a trick of the light : a place for cinephiles

WFFBKK WISHLIST 3: ALL OF KEREN CYTTER’s

เลือกโดย  FILMSICK

บทความข้างล่างนี้เขียนขึ้นเพื่อแนะนำตัว KEREN CYTTER ทีี่มี หนังNEW AGE ของเธอมาฉายในเทศกาลเดียวกันนี้เมื่อปีที่ผ่านมา แียี้เธอกลับมาอีกครั้งพร้อมหนังใหม่และหนังสั้นมากมาย เราจึงขอยกบทความนี้มาแนะนำเธออีกครั้ง!

เอาล่ะเริ่มที่บรรดาหนังของเธอใน WFFBKK ปีนี้กันก่อน

The Tale of the Devil’s Hill and Endless Search for Freedom

The movie describes the story of Georg Hobmeier and Julia Münstermann – two friends who share the same apartment. Julia is participating in Georg’s ongoing film project. One day Georg Hears about the Devil’s Hill – The highest hill in Berlin. The hill used the CIA in the cold war to observe the city. Georg feels that this place can serve a great part in his film project, but in that time exactly Julia decides she don’t want to co-operate anymore with him. The film is build from repetitive fragments made of different styles.

more from GUT SHORTS NO.2

Four Seasons

Four Seasons opens with a neo-noir celebration of late-Hitchcock-meets-1980s-kitsch: a record plays dramatic music by Ferrante & Teicher; thick fake blood drips onto white tiles; snow whirls through the apartment and a lone woman climbs a dark, smoky staircase. Artist Lucy Stein plays the female lead as a wayward Hollywood beauty, clothed in a leopard print dress, teamed with a pink jumper, red lips pouting nonchalantly. ‘Excuse me, my name is Lucy, I’m living next door, second floor. I wanted to complain about the music, its stopped now but …’. Lucy is confronted by a tall naked man, rising out of the bath as bubbles float across his upper thighs. Softcore porn enthusiasts might feel momentarily at home as this scene unfolds, but rather than a fast-track to the act of love, confused, the man starts calling for a woman named Stella.
As the film unravels, conflicting narratives are revealed, switching between the stories of Stella, a tragic tale of heart-break and domestic murder, echoing Tennessee Williams’ A Streetcar Named Desire (1947), and Lucy. A voice-over describes the building using its architectural elements as metaphors for human behaviour. Climaxing with a series of spontaneously combusting objects – birthday cake, Christmas tree, record player – Four Seasons is a homage to all that is fake, showcasing visual clichés, lo-fi special effects and deadpan delivery.
The Devil’s Streams
Germany / 2008 / 10min / miniDV / Colour
Director: Keren Cytter

The Devil’s Streams is based on a story by Julio Cortazar. A man takes a photo in a park and finds out why the image intrigues him so much: the photo is more intense than his own life. After this, a refined philosophical story develops about a man and a woman in a house, a kitchen and the park we saw previously on the photograph, in which fiction and fact repeatedly swap positi

………………………………………………………………..

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร ไบโอสโคป ครับ

 

KEREN CYTTER : นางไร้กาล

 

หากลองนึกถึงผู้กำกับหญิงอายุสามสิบต้นๆสักคนที่ทำหนังเกือบทั้งหมดในห้องของตัวเอง เขียนเรื่องสั้น บทกวี กล้องก็ถือแฮนเฮลด์ ใช้นักแสดงหน้าใหม่ที่เป็นเพื่อนๆของเธอเอง เล่นกันเก้ๆกังๆ ชอบทำเรื่องรักสามเศร้า ที่มีบทสนทนาซ้ำไปซ้ำมา  ภาพแรกที่เรานึกถึงอาจเป็นโลกสีชมพูของ มิแรนด้า จูลาย(ผู้กำกับMe and You and Everyone We Know) แม้ทั้งสองคนจะอายุใกล้เคียงกัน และอนุมานหน้าหนังคร่าวๆได้คล้ายๆกัน แต่ที่จริงแล้วหนังของทั้งสองคนกลับเหมือนว่ามาจากคนละจักรวาล !

