a trick of the light : a place for cinephiles

BKIFF 2009 WISHLIST 19: เชิด ทรงศรี รำลึก

โดย Jesse James

เชิด ทรงศรี รำลึก …

บุรุษผู้หยุดอายุไว้ที่ตัวเลข 28 ผู้นี้จากเราไปได้ 3 ปีเต็มแล้ว …

ใครจะจดจำเขาแบบไหนผมไม่รู้ แต่สำหรับเชิด ทรงศรี ในความทรงจำของผม เขายิ่งใหญ่ไม่แพ้เดวิด ลีน, บ้าบิ่นไม่แพ้ ฮาเวิร์ด ฮิวจ์ และละเมียดละไมมากเท่าที่ อากิระ คุโรซาว่า เคยทำไว้กับ  Kagemusha

จึงไม่แปลกที่เมื่องานบางกอกฟิล์มปีนี้ มีคอนเซปที่ทางผู้จัดบอกว่าเป็นการย้อนรำลึกถึงยุคทองของภาพยนตร์ บุคคลแรกๆ ที่ผมนึกถึงในยุคทองของวงการภาพยนตร์ไทยก็คือ เชิด ทรงศรี

ถามนักเลงหนังรุ่นใหม่ทุกวันนี้ก็คงจะพอคุ้นชื่อเขาอยู่บ้าง แต่ถามลึกลงไปกว่านั้นว่าเคยดูผลงานของเชิด ทรงศรี ซักเรื่องไหม? คำตอบที่ได้รับส่วนใหญ่คือ ไม่ ..

น่าแปลกที่งานของเชิด ทรงศรี ติดทุกอันดับของการจัดหนังไทยยอดเยี่ยม น่าแปลกกว่านั้นเมื่อไม่ว่าจะมีการสอบถามหนังในดวงใจนักเลงหนังรุ่นเก่า ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าในสิบอันดับหนังไทยในดวงใจเขาหรือเธอเหล่านั้นไม่มีหนังเชิด ทรงศรี นี่สิถือว่าแปลก  แต่แปลกกว่าคือหนังของเชิด ทรงศรี หาดูได้ยากเย็นเหลือเกิน!

ที่พอจะหาดูได้ง่ายกว่าเพื่อนก็คือหนังเรื่องแรกกับสองเรื่องสุดท้ายของเขา คือ โนห์รา (2509) เป็นวีซีดีของบริษัททริปเปิ้ลเอ็กซ์ฟิล์ม กับ ข้างหลังภาพ (2544) และ เรือนมยุรา (2539) ที่หาพบได้ตามกระบะวีซีดีหนังไทยทั่วไป แต่ถ้าอยากดูนอกเหนือจากนั้น จำต้องใช้กำลังภายในกันนิดหน่อย

ฉะนั้นจึงถือเป็นโชคมหาศาลทีเดียว ที่งานเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพฯ ปีนี้ มีโปรแกรมหนังเชิด ทรงศรี ให้เราได้ดูกันชัดๆ บนจอใหญ่ๆ ถึงสี่เรื่อง ได้แก่ แผลเก่า (2520) พลอยทะเล (2530) อำแดงเหมือนกับนายริด (2537) และ ข้างหลังภาพ (2544)

แต่ถ้าหากไม่รู้ว่าจะเลือกดูเรื่องไหนดี ผมขอแนะนำไปทีละเรื่องแล้วกันครับ ..

เริ่มจาก แผลเก่า (2520) ที่เป็นผลงานดังที่สุด, ดีที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เชิด ทรงศรี

หรือจะเอาให้สมค่ากว่านั้น นี่คือภาพยนตร์ไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ 2520 เลยทีเดียว

ทำไม แผลเก่า ถึงยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ประการแรก เป็นความกล้าหาญยิ่งของเชิด ที่กำลังมือขึ้นจากหนังตลก อย่าง พ่อปลาไหล (2515) และ พ่อไก่แจ้ (2519) กลับหันมาทำหนังรักลูกทุ่งไทยแท้ แล้วพอออกฉายใครจะเชื่อว่าหนังรักลูกทุ่งเช่นนี้ จะทำรายได้มหาศาลถึง 13 ล้านบาท ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้มากที่สุดในยุคนั้น ชนิดที่หนังบู๊ระดับโลกของฉลอง ภักดีวิจิตรยังต้องอาย

ประการต่อมา เชิด ละเมียดละไมในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่นักแสดงนำ สรพงษ์ ชาตรี กำลังขึ้นหม้อในฐานะพระเอกขายดี เล่นได้ทั้งหนังชีวิตและบู๊ ร่วมด้วยดาราตุ๊กตาทอง ส. อาสนจินดา, ชลิต เฟื่องอารมณ์ และนักร้องนำจากวงดนตรีขวัญใจวัยรุ่น “ดิ อิมพอสซิเบิ้ล” เศรษฐา ศิระฉายา ที่เหนือคาดคือการนำเสนอนางเอกสาวหน้าใหม่ นันทนา เงากระจ่าง ที่สวยแบบไทยแท้จริงๆ ชนิดผู้ชมดูหนังไปก็หลงรักอีเรียมของไอ้ขวัญไป

