a trick of the light : a place for cinephiles

กลแสงแห่งปี 2009 : A TRICK OF THE LIGHT TOP OF THE YEAR 2009 LIST ภาค1

นับตามปฏิทิน นี่ก็ล่วงเข้าเดือนกุมภาพันธ์แล้วอาจจะช้าและมาสายไปหน่อยแต่ในที่สุด การรวบรวม อันดับ ‘กลแสง-แห่งปี’ก็สำเร็จลุล่วงไป (อย่างน้อยก็หลายส่วน) ปีนี้เราได้รับความอนุเคราะห์อย่างล้นหลามจนเป็นที่น่าปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่ทุกท่าน ให้ใจกับการจัดอันดับกันขนาดนี้

แน่นอนว่าถึงที่สุดการจัดอันดับไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าการแสดงรสนิยมส่วนบุคคลสิ่งที่ใครคนหนึ่งยกย่อง อาจเป็นขยะในสายตาผู้อื่น การอ่านอันดับของแต่ละท่านจึงต้อง ‘พึงสดับอย่างมีสติ’ อย่างยิ่งว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นมาตรฐานเป็นเพียงเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคลเพียงแต่หากรสนิยมส่วนบุคคลนั้นได้พดพาเอาสิ่งใหม่ๆมาสู่เรามันก็ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี

ปีนี้ เราพยายามขยายไปแสงหาพรมแดนใหม่ๆ  ขยับจากนักวิจารณ์ นักดูหนังไปสู่บลอกเกอร์หนังหลายท่าน นักเขียนหลายๆท่านรวมไปถึงบรรดานักวิชาการหลากหลายสาขา  (ท่านที่ยังไม่ส่งยังทยอยส่งได้เพราะผมจะทยอยอัพ ตลอดเดือนนี้ครับ  ) และเนื่องจากหลายๆท่าน รวมทั้งกระผมเอง เขียนกันมายาวมาก ผมจึงขออนุญาติทยอยลงเป็นตอนๆนะครับ
เนื่องจากปีนี้ท่านเจ้าสำนักติดภารกิจ ไม่อาจมาเขียนคำเกริ่นนำได้ไอ้กระผมในฐานะผู้ปฏิบัติงานแทนก็ได้แต่ขอให้ทุกท่านสำเริงสำราญกับการอ่านอันดับ ‘กลแสงแห่งปี’ที่มากันแบบ มหากาพย์และขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมส่งอันดับมาแม้ทางผู้ประสานงาน(คือไอ้กระผมเอง)จะทำงานช้าจนน่าเตะ

พบกันอีกทีปีต่อๆไปครับ
FILMSICK

หมายเหตุ TOP LIST ในครั้งนี้จะแชร์ร่วมกับ TOP 10 ARTVIRUS เหมือนในปีที่ผ่านมาครับ

 

RENTONบลอกเกอร์ภาพยนตร์

10 หนังแห่ง ปี  2009

10 หนังประทับใจโดยไม่มีคะแนนลำดับมากน้อยใดๆ ค่ะ

1) Tokyo Sonata (2008) คิโยชิ คุโรซาวา / ญี่ปุ่น

พ่อผู้เป็นเสาหลักของบ้านถูกให้ออกจากงานแต่ปิดบังไม่ให้ทุกคนในครอบครัวรู้ ลูกชายคนโตตั้งใจสมัครเป็นทหารอาสาไปร่วมรบช่วยอเมริกา ลูกชายคนเล็กแอบเอาเงินค่าอาหารกลางวันไปเรียนเปียโน แม่ที่รับรู้ปัญหาทุกอย่างได้พลิกวิกฤติตอนขโมยเข้าบ้านให้เป็นโอกาส ผจญภัยหาความตื่นเต้น รีเฟรชให้กับชีวิต

คุณพ่อบ้านได้เพื่อนร่วมชะตากรรมเรื่องตกงาน การรับอาสาสมัครไปเป็นทหาร การอยากเรียนเปียโนที่เป็นเครื่องดนตรีของฝั่งตะวันตกรวมทั้งการใช้ภาษาอังกฤษของลูกชายคนเล็ก คุณแม่บ้านที่ร่วมมือในการเป็นตัวประกันที่ดีกับหัวขโมย ทั้งหมดนี้ทุกคนล้วนแล้วแต่กำลังเพิ่มระดับความสัมพันธ์กับ “คนนอก” ขยับเข้าใกล้ชิดผู้อื่น คิดและทำตามความต้องการของตัวเอง แต่กลับลืมนึกถึงการใส่ใจคนใกล้ตัวอย่างคนในครอบครัวเดียวกัน