เอาเป็นว่าเธอคือ KEREN CYTTER   เกิดปี 1977 ในเทเลอาวีฟ อิสราเอล ก่อนจะย้ายมาเรียนศิลปะและทำงานในอัมสเตอร์ดัม CYTTER เริ่มมีผลงานตั้งแต่ปี 2001 เธอทำหนัง ( อย่างน้อยเธอก็ยืนยันจะเรียกมันว่าหนัง ) แต่งานของเธอไม่ได้ฉายโรง มันฉายตามแกลเลอรี่ และผู้คนรู้จักเธอในนามของศิลปินหญิง ทำงานวีดีโออาร์ต  video installation

ข้ามข้อจำกัดเรื่องนิยามของภาพยนตร์ กับวีดีโออาร์ตไปก่อน เอาเป็นว่าจากปี 2001 จนถึงปัจจุบัน เธองานไปกว่า 40 ชิ้น! โดยมากเป็นงานวีดีโอขนาดสั้นความยาวไม่เกิน 10นาที  บทภาพยนตร์ของเธอก็มักจะอ้างอิงจากวรรณกรรม ซึ่งไม่ได้ดัดแปลงมาทำเป็นหนัง หากให้ตัวละครอ่านมันตรงๆ และลุ่มหลงในมัน อย่างในTHE DEVIL’S STREAM(2007)ที่งานวรรณกรรมซึ่งถูกอ่านซ้ำกลับผลักตัวละครให้เดินหน้าไป (ในตัวบทเดิม) หรือ ร้ายการกว่าในCONTINUITY(2005)เมื่อวรณณกรรมกับโลกความเป็นจริงไหลทบเป็นหนึ่งเดียวกัน และถ้าไม่ใช่วรรณกรรม ก็จะเป็นบทสนทนาที่ได้ยินกันจนชินหู แบบที่เรามักพบเห็นตามละครน้ำเน่าหรือหนังฮอลลีวู้ดเกรดต่ำ  และจากลักษณะทางวรรณกรรมนี้เองเธอค่อยๆกลืนกินมันบนจอแปรรูปมันไปเป็นสิ่งอื่นโดยไม่ให้คนดูตั้งตัว  เธอให้ตัวละครพูดซ้ำๆ  วนเรื่องกลับมายังจุดเริ่มต้น สลับบทจากชายเป็นหญิงโดยใช้ประโยคเดิม  เลื่อนเวลาในการพูดออกนิดหน่อย เปลี่ยนตำแหน่งของกล้องหรือผู้พูด พากย์เสียงทับ ทุกกระบวนการกระทำอย่างไร้เวลา ไร้สถานที่ ไร้ความต่อเนื่อง ผุดปรากฏคล้ายกระแสสำนึก เป้ฯห้วงเหตุการณ์ณ์ที่วนซ้ำจนไม่เหลือเค้าดั้งเดิม ทำซ้ำจนกลายเป็นสิ่งอื่น บิดระนาบเวลาและการรับรู้ ของคนดู อาจเปรียบเทียบได้ว่าเธอคือ ลูกหลานของALAIN ROBBE –GRILLET  , ALAIN RAINAISE และ MARGUERITE DURAS ที่โตในศตวรรษที่21

