a trick of the light : a place for cinephiles

WFFBKK WISHLIST 4 : FATHER OF MY CHILDREN

THE FATHER OF MY CHILDREN @ WORLDFILMBKK 2009

ร่วมรำลึกถึง HUMBERT BALSAN บุรุษผู้อยู่เบื้องหลังพลังสร้างสรรค์แห่งวงการหนังศิลปะ

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com

                10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005 เป็นวันที่วงการหนังนานาชาติต้องช็อคไปกับข่าวเศร้าเมื่อ Humbert Balsan โปรดิวเซอร์หนุ่มใหญ่วัย 50 ปีชาวฝรั่งเศสตัดสินใจดับชีวิตตัวเองด้วยการแขวนคอตายภายในห้องทำงานของเขาเองเพื่อหนีแรงกดดันรุมเร้าทางการเงินเมื่อหนี้สินบริษัทผลิตหนังของเขาพอกพูนจนจวนเจียนจะถึงจุดล้มละลาย เหตุที่ข่าวร้ายอันนี้นับเป็นสิ่งที่น่าตกใจก็เพราะทุกคนที่รู้จักและเคยได้ร่วมงานกับเขานั้นต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า Humbert Balsan เป็นโปรดิวเซอร์หนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์และพลังแห่งความเชื่อมั่นในตัวเอง ถึงพร้อมด้วยทักษะในการเจรจาต่อรองกับบรรดาผู้ร่วมลงทุนทั้งหลายให้มั่นใจในผลงานที่เขาเล็งเห็นแล้วว่าน่าจะมีส่วนสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ให้กับวงการ บุคลิกที่ผสมผสานทั้งความแข็งแกร่งและอ่อนโยนรวมถึงอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อวงการศิลปะด้วยความบริสุทธิ์ใจทำให้แทบไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงเช่นนี้

 Humbert Balsan

 

Humbert Balsan โปรดิวเซอร์ในฝันของนักทำหนังหลาย ๆ คน

Humbert Balsan นับเป็นสุดยอด ‘ป๋าดัน’ ผู้ได้รับการยอมรับนับถือว่ามีคุณูปการต่อวงการภาพยนตร์ศิลปะร่วมสมัยอย่างยากที่จะหาใครเทียบ เขามักจะเปิดโอกาสให้กับดาวดวงใหม่ที่ยังไม่มีโอกาสพิสูจน์ฝีมืออย่างไม่ลังเล แม้แต่โปรเจ็กต์ในฝันของผู้กำกับรายสำคัญซึ่งบางครั้งก็อาจจะยิ่งใหญ่เสียจนไม่มีใครกล้าเสี่ยงด้วย Humbert Balsan ก็ยินดีอ้าแขนรับในทันทีหากมันเป็นงานที่เขาเล็งเห็นว่ามีศักยภาพจริง ๆ นอกจากโครงการหนังต่าง ๆ หลากหลายในฝรั่งเศสแล้ว Humbert Balsan ยังเป็นผู้ผลักดันวงการหนังในประเทศกลุ่มอาหรับให้มีโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานผ่านเงินทุนร่วมจากฝั่งยุโรปอีกด้วย บรรดาหนังที่ Humbert Balsan เคยรับเป็นโปรดิวเซอร์ จึงคลาคล่ำไปด้วยผลงานชื่อดังอย่าง Adieu Bonaparte (1985) Alexandria Again and Forever (1990) Destiny (1997) Alexandria…New York (2004) โดย Youssef Chahine ผู้กำกับระดับแถวหน้าจากอียิปต์, Divine Intervention (2002) โดย Elia Suleiman, Quartet (1981) กับ Jefferson in Paris (1995) โดย James Ivory, หนัง epic ความยาวกว่าสี่ชั่วโมงครึ่งเรื่อง Gate of the Sun (2004) ของผู้กำกับ Yousry Nasrallah จากอียิปต์ ผลงานเรื่อง Manderlay (2005) และ The Man from London (2007) โดยผู้กำกับที่ขึ้นชื่อในความเรื่องมากอย่าง Lars von Trier และ Bela Tarr ตามลำดับ (เรื่องหลังนี่ถ่ายทำในช่วงที่ Humbert Balsan ตัดสินใจลาจากโลกนี้ไปพอดี จนผู้กำกับต้องวิ่งเต้นหาทุนใหม่เพื่อถ่ายทำต่อ) ไปจนถึงผลงานของกลุ่มผู้กำกับหญิงชาวฝรั่งเศสอย่าง Will It Snow for Christmas? (1996) โดย Sandrine Veysset, Post coitum animal triste (1997) โดย Brigitte Rouan, The Intruder (2004) โดย Claire Denis และ All Is Forgiven (2007) ของ Mia Hansen-Love ซึ่ง Humbert Balsan ตอบตกลงให้การสนับสนุนแม้จะเป็นผลงานเรื่องแรกของเธอ แต่เขากลับจบชีวิตลงก่อนจะได้เริ่มต้นถ่ายทำเพียงไม่นาน ซึ่งจากรายชื่อหนังที่ได้ยกตัวอย่างมานี้ก็คงสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในเชิงศิลปะของโปรดิวเซอร์หนุ่มรายนี้ได้เป็นอย่างดีว่าเขาแทบไม่เคยนำเอาผลตอบแทนในเชิงกำไรมาเป็นปัจจัยในการเลือกสนับสนุนผลงานเลย

