็งในการทำงาน เริ่มแสดงหนังในปี 1934 เมื่ออายุ 26 ปี จนถึงปี 1991 อายุ 83 ปี ทุกๆ ปีต้องมีผลงานการแสดงของเขาออกมา (ยกเว้นช่วงสงครามกับช่วงอายุมาก) หนังเรื่องสุดท้ายที่เขาร่วมงานคืองานพากย์เสียงการ์ตูนเรื่อง An American Tail: Fievel Goes West (1991 / อำนวยการสร้างโดยสตีเวน สปิลเบิร์ก)

5.       ถึงไม่เคยผ่านการเรียนการแสดงมาก่อน แต่ความสามารถทางการแสดงของเขามีคุณภาพเยี่ยมและหนังส่วนใหญ่ของเขายังเป็นที่จดจำจนถึงทุกวันนี้ เช่น It’s a Wonderful Life ของ แฟรงค์ คาปรา ที่กลายเป็นหนังประจำวันคริสต์มาส You Can’t Take It With You (1938), Mr. Smith Goes to Washington (1939)  หนังของฮิชค็อกเรื่อง Rope (1948), Rear Window (1954), The Man Who Knew Too Much (1956), Vertigo (1958)

ที่โรงหนัง Gartenbaukino ดิฉันรู้สึกแปลกใจเมื่อซื้อตั๋วแล้วพบว่าคนขายให้ตั๋วพร้อมกับซองกระดาษสีเขียวๆ มาด้วย ตอนแรกนึกว่าเป็นลูกอม   แต่พออ่านดูถึงได้ทราบว่าเป็นเมล็ดกระเพรา ที่หน้าซองเขียนว่าอภินันทนาการจากโรงหนัง  ไม่รู้เหมือนกันว่าปลูกออกมาแล้วจะรสชาติแซ่บเหมือนกระเพราเมืองไทยรึเปล่า  แต่คิดไว้ว่ากลับถึงบ้านแล้วจะลองปลูกดู  พอเดินเข้าไปในโรงหนัง ดิฉันสังเกตว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วอะไรเลย   ถ้าหากคิดแบบเจ้าเล่ห์นิดๆ   เราก็อาจเดินเข้าไปดูหนังไม่ต้องซื้อตั๋วก็ไม่มีใครรู้   เพราะทางเข้าโรงหนังอยู่ใกล้ประตูทางเข้าออกมาก   แต่ว่าที่ออสเตรียนี้คงไม่มีใครเค้าทำกันนะคะ   ดิฉันคิดว่าระบบที่นี่สร้างขึ้นจากความไว้เนื้อเชื่อใจและให้เกียรติกัน ร้านค้าตามถนนทั่วไปสามารถเอาสินค้ามาตั้งหน้าร้านโดยที่ไม่ต้องมีใครมายืนเฝ้า   ถ้าใครอยากซื้อก็หยิบแล้วเดินเข้าไปจ่ายเงินในร้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีนี้จะเอามาใช้ที่เมืองไทยได้หรือเปล่า

