a trick of the light : a place for cinephiles

LAV DIAZ :ดิจิตัลคือเทววิทยาแห่งการปลดแอก

7 กันยายน  2007 สัมภาษณ์โดย Tilman Baumgärtel แปล(ตามอำเภอใจ ) โดย FILMSICK

อ่านต้นฉบับที่  https://www.greencine.com/central/lavdiaz

หมายเหตุก่อนอ่าน

ถ้าจัดชื่อผู้กำกับอาร์ตตัวพ่อร่วมสมัย  ชื่อของ LAV DIAZ ผู้กำกับจากฟิลิปปินส์ น่าจะจัดอยู่ในพวก ‘ตัวพ่อของตัวพ่อ’ เพราะในหมู่ผู้กำกับฟิลิปปินส์ที่กำลังผลิตหนังกระฉ่อนโลกอย่าง Raya Martin (ที่ปีนี้มีหนังชิงคานส์สองเรื่อง) หรือ John Torres Kvhan de la Cruz ทุกคนล้วนยกย่องDiaz เป็นเสมือนผู้แผ้วถางทางเดิน เป็นอาจารย์คนสำคัญ และเป็นคนทำหนังที่จุดไฟให้พวกเขา

ผมแปลบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนที่เรา อาจจะได้ พบตัวจริงเสียงจริงของLav Diaz รวมถึงจะได้ดูหนังของเขาในแบบ Retrospective (ย้ำว่าอาจจะ เพราะทั้งหมดยังอยู่ในกระบวนการตั้งไข่)  และสองเพื่อเป็นการตอบคำถามทุกคำถามที่ผู้คนมักถามเกี่ยวกับ Diaz เช่นว่าทำไมหนังเขายาวเฉลี่ย 9-11 ชั่วโมง หรือคำถามที่ว่าทำไมเราจึงควรฉายและดูหนังเขาแบบไม่มีเบรค!!!

บทสัมภาษณ์นี้มาจาก เวบไซต์ GREENCINE   ซึ่งสัมภาษณ์ในช่วง ที่หนังเรื่อง DEATH IN THE LAND OF ENCATOS ออกฉาย ข่าวล่ามาไวแจ้งว่า MELANCHOLIA หนงัเรื่องล่าของเขาโดนแบนจาก เทศกาลหนังในสิงคโปร์ แต่เราหวังว่าจะได้ดูหนังเรื่องนี้อย่างภาคภูมิ ในเมืองไทยครับ!

 

หนังเรื่องใหม่ของคุณอย่างDEATH IN THE LAND OF ENCATOS เป็นส่วนผสมระหว่างหนังสารคดีและหนังเล่าเรื่อง มันมีที่มาที่ไปอย่างไรครับ

 

ในปี 2006  พายุใต้ฝุ่นREMING พัดถล่มแถบ Bicol ของเกาะLuzon เกาะหลักของฟิลิปินส์  มันเป็นใต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดที่เคยพัดถล่มฟิลิปปินส์  มัทำลายชีวิตคนไปนับร้อย บางครอบครัวถึงกับสูญหายไปทั้งหมด สี่ปีที่แล้ว ผมถ่ายทำบาสงส่วนของ Evolution of a Filipino Family ที่นั่น แล้วเราก็ใช้เวลาอีกร่วมหกเดือนที่นั่นตอนที่เราทHermias และหลังจากที่ผมตระหนักได้ว่าสถานที่ซึ่งเคยเป็นฉากหลังในหนังของผมถูกทำลายไปมากแค่ไหน ผมก็อยากกลับไปที่นั่น ผมไปที่นั่นหลังใต้ฝุ่นถล่มสักราวอาทิตย์หนึ่ง  แล้วพบว่าสถานที่ทั้งหมดที่เคยใช้เป็นฉากหลังในหนังของผมหายสาบสูญจนหมดสิ้น

 