ระยะห่างที่ถ่างออกเรื่อยๆ จากรอยปริ เป็นร้าว เป็นแยกออกจากกันนั้นเมื่อถึงวันที่เราได้ตระหนักก็ดูจะสายเกินไป ทำได้ดีที่สุดแค่นั่งทับมันไว้ ไม่ให้ใครเห็น

ชอบที่หนังสร้างให้ตัวละครติดอยู่กับปมที่แก้ไม่ออกและการมีอยู่ของบาดแผลที่ไม่รู้ว่าเราจะไปสะกิดโดนมันอีกเมื่อไหร่

– – –

2) La Libertad (2001) ลีซานโดร อลองโซ / อาร์เจนตินา

ชีวิตวันหนึ่งจากเช้าจรดค่ำของชายหนุ่มที่ทำงานรับจ้างตัดไม้

ด้วยการค่อยๆ ขยายให้เห็นการทำงานแบบเรื่อยเรียบมาตลอดวัน การเหวี่ยงทุ่มสุดแรงของ “การกิน” ในท้ายเรื่องจึงตราตรึงยิ่งนัก ลิซานโดร อลองโซ เข้าใจดีและทำได้ดีกับการเล่นกับอารมณ์ดิบของคนที่ไร้พันธนาการกับสิ่งใด

– – –

3) The Wrestler (2008) ดาเรน อโรนอฟสกี้ / สหรัฐอเมริกา-ฝรั่งเศส

โค้งสุดท้ายของชีวิตนักมวยปล้ำคนหนึ่งที่กำลังค้นหาว่าหากต้องลงจากเวทีจะลงด้วยวิธีใดดี

หนังที่ดูแมนๆ เรื่องนี้ให้ค่าของการโหยหาความอบอุ่นทางใจได้ยอดเยี่ยมมาก ความ”ผิดหวัง” แต่ละครั้งที่เกิดขึ้นก็สะเทือนไปทั้งใจ ความเด็ดขาดของตัวละครหลักได้ช่วยย้ำความหนักแน่นของการ “ใช้ชีวิต”

– –

4) Delta (2008) คอร์เนล มุนดรุคโซ / ฮังการี-เยอรมันนี

ชายหนุ่มเดินทางกลับบ้านเกิดพร้อมเงินฟ่อนแต่ปลีกตัวเองไปสร้างบ้านอยู่กลางน้ำห่างไกลชุมชน มีความสัมพันธ์แปลกแปร่งกับน้องสาว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของทุกคนในหมู่บ้าน

ความมั่งมีอาจเปรียบดั่งดินดอนที่อุดมสมบูรณ์ตามความหมายชื่อเรื่อง แต่มองอีกนัยหนึ่งมันคือเศษหินดินตะกอนที่ถูกกักไม่ให้ไหลลงทะเล

คือความย้อนแย้งกันเองที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ รวมทั้งธรรมชาติของมนุษย์

– – –

5) Der Wald vor lauter Bäumen (The Forest for the Trees, 2003) มาเรน อเด / เยอรมันนี

ครูสาวที่ต้องปรับตัวเองหลายอย่างเมื่อย้ายมาสอนในเมือง ทั้งกับนักเรียน ครูด้วยกันและเพื่อนบ้าน แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่เคยลงตัว

หนังจบแบบปลายเปิดชวนค้นหา น่าสนใจว่าการหาพื้นที่เหยียบยืนในสังคมอาจยากเย็นกว่าจะได้รับการยอมรับ แต่…ง่ายกว่าการหาตัวเองเจอ

– – –

6) Inglourious Basterds (2009) เควนติน ทาเรนติโน / สหรัฐอเมริกา

อาปาเช่ล่านาซี นาซีล่ายิว และยิวอยากล้างแค้น โดยมีฉากหลังเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แบบถากๆ หน้าประวัติศาสตร์

โหด จริงจังบนความตลกร้าย ลูกล่อลูกชนในการเล่าเรื่องจัดจ้าน  ขบวนนักแสดงประฝีมือกันได้โดดเด่น  หนังยาว 2 ชั่วโมงครึ่งนึกว่าครึ่งชั่วโมง ดูเพลินจนจบแบบไม่รู้ตัว ทาเรนติโน…นายแน่มาก

– – –

7) Entre les murs (The Class,2008) โลรองต์ กองเตต์ / ฝรั่งเศส

ครูหนุ่มสอนชั้นมัธยมของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในย่านเสื่อมโทรมของปารีสกำลังรับมือกับเด็กนักเรียนทั้งชั้นที่มีความแตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา จากการถกปัญหา แสดง+เสนอความคิดเห็นที่ท้าทายต่อเหตุผลและความอดทน