หนังฉายแล้ว ในเรื่องเจมส์ สจ๊วตน่ารักมาก เขารับบทเป็น อัลเฟรด คราลิก ชายหนุ่มที่ตั้งใจทำงานในร้านขายกระเป๋าในกรุงบูดาเปสท์ ประเทศฮังการี มาถึงเก้าปี ด้วยความซื่อสัตย์และขยัน เขาจึงเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานและเจ้านายมาก มีแต่สาวน้อย คลาร่า โนแวค (รับบทโดยมาร์กาเรต ซุลลาแวน) ที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ที่ดูจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอัลเฟรด  คุยกันทีไรเป็นต้องทะเลาะกันทุกที  อัลเฟรดหวังไว้ว่าปีนี้จะขอเจ้านายขึ้นเงินเดือนและเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการร้าน รวมถึงเขากำลังมีความรักกับเพื่อนสาวทางจดหมายที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน  และวางแผนว่าจะนัดเจอเธอและขอเธอแต่งงาน  แต่ฝันก็สลายภายเมื่อเจ้านายที่เคยเชื่อใจเขามากเกิดหูเบาคิดไปเองว่า อัลเฟรดกำลังเป็นชู้กับเมียตัวเอง จึงไล่อัลเฟรดออก หนำซ้ำเมื่อไปตามนัดเพื่อนสาวทางจดหมายก็พบว่าเธอคนนั้นคือ คลาร่า เพื่อนร่วมงานคู่กัดของเขานั่นเอง  (เขาแอบดูเธอทางหน้าต่างภายนอกร้าน เธอจึงไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร) ภายหลังเจ้านายค้นพบว่าเขาเข้าใจผิดไปเรื่องของอัลเฟรด จึงขอร้องให้อัลเฟรดกลับมาทำงานใหม่ในตำแหน่งผู้จัดการ  อัลเฟรดเริ่มมีใจให้คลาร่าตัวจริง  เมื่อเห็นว่าจดหมายที่เขาเขียนมีค่ากับเธอเพียงใด  ท้ายที่สุดเขาจึงเฉลยกับเธอว่าเขาคือเพื่อนทางจดหมายคนนั้น  และหนังก็จบลงแบบชื่นมื่น

The Shop Around the Corner (1940) สร้างจากละครเวทีเรื่อง Perfumarie ของ มิโคลช ลาสโล (Miklos Lazlo) กำกับโดย แอร์นสท์  ลูบิทช์ (Ernst Lubitsch) ผู้กำกับเยอรมันที่ไปโด่งดังในฮอลลีวู้ดและมีชื่อเสียงในด้านการทำหนังแบบพิถีพิถัน มีสไตล์หรูหรา พร้อมกับบทพูดที่คมคาย เฉลียวฉลาด เจือปนอารมณ์ขันและแฝงความเซ็กซี่เล็กๆ จนเกิดประโยคที่ใช้กันในฮอลลีวู้ด  เรียกหนังที่เข้าข่ายแบบนี้ว่าเป็นหนังที่มี “สัมผัสของลูบิทช์” (Lubitsch Touch) ผู้กำกับลูบิทช์ ยังกำกับหนังคลาสสิคเรื่องอื่นๆ เช่น Trouble in Paradise (1934), Ninotchka (1939 / หนังสร้างเพื่อตอบสนองคนดูที่อยากเห็น “เกรต้า การ์โบ หัวเราะ!”) , To be Or Not To Be (1942 / หนังตลกเสียดสีนาซีเรื่องดัง ซึ่งเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของดาราสาวคาโรล ลอมบาร์ด ก่อนเสียชีวิตเพราะเครื่องบินตก) รวมทั้งหนังดังอย่าง Heaven Can Wait (1943)

บิลลี ไวล์เดอร์ ผู้กำกับชื่อดังชาวออสเตรียน-เยอรมันที่ย้ายมาทำหนังในอเมริกาหลังจาก ลูบิทช์ นั้นยกย่อง ลูบิทช์ มากๆ เขาเคยกล่าวว่า เวลาที่เขามีปัญหาในการกำกับหนัง เขาจะนึกถึง ลูบิทช์ และถามตัวเองว่า “ถ้าเป็น ลูบิทช์ เขาจะแก้ปัญหายังไง” ซึ่งสามารถช่วยให้ บิลลี ไวล์เดอร์ คิดหาทางออกได้