ประการสุดท้าย แม้จะหยิบเอาบทประพันธ์ชั้นครูชื่อเดียวกันของ ไม้ เมืองเดิม มาทำ แต่เชิด ก็กล้าที่จะเปลี่ยนรายละเอียดเพื่อเสริมความสมจริงและแฝงประเด็นเสียดสีทางสังคมเข้าไป เช่นเพิ่มฉากลีลาศเข้าไปทั้งที่ต้นฉบับนิยายไม่มี นอกเหนือจากนั้นยังกำกับหนังเรื่องนี้อย่างไทยแท้ที่สุด ไม่กลัวที่จะใส่ฉากยาวๆ ที่แสดงถึงประเพณี- การละเล่นพื้นบ้าน หรือความสวยงามของบ้านทุ่ง ฉากขวัญกับเรียมคลอเคลียบนหลังควายก่อนไปนอนซบตักกันที่ใต้ต้นไม้ใหญ่กลายเป็นภาพโรแมนติคแบบไทยๆ ที่ทุกวันนี้คนยังจำได้ติดตาไม่รู้ลืม

นอกเหนือจากนั้น ความยิ่งใหญ่ของ “แผลเก่า” ไม่ใช่แค่สร้างความประทับใจให้แก่คนดู กระทั่งคนทำหนังเองยังยกย่อง เชิด ทรงศรี ในการถ่ายทอดความเป็นไทยออกมาได้อย่างงดงามหมดจด ที่ถึงจะเชยก็เชยอย่างไทยแท้จริงๆ แม้แต่ผู้กำกับ “ครูบ้านนอก” สุรสีห์ ผาธรรม ก็ยังออกปากว่าได้รับอิทธิพลในการนำเสนอภาพดินแดนอีสานให้สวยสดงดงามจากหนังเรื่อง “แผลเก่า” ของเชิด ทรงศรี นี่เอง

หรือจะยกแค่เพลงประกอบในหนังมาฟังกันชัดๆ คนก็ยังจำได้ว่าเป็นเพลงจากหนังเรื่อง “แผลเก่า” ทั้งเพลง “แสนแสบ” , “ขวัญเรียม” โดยเฉพาะ “แสนแสบ” ที่ครูชาลี อินทรวิจิตร ประพันธ์คำร้อง ทุกวันนี้กลายเป็นเพลงเอกของชรินทร์ นันทนาคร ที่ขึ้นเวทีไหนเป็นต้องร้อง จะขาดเพลงนี้ไปเสียมิได้เลยทีเดียว หรือแม้จะไม่เคยดูหนัง ไม่เคยฟังเพลงจริงๆ ได้เห็นแค่ภาพนิ่งกับโปสเตอร์ก็ยังจำได้ชัดว่านี่มันหนังเรื่อง “แผลเก่า” นี่หว่า เพราะทุกประการที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ล้วนเต็มไปด้วยความเป็นไทยแท้และเชิด ทรงศรี อย่างสมบูรณ์จริงๆ

เรื่องต่อมา “พลอยทะเล” (2530) หนนี้ เชิด ทรงศรี หยิบเอาบทประพันธ์ “สินในน้ำ” ของไม้ เมืองเดิม มาสร้างเป็นหนัง มีสรพงษ์ ชาตรี มารับบทพระเอก ประกบนางเอกสาว สินจัย เปล่งพานิชย์ เรื่องของหนุ่มชาวเล กับสาวชาวเกาะ ที่มีเพชรแห่งทะเลเป็นเครื่องคล้องใจ ทว่าความรักทั้งคู่ก็ไม่ได้ลงเอยโดยง่ายเมื่อเพชรเม็ดเจ้ากรรมกลับไปต้องใจกัปตันเรือที่มาทำร้ายพระเอกจนต้องกระเสือกกระสนหนีไป เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องตามไปชมในโรงภาพยนตร์ แต่รับประกันว่ายังคงเป็นงานที่ละเมียดละไมและอิ่มอกอิ่มใจอย่างแน่นอน เพราะนอกจากบรรดานักแสดงฝีมือดีคับคั่ง ยังมีฉากหลังบนเกาะสวยๆ และฉากใต้น้ำที่ได้ทีมงานของท่านมุ้ยมาช่วยในการถ่ายทำ

ส่วนเรื่องที่สาม “อำแดงเหมือนกับนายริด” (2537) เป็นภาพยนตร์ย้อนยุคที่เล่าไปถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งยังไม่มีการเลิกทาสและผู้หญิงก็มีสถานะต่ำต้อยกว่าผู้ชายในสังคม เรื่องราวความรักของตัวละครชายหญิงเจ้าของชื่อเรื่องที่ต้องเผชิญวิบากกรรมมากมาย โดยเฉพาะเมื่ออำแดงเหมือนถูกจับคลุมถุงชน และต้องหาทางเรียกร้องสิทธิแห่งความรักรวมทั้งสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ของตนกลับคืนมา ได้ดาราคู่ขวัญในยุคนั้นอย่าง สันติสุข พรหมศิริ และจินตรา สุขพัฒน์ มารับบทนำ