และด้วยบุคลิกอันน่าประทับใจของ Humbert Balsan นี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับหญิง Mia Hansen-Love เขียนบทหนังเรื่อง The Father of My Children ขึ้นเพื่อถ่ายทอดแรงกดดันต่าง ๆ ที่ Humbert Balsan ต้องเผชิญก่อนจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตผ่านตัวละครสมมตินาม Gregoire Canvel โปรดิวเซอร์หนุ่มใหญ่ที่ถึงแม้ว่าตัวหนังจะไม่ได้อิงโยงกับ Humbert Balsan โดยตรง แต่ Mia Hanson-Love เองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าเธอทำหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อระลึกถึง Humbert Balsan โปรดิวเซอร์รายแรกที่เปิดโอกาสให้เธอทำหนังแม้จะไม่สามารถสนับสนุนได้ตลอดรอดฝั่งก็ตาม โดยใน The Father of My Children นี้ ผู้ที่มารับบทเป็น Gregoire Canvel ก็คือ Louis-Do de Lencquesaing (อ่านว่าอะไรกันละเนี่ย?) นักแสดงซึ่งผู้กำกับคงจะจงใจคัดเลือกให้มีลักษณะทางการกายภาพใกล้เคียงกับ Humbert Balsan มากที่สุด

     Balsan Lencquesaing

Humbert Balsan (ซ้าย) กับ Louis-Do de Lencquesaing (ขวา) ผู้รับบทเป็น Gregoire Canvel ตัวละครที่อิงจากบุคลิกของ Humbert Balsan

ตัวละคร Gregoire เป็นหนุ่มใหญ่ที่ยังมีไฟแรงล้นในการสร้างสรรค์ผลงานด้อยโอกาสที่ไม่มีใครเหลียวแหลให้มีตัวตนขึ้นมาในภาพยนตรพิภพ เขาเป็นเจ้าของบริษัทหนังเล็ก ๆ ชื่อ Moon Films ซึ่งผลงานต่าง ๆ ที่ผลิตโดยบริษัทนี้มักจะได้รับเกียรติในฐานะหนังดีมีรางวัลมากกว่าจะเป็นผลงานเงินล้านตีหัวคนดูเข้าบ้านเพื่อกอบโกยเงิน Gregoire ลุยงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหนังด้วยตนเอง ตั้งแต่การอ่านบทหนังที่ส่งมาเพื่อขอการสนับสนุนซึ่งหากมีชิ้นไหนที่ Gregoire ถูกใจเขาก็จะโทรไปติดต่อกับเจ้าของผลงานนั้นในทันที นอกจากนี้เขายังต้องแวะเยี่ยมเยียนเพื่อสำรวจความคืบหน้าของกองถ่าย เจรจาต่อรองกับผู้ลงทุนร่วมและผู้กำกับอีโก้จัดทั้งหลายให้หนังสามารถดำเนินการผลิตจนสำเร็จออกมาได้ด้วยทักษะในการประนีประนอม อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลาที่ Gregoire ต้องหันมาบริหารจัดการด้านการเงิน เขากลับไม่เห็นช่องทางใด ๆ ที่จะกอบกู้สถานการณ์อันง่อนแง่นของบริษัทได้เลย เมื่อปัญหาเริ่มลุกลามด้วยความมือเติบของ Gregoire เองที่ดันไปลงทุนผลิตหนังมากรายจนเกินกำลัง เขาจึงต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบนั้นแต่เพียงลำพังโดยไม่ยอมให้ครอบครัวของเขาได้ล่วงรู้ ดังนั้นโดยบทบาทของการเป็นพ่อแล้ว Gregoire ก็ยังทำได้อย่างไร้ข้อบกพร่อง เขารับหน้าที่บิดาที่แสนดีขับรถพาภรรยาและลูกสาวทั้งสามไปพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์ ณ บ้านพักตากอากาศอย่างสนุกสนานสำราญใจหันหลังให้กับปัญหารุมเร้าทั้งหลายราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น บุคลิกอันมั่นคงและสง่างามของ Gregoire ทำให้ไม่มีใครระแคะระคายเลยว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทางการเงินที่หนักหนาสาหัสถึงเพียงไหน จนกระทั่งเหตุการณ์ซึ่งไม่มีใครคิดฝันได้บังเกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงช็อคอึ้งแก่คนรอบข้างได้อย่างเจ็บปวดยิ่งนัก