มาร์กาเรต ซุลลาแวน นางเอกของเรื่อง เธอรู้จักกับเจมส์ สจ๊วตมาก่อนตั้งแต่สมัยเขายังไม่เข้าวงการ เจมส์ เคยสารภาพว่าก่อนที่เขาจะแต่งงานกับกลอเรีย  นางในดวงใจของเขาก็คือ มาร์กาเรต ซุลลาแวน มาตลอดแต่เนื่องจากจีบสาวไม่เก่ง  สาวสวยอย่าง มาร์กาเร็ต จึงไปตกหลุมรักและแต่งงานกับเพลย์บอยอย่าง เฮนรี่ ฟอนด้า ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเจมส์ (แต่ก็หย่ากันภายในสองเดือน) เมื่อ มาร์กาเร็ต เข้าวงการฮอลลีวู้ดและพอมีชื่อเสียง เธอก็ชักชวนเพื่อนเก่าอย่างเจมส์ให้มาแสดงคู่กับเธอ (ทั้งที่เขาไม่ได้เรียนการแสดงมาก่อน) จน เจมส์  มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ชีวิตของมาร์กาเร็ต ซุลลาแวน กลับสวนทางเมื่องานแสดงของเธอน้อยลงเรื่อยๆ ชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวถึงสี่ครั้ง (ครั้งหนึ่งเธอแต่งกับผู้กำกับ วิลเลียม วายเลอร์) ลูกสองคนมีปัญหาทางจิต ด้วยปัญหาที่ทับถม เธอจึงตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยการดื่มยาพิษด้วยอายุเพียง 49 ปี   คิดแล้วน่าเศร้าเมื่อเห็นภาพเธอหัวเราะบนจอ   เธอคงไม่รู้ว่าหลังจากนั้นอีกยี่สิบปีเธอจะต้องเจออะไรบ้าง

หนังเรื่อง The Shop Around the Corner มีการไปทำรีเมคใหม่ในปี 1949 เป็นหนังเพลงเรื่อง In the Good Old  Summertime นำแสดงโดย จูดี้ การ์แลนด์ (The Wizard of Oz) ซึ่งปรับเปลี่ยนยุคสมัยให้เป็นช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ แต่เรื่องการเขียนจดหมายและพ่อแง่แม่งอนยังมีอยู่เหมือนเดิม  ต่อมาในปี 1998 ก็มีการทำรีเมคอีกครั้งในหนังเรื่อง You’ve Got  Mail ของผู้กำกับหญิง นอรา เอฟรอน ซึ่งได้ ทอม แฮงค์ กับ เม็ค ไรอัน นำแสดง คราวนี้เนื้อเรื่องถูกปรับให้เป็นยุคสมัยใหม่โดยเปลี่ยนจากการเขียนจดหมายให้เป็นเขียนอีเมลล์ พระเอกกับนางเอกไม่ได้ทำงานที่เดียวกัน แต่กลายมาเป็นเป็นคู่แข่งทางธุรกิจร้านหนังสือ เม็ก ไรอันเป็นเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ ชื่อ “Shop Around the Corner” ที่กำลังจะต้องปิดตัวลงเมื่อมีร้านหนังสือยักษ์ใหญ่มาตั้งในบริเวณเดียวกัน  ซึ่งเจ้าของก็คือทอม แฮงค์ แน่นอนว่าสองคนนี้ต้องเกลียดขี้หน้ากันอย่างยิ่ง   แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ ทั้งสองแอบเป็นกิ๊กกันทางอีเมลล์ จริงๆ แล้วดิฉันลองมาคิดดูรู้สึกว่าผู้กำกับนอรา เอฟรอนนี่ท่าทางจะชอบรีเมคหนังเก่าๆ เสียจริง อย่าง Sleepless in Seattle (1993) ที่มีทอม แฮ้งค์ กับเม็ก ไรอันแสดงนำ (อีกแล้ว) ก็ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก An affair to Remember (1957) ที่แสดงโดยแครี่ แกรนท์ กับเดเบอร่า เคอร์ เรื่องของคนสองคนตกหลุมรักกันบนเรือโดยสารและนัดเจอกันที่ยอดตึกเอ็มไพร์ สเตทอีกหกเดือนต่อมา  แต่เกิดอะไรขึ้นเมื่ออีกคนไม่ไปตามนัด  หรืออย่างล่าสุดกับ Bewitched (2005) ที่แสดงโดยนิโคล คิดแมนนั่นไง  ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเนื้อเรื่องมาจากละครทีวีชื่อดังในยุคหกสิบ