เชิด ทรงศรี หันมาจับประเด็นทันสมัยอย่าง ประเด็นสิทธิสตรี โดยเลือกย้อนกลับไปเล่าถึงในยุคที่ยังไม่มีการเลิกทาสในประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ แถมยังเล่นกับขนบธรรมเนียมโบราณเรื่องการคลุมถุงชนที่ทุกวันนี้ก็ยังคงมีอยู่ ไม่ใช่ว่าจะหายไปจากประเทศพร้อมการเลิกทาสเสียทีเดียว ฝีมือของเชิดยังคงเฉียบขาดในการถ่ายทอดความเป็นไทยแท้ ด้วยเรื่องราวที่ยกย่องอำแดงเหมือนประหนึ่งวีรสตรี นับเป็นลักษณะเด่นในงานของเชิด ช่วงหลังๆ ที่มุ่งให้ความสำคัญกับตัวละครฝ่ายหญิงสนับสนุนการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีของสตรีมากขึ้น

กระทั่งในเรื่องสุดท้ายอย่าง “ข้างหลังภาพ” (2544) ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นข้างหลังภาพฉบับที่มีความเป็น “แฟมินิสต์” สูงที่สุด เชิด มอบบทคุณหญิงกีรติผู้สูงศักดิ์ให้แก่ คาร่า พลสิทธิ์ ส่วนบทหนุ่มน้อยนพพรผู้เปี่ยมด้วยไฟรัก ได้ เคน ธีระเดช ซึ่งยังเป็นนักแสดงหน้าใหม่และยังไม่ได้ขึ้นรถไฟฟ้าไปหาใครมารับบท หนังยังคงละเมียดละไมตามสไตล์เชิด ทรงศรี ใช้การเล่าเรื่องที่เนิบช้าเล่นกับภาวะอารมณ์ของคนดูและตัวละครด้วยการค่อยๆ บีบคั้นอารมณ์ตามสถานการณ์ของเรื่องไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงจุดไคลแมกซ์ เชิด ก็พาคนดูลงไปสู่ความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้งได้อย่างงดงาม

อีกความโดดเด่นของข้างหลังภาพฉบับนี้ คือการถ่ายทำอย่างวิจิตร ที่จัดองค์ประกอบภาพให้มีลักษณะคล้ายภาพวาดมากที่สุด ฉากอันสวยงามอย่างฉากน้ำตกที่มิตะเกะจึงงดงามราวกับภาพวาดอันมีชีวิตที่นพพรได้เขียนเป็นที่ระลึกแก่การเดินทางแห่งความทรงจำครั้งนั้น ที่แปลกกว่าเรื่องอื่นๆ ของเชิด ทรงศรี คงหนีไม่พ้นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ไพเราะติดหูตามแบบฉบับเพลงไทยสากล อย่างเพลง “กีรติ” ของสุนิตา ลิติกุล แต่ยังคงกลิ่นอายดนตรีและอารมณ์อ่อนไหวแบบหญิงไทยให้คนฟังได้ปวดใจแปลบปลาบยามที่ได้ฟัง

ผลงานทั้งสี่เรื่องของเชิด ทรงศรี นอกจากจะทรงคุณค่าในฐานะมรดกแห่งชาติแล้ว ยังทรงคุณค่าในฐานะศิลปะที่เปี่ยมด้วยความเป็นไทยแท้ ที่รวมศาสตร์และศิลป์ของไทยหลายๆ ด้านไว้ด้วยกัน ทั้งนาฏศิลป์, คีตศิลป์, ทัศนศิลป์, วิจิตรศิลป์ ประกอบกันจนเป็นงานที่กาลเวลาก็ไม่อาจลดทอนคุณค่าได้ ทั้งยังจารึกชื่อของ เชิด ทรงศรี ไว้ในฐานะคนทำหนังไทยที่ยกระดับความเป็นศิลปะให้แก่วงการภาพยนตร์ไทยได้อย่างสูงค่าที่สุดคนหนึ่ง

ปล. นอกเหนือจากหนังทั้งสี่เรื่องแล้ว ยังมีหนังของเชิด ทรงศรี ที่น่าสนใจอีกมาก เช่น เลือดสุพรรณ (2522) เพื่อนแพง (2526) ทวิภพ (2533) ที่หากมีโอกาส ผมขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลายลองใช้กำลังภายในขวนขวายหามาดูกันซักครั้งนะครับ

Advertisements

One response

  1. อำแดงเหมือนกับนายริด นี่ นานมากแล้วนะครับ ยังมัธยมต้นอยู่เลย

    สิงหาคม 4, 2010 ที่ 2:38 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s