ไอเดียเริ่มแรกมันมาจากความคิดที่ว่าจะถ่ายภาพการทำลายล้างเก็บเอาไว้ หลังจากถ่ายไปแค่ไม่กี่วัน  ผมก็กลับมะนิลาแล้วนั่งลงดูสิ่งที่เราถ่ายมา ผมก็เริ่มสร้างเรื่องเล่าขึ้นในหัว ตัดสินใจที่จะผสมรูปแบบสารคดีเข้ากับหนังเล่าเรื่องมากกว่าที่จะทำมันออกมาตรงๆ ผมเลยไปชวนนักแสดงละครเวที่จากมะนิลามาร่วมงาน แล้วเริ่มด้นสดความคิดและตัวละครบางตัว  ทุกคืนผมจะนั่งลงเขียนบท เช้าวันรุ่งขึ้นก็จะปรึกษาหารือกัน จากนั้นเราถ็ถ่ายทำมันในตรงที่มันเสียหายหนักๆ  ผมเห็นเป็นภาพว่าหนังจะดำเนินไปทางไหน แต่ผมค่อยก่อร่างสร้างมันขึ้นทีละวันละวัน มันค่อยๆพัฒนาขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวหนังแต่ยังรวมถึงชื่อหนังด้วย ผมเริ่มต้นจากชื่ออย่าง “ในความทรงจำ”(In Memorian) ตามด้วย “Padang” ซึ่งเป็นชื่อของหมู่บ้านนั้น แล้วก็ “ความตายของเรา”(Our Death) , “ความตายของกวี” (Death of a Poet) และสุดท้ายที่ Death in the Land of Encantos 

 

คำว่า Encantos หมายถึงอะไรครับ

Encantos หมายถึง ‘ความลุ่มหลง’ซึ่งในที่นี้มันมักจะถูกใช้ในทางที่เกี่ยวพันอยู่กับเรื่องเหนือธรรมชาติ  ชื่อหนังมันค่อนข้างจะพูดชัดเจนเกี่ยวกับบุคลิกของชาวฟิลิปปินส์  เราต่างอาศัยอยู่บนเกาะของความลุ่มหลง แม้มันมีข้อโต้แย้งมากมายก็เถอะ เราร่ำรวยยิ่งขณะเดียวกันก็ยากจนยิ่ง เราสวยงามยิ่งขณะเดียวกันก็อัปลักษณ์ยิ่ง  เรารู้ความจริงข้อนี้ดี แต่เราไม่สามารถจะยอมรับมันได้ นี่คือบุคลิกแบบฟิลิปินส์มากๆ เรารู้ว่ามาร์กอสทำสิ่งชั่วร้ายไว้มากมายเหลือเกิน แต่เราไม่สามาถจับเขามาเข้ากระบวนการยุติธรรมได้ พวกเขายังคงลอยนวล ยังคงร้องรำทำเพลงไปตามถนน  มีเงินตั้งสามหมื่นล้านเหรียญที่พวกเขาขโมยไปฝากไว้ในธนาคารในสวิส หรือในฮ่องกง แต่เราไม่สามารถจะเอาคืนมาได้ เราเพิ่งได้เงินคืนมาแค่แปดร้อยล้านเหรียญ นั่นใช้เวลาตั้งสามสิบปีหลังพวกเขาพ้นตำแหน่ง  มันน่าสมเพชน่ะ ตอนนี้พวกเขาออกมาแล้วเที่ยวเคลมว่าเขาเป็นเจ้าของโรงแรม หรือสถานีโทรทัศน์ GMA 7  เพราะว่ารัฐบาลใหม่ประนีประนอมกับพวกเขา จริงๆก่อนที่พวกอเมริกาใต้จะมีแนวคิดแบบ magical realism เรามีอิเมลด้า มาร์กอสมาก่อนด้วยซ้ำ!

ดังนั้นเรื่องนี้มันจึงพูดถึงเจ้าโรคร้ายซึ่งกำลังกัดกินเรา มีความทุกข์ยากมากมายในฟิลิปปินส์  ขณะเดียวกันก็มีสิ่งงดงามมากมายด้วย  เราเพิ่งเห็นการฆ่านักเคลื่อนไหวทิ้งแบบไม่เคารพกฏหมายขณะที่เห็นความก้าวหน้าของประชาชนเมื่อปีที่แล้วนี่เอง หลังจากนั้นภายใต้รัฐบาลของนางArroyo พวกเขากลับมีเป้าหมายจะกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วเขาก็จัดสรรงบประมาณ 100ล้านเปโซ ให้กระทรวงกลาโหมไปเพื่อการณ์นี้ เป็นโควต้าของพวกเขาเลยด้วยซ้ำนะว่าในสามปีข้างหน้าพวกเขาจะฆ่าสักสามพันคน คนที่เป็นพวกแกนนำ จะถูกพวกทหารจับไปทรมาน ผมค่อยๆพัฒนาตัวเรื่องในหนังขึ้นรอบๆบริเวณที่ใต้ฝุ่นได้ทำลายล้างทิ้งไว้ มันเกี่ยวกับกวีชาวฟิลิปินส์ซึ่งกลับมาเรียนรู้เกี่ยวกับบ้านเกิดตนเองหลังการมาถึงของใต้ฝุ่น

นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังเกี่ยวกับเรื่องวาทกรรมของความงามและสุนทรียศาสตร์  ในBicol มีภูเขาไฟชื่อ Mayon ผมคิดว่านี่คือภูเขาไฟที่สวยที่สุด แต่ถ้าคุณอาศัยอยู่ที่นั่น  มันจะเป็นเพียงแค่ความงามสำหรับจ้องมองเฉยๆ เพราะในขณะเดียวกัน มันทำลายล้าง! มันคร่าชีวิตคนไปเยอะมาก !

หนังเรื่องนี้ยาวมากกว่า 10 ชั่วโมง ว่ากันว่มันเป็นหนึ่งในหนังเล่าเรื่องที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ บอกได่ไหมว่าทำไมหนังของคุณถึงยาวนัก ?

มันเป็นมาตรฐานทางสุนทรียศาสตร์ที่ผมพัฒนาขึ้นมาหลังจากทำหนังเรือง Batang West Side หนังของผมไม่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อีกแล้ว มันเป็นอิสระ และนอกจากนั้นผมยังเชื่อว่า เราชาวมาเลย์ เราชาวฟิลิปินส์  ไม่เคยถูกปกครองโดยแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องเวลา  เราถูกปกครองโดยแนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ (Space)ต่างหาก เราไม่เชื่อในเวลา ถ้าคุณอาศัยอยู่ในชนบท คุณจะเห็นคนฟิลิปปินส์พากันเอ้อระเหย พวกเขาไม่ได้ทำงานหนัก นี่คือสิ่งที่เป็นมาเลย์มากๆ มันเกี่ยวข้องอยู่กับพื้นที่และธรรมชาติ  ถ้าหากเราถูกควบคุมโดยเวลาล่ะก็ เราคงกลายเป็นพวกที่พัฒนาแล้วและสร้างผลผลิตมากมาย

คุณได้ทัศนคติพวกนี้มาจากไหนครับ ?

ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ธรรมชาติจะเป็นผู้จัดหาให้ทุกอย่าง จนกระทั่งแนวคิดเกี่ยวกับการครอบครองทรัพย์สินมาถึงพร้อมกับพวกเจ้าอาณานิคมสเปน จากนั้นรูปแบบของทุนนิยมก็เริ่มเข้ามากำกับดูแล  ผมสร้างกรอบคิดเชิงสุนทรียศาสตร์ขึ้นมารอบๆความคิดที่ว่า เราชาวฟิลิปปินส์นั้นถูกควบคุมโดยธรรมชาติ แนวคิดเรื่องเรื่องเวลานั้นถูกนำมาใช้กับพวกเราเมื่อเสมัยที่พวกสเปนบุกรกุเข้ามานี้เอง เราจะต้องสวด (oracion)ตอนหกโมง ไปทำงานตอนเจ็ดโมง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมันอิสระ มันเป็นแบบมาเลย์

ผมเป็นลูกหลานของชาวนาและครู และตอนที่ผมเติบโตอยู่ใน Cotobato ในเกาะ Mindanao ผมอยู่บ้านนอกห่างไกลความเจริญ ผมต้องเดินไปโรงเรียนเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรทุกวัน กลับบ้านอีกสิบกิโล  ตอนเรียนมัธยมก็เหมือนกัน ผมต้องเดิน 5 กิโลทุกวัน ดังนั้นรูปแบบสุนทรียศาสตร์แห่งความเชื่องช้าจึงเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมของผม มันไม่ได้เพียงถูกสร้างขึ้นอย่างมีวัตถุประสงค์ ไม่ใช่แค่จะบอกว่าผมต่อต้านนั่น ไม่เอานี่ แต่มันเป็นวัฒนธรรมของผม ผมกำลังแบ่งปันวิสัยทัศน์และวัฒนธรรมของผม  นี่คือประสปการณ์ของLav Diaz

ในทุกวันนี้ ภาพยนตร์ดูเหมือนจะเร็วขึ้นๆ Davivd Broadwell เคยบอกว่า ความยาวของแต่ละชอตโดยเฉลี่ยของหนังฮอลลีวู้ดตอนนี้อยู่ที่น้อยกว่า 2 วินาที หนังของคุณพยยามจะให้ทางเลือกที่แตกต่างไปหรือ?