ถึงจะมีบทสนทนาทั้งเรื่องและขาดดนตรีประกอบเคล้าคลอใดๆ  ตัวหนังก็น่าติดคิดตามอยู่ทุกช็อต โดยเฉพาะฉากจบที่ตีแสกหน้าระบบการศึกษาได้อย่างน่าปรบมือ

– – –

8 ) Los Bastardos (The Bastards, 2008) อาเมต เอสคาลันเต้  / แมกซิโก-ฝรั่งเศส-สหรัฐอเมริกา

แรงงานหนุ่มต่างด้าวสองพี่น้องทำงานรับจ้างถูกเอาเปรียบและถูกด่าทอเหยียดหยาม เกิดอยากระบายอารมณ์เลยบุกเข้าบ้านหลังหนึ่ง แต่พลั้งมือระเบิดสมองเจ้าของบ้านหญิงดับคาห้องนั่งเล่น

ภาพไร่สตรอว์เบอรี่กว้างสุดลูกหูลูกตา ฟ้าโล่ง เจ้าน้องชายแอบเหลียวหน้ามองหลัง น้ำตาไหลปนเหงื่อ ยกคอเสื้อขึ้นปิดถึงจมูก เหงื่อผุดเต็มหน้า …. เป็นฉากปิดของหนังที่ยอดมากๆ

มีปัญหา สร้างปัญหา ถึงหนีปัญหาพ้นแต่ที่สุดก็ต้องรบกับความรู้สึกในใจตนเอง

– – –

9) Me…Myself ขอให้รักจงเจริญ ( 2550 ) พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง / ประเทศไทย

หญิงสาวตกหลุมรักชายความจำเสื่อมแล้วมารู้ภายหลังว่าที่แท้เขาเป็นกะเทย

เป็นหนังที่รอพิสูจน์ว่า รัก “ห้าม” ได้หรือไม่ และอะไรคือจุดที่บอกว่าเหมาะสม คู่ควร คู่ครอง

พงษ์พัฒน์แม่นยำในประเด็นของตนจนทำให้ “ความจริง” กลายเป็นผู้ร้ายไปเลย

– – –

10) Solas (Alone , 1999) เบนิโต ซามบราโน / สเปน

หญิงชรามาพักอาศัยในห้องเช่ากับลูกสาวในตัวเมืองขณะชายชราเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล คุณตาห้องเช่าชั้นล่างเห็นหญิงชราจึงอยากผูกไมตรีด้วย

ความปากร้ายของชายชราที่มีต่อคู่ชีวิต ความใจเย็นของแม่และลูกสาวที่ชินชากับชีวิตรีบเร่ง ความไม่พร้อมจะสร้างครอบครัวของแฟนลูกสาว คุณตามีหมาเป็นเพื่อนคุย  … เราต่างมีคนมากมายอยู่รายรอบ แต่เหงาเสียจริง

เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง : ผู้กำกับหนังสั้น

 

81ลำดับปี2552คัดสรรจากความจำของนายเฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง ความจำของบุคคลที่เชื่อถือไม่ได้

1.แดนอรัญ แสงทอง

เค้าทำให้ผมอยากมีพจนานุกรมติดตัวตลอดเวลา

1.5คุณเพิ่มพล เชยอรุณ

ได้ดูเมืองในหมอกและชีวิตบัดซบจากแผ่นดีวีดี

2.ผมจำชื่อไม่ได้เค้าวาดภาพสีน้ำรูปนี้

เค้าทำให้ผมไม่รู้สึกผิดที่เก็บงานของตัวเองไว้ อยากให้แม่ได้เจอลุงเค้าจริงๆจะได้เลิกเอาของๆผมไปทิ้งและชั่งกิโลขาย

3.นางสาวศันสนีย์ วิมลศาสตร์

ชอบวีดีโอจากมือถือทุกเรื่องของ นางสาวศันสนีย์ วิมลศาสตร์ มันเป็นแรงบันดาลใจชั้นยอดและสนุกกับมันเสมอเมื่อได้ดู

4.ความว่าง ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี / ไม่ย้อนคืน ของอุทิศ เหมะมูล

มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนตอนอายุ18ขวบ

5.คำนำที่คุณแดนอรัญเขียนถึงคุณอุทิศ เหมะมูล ในระบำเมถุน

5.5สำนักพิมพ์ หนึ่ง / Book virus

เป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่พบหนังสือของคุณชาติ กอบจิตติ ที่มีราคาถูกมาก และก็พวกเค้าคือใครกันน่าจะมีแปลออกมาอีกนะครับ

6.วง Serina and Sirinya / วง  ไทร อำนาจ ศิระวงษ์ธรรม

ผมควรจะรู้จักพวกเค้าให้เร็วกว่านี้อย่างน้อยก็ตอนที่พวกเค้าเล่นสดในงานของเติร์ดคลาส