“สำหรับฉันความซ้ำซากตั้งคำถามว่าเราจะแสดงความรู้สึกเช่นนั้นออกมาเป็นศิลปะได้ยังไง ยิ่งกว่านั้นมันพุ่งเป้าไปยังกฏเกณฑ์ ค่านิยม และธรรมเนียมปฏิบัตในการแสดงความรู้สึก ทั้งกับศิลปะ และความเป็นจริง  สิ่งซ้ำซาก (cliché) สำหรับฉันคือความจริงสัมบูรณ์  มันเป็นเหมือนไบเบิ้ลในทางปฏิบัติ  มันคือสิ่งซึ่งผ่านการรับรองจากผู้คนจำนวนมาก มันคือประโยคเดี่ยวซึ่งติดอยู่กับพวกเขา อย่างน้อยต้องมีพวกเขาสักคนที่เชื่อในมันจริงๆ ซึ่งถ้าคนจำนวนมากยอมรับมัน มันส่งผลต่อพวกเขาอย่างชัดแจ้ง อย่างที่ฉันเคยพูดเสมอๆ ฉันเองก็เป็นแบบพวกเขา แต่ไม่ค่อยมีใครเชื่อฉัน ” นี่คือสิ่งที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น  หนังของเธอคือการทำซ้ำ ของสิ่งซึ่งเป็นสิ่งซ้ำซากมาก่อนหน้า ในหนังชุดวันที่(หนังที่ตั้งชื่อตามวันที่มีเจ็ดเรื่องเจ็ดแนว) เธอเอาหนังคาวบอย หนังฟิล์มนัวร์ หนังรัก หนังชีวิต มาเล่าใหม่ ตัวละครอาจอยู่ในห้องเดี่ยว หรือแค่นั่งในสวนสาธารณะ แล้วใช้เสียงบรรยายสร้างเรื่องขึ้นมา เรื่องที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในงานชิ้นท้ายเธอถ่ายลองเทควนลูปบทสนทนาของสามีภรรยาคู่หนึ่ง โดยแสดงให้เห็นว่าการปรากฏซ้ำดังกล่าวนั้นคืบเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง และมันได้ซ่อนนัยยะปริแตกทางความสัมพันธ์ บทสนทนาและภาพนั้นคงเดิม หากความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไป  โดยใน SOMETHING HAPPENED(2007) เธอใช้วิธีการเดิมอีกครั้งแต่เปลี่ยนจากบทสนทนาเป็น ข้อความจากหนังสือ เรื่องหึงหวงประสาผัวเมียถูกสลับบทบาทในลูปของเหตุการณ์ต่อมา นำไปสู่เรื่องสยองขวัญ

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนังของเธอคือการที่หนังทำหน้าที่วิจารณ์ตัวหนังหรือความเป็นหนังของตัวเอง  ตัวละครของเธอมักลุกขึ้นมาพูดคุยกับคนดูดื้อๆ กระทั่งชี้ทางว่าหนังจะไปทางไหน กระตุ้นเตือนให้คนดูถอยห่างจากตัวหนัง และวิพากษ์ภาษาหนังไปในที ในDER SPEIGEL (2008) ซึ่งเล่าเรื่องแบบไม่ตัดเลยเกี่ยวกับหญิงเปลือยที่ต้องการผู้ชาย หากถูกขัดขวางจากสองสาวเธอเล่นกระทั่งกับซับไตเติ้ล เมื่อหญิงเปลือยพยายามจะพูดแล้วถูกห้าม เธอจึงหันไปพูดเป็นภาษอังกฤษเพื่อไม่ให้คนทำต้องอ่านซับไตเติ้ล สองสาวจึงแก้ทางด้วยการพูดแทรก เพื่อให้คนหันมาจดจ่อกับซับไตเติ้ลแทน!

อาจกล่าวได้ว่าหนังของ KEREN CYTTER คือรูปแบบของหนังในศตวรรษปัจจุบัน เมื่อหนังพัฒนาจากความเป็นต้นฉบับ ไปสู่การเป็นหนังอิงหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูความเป็นหนัง และในที่สุดก็ขยายอำนาจไปสู่การวิพากษ์ความเป็นหนัง ที่อาจจะเรียกได้ว่าหนังทำหน้าที่เป็นนักวิจารณ์ไปในตัวด้วยเช่นกัน

ในเทศกาลWorld Film Festival ปีนี้ NEW AGE หนังยาวเรื่องแรกของเธอจะมาฉาย ตัวหนังนั้นเล่าเรื่องของเด็กสาวนามดาฟเน่ และเวอร์ชั่นต่างๆในชีวิตเธอ ซึ่งอาจเป็นบาปหากเล่าเรื่องย่ออกไป   ไม่ใช่เพราะมันเป็นหนังหักมุม แต่เพราะเราไม่อาจเล่าได้เรื่องย่อได้ต่างหาก  เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้ใช้คนสี่คนเล่นเป็นดาฟเน่สี่เวอร์ชั่น ซึ่งจะไม่มีทางรู้ได้ว่าดาฟเน่คนไหนคือเหตุการณ์ในปัจจุบัน เพราะเรามีดาฟเน่ที่อาจจะเป็นความทรงจำ ดาฟเน่ที่อาจจะเป็นแฟนตาซี ดาฟเน่ที่อาจจะเป็นอดีต ดาฟเน่ที่อาจเป็นอดีตของอนาคต!! (ถ้าคุณคิดว่านี่คือสิ่งที่ PALINDROMES ทำมาก่อน เราขอบอกว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้ PALINDROMES  เป็นหนังเด็ก!)