ผมค้นพบว่ายิ่งหนังมันลองเทคยาวมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็จะให้อารมณ์มากขึ้นและเต็มขึ้นในรูปแบบของการสร้างความสงสารเห็นใจ ผมสามารถจะตัดมันออกเป็นคัทย่อยๆก็ได้  แต่ผมผมว่ายิ่งแต่ละชอตมันยาวมันยิ่งให้อารมณ์มากขึ้นและลึกซึ้งมากขึ้น ผมไม่ได้บอกว่าแนวคิดเกี่ยวกับ mise-en-scene นั้นไม่ถูกต้อง คุณสามารถทำให้มันเร็วก็ได้ ทำให้มันช้าก็ได้ แต่นี่คือกรอบคิดที่ให้สิ่งที่ผอยากเห็นในหนังจริงๆ ในฐานะนี้ ผมกำลังแสดงภาพแทนวัฒนธรรม นี่คือสิ่งที่ผมอยากแสดงแบ่งปันเกี่ยวกับผู้คนของฟิลิปินส์

แล้วหนังเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อฉายในโรง? หรือมันจะสามารถออกเป็นDVD ได้ไหม?

มันสามารถไปฉายได้ทุกที่ ผมาสามารถที่จะฉายมันในโรงหนังก็ได้ ในดีวีดีก็ได้ หรือในแกลเลอรี่ก็ได้ ที่โตรอนโต เขาฉายหนังของผมในแกลเลอรี่เป็นเหมือนส่วนของการแสดง บางคนอาจจะมีส่วนร่วมกับมันดังนั้นมันก็ได้พัฒนาไปสู่สิ่งอื่น  ผมได้เห็นภาพยนตร์ในรูปแบบที่ต่างไป เพราะเมื่อเราทำลายแนวคิดเกี่ยวกับคนดูออกไปหลายสิ่งหลายอย่างก็เป็นไปได้ ศิลปะมันเป็นอิสระแล้วตอนนี้

ผมไม่เชื่อแนวคิดที่ว่า คุณจะต้องนั่งในโรงหนังสองชั่วโมงแล้วดูหนังทั้งเรื่องที่ถูกบีบอัดให้เหมาะเจาะกับเวลานั้น  ภาพยนตร์เป็นได้มากกว่านั้น หนังของผมไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการฉายตามโรงอีกแล้ว  คุณสามารถนั่งดูมันตรงนี้ หรือดูมันบนถนน หรือ อือม… บนเครื่องบิน!  Brandon Wee นักวิจารณ์หนังในโตรอนโตบอกว่า “หนังของคุณน่าจะเรียกว่า “หนังสำหรับการบิน (Flying cinema)” และผมถามว่า “ไหงงั้น?” “เพราะว่ามันเหมาะจะฉายบนเครื่องน่ะสิ ยิ่งถ้าบินไกลๆด้วยแล้วล่ะก็” คุณจะนั่งดูมันที่บ้านก็ได้ จะมีอะไรกับแฟนสักสองชั่วโมงแล้วพอเสร็จกิจ หนังมันก็ยังคงฉายอยู่ หรือคือคุณอาจจะออกไปทำไร่ไถนา พอคุณกลับมาบ้านหนังก็ยังฉายอยู่อยู่ดี

 มันเป็นแนวคิดที่แตกต่างไปของการดูหนัง  หนังของผมทำหน้าที่เหมือนภาพเขียน มันแค่อยู่ที่นั่นและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คุณอาจจะนั่งดูมันรวดเดียวแปดชั่วโมง และคุณก็ได้จะประสปการณ์ที่เต็มอิ่มกว่า คุณอาจจะออกจากบ้าน ไปทำงานแล้วพอคุณกลับบ้านมันก็ยังคงอยู่ที่นั่น ผมเคยโกรธมากตอนที่หนังของผมถูกฉายโดยมีช่วงพัก ที่รอตเตอร์ดามพวกเขาฉาย Hermias โดยมีการเบรกพักเที่ยง และ เบรคดื่มกาแฟ แต่พอหนังจบคนดูก็บ่นว่า พวกเขาต้องการประสบการณ์การดูหนังโดยไม่สะดุดหยุด แล้วหลังจากเขาฉายมันโดยไม่มีเบรค เมื่อพวกเขามาดูหนังของผมคนดูก็เอามื้อเที่ยงมากินในโรง ดังนั้นพวเขาจึงไม่ต้องออกไปข้างนอกตอนที่หิว