7. Tunyares (short film,Graiwoot Chulphongsathorn, Siam & a century Project)
ชอบกระบวนการทำงานของพี่เค้ามาก

7.5. LETTER TO UNCLE BOONME(APICHATPONG WEERASETHAKUL/2009/THAI)

8. MUNDANE HISTORY(ANOCHA SUWICHAKORNPONG/2009/THAI)

ชอบฉากสุดท้าย มันเป็นฉากที่งดงามมาก(ทั้งที่ไม่อยากใช้คำนี้เลย แต่ไม่รู้จะใช้คำไหนดี) มันเป็นขั้วตรงข้ามกับเวลาถูกจิตวิทยาหมู่ของพระ ที่วัดที่มักกระทำต่อเด็กที่ไปเข้าค่ายอบรมพุทธธรรม

8.5. FLOODING IN THE TIME OF DRAUGHT(SHERMAN ONG/2009/SINGAPORE)

ชอบฉากรถไฟมากๆไม่มีเหตุผลอะไรมากกว่านี้ครับ

9. HEREMIAS BOOK 1

ชอบตอนจบมาก มันเป็นความรู้สึกเดียวกับตอนดู The Mourning Forest ครั้งแรก มันทำให้ผมอยากร้องไห้

9.5. EVOLUTION OF FILLIPINO FAMILY

ไม่รู้ว่าจำผิดเรื่องรึเปล่า แต่ชอบฉากที่เหมือนเป็นภาพสารคดีประท้วงกับฉากที่ตัวละครเอกเดินบาดเจ็บแล้วกล้องก็แทรคตาม แสงมันโอเวอร์มาก มากจนไม่คิดว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้ในหนัง แล้วมันก็สวยมาก

หนังเรื่องนี้มันทำให้ผมเห็นว่า ดิจิตอลมันก็สวยได้ในแบบของมันเหมือนกัน มันอาจจะเป็นหนังที่ยกสถานะของดิจิตอลขึ้นมาได้เทียบเคียงกับหนังที่ถ่ายด้วยฟิล์มก็ได้

10. tokyo sonata

นอกเหนือจากจังหวะการดำเนินเรื่องแล้ว ชอบตัวละครพ่อมาก มันน่าจะเป็นภาพเหมือนของผมในยามมีครอบครัวแน่ๆ

10.5. LILYA 4-EVER

นางเอกเรื่องนี้มีเสน่ห์มากครับ เธอรอคแอนโรลสุดๆ

11.คนจร/คนกราบหมา

ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ดูหนังเหล่านี้ หวังว่าปีหน้าจะมีโอกาสได้ดูหนังลับแลอย่างนี้อีก ผมคอยเรื่อง Birth of Seanema อยู่ครับ

12.นางไม้

ชอบฉากห้องมืดที่ตัวละครเปิดเผยความรู้สึกมากๆ ฉากนั้นฉากเดียว มันทำให้ผมร้องไห้

สมพจน์ ชิตเกสรพงษ์ : ผู้กำกับหนังสั้น

 

สรุปลิสต์ 10 อันดับหนัง ที่ผมได้ดูในปี 2009 (เท่าที่นึกออกตอนนี้) แล้วชอบเป็นพิเศษ มีดังนี้ครับ

–  My Hand Outstretched to the Winged Distance and Sightless Measure

โดย Robert Beavers

กฎมีไว้แหกใช่มั้ย เพราะฉะนั้นอันดับแรก ก็แหกกฎเลยในทันที เพราะอันนี้เป็นซีรีย์รวมหนังสั้นเก่าๆ หลายเรื่องของ Robert Beavers  ผมได้ดูแค่ 2 เรื่อง คือ Early “Monthly Segments” (33 min, 1967-70/ 2002) กับ “Pitcher of Colored Light” (24 minutes, 2007) แต่ก็มากพอที่จะให้ขึ้นเป็นอันดับที่หนึ่ง

เป็นหนังสั้นที่รู้สึกได้ถึงความประณีตของคนทำ การถ่ายภาพ การคุมจังหวะแต่ละเฟรม การเคลื่อนไหวของกล้อง การตัดต่อเชื่อมแต่ละช็อตให้เข้ากันอย่างเป็นระบบ เป็นหนังที่รู้สึกว่า มือและตาและหูของคนทำ สอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

เรื่องแรกเป็นหนังเงียบ เกี่ยวกับตัวผู้กำกับเอง สมัยยังหนุ่มแน่น และกระบวนการทำหนังของเขา ดูแล้วรู้สึกเหมือนกำลังดูสถาปนิกกำลังค่อยๆสร้างขื่อสร้างแป วาดแบบ วางผัง ทีละขั้นสองขั้น ง่ายและงามยิ่ง