คืนถัดมา ดิฉันได้มีโอกาสไปที่พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ที่กำลังจัดเทศการหนัง บิลลี่ ไวล์เดอร์ ได้ดูหนังเรื่อง Double Indemnity (1944) หนังฟิลม์นัวร์แนวหญิงร้ายชายเลว เรื่องของหนุ่มขายประกัน (แสดงโดยเฟรด แม็คเมอเรย์) ที่ร่วมมือกับสาวร้ายอย่างบาร์บารา แสตนวิค วางแผนฆาตกรรมสามีของเธอเพื่อหวังเงินประกัน ในคืนนั้นผู้ชมที่มาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ดิฉันรู้สึกได้ถึงความน่ารักของคนดูหนังชาวออสเตรียเพราะดูเหมือนเขามีอารมณ์ร่วมไปกับหนังจริงๆ เช่น ในฉากที่บาร์บารา แสตนวิค พูดจายั่วยวนเพื่อหลอกใช้พระเอกของเรา   คนดูบางคนโดยเฉพาะพวกคุณป้าจะเริ่มส่งเสียงออกอาการหมั่นไส้  หรือในฉากตื่นเต้นที่เจ้านายของพระเอกเริ่มระแคะระคายถึงความไม่ชอบมาพากลของพระเอก  ดิฉันได้ยินคนดูหลายคนร้อง “โอ๊ะโอ” ออกมา

ที่พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ยังจัดฉายหนังเรื่องอื่นๆ ของบิลลี ไวล์เดอร์ เช่น Some Like it Hot (1959), Sunset Boulevard (1950), Kiss Me, Stupid (1964), One, Two, Three (1961) นอกจากนั้นยังมีเทศกาลฉายหนังพี่น้องตระกูลมาร์กซ์ และ ผู้กำกับอากิระ คุโรซาว่าอีกด้วย   แต่เวลาที่มีน้อยและค่าตั๋วแพงเหลือเกินก็เลยไม่ได้มีโอกาสดูเรื่องอื่นอีก

คืนถัดมา ได้ไปดู The Chronicle of Narnia ในโรงหนังที่เล็กอย่างเหลือเชื่อเพราะมีที่นั่งแค่หกแถวเอง โรงหนังนี้ฉายหนังเป็นภาษาอังกฤษ  ไม่ได้พากษ์เป็นภาษาเยอรมันเหมือนโรงหนังทั่วไป   หนังสนุกดีและดิฉันก็ประทับใจกับการแสดงของแม่มดขาวหน้าตาเย็นชาอย่าง ทิลดา สวินตันเหลือเกิน

ดิฉันดื่มด่ำกับประสบการณ์สี่วันสามคืนในกรุงเวียนนามาก ตอนกลางคืนดูหนัง ตอนกลางวันเที่ยวชมประสาท พระราชวังโฮฟบูร์กของกษัตริย์ออสเตรีย  และเป็นสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์พระราชินีซิสซี่ผู้เลอโฉม  ภายในพระราชวังนั้นดูโอ่อ่าอลังการดาวล้านดวงมากๆ  เพราะว่ามีการตั้งแสดงเครื่องเพชรนิลจิลดา มงกุฎและเครื่องประดับต่างๆ ที่แสดงความร่ำรวยและยิ่งใหญ่ในอดีตของกษัตริย์ออสเตรียในสมัยที่ออสเตรียยังเป็นอาณาจักรที่มีอิทธิพลมากในยุโรป  เมื่อขึ้นไปชั้นบนของพิพิธภัณฑ์ ก็มีการจัดแสดงเรื่องราวชีวิตของราชินีซิสซี่ตั้งแต่ทรงประสูติ

