a trick of the light : a place for cinephiles

3 ทศวรรษกับหนังไทยของบัณฑิต ฤทธิกล

โดย Jesse James


หลังนอนคิดหาเหลี่ยมมุมที่จะเขียนอำลาอาบัณฑิตของน้องนุ่งในวงการหนังไทยอยู่นานสองนาน จนกระทั่งทิ้งช่วงมาได้สองเดือนพอดีหลังการเสียชีวิตของอา กอปรกับได้มีโอกาสนั่งดู “บุญชู” ตั้งแต่ภาค 1 ถึง 8 อีกรอบพร้อมหนังเรื่องอื่นๆ ประปราย เลยนึกขึ้นได้ว่าน่าจะสมควรแก่เวลาแล้วที่จะเขียนบทความอำลาอาบัณฑิตอย่างเป็นจริงจังเสียที

โดยประวัติจะไม่ขอกล่าวเกริ่นอะไรอีก เพราะแฟนๆ หนังทั้งไทยและเทศคงจะพอคุ้นเคยกับงานของอาบ้าง แม้ในช่วงหลังๆ จะแผ่วไปหน่อยจนกระทั่งเริ่มกลับมาเปรี้ยงได้อีกครั้งจาก “บุญชู ภาค 9”  และเพิ่งได้ยินข่าว่าอากำลังเตรียมงานสร้าง “บุญชู ภาค 10” อยู่หมาดๆ การเสียชีวิตในวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมาจึงนับว่ากระทันหันกระทบความรู้สึกผมมากทีเดียว

นับเริ่มจากความทรงจำผมเริ่มรู้จักชื่อ บัณฑิต ฤทธิกล เป็นครั้งแรกจากหนังเรื่อง “บุญชู” นี่แหละ จำไม่ได้ว่าภาคไหนที่ได้ดูในโรงเป็นครั้งแรก คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นภาค 6 หลังจากนั้นก็สมัครเป็นแฟนบุญชูและแฟนหนังอาเรื่อยมา มีโอกาสก็ดูเรื่องอื่นๆ ทางวีซีดี โดยเฉพาะบุญชูที่ดูทุกภาคไม่ต่ำกว่าสองรอบ

เท่าที่ดูมา ชอบหนังอาทุกเรื่องในยุคพีคสุดช่วงทศวรรษ 2530 ตั้งแต่ ด้วยเกล้า (2530) จนถึง บุญชู 8 เพื่อเธอ (2538) เทียบกับหนังไทยยุคเดียวกัน หนังของอาบัณฑิตมีเสน่ห์พิเศษที่ทำให้คนดูไม่ว่าจะวัยไหนหลงรักได้ง่ายๆ นั่นคือ “ตัวละคร”

ไล่มองจากประวัติการทำงานของอาจะพบว่า ก่อนจะเริ่มมาจับงานกำกับหนังเต็มตัวเรื่องแรกใน คาดเชือก (2527) อาเริ่มจะโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงการพอสมควรจากการร่วมเขียนบทหนัง โดยเฉพาะหนังบู๊สะบั้นจากค่ายโคลีเซียมฟิล์ม ของคม อัคฆเดช ที่ดังทุกเรื่อง ตั้งแต่ เสือภูเขา (2522), เพชรตัดหยก (2525), ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. (2525), พยัคฆ์ยี่เก (2526) รวมทั้งเขียนบทให้ฉลอง ภักดีวิจิตร ใน ผ่าปืน (2522) และ ทอง ภาค 2 (2525) เรียกว่าดังจากหนังบู๊ระห่ำล้วนๆ ความน่าสนใจในงานยุคนี้อยู่ที่ตัวละครในหนังที่อาเขียนบทให้นี่ล่ะ

ใน เสือภูเขา มีเล่าทง (สรพงษ์ ชาตรี) เสือภูเขาหนุ่มเผ่าแม้วที่ต้องออกตามล่ามูเซอดำ (ดามพ์ ดัสกร มาพร้อมเสียงหัวเราะร้ายกาจ) ที่มาพรากเมียไปจากเขา นอกจากหนังจะเต็มไปด้วยฉากบู๊สุดมัน การดำเนินเรื่องก็กระชับเร้าใจ เต็มไปด้วยปมในอดีตและความเข้าใจผิดที่นำพาเหตุการณ์ให้ระทึกขึ้นเรื่อยๆ ตัวละครในเรื่องทุกตัวมีสีสันทุกคนจำได้ชัด บุคลิกสรพงษ์แปลกตาดีเพราะไว้เปียเหมือนพจมาน แต่ที่โดดเด่นมากคือ เล่าปอ แม้วนักล่ามือพระกาฬ (ลักษณ์ อภิชาติ ทั้งมันทั้งฮาในบทนี้) ที่ชอบคุยกับปืนคู่กาย แถมยังได้เห็นจารุณี บู๊เป็นครั้งแรก กระทั่งตัวรองๆ อย่างคู่หูคู่ฮา พิภพ ภูพิญโญ – สมศักดิ์ ชัยสงคราม