เรื่องที่สอง ผู้กำกับถ่ายแม่ตัวเอง และสวนในบ้าน เราเห็นดอกไม้ เห็นรูปถ่าย เห็นเฟอร์นิเจอร์ เห็นหน้าต่าง เห็นของเล่นเด็ก เห็นดอกไม้ เห็นสวน เห็นผู้หญิงแก่ๆคนหนึ่ง เห็นต้นไม้ ดอกไม้ ของเล่นเด็ก รูปถ่าย ผู้หญิงแก่ๆคนหนึ่ง แล้วก็ดอกไม้ ใบไม้ ต้นไม้ หน้าต่าง ฯลฯ เสียงที่ได้ยิน เหมือนจะแค่เสียงลม เสียงธรรมชาติ เสียงพูดคุยเบาๆ แต่อาจกล่าวว่า เสียงธรรมดาๆเหล่านั้น บรรเลงร่วมกันอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวล เป็นมโหรีชั้นยอด ของวันเงียบๆธรรมดาวันหนึ่ง ….อย่าให้พูดไปกว่านี้เลย เริ่มน้ำเน่าแล้ว เอาเป็นว่า ดูไปน้ำตาไหลไป

หนังเรื่องต่อๆไปใน list จะไม่แหกกฎแล้ว

– Tulpan

โดย Sergei Dvortsevoy

ใครจะไปคิดว่า ผู้กำกับที่เคยทำหนัง observational documentary อย่าง Bread Day จะผันตัวมาทำหนัง fiction เต็มตัว ได้อย่างน่ารักน่าชังยิ่ง แถมเป็นหนัง romantic comedy อีกต่างหาก เรื่องราวเกิดขึ้นในกระท่อมเล็กๆ กลางทะเลทรายในคาซักสถาน ผู้กำกับใช้ประโยชน์ของบรรยากาศได้อย่างดี ไม่ทิ้งลายคนเคยทำสารคดีมาก่อน ที่ทึ่งคือ กำกับนักแสดงได้พลิ้วขนาดนั้นได้อย่างไร  โดยเฉพาะเด็กๆที่มีอยู่ถึง 3 คน แล้วก็สัตว์นานาชนิด

– It Felt Like A Kiss

โดย Adam Curtis

ชื่อเรื่องมาจากเพลงจี๊ดๆของวง The Crystal ชื่อ “He Hit Me (It Felt Like A Kiss)” ตัวหนังจริงๆแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของวิดิโอประกอบการแสดง ที่ประเทศอังกฤษ ผมได้ดูเฉพาะส่วนของหนัง ซึ่งก็น่าจดจำด้วยตัวของมันเอง Curtis ยังคงแสดงออกแนวคิดทางการเมืองและสังคม ประกอบภาพและเสียงอย่างเข้มข้น เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆของเขา แต่เรื่องนี้ไม่มีเสียงบรรยาย มีแต่เพลงล้วนๆ แล้วแต่ละเพลง มันก็โดนเข้าอย่างจัง โดยเฉพาะเพลงสำคัญ “….He hit me…. and it felt like a kiss…….” โอ้ว มันช่างอธิบายถึงสถานการณ์ทางการเมือง (ทั้งเทศและไทย) ได้เจ็บจี๊ดจริงๆ

เพิ่มเติม

http://www.bbc.co.uk/blogs/adamcurtis/2009/06/it_felt_like_a_kiss_trail_3.html

– Night and Day

โดย Hong Sang Soo

เป็นหนัง ฮองซางซู ที่ถ่ายในฝรั่งเศส น่าจะเป็นหนังที่ตลกที่สุดของเขาแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสไตล์มากมายนัก แต่ก็ยังให้ความรู้สึกสดใหม่ สนุกชวนติดตาม ที่สำคัญรู้สึกได้ถึงความอยู่มือของผู้กำกับ ที่คุมหนังให้ลื่นไหลไปได้เรื่อยๆ ช่างดูง่ายดายเหลือเกิน

– Out of Time

โดย Harald Friedl

หนังสารคดีออสเตรีย ที่ตามถ่ายร้านค้า 4 ร้านที่กำลังจะปิดกิจการ เราได้สัมผัสถึงวันเวลาที่ร่วงโรยของสภาพสังคม เศรษฐกิจ และวัยชราที่คืบคลานเข้ามาอย่างไม่รั้งรอ คนก็ต้องปรับตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นหนังที่ใช้จังหวะในการให้ข้อมูลทีละนิดๆได้ดีมาก ไม่แปลกใจที่ได้รู้ทีหลังว่า คนถ่ายภาพกับคนตัดต่อเป็นคนเดียวกัน (ไม่ค่อยเจอกรณีนี้เท่าไหร่) หนังมันถึงได้ออกมาทั้งสวยและเนียน ได้จังหวะจะโคนขนาดนี้