พระราชินีซิสซี่หรือพระนามเต็มพระราชินีเอลิซาเบธ เกิดในแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนีเมื่อปี 1837 เมื่อทรงพระชนมายุได้ 16 ปีได้อภิเษกสมรสกับจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟของประเทศออสเตรีย แต่ชีวิตของจักรพรรดินีผู้งดงามอย่างซิสซี่นั้นไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ เพราะว่าเธอไม่ได้รับการต้อนรับอย่างให้เกียรติจากขุนนางและราชวงศ์ออสเตรีย รวมถึงราชินีโซฟี พระมารดาของจักรพรรดิฟรานซ์ที่แสดงความไม่พอพระทัยกับราชินีต่างชาติของพระโอรสฟรานซ์อย่างเห็นได้ชัด   แต่ในภายหลังราชินีซิสซี่ได้แสดงให้ทุกคนประจักษ์กับความปราดเปรื่องและความสามารถที่จะมาลงบริหารดูแลด้านการเมืองได้ทัดเทียมกับจักรพรรดิฟรานซ์  นอกจากนี้แล้วพระราชินีซิสซี่ก็มีชื่อเสียงในด้านความงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้  ในพิพิธภัณฑ์มีมุมที่จัดแสดงขั้นตอนและอุปกรณ์การบำรุงความงามของซิสซี่  ที่ดิฉันเห็นแล้วแปลกตาก็คือเครื่องมือที่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องคั้นน้ำผลไม้ แต่จริงๆ แล้วมันเอาไว้คั้นเนื้อสด! ราชินีซิสซี่ มีเคล็ดลับความงามคือเอาน้ำที่คั้นจากเนื้อสดๆ มาชโลมผิวหน้าและผิวกาย แต่ไม่รู้ว่าต้องดื่มด้วยหรือเปล่า ถ้าต้องดื่มดิฉันขอยอมขี้เหร่ดีกว่า

อีกมุมหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ที่ทุกคนให้ความสนใจมากคือมุมที่จัดฉายภาพยนตร์ที่นำเรื่องราวของราชินีคนนี้มาถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มซึ่งมีมากมายหลายเวอร์ชั่น แต่ที่น่าจะเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือหนังไตรภาคเรื่อง Sissi (1955 – 1957 กำกับโดย Ernst Marischka) ที่มีดาราเยอรมันโรมี่ ชไนเดอร์แสดงเป็นราชินีซิสซี่  และทำให้คนดูหนังออสเตรียทุกรุ่นทุกสมัยจดจำเธอได้ดีที่สุด (ยกเว้นคนต่างชาติที่จะรู้จักเธอในหนังซึ่งเน้นคุณภาพทางศิลปะมากกว่า) ถ้าหากเปรียบว่าหนังคริสต์มาสสำหรับคนอเมริกันคือ It’s a Wonderful Life แล้ว หนังคริสต์มาสสำหรับคนออสเตรียก็คงเป็น Sissi แน่ๆ เพราะว่าเปิดทีวีช่วงคริสต์มาสในกรุงเวียนนาก็จะเจอแต่หนังเรื่องนี้ ดิฉันยังไม่เคยได้ดูหนัง  แต่ว่าเท่าที่ได้ยินมาในหนังมีการดัดแปลงเนื้อเรื่องให้ดูว่าชีวิตของราชินีซิสซี่เหมือนดั่งเทพนิยาย และสอดแทรกฉากโรแมนติคระหว่างพระองค์กับจักรพรรดิฟรานซ์ นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่นภาษาฝรั่งเศสเป็นการ์ตูนทางทีวีซึ่งค่อนข้างโด่งดังในปี 1997 เรื่อง Princess Sissi โดยเน้นชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ของราชินีซิสซี่และจนมาพบรักกับเจ้าชายฟรานซ์ ซึ่งต้องเจอมรสุมอุปสรรครักมากมายกว่าจะได้สมหวัง   ล่าสุดก็มีการสร้างละครทีวีในปี 2004 ทุนสร้างจากฝรั่งเศสและเยอรมัน เรื่อง Sissi, l’impératrice rebelled ซึ่งตีแผ่เรื่องราวของชีวิตสามวันสุดท้ายก่อนถูกลอบสังหารของราชินีคนนี้ในด้านที่เป็นมนุษย์มากกว่าเรื่องไหนๆ โดยมี Arielle Dombasle แสดงเป็นซิสซี่ และได้ Stéphane Audran (The Discreet Charm of the Bourgeoisie, Babette’s Feast และเธอเคยเป็นภรรยาของผู้กำกับดัง Claude Chabrol) มาแสดงเป็นราชินีโซฟี