หนังบู๊เรื่องอื่นๆ ที่อาเขียนก็ล้วนแล้วแต่ขายคาแรคเตอร์จัดจ้านของตัวละครเอกเป็นหลัก ถามถึงบทบู๊ของสรพงษ์ คนส่วนใหญ่จะจำเขาได้จาก เพชรตัดหยก, ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. และ พยัคฆ์ยี่เก ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่งแน่นอน ที่สำคัญบทพระเอกในหนังบู๊ที่อาเขียนส่วนใหญ่ มักมีปมในอดีตหรือความขัดแย้งบางอย่าง มีลักษณะเป็นปุถุชนที่เคยทำผิดพลาดด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มมิติให้แก่ตัวละครเอกในหนังบู๊มากกว่าจะเดินหน้าฆ่าอย่างเดียว

ขณะเดียวกันเรายังสามารถพบเห็นตัวละครกลางๆ ที่มีทั้งดีทั้งเลวอยู่ในตัวอย่าง จ่าเทิน, เล่าปอ ในเสือภูเขา, เริงรณ ในพยัคฆ์ยี่เก ที่บางครั้งการตัดสินใจบางอย่างส่งผลกระทับทั้งดีและร้ายนำพาให้เรื่องดำเนินไปสู่จุดพลิกผันที่คนดูเองก็ยากจะคาดเดา

หรืออย่าง ทอง ภาค 2 ความหาญกล้าที่เขียนให้บทหนังต่อเนื่องกับภาคแรกแบบนาทีชนนาที แถมเนื้อหายังหนักแน่นขึ้นเมื่อเพิ่มประเด็นการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยการทำสงครามกับฝ่ายทหารในเขตพื้นที่ทับซ้อน มากกว่าเดินหาทองท่อมๆ ตามป่าเหมือนหนังภาคหลังที่หนักไปทางบู๊เอามันเข้าว่า

เขาเคยพูดถึงการเขียนบทหนังของตัวเองระหว่างสนทนากับสนานจิตต์ บางสพาน ใน “สนทนา 12 ผู้กำกับหนังไทยร่วมสมัย” ว่านี่คือจุดแข็งที่สุดของเขาในการทำหนัง “ผมคิดว่าถ้าให้ผมได้ทำงานอิสระเต็มที่ ผมจะเขียนบทได้ดีมาก จังหวะจะโคนของหนัง ผมคิดว่าผมมีดีตรงนี้ ที่จะทำให้คนติดตาม บังคับคนดูว่าตรงนี้มึงลุกไม่ได้ เข้าห้องน้ำไม่ได้ ตรงนี้มึงรู้สึกอย่างนี้ ตรงนี้มึงต้องดู”

กระทั่งเมื่อถึงคราวนั่งแท่นผู้กำกับเสียเอง ความโดดเด่นในการสร้างตัวละครทั้งด้านรูปลักษณ์และมิติของตัวละครก็ยิ่งจะมีเพิ่มมากขึ้น ตัวเอกใน คาดเชือก (2527) ผลงานกำกับเรื่องแรกของอา ด้วยบทที่เข้มข้นดุดันหนักไปทางชีวิตมากกว่าบู๊สะบั้น  ทำให้นี่เป็นบทบู๊-ชีวิตที่สรพงษ์ เล่นได้ถึงมากบทหนึ่งทีเดียว

ก่อนจะหันมาจับหนังชีวิตจริงๆ เต็มตัวใน คนดีที่บ้านด่าน (2528) แม้จะเป็นหนังดีแต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แล้วก็พลิกแนวมาทำหนังตลกใน คู่วุ่นวัยหวาน (2529) ซึ่งประสบความสำเร็จพอท้วมๆ ทำให้อาเริ่มจะจับแนวทางงานสร้างหนังที่ปูไปสู่การสร้างหนังตลกในทศวรรษต่อมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงผลงานเรื่องที่ 5 ที่ครั้งหนึ่งอาบัณฑิตเคยบอกไว้ว่านี่คือผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตอย่าง ด้วยเกล้า (2530)