– Avenge But One of My Two Eyes

โดย Avi Mograbi

หนังสารคดี โดยคนอิสราเอล (ที่เหมือนจะไม่เห็นด้วยกับอิสราเอล) ว่าด้วยสถานการณ์ตรงพรมแดนอิสราเอล ปาเลสไตน์ โดยคนทำเปรียบเทียบเหตุการณ์ กับเรื่องราวในตำนานของ Samson ที่ชาวอิสราเอลหลายคนยึดเป็นตัวอย่างในการต่อสู้ทำสงคราม ซึ่งเอาเข้าจริง ก็ไม่ต่างกับสิ่งที่ชาวปาเลสไตน์กำลังต้องเผชิญจากน้ำมือของชาวอิสราเอลบางส่วน เป็นหนังที่ย้อนแยง ชวนเจ็บปวดใจนัก ผู้กำกับพาเราเข้าไปลุย และเผชิญกับบรรยากาศตรงพรมแดนอย่างใกล้ชิด ใกล้มากจนรู้สึกว่าความอึดอัดคับแค้น มันจะทะลุจอออกมา

– The Silence Before Bach

โดย Pere Portabella

เรียกอันนี้ว่าเป็นหนังอะไรดีล่ะ เป็นหนังลูกผสม ระหว่างสารคดี ฟิกชั่น มิวสิคอล เซอร์เรียล เกี่ยวกับ “บาค” นักประพันธ์ดนตรีคลาสสิคชื่อดัง ในหนังเราจะได้รู้เกร็ดประวัติชีวิตของเขา ได้ฟังดนตรีของบาค ได้เรียนรู้ชีวิตของคนหลายคนที่เล่นดนตรีของบาค ได้ตามชีวิตคนขับรถบรรทุกขนเปียโน? ชีวิตคนนำไกด์ทัวร์? แต่ทุกคนมาเล่นละคร เป็นตัวของตัว ไม่ได้ถ่ายแบบสารคดี …อาจจะเรียกได้ว่า เป็นหนังหลายชีวิต ที่ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับ “บาค” ในทางใดทางหนึ่ง ในหนังมีฉากลองเทค กล้องไหลช้าๆ ตามนักเชลโล่ร่วมยี่สิบชีวิต ที่กำลังบรรเลงเพลงของบาค อยู่ในรถไฟใต้ดินด้วย ดูจงใจโชว์ลูกเล่นมาก แต่ผมก็น้ำตาแตกตามเคย

– Shape of the Moon
โดย Leonard Retel Helmrich

ผู้กำกับตามถ่าย ชีวิตยากไร้ ของชาวบ้านชุมชนแออัดในอินโดนีเซีย อันเต็มไปด้วยปัญหาความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ ศาสนา อาจจะเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งหนัง observation documentary แต่ถ้า In Vanda’s Room ของ Pedro Costa เล่าชีวิตคนในสลัม ที่แม้จะใกล้ชิด แต่ก็เป็นการนั่งมองอย่างเงียบๆ ด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม หนังเรื่องนี้คือคู่ตรงข้าม เพราะคนดูจะรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเครื่อง simulator กล้องไหลขึ้นฟ้า ลงมาแทบเท้า พุ่งไปยังคนโน้นคนนี้ ประหนึ่ง steadicam บางครั้งรู้สึกว่ากล้องแทบจะกระแทกหน้า subject อยู่แล้ว ตอนแรกได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้าง เกี่ยวกับการถ่ายภาพ ก็งงว่า จะเวิร์คได้ยังไง แต่พอดูแล้ว ก็เออ เวิร์ค เป็นความเวิร์คที่ทรงพลังอย่างประหลาด เพราะมันสอดรับกับชีวิตผู้คนในเรื่อง ที่พลุ่งพลั่งสับสนวุ่นวาย ในหนังมีช็อตพิศดาร มหัศจรรย์อยู่เยอะ ในแบบที่ไม่เคยเจอะเคยเจอ ในหนังสารคดีที่ถ่ายด้วยกล้องวิดิโอธรรมดาๆแบบนี้