ชีวิตจริงของพระราชินีซิสซีจบลงอย่างน่าเศร้า  เมื่อพระองค์ถูกปลงพระชนม์ด้วยฝีมือหนุ่มชาวอิตาเลียนหัวรุนแรงระหว่างพระองค์กำลังเดินทางไปขึ้นเรือโดยสาร   ที่พิพิธภัณฑ์จัดแสดงอุปกรณ์ปลงพระชนม์ซึ่งเป็นมีดด้ามเล็กนิดเดียวเหมือนมีดปอกผลไม้ แต่ว่าเป็นอาวุธสังหารที่แทงเข้าตรงหัวใจพอดีโดยไม่มีใครสังเกตเห็น  ว่ากันว่าเมื่อพระองค์โดนแทงนั้น  ข้าราชบริวารผู้ติดตามหรือแม้แต่ตัวพระองค์ไม่ทรงทราบแม้แต่น้อย  เพราะว่ากำลังรีบร้อนจะขึ้นเรือโดยสาร จนเมื่อเรือออกจากท่าไปแล้ว พระองค์รู้สึกวิงเวียนพระเศียรและล้มลง แต่ยังทรงคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเมาเรือและพยายามจะลุกขึ้น  แต่ก็ไม่สำเร็จ  เมื่อบริวารของพระองค์เห็นรอยเลือดที่เสื้อของราชินีซิสซี่จึงได้ทราบว่าพระองค์ถูกลอบทำร้าย  แต่ว่าโชคร้ายที่บนเรือไม่มีหมอที่สามารถรักษาพระองค์ได้  ราชินิซิสซี่จึงสิ้นพระชนม์อยู่บนเรือนั่นเองด้วยพระชนมายุ 61 พรรษา ดิฉันได้เห็นชุดที่พระองค์ทรงสวมในวันนั้นด้วย (จะเห็นรอยมีดเป็นรูตรงฝั่งซ้ายของหน้าอก)

ถึงแม้ว่าออสเตรียจะสูญเสียพระราชินีผู้งดงามไปแล้วถึงศตวรรษหนึ่ง   แต่ดูเหมือนว่าพระองค์จะยังคงเป็นที่รักของชาวออสเตรียในปัจจุบัน ดิฉันรู้สึกประทับใจกับอารมณ์ขันของคนออสเตรียมาก ตอนที่ดิฉันได้ดูโฆษณาทางทีวีของร้านขายเครื่องไฟฟ้าแห่งหนึ่งในออสเตรีย เป็นการ์ตูนเรื่องของจักรพรรดิฟรานซ์กับราชินีซิสซี่ เรื่องราวก็มีอยู่ว่าจักรพรรดิฟรานซ์ต้องการจะทำให้ซิสซี่มีความสุขกับการเป็นราชินี  พระองค์จึงทรงไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ซิสซี่  เราจึงเห็นซิสซี่ใช้เครื่องอบผิวให้เป็นสีแทน ฟังเพลงโมสาร์ทจากเครื่องเล่น MP3 และก็ดูโอเปร่าจากทีวีจอใหญ่ยักษ์  ในตอนจบของแต่ละตอนก็จะเห็นซิสซี่เข้าไปกอดจักรพรรดิฟรานซ์แล้วก็ร้อง “โอ้ ฟรานซ์” ส่วนจักรพรรดิก็ตอบ “โอ้ ซิสซี่…” ตลกและน่ารักดี ไม่รู้ว่าบริษัทเจ้าของโฆษณานี้ต้องจ่ายค่าตัวให้ราชวงค์ออสเตรียหรือเปล่า

ในกรุงเวียนนาตอนนี้ (ธันวาคม 2548) กำลังคึกคักมากในการเตรียมจัดเทศกาลฉลอง 250 ปีของคีตกวีนาม โวล์ฟกัง อมาดิอุส โมสาร์ต โดยจะเริ่มงานในวันที่ 27 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของโมสาร์ต และตลอดปีจะมีการจัดคอนเสิร์ตเพลงของโมสาร์ตมาบรรเลงกันมากกว่า 250 รอบในกรุงเวียนนาโดยนักดนตรีชั้นนำของโลก ตามถนนหนทางต่างๆ ดิฉันก็จะเห็นป้ายโฆษณาคอนเสิร์ตต่างๆ ของโมสาร์ต แต่เนื่องจากกำลังทรัพย์ค่อนข้างจำกัด  คงไม่พอค่าตั๋วคอนเสิร์ต  ดิฉันซึ่งอยากมีเอี่ยวฉลองไปกับโมสาร์ทบ้าง ก็เลยซื้อช็อคโกแลตรูปโมสาร์ตมากินพลาง ฟังเพลงโมสาร์ตอยู่ในโรงแรมแทน  ตามประสาคนงบน้อยแต่รสนิยมสูง