 แน่ล่ะ ถ้าหากคุณเป็นพวกที่ยังบริสุทธิ์ คุณอาจต้องการที่จะดูหนังทั้งเรื่อง แต่คุณจะสามารถเลือกดูเฉพาะฉากที่ต้องการก็ได้ หรือพอคุณเข้าไปในโรงหนัง คุณอาจจะแค่ดูมันสักสิบห้านาที ซึ่งมันก็โอเคนะ อย่างเวลา Abbas Kiarostrami ไปดูหนัง แล้วพอเขาเจอฉากดีๆเขาก้ออกจากโรงเลย  หรืออย่าง Godard เขาดูแค่ต้นเรื่องกับตอนจบ

แล้ววิธีการที่คุณทำหนังนี่มันพัฒนาขึ้นมาจากการทำงานผ่าน digital videoหรือเปล่า ?

ดิจิตัลเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อก่อนนี้คุณมีแค่แปรงแต่ตอนนี้มีคุณมีปืนแล้ว  มันไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ทุกอย่างถูกควบคุมโดยสตูดิโอ แต่ตอนนี้มันเป็นของคุณแล้ว  มันเป็นอิสระแล้วตอนนี้ ผมสามารถทำหนังทั้งเรื่องได้ในห้องส่วนตัว ก่อนหน้านี้สี่วันน้ำท่วมเราจาก พายุใต้ฝุ่น น้ำสูงถึงเข่า แต่เราก็ยังคงสามารถจะถ่ายหนังจนจบ เราไม่ได้ขึ้นกับระบบสตูดิโอ หรือ ระบบทุนนิยมอีกต่อไป นีคือการปลดปล่อยของภาพยนตร์ เราจะทำลายรัฐบาลลงไปก็ได้ด้วยพลังดิจิตัล

ผู้กำกับหลายคนไม่ชอบดิจิตัลวิดีโอ เพราะคุนภาพภาพของมันแย่ ..

ผมว่านั่นมันงี่เง่ามาก ผมเคยใช้ฟิล์มมาก่อน ผมเคยถ่าย 16 มม. 35 มม. ผมเคยต่อสู้กับมันมาก่อน แต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่การประยุกต์ใช้ มันก็เหมือนภาพเขียนนั่นแหละ ครอาจจะวาดสีน้ำ สีชอล์ค ปากกาอาจมีอำนาจเท่าทียมสีน้ำมัน ในฮอลลีวู้ดพวกเขอาจจะใช้ ฟุตเตเจ 800 ASA ที่สวยสดงดงาม แต่หนังพวกนั้นก็ยังเป็นขยะอยู่ดี ในขณะที่คนทำหนังญี่ปุ่นใช้กล้อง VHS ก็ยังสามารถสร้างงานมาสเตอร์พีซได้ในห้องส่วนตัวโดยคนคนเดียว!  ลองพิจารณาหนังดิจิตอลฐานะภาพยนตร์สิ  เรามีคนที่ชอบพูดว่า  ” โอ้ว หนังเรื่องนี้มันถ่ายด้วยกล้องดิจิตัลนี่?” แค่นี้ก็เป็นภัยร้ายต่อความคิดแล้ว  คุณมีปัญหากับมัน ก็อย่าดูหนังเรื่องนั้นเลยแล้วกัน

กล้องดิจิตัลราคาถูก ได้ปฏิวัติวงการภาพยนตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่แค่ฟิลิปปินส์ แต่ทั้งภูมิภาค หนังอิสระยุคใหม่ที่โดดเด่นล้วนแต่เป็นดิจิตัลวิดีโอ  ประเทศที่ไม่เคยมีหนังอิสระอย่างมาเลเซีย อยู่ดีๆก็สามารถหนังไม่ธรรมดา ที่ประสบความสำเร็จในเทศกาลหนังนานาชาติ

ดิจิตัลคือ เทววิทยาของการปลดแอก ตอนนี้เราสามารถเป็นเจ้าของสื่อได้เองแล้ว อินเตอร์เนทมันเสรีมากๆ กล้องก็เสรี  ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าคุณไม่สามารถถ่ายทำหนังได้อีกต่อไป คุณมีหนังอิสระแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แล้วตอนนี้ เราถูกกีดกันมายาวนาน เราถูกเพิกเฉย ถูกมองข้ามจากบรรดาสื่อตะวันตก นั่นเพราะตรรกะเกี่ยวกับการผลิตภาพยนตร์ เราไม่มีเงิน เราไม่มีกล้องอะไรพวกนั้น ตอนนี้เราตอบคำถามพวกนั้นได้แล้ว ตอนนี้เราเท่ากันแล้ว ตอนนี้เรามีคนใหม่ๆซึ่งทำหนังที่แตกต่างออกไป เรามีคนอย่าง Raya Martin , John Torres หรือ Khvan de la Cruz ในฟิลิปปินส์
 