เมื่อเปรียบ ด้วยเกล้า (2530) กับงานในยุคก่อน จะพบร่องรอยการผสมผสานจุดเด่นในงานชิ้นก่อนๆ หน้านั้นได้อย่างลงตัว ทั้งการสร้างตัวละครกลุ่มใหญ่ที่มาเกี่ยวโยงกันด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ใน ทองภาค 2, เล่าเรื่องชีวิตคนอย่างเข้มข้นถึงแก่นใน คาดเชือก ทั้งยังสร้างตัวละครที่ความโดดเด่นเพื่อง่ายต่อการจดจำมาก นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังที่มีลักษณะการเล่าเรื่องแบบ “หลากชีวิต” ประสบความสำเร็จได้ และอาบัณฑิตก็ทำได้เยี่ยมถึงขนาดเป็นหนังในดวงใจใครหลายคน น่าเสียดายที่หนังไม่สู้จะประสบความสำเร็จด้านรายได้มากนัก

แต่ไม่ใช่กับงานชิ้นต่อมาอย่าง ปัญญาชนก้นครัว (2530) แม้จะออกฉายในปีเดียวกัน แต่แนวเรื่องต่างกันโดยสิ้นเชิง นี่คือหนังตลกเรื่องที่สองที่เริ่มแสดงให้เห็นถึงสไตล์เฉพาะของบัณฑิต ฤทธิ์ถกล อย่างความเก่งกาจในการสร้างตัวละครที่น่าจดจำ แถมยังมาพร้อมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ด้วยเรื่องราวที่ไหลลื่นเป็นตลกปัญญาชนแฝงไปด้วยประเด็นทางสังคมที่น่าคิดน่าศึกษา ทำให้หนังแตกต่างจากหนังตลกร่วมยุค เป็นการปูทางสูตรสำเร็จหนัง “มหาชน” ของบัณฑิตจนกระทั่งถึงจุดเปรี้ยงจริงๆ ในปีต่อมากับ บุญชูผู้น่ารัก (2531)

ความสำเร็จระดับมโหฬารของบุญชู ถูกค่อนขอดว่าเป็นการหยิบเอาองค์ประกอบหนังตลกญี่ปุ่นเรื่องดังอย่าง โทร่าซัง มารีเมคเป็นหนังไทย มองเผินๆ อาจใช่ในแง่ตัวละครแสนดีที่มองโลกแบบโพซิทีฟสุดๆ แต่เนื้อในแล้วบุญชูคือตัวละครที่แหกความเป็นบัณฑิต ฤทธิกล โดยสิ้นเชิง!

เทียบกับตัวละครเอกในหนังที่อาเขียนบทให้ โดยเฉพาะกลุ่มหนังบู๊และหนังชีวิต จะพบว่าตัวละครเหล่านั้นมักมีปมเงื่อนงำในอดีตหรือความผิดพลาดที่ฝังใจ บางครั้งก็เป็นคนที่ขวางโลกไม่สนใจใครเลย พวกเขามักผ่านความเจ็บปวดมาแสนสาหัสก่อนจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะก้าวพ้นอดีตอันโหดร้ายด้วยตนเอง แต่บุญชู บ้านโคก กลับเป็นตัวละครที่มาด้วยความไร้เดียงสา ไม่มีเหตุขุ่นข้องใจในอดีต เขามาจากที่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน แต่สิ่งที่บุญชูต้องพบเจอตลอดทั้งเรื่องคือปัญหาและความเลวร้ายในสังคมที่เขาไม่เคยนึกคิดว่ามันมีอยู่จริง แต่ละอุปสรรคที่ผันผ่านไปคือกำแพงที่บุญชูต้องข้ามพ้นให้ผ่านไปได้ บางครั้งเราจะเห็นว่าพระเอกหน้าซื่อคนนี้ต้องล้มลุกคลุกคลาน ท้อแท้ต่อปัญหา คลางแคลงต่อความคิดและทัศนคติของตัวเอง หลายครั้งปัญหาที่เกิดในเรื่องก็เป็นสิ่งที่เขาก่อแต่กลับแก้ไขไม่ได้ บานปลายไปใหญ่โตจนเดือดร้อนคนไปหมด เขาไม่ใช่คนที่จะลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเองได้ แต่กลับต้องได้รับความช่วยเหลือกลายๆ ทั้งในรูปของคำพูดกระตุ้นจิตใจหรือการกระทำจากผู้อื่น

ฟังดูนายบุญชูคนนี้ก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ที่ดันมีทัศนคติดีเกินกว่าจะอยู่ในสังคมฟอนเฟะนี้ได้ แต่นี่แหละคือความมหัศจรรย์ของตัวละครบุญชู เป็นจุดศูนย์กลางในหนังทุกๆ ภาค มัดใจคนดูได้ทุกเพศทุกวัย ก็เพราะความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดานั่นเอง!!