ถ้านั่นยังเฮี้ยนไม่พอ หนังมีฉากที่พ่อหันมาถามลูกสาวว่าเธอเล่นเป็นลูกสาวฉันใช่ไหม แล้วซักไซ้ประวัตินักแสดง หรือแม่ที่จู่เดินไปลดเสียงที่ถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นดนตรีประกอบตลอดเวลา และดาฟเน่แต่ละคนจะถูกเล่าควบคู่กันไปโดยไม่ลำดับเวลาหรือเหตุการณ์ใดๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งถูกวนซ้ำเป็นกระแสสำนึก

การวิพากษ์ตัวบทด้วยตัวบทเอง เส้นเรื่องที่ถูกบิดทิศทางจนกลายเป็นเขาวงกต และเรื่องที่พูดถึงความทรงจำ ความจริง และความฝัน  แม้หนังของเธอจะไม่ได้เล่าเรื่องลึกซึ้งในเชิงปัจเจก แต่ตัวละครของKEREN  CYTTER ไม่ได้ปรากฏในฐานะมนุษย์ พวกเขาปรากฏในฐานะตัวละครของตัวละครพื่อเปิดโอกาสให้การวิพากษ์ภาพยนต์และวรรณกรรม (เราอาจบอกว่าหนังของเธอคือปฎิสัมพันธ์ขั้นสูงระหว่างวรรรณกรรมกับภาพยนตร์ที่มากกว่าแค่การดัดแปลงตัวหนังสือมาทำเป็นภาพเคลื่อนไหว

แม้จะเร็วเกินไปที่จะเรียกเธอว่าเป็นตัวแทนของNEW CINEMA แต่เราควรจับตามองเธออย่างยิ่ง

ล้อมกรอบ : มโนสาเร่ KEREN CYTTER

1.หนังของเธอสามารถหาดู และโหลดได้ฟรีๆเกือบทั้งหมด ใน youtube (เธอมีchannelของตัวเองชื่อ rettomyc) และในเวบubu (www.ubu.com)

 

2.ในchannelของเธอเราจะพบว่าเธอทำคลิปตลกๆแบบมิแรนด้า จูลายก็ได้ เช่นชวนเพื่อนมาอ่านบทกวีบ้าๆบอๆที่เธอเขียนเองเป็นต้น

http://www.youtube.com/user/rettomyc

 

3.นอกจากจะเป็นศิลปินวีดีโออาร์ตเธอยังเป็นนักเขียนอีกด้วย หนังสือของเธอ มีชื่อเช่น I was the good and he was the bad and the ugly หรือ   The Man Who Climbed Up the Stairs of Life and Found Out They Were Cinema Seats และยังมีรวมบทกวีอีกด้วย

4. มีนักวิจารณ์บางคนบอกว่างานของเธอคือการเพิกเฉยต่อสุนทรียศาสตร์ของภาพยนตร์ (เนื่องจากหนังของเธอทำลายทั้งการเล่าเรื่องและถ่ายทำอย่างง่ายๆ) เธอตอกกลับความเห็นนั้นว่า มันเป็นเพราะเขาไม่ถูกใจหนังของเธอต่างหาก!

5.เธอกำลังมีโครงการทำหนังใหม่ เป็นวีดีโอสั้นที่มีเลือดปลอมและระเบิด(แน่นอนว่าถ่ายในบ้านฉัน) แล้วฉันยังคิดจะทำวีดีโออีกสองเรื่อง เรื่องนึงจะมีสาวเปลือยและจะเกี่ยวกับความวุ่นวายในสังคมตอนนี้ อีกอันเป็นโปรเจคต์ในฮอลแลนด์

 

ปิดท้ายด้วยหนังบางเรื่องของเธอที่หาดูได้ครับ



Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s