– Liverpool
โดย Lisandro Alonso

เรื่องเมื่อกี้ หวือหวามาก แต่ผมกลับรู้สึกชอบ แต่พอมาเรื่องนี้ กับผู้กำกับอีกคน ความหวือหวากลับเป็นปัญหาสำหรับผม เพราะตอนที่ได้ดู Los muertos หนังเรื่องก่อนของเขา แล้วรู้สึกสองจิตสองใจ จะชอบก็ชอบไม่เต็มที่นัก เพราะส่วนตัวรู้สึกว่าใน Los muertos ผู้กำกับ “โชว์ออฟ” เกินไปหน่อย แต่กับเรื่อง Liverpool หนังดูสงบเรียบง่ายกว่าเดิมมาก ค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่แก่นวิญญาณของหนังสไตล์นี้ ยังคงเต็มเปี่ยม และดูอยู่มือขึ้นกว่าเดิม ขอเรียกสไตล์หนังแบบนี้ว่า observational fiction ซึ่งหลังๆ มีหนังแบบนี้ออกมาเยอะ แต่ไม่ใช่ว่าจะเวิร์คทุกเรื่อง บางเรื่องน่าเบื่อ บางเรื่องเลวร้ายกว่านั้น… แต่ผมว่าเรื่องนี้เวิร์ค ทำให้ความรู้สึกชอบหนังเรื่องอื่นๆของ Lisandro Alonso มีมากขึ้นไปด้วย

– Where the Wild Things Are

โดย Spike Jonze

เป็นหนังที่น่ารัก แล้วก็สนุกมาก ตัว Wild Things แต่ละตัว ก็ทั้งน่ากลัว และน่ากอดในขณะเดียวกัน การพากย์เสียงตัวละคร ก็ทำได้อย่างมีชีวิตชีวา Special Effect ในเรื่องก็ยอดเยี่ยมซะจนไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นไปได้ เดี๋ยวนี้หนัง effect ส่วนใหญ่ต่อให้เนียนแค่ไหน ดูยังไงก็คอมพ์ ขนาด Avatar ที่ผมไปดูมาแล้ว 2 รอบ (ในระบบ 3 มิติ) ก็ดูคอมพ์อยู่ดี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะสไตล์ที่ผู้กำกับเลือก ซึ่งผมก็ดีใจที่ Jonze เลือกสไตล์แบบ ดิบๆ ลุยๆ ดูจับต้องได้ เรียกว่า หุ่นเป็นหุ่น ฝุ่นเป็นฝุ่น เนื้อเป็นเนื้อ ขนเป็นขน ซึ่งผมว่า มีส่วนสำคัญต่อความรู้สึกทางร่างกายของคนดู เช่น ผมไม่รู้สึกอยากกอด Sully (สัตว์ประหลาดตัวสีฟ้าขนๆ ใน Monster Inc.) หรือแม้กระทั่ง Jake Sully (ตอนเป็น avatar นาวีตัวสีฟ้าใน Avatar) ไม่ว่า ทั้งสองจะน่ากอดแค่ไหนก็ตาม เพราะยังไง ลึกๆก็รู้สึกว่า กอดไม่ได้ กอดไม่ติด แต่ว่าสัตว์ประหลาดใน Where The Wild Things Are รู้สึกว่า กอดได้จริง อุ่นจริง

อุทิศ เหมะมูล นักเขียนรางวัล ซีไรต์

TOP 10 ART VIRUS


Let the Right One In  Tomas Alfredson

เป็นส่วนผสมที่ท้าทาย กล้าหาญ และลงตัว ในการนำแนวทางเขย่าขวัญกับโรแมนติกมาประกอบกัน มีทั้งความเปราะบาง อ่อนหวาน และอ่อนไหว

Waltz with Bashir Ari Folman

สะเทือนใจ หนังก้าวข้ามจากความเป็นแอนิเมชั่นสู่การมีเนื้อหาเข้มข้นและมีรสอย่างวรรณกรรมชิ้นเยี่ยม ประเด็นที่ตั้งไว้ให้พิจารณาเรื่องความทรงจำก็น่าขบเคี้ยว เป็นหนังที่ทรงพลังทางความรู้สึกมากๆ

Departures Yojiro Takita

หนังสูตรที่แม่นตรงไปทุกจังหวะการเล่าเรื่อง ส่งผลให้มันน่าประทับใจและสว่างไสวในอารมณ์

Gomorrah Metteo Garrone

ดิบ เข้ม และจริงจัง เคยเห็นแต่ภาพมาเฟียใส่สูทแบบก๊อดฟาเธอร์ เจอเรื่องนี้เข้าไป มันดิบและห่ามได้ใจ เป็นภาพมาเฟียแบบภูธร แต่ดูเป็นจริงเป็นจังมากๆ โดยเฉพาะภาพชีวิตของเด็กหนุ่มกิ๊กก๊อกสองคนที่อยากจะเป็นขาใหญ่ สุดท้ายต้องจบชีวิตลงอย่างปลดปลงและน่าสังเวชใจ

Rachel getting Married Jonathan Demme

หนังเล็ก กะทัดรัดสมตัว การเห็นวิธีถ่ายทอดเรื่องราวเล็กๆ ง่ายๆ ซึ่งทำได้และลงตัวของผู้กำกับที่เคยทำหนังใหญ่ๆ มาก่อน  ทำให้นึกรักผู้กำกับคนนี้อีกครั้ง