หนังชุดเรื่องบุญชู จึงเป็นหนังที่ธรรมดาสามัญอย่างที่สุด เปี่ยมด้วยความซื่อเหมือนตัวละครเอกที่สุด หากในความสามัญของบุญชู ตัวละครรายล้อมกลับเป็นพวกที่เปี่ยมด้วยสีสัน บ้าบอคอแตกและยากจะคาดเดา เป็นอีกครั้งที่บัณฑิต ฤทธิกล แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างหนัง “หลากชีวิต” ได้อย่างสนุกครบรส สูตรนี้ยังถูกนำไปใช้ในหนัง โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ (2534), เจาะเวลาหาโก๊ะ (2535) รวมทั้งหนังกระโปรงบานขาสั้นอย่าง ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44 (2533), อนึ่งคิดถึงพอสังเขป (2535) และ อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2 (2539) โดยยึดตัวละครเอกหรือกลุ่มตัวเอกที่มีความใสซื่อ บริสุทธิ์ หากต้องเผชิญกับปัญหาที่ประดังเข้ามาทดสอบความพร้อมเพื่อก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ โดยมีตัวละครแวดล้อมคอยให้ความช่วยเหลือ ในหนังโก๊ะ คือ พรานหนุ่มปากเสีย (สันติสุข พรหมศิริ) ส่วนในหนังชุดกระโปรงบานขาสั้น คือ เหล่าครูประจำชั้นของนักเรียนก๊วนเฮ้ว

————

หลังจากนั้นกราฟชีวิตของอาบัณฑิตและบุญชูก็พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดพร้อมๆ กัน ตลอดทศวรรษ 2530 นอกจากทำหนังบุญชูแล้ว ยังสร้างงานดีๆ อย่าง กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ (2537) หนังดราม่าหนักๆ ที่คอหนังยังพูดถึงอยู่เสมอ และยังเป็นงานที่แสดงให้เห็นว่า ความจัดจ้านในการสร้างตัวละครของบัณฑิต ไม่ใช่จะเก่งแต่การสร้างตัวละครเปี่ยมสีสันบ้าบวมเท่านั้น แต่ยังสร้างตัวละครที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อมีชีวิตอย่างคู่สามีภรรยาปรกติธรรมดาที่สุดคู่หนึ่งขึ้นมาได้จริงๆ

ครั้งหนึ่งในการให้สัมภาษณ์ เขาบอกว่ามีความฝันที่จะทำหนังสองเรื่อง เรื่องแรกเป็นหนังพีเรียดพูดถึงเมืองไทยในสมัย ร.5 เขามองว่ามันเป็นช่วงเวลาพลัดเปลี่ยนเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาซึ่งมีความน่าสนใจอยู่มาก อีกเรื่องที่ติดอยู่ในหัวเขาเสมอคือเรื่องช่วงเวลาระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ถึง 6 ตุลา 2519 เนิ่นนานจากการสัมภาษณ์ครั้งนั้นเกือบสิบปี บัณฑิตจึงมีโอกาสสานฝันตัวเองให้สำเร็จ

หลังวงการหนังไทยเข้าสู่ยุคเสื่อมความนิยมในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ทำให้อาบัณฑิตทิ้งช่วงไปถึงสี่ปีก่อนจะกลับมาพร้อมหนัง “หลากชีวิต” ที่รวมดาราทั่วฟ้าเมืองไทยไว้ใน สตางค์ (2543) เป็นหนังดีเรื่องหนึ่งที่เต็มไปด้วยตัวละครหลากหลายที่มา หลากหลายปัญหา แต่ต้องมาเผชิญโชคร่วมกันด้วยข่าวลือเพียงข่าวเดียว เมื่อออกฉายกลับไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้นัก แม้ “สตางค์” จะบอกเล่าชีวิตช่วงหลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ความเป็นพีเรียดของหนังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่บัณฑิตสนใจเสมอมาจากสมัย ร. 5 เดิมนั้นยังคงอยู่ครบถ้วน