ที่ท่องเที่ยวอีกที่หนึ่งในกรุงเวียนนาที่คนรักศิลปะไม่ควรจะพลาดก็คือบ้านของจิตรกรฮุนเดิร์ทวาซเซอร์ ซึ่งสีสันเก๋ไก๋สะดุดตามาก เมื่อเข้าไปข้างใน สิ่งแรกที่รู้สึกได้ทันทีคือพื้นบ้านจะไม่เรียบ บางตอนเป็นเนิน บางตอนเป็นหลุม ซึ่ง ฮุนเดิร์ทวาซเซอร์ผู้ออกแบบบ้านเองได้อธิบายว่าอยากจะสร้างบ้านให้เหมือนกลับไปสู่ธรรมชาติมากที่สุด เขาเชื่อว่าเท้าของมนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณถูกวิวัฒนาการมาเพื่อให้เดินบนพื้นไม่เรียบอย่างพื้นถ้ำหรือบนก้อนหิน  นอกจากนั้นรอบๆ บ้านก็มีการตกแต่งด้วยก้อนหินสีสดที่ ฮุนเดิร์ทวาซเซอร์เก็บสะสมมาจากหลายประเทศทั่วโลก (มีของประเทศไทยด้วยนะคะ)  ข้างในบ้านมีการจัดแสดงชีวประวัติของฮุนเดิร์ทวาซเซอร์ (ชื่อจริงของเขาคือ เฟรเดนสไรซ์ สโตวาซเซอร์ แต่ภายหลังเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นฮุนเดิร์ทวาซเซอร์ซึ่งแปลว่า แม่น้ำร้อยสาย) และผลงานศิลปะของเขา สีสันฉูดฉาดของฝาผนังกับการออกแบบบ้านทรงบิดเบี้ยว ไม่มีมุมมีเหลี่ยมทำให้ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนว่าเป็นอลิซที่หลุดเข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์   ผลงานที่ทำให้ดิฉันสนใจมากเป็นพิเศษคืองานชิ้นที่ชื่อว่า The 30 Day Fax Picture ซึ่งถ้าดูเฉยๆ อาจนึกว่าเป็นงานศิลปะแอ๊บสแตรคธรรมดา แต่เบื้องหลังของงานชิ้นนี้เกิดจากไอเดียบรรเจิดของฮุนเดิร์ทวาซเซอร์ที่จะวาดรูปวันละหนึ่งรูปแล้วส่งแฟกซ์ไปให้เพื่อนที่ออสเตรเลีย เมื่อครบสามสิบวันก็จะนำภาพทั้งหมดมาต่อกันกลายเป็นผลงานภาพใหญ่

ฮุนเดิร์ทวาซเซอร์ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินที่ทำอะไรตามใจตัวเอง  เน้นในเรื่องเอกลักษณ์และความเป็นตัวตนของแต่ละปัจเจกบุคคลมาก  ไอเดียของเขาแต่ละอย่างก็เก๋ไก๋มาก  เช่นเขาเสนอความคิดออกแบบธงชาติลายใหม่ให้ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เพราะมีความเห็นว่าลายเดิมนั้นดูเป็นอังกฤษเกินไป ไม่มีเอกลักษณ์ของประเทศ นอกจากนั้นเมื่อออสเตรียได้ออกกฎหมายให้เปลี่ยนป้ายทะเบียนรถ  ที่แต่เดิมเป็นพื้นดำตัวอักษรขาว ให้เป็นพื้นขาวตัวอักษรดำเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป ฮุนเดิร์ทวาซเซอร์ก็ออกมาประท้วงอย่างหนัก โดยให้เหตุผลว่าความภูมิใจของคนขับรถชาวออสเตรียจะถูกทำลายไป  เพราะป้ายทะเบียนรถของออสเตรียจะขาดเอกลักษณ์   เขายังออกแบบป้ายทะเบียนรถใหม่โดยแบ่งสีและลวดลายตามแต่ละเมืองของออสเตรียด้วย  และเชิญชวนให้ทุกคนเลิกขับรถไปเลยถ้าหากรัฐบาลออสเตรียไม่ตกลง (อะไรจะขนาดนั้น) ยังไงก็ตามดูเหมือนว่าการประท้วงของฮุนเดิร์ทวาซเซอร์คงไม่สำเร็จเพราะปัจจุบันดิฉันก็ยังเห็นรถออสเตรียป้ายทะเบียนขาวตัวอักษรดำวิ่งกันขวักไขว่