แต่หนังของคุณก็มักเปิดฉายในเทศกาลหนังของฝั่งตะวันตก ขณะที่ในฟิลิปินส์มันมีที่ฉายน้อยมาก  คนดูกลุ่มหลักของคุณน่าจะเป็นคนตะวันตก…

ที่จริงแล้วคือในยุโรป

แล้วมันไปกันได้อย่างไรกับการที่คุณพยายามก่อตั้งสุนทรียศาสตร์แห่งภาพยนตร์มาเลย์  ?

ถ้าจะพูดในแง่ของการรับชมหนังประเภทนี้ ฟิลิปปินส์อาจจะล้าหลังมาก โรงหนังในบ้านเราไม่ยอมรับอะไรจำพวกนี้เพราะพวกเขามุ่งแต่จะทำเงิน  ผมจะได้ฉายหนังเหล่านี้เฉพาะในมหาวิทยาลัยหรือศูนย์วัฒนธรรมเท่านั้น  ดังนั้นมันจึงเป็นคำถามใหญ่เรื่องการหาที่ฉาย  แน่ละ เรามีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของตัวเอง และเราก็มีทีวีโง่ๆกับละครน้ำเน่า และโชว์ยามเที่ยง ถ้าคุณจะพูดถึงการดิ้นรนที่จะเปลี่ยนแปลงมาตรฐานเชิงสุนทรียศาสตร์ มันคงต้องใช้เวลาอีกยาวนาน เพราะเราถูกป้อนโดยหนังขยะจากฮอลลีวู้ด และอุตสาหกรรมภายนตร์ในฟิลิปปินส์ มากว่าร้อยปีแล้ว  บางทีเราอาจจะต้องใช้เวลาอีกมากกว่า50 ปี สำหรับพวกเขาที่จะมองเห็นว่าสิ่งที่เราทำอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องบ้าบอ แต่ทำเพื่อพวกเขา เพื่อวัฒนธรรม เราไม่รีบร้อนหรอก มันจะเกิดขึ้น วัฒนธรรมกำลังเติบโต ดังนั้นหากคุณทำหนังดีๆออกมาล่ะก็คุณก็กำลังช่วยให้วัฒนธรรมเติบโต ถ้าคุณทำหนังเลวๆ คุณก็กำลัง ทำลายวัฒนธรรม นี่มันจริงที่สุด  ถ้าคุณสร้างสรรค์สิ่งดี คุณจะได้รับสิ่งที่ดี  แต่ในระหว่างนั้น คุณก็จะไม่มีตังค์ใช้ไปก่อน!

5 responses

  1. Boat

    ให้ประโยชน์เชิงความรู้ ทั้งกระตุ้นความคิดและทัศนคติ ขอบคุณที่แปลมาแบ่งปันกันนะครับ🙂

    มิถุนายน 25, 2009 ที่ 5:38 am

  2. ศิลป์

    ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้แถมด้วนความสะใจในเนื้อหา เมื่อคิดถึงบ้านเมืองเรา

    กรกฎาคม 9, 2009 ที่ 5:23 am

  3. Avalon

    ดีครับอ่านแล้วได้รับรู้วิธีคิดของเค้า และบุคลิกเฉพาะตัวของเค้า ซึ้งน่าจะสะท้อนออกมาในงาน อยากเห้นผูกำกับคนไทยที่ไม่ปราณีประนอมกับระบบแบบนี้มั้งจัง แต่งานต้องดีด้วยนะไม่ใช่มั่วๆแล้วบอกอาร์ต

    สิงหาคม 8, 2009 ที่ 3:15 pm

  4. อยากไปดูมากๆ แต่รู้ช้าไป จึงพลาดที่กทม.ตั้ง2ครั้ง
    เลยอยากถามว่าหลังฉายที่ภูเก็ตเสร็จแล้วมีกำหนดเอากลับมาฉายที่กทม.ใหม่อีกไหมครับ

    ปล.อยากดูสุดสุดๆไปเลยล่ะ!

    สิงหาคม 8, 2009 ที่ 5:32 pm

  5. หนัง

    อยากไปดูเรื่อนี้นะ แต่ไม่รู้จะไปกับใคร

    กันยายน 11, 2009 ที่ 9:57 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s