ก่อนที่บัณฑิตจะทำฝันที่สองสำเร็จด้วย 14 ตุลา สงครามประชาชน (2544) หนังเล่าช่วงเวลาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อน 14 ตุลาฯ ถึง 6 ตุลาฯ ผ่านสายตาของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เต็มไปด้วยท่าทีจริงจังขึงขังจนเกือบคล้ายสารคดี หากถึงกระนั้นหนังกลับประสบชะตากรรมน่าเศร้าเหมือน “สตางค์” ที่ยังคงวืดทั้งเงินและกล่องเช่นเคย

ยุคมืดของบัณฑิตเริ่มต้นจากตรงนี้นี่เอง ตั้งแต่ 14 ตุลา สงครามประชาชน (2544) จนถึง  พระ เสือ เด็ก ไก่ วอก (2549) หนังของเขาจำนวนห้าเรื่องล้วนไม่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ บางเรื่องมีความพยายามในการสร้างตัวละครที่ดีเช่นใน ชื่อชอบชวนหาเรื่อง (2546) ที่หยิบเอาสูตรตัวละครบ้าบอคอแตกมายำรวมกันแบบ “บุญชู” แต่เปลี่ยนคาแรคเตอร์ตัวละครนำและเส้นเรื่องเสียใหม่ ให้เป็นหนังแนวฝนตกขี้หมูไหลคนอะไรมาพบกัน คล้ายๆ Snatch หรือ Lock Stock and Two Smoking Barrels น่าเสียดายที่พลังของตัวละครและการผูกปมปัญหาไม่อาจนำพาหนังไปสู่บทสรุปที่ “โดน” อย่างหนังฝรั่งสองเรื่องข้างต้นได้

กระทั่งกลับมาเปรี้ยงอีกครั้งด้วย บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อู (2551) ที่ขนเอาตัวละครเก่ามาประทะกับกลุ่มตัวละครรุ่นใหม่ แม้หนังจะฮิตจริงแต่ยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก โดยเฉพาะการที่ตัวละครกลุ่มใหม่ไม่อาจแบกหนังทั้งเรื่องเหมือนอย่างที่กลุ่มตัวละครเก่าทำได้ ยิ่งเมื่อหนังไร้กลุ่มตัวละครเก่าร่วมจอ ความสนุกของเรื่องก็ลดลงฮวบ และดูเหมือนปัญหาดังกล่าวจะสืบเนื่องไปถึงหนังเรื่องต่อมาอย่าง อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง (2552) ที่กลุ่มตัวละครรุ่นใหม่ขาดเสน่ห์ แถมยังไม่มีตัวละครเก่าๆ ที่พอจะดึงอารมณ์เดิมของหนังชุดนี้ให้กลับมาได้เหมือนบุญชู ทำให้หนังไม่ประสบความสำเร็จเท่าสองภาคแรกที่ทำไว้อย่างสวยงามเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อน

…………………..

ถึงอย่างนั้นตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา บัณฑิต ฤทธิกล ก็ได้สร้างตัวละครอันเป็นที่จดจำไว้มากมาย ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงจำภาพบุญชู บ้านโคก ในชุดลำลองตัวโคร่งพร้อมรอยยิ้มซื่อๆ ได้ติดตา, ภาพสรพงษ์ ในชุดแม้วไว้เปียสองข้างทำหน้าขึงขัง หรือจรัญ มโนเพชร ในมาดเฒ่าชาวนาผมขาวทั้งหัว นอกเหนือจากภาพลักษณ์จะติดตา คนดูก็ยังเข้าอกเข้าใจตัวละครเหล่านี้ได้ถึงเลือดเนื้อวิญญาณ

เหล่านี้คือความยอดเยี่ยมของบัณฑิต ฤทธิกล ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้กำกับหนัง แต่ยังเป็นผู้สร้างชีวิตให้แก่ตัวละครที่โลดแล่นสร้างความสุขบนจอเงินให้ผู้ชมชาวไทยมาตลอดสามทศวรรษ

หลับเป็นสุขในสรวงสวรรค์เถอะครับ …อาบัณฑิต ฤทธิกล

4 responses

  1. Pingback: Tweets that mention 3 ทศวรรษกับหนังไทยของบัณฑิต ฤทธิกล « กลแสง – นิตยสารหนังออนไลน์ -- Topsy.com

  2. น่าดูจังอะ

    กุมภาพันธ์ 27, 2010 ที่ 4:57 am

  3. อาบัณฑิต ฤทธิกล เก่งจังครับ

    เมษายน 25, 2010 ที่ 1:29 am

  4. เห็นด้วยที่ว่า ด้วยเกล้า เป็นหนังที่ดีที่สุดของบัณฑิต

    พฤษภาคม 12, 2010 ที่ 3:08 pm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s