ปัจจุบันบ้านของฮุนเดิร์ทวาซเซอร์ได้ปรับเปลี่ยนส่วนหนึ่งให้เป็นพิพิธภัณฑ์  อีกอาคารหนึ่งเป็นอพาร์ทเมนท์ซึ่งสร้างเสร็จในปี 1986 ที่มีผู้พักอาศัยอยู่จริงๆ (แต่ได้ยินว่าค่าเช่าแพงมาก) เนื่องด้วยมีนักท่องเที่ยวเป็นพันคนในแต่ละวันที่มาเยี่ยมชมบ้านของฮุนเดิร์ทวาซเซอร์ ที่หน้าอพาร์ทเมนท์จึงมีป้ายประกาศว่าผู้ที่พักภายในต้องการความสงบ   ดังนั้นขอให้นักท่องเที่ยวอย่าส่งเสียงดังหรือบุกรุกเข้าไปถ่ายภาพข้างในบ้าน ฮุนเดิร์ทวาซเซอร์ เคยกล่าวไว้น่าฟังว่าคนเรามีผิวหนังสามชั้น  ชั้นแรกคือหนังแท้  ชั้นที่สองคือเสื้อผ้า  ชั้นที่สามก็คือบ้าน  ดังนั้นบ้านควรจะมีลักษณะเฉพาะบ่งบอกถึงคนที่เป็นเจ้าของได้   ฟังแล้วอยากจ้างฮุนเดิร์ทวาซเซอร์มาออกแบบบ้านให้จัง   สำหรับผู้อ่านที่อยากได้รายละเอียดของจิตรกรคนนี้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่ www.hundertwasser.com

ตอนแรกกะจะพูดถึงเรื่องสุดหล่อ เจมส์ สจ๊วต อย่างเดียว  แต่ไหงกลับกลายเป็นบทความแนะนำท่องเที่ยวไปได้ก็ไม่รู้  สงสัยมนต์เสน่ห์และความงดงามของกรุงเวียนนาคงทำให้ดิฉันหลงใหลจนอยากแนะนำให้ไปเที่ยวกันหากมีโอกาส   นอกจากทิวทัศน์ที่ดูรื่นรมย์และพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจต่างๆ

สิ่งที่สามารถสัมผัสได้อีกอย่างก็คือความเป็นมิตรและสุภาพของคนออสเตรีย พวกเขายิ้มและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเสมอ  แม้เมื่อยามคนต่างชาติหน้าจีนๆ อย่างดิฉันเข้าไปถามทาง  ถึงได้เปลี่ยนความคิดเสียทีว่าคนออสเตรียไม่ได้เป็นคนเครียดๆ มองโลกในแง่ร้ายเหมือนอย่างที่ดิฉันเคยเข้าใจมาตลอด  จากการดูหนังทำร้ายจิตใจคนดูเรื่อง The Seventh Continent ของผู้กำกับออสเตรียชื่อดัง  มิฆาเอล ฮานาเก้หรอกนะคะ (หาดูหนังของเขาได้ที่ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์  หอสมุดปรีดี ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ โปรแกรมฉายซ้ำเมื่อไหร่นั้นแล้วแต่อารมณ์ซาดิสม์ของผู้จัด)

* ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ open online / artvirus

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s