สิ่งที่ทำให้ The Father of My Children เป็นหนังที่สร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้แก่คนดูได้อย่างทรงพลังก็คือการถ่ายทอดเรื่องราวอย่างจริงใจตรงไปตรงมาด้วยลีลาอันเป็นธรรมชาติของผู้กำกับหญิง Mia Hanson-Love อดีตนักวิจารณ์นิตยสาร Cahiers du Cinema ของฝรั่งเศส ที่ปลอดจากการโหมอารมณ์ผู้ชมกันแบบสิ้นเชิง ปมประเด็นความขัดแย้งด้านเนื้อหาถูกถ่ายทอดผ่านสีหน้าและแววตาของบรรดานักแสดงในระดับละเอียดละเมียดโดยไม่จำเป็นต้องใส่ฉากปะทะปะทั่งอารมณ์กันอย่างที่จะเห็นอย่างชินตาในหนัง Hollywood จุดที่น่าสนใจก็คือหลังจากปล่อยให้ผู้ชมได้ร่วมสะเทือนไปกับปัญหาภายในของ Gregoire อย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งแรกแล้วนั้น ในช่วงครึ่งหลังของหนังมันกลับยิ่งน่าโศกเศร้าเสียยิ่งกว่าเมื่อตัวละครที่เคยไม่เข้าใจในการกระทำของเขาจะมีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสด้วยตนเองว่าสถานการณ์ที่ Gregoire ต้องเผชิญนั้นมันหนักหนาสาหัสขนาดไหน และหาก Moon Films มันคือชีวิตทั้งหมดของเขาแล้ว การตัดสินใจประกอบอัตวินิบาตกรรมจึงอาจจะต้องกลายเป็นสิ่งสมเหตุสมผล!

เฮ้อ! ดูหนังเรื่องนี้แล้วมันชวนให้สะท้อนหัวอกหัวใจว่าอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ในโลกศิลปะนั้นมันช่างเป็นอะไรที่สวนทางกับกลไกความอยู่รอดในเชิงธุรกิจชนิดไม่อาจรอมชอมประนีประนอมอะไรได้เลยจริง ๆ นึก ๆ แล้วก็ประหวัดคิดไปถึงบรรดาคนใกล้ตัวทั้งหลายที่โดนไวรัสรักหนังกลุ้มรุมทำร้ายจนทรัพย์สมบัติค่อย ๆ มลายหายด้วยความ ‘ทู่ซี้อยู่ได้’ จนอาจต้องอดตายเข้าสักวัน เพราะสิ่งที่มุ่งมั่นลงทุนทำกันเป็นล่ำเป็นสันนั้นมันอาจมิได้เป็นของเลอค่าในสายตาใคร ๆ! แล้วจะบ้าจี้เหน็ดเหนื่อยกันไปทำไม อันนี้ผู้เขียนก็ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ!

 Father of My Children

พล่ามเสียจนเกือบลืม คุณผู้ชมที่สนใจสามารถร่วมสะเทือนใจไปกับ The Father of My Children ได้ในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 ณ Paragon Cineplex ศูนย์การค้า Paragon ระหว่างวันที่ 6-15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 นี้ ส่วนตารางฉายเชิญติดตามได้จากเว็บนี้โลด!  http://www.worldfilmbkk.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s