Maradona by Kusturica Emir Kusturica

เรื่องนี้เป็นฉันทาคติส่วนตัวเพราะชอบคอสตูริก้าเป็นทุนเดิม แต่อารมณ์ของหนังสารคดีเรื่องนี้ก็ดูรื่นรมย์ สนุกสนาน และบางคราวก็จัดจ้านและเผ็ดร้อน เหมือนดูเสือกับสิงห์ปะทะกันในหนังสารคดีเรื่องนี้ คนหนึ่งออกหน้า อีกคนเป็นป๋าดัน

Hunger Stive Mcqueen

เป็นโมงยามที่น่าตกตะลึงและอัศจรรย์ คนดูเป็นเหมือนพยานการรับรู้ของสภาพการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของร่างกาย ทุกนาทีที่ผ่านไปในหนังเรื่องนี้ เป็นนาทีของภาพยนตร์ มันมีมนตร์สะกดที่พาเราดิ่งลงสู่การเสื่อมลงของสังขาร เรามัวแต่จังงัง ลืมพิจารณากระทั่งว่า การประท้วงโดยอดอาหารนั้นพาเราไปสู่ด้านสว่างหรือด้านเสื่อม

The Banishment Andrey Zvyagintsev

เป็นการช่วงชิงการโยนบาปที่น่าสะท้อนใจและตรึงตรา ระหว่างสามีภรรยาคู่หนึ่ง เราเห็นการไล่ล้อของบาป ความชิงชัง กระทั่งการสาปแช่ง ที่ผัวเมียคู่นี้โยนลูกให้กันไปมา และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหนังก็กระทบความรู้สึกมากๆ

The Orphanage J.A. Batona

ด้านเนื้อหาและการนำเสนอไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ผลกระทบที่ได้จากหนัง ดูกี่ทีก็รวดร้าวและเศร้าระทม

Silent Light Carlos Reygadas

เรย์กาดาสกลับมาอีกครั้งอย่างสุภาพ บอกเล่าความรัก ความผูกพันในชีวิตคู่ ความเรียบง่ายของวิถีชีวิต แต่ก็มีบาปของการนอกใจอยู่ในเรื่องด้วย หนังสวยงามไม่ใช่เพียงภาพชีวิตไร่นาในชนบท แต่สวยเพราะมันเผยแผ่อารมณ์เปราะบางหลากหลายของมนุษย์ออกมาด้วย สวยเพราะมีศรัทธา และดูสง่างามในความเรียบง่าย ความมหัศจรรย์ในหนังเรื่องนี้จึงเป็นอารมณ์ละเอียดที่งามสง่า

 

ชาญชนะ หอมทรัพย์ (JESSE JAMES)คอลัมนิสต์  นิตยสาร ไบโอสโคป และ กลแสง

Top Films

– Inglourious Basterds (Quentin Tarantino, 2009)

มัน ฮา กวนตีน ตามแบบฉบับหนังตารันติโน่ ตอนแรกนึกภาพหนังน่าจะติดบู๊ลุยๆ เหมือนสมัย Kill Bill แต่เปลี่ยนฉากหลัง    เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแทน พอได้ดูจริงถึงกับอึ้ง เราชอบฉากเปิดมาก ตั้งแต่รถนาซีวิ่งมาจากเทือกเขาไกลๆ

จนกระทั่งฮันส์นั่งคุยกับชาวยิวในบ้านหลังนั้น ชวนให้นึกถึงฉากเปิดตัว Angel Eyes ใน The Good, The Bad and The Ugly (Sergio Leone, 1966) มาก บทสนทนาเฉียบจนต้องดูสามรอบเพื่อเก็บรายละเอียด ดนตรีประกอบโดนตามระเบียบ

– Pat Garrett & Billy the Kid (Sam Peckinpah, 1973)

หนังแซม แพคคินพาห์ที่สวยงามเหมือนเพลงคันทรี่ ส่วนหนึ่งคงเพราะมีบ๊อบ ดีแลนทั้งเล่นและทำเพลงประกอบให้ แต่ต้องยกเครดิตทั้งหมดให้ผู้กำกับจอมซาดิสฆ์คนนี้ไปหมด เหลือเชื่อว่าหยิบมาดูทุกวันนี้หนังยังพูดถึงประเด็นสากลคือ การรักษาตัวตนไว้กับการขายมันไปเพื่อยอมถูกกลืนเข้าสู่สังคมแบบทุนนิยม แพต กาเรต อาจจะรวยกว่าบิลลี่ เดอะคิด มากแต่เขากลับเหมือนไอ้ขี้เมาในคราบผู้ดีติดตรานายอำเภอ ขณะที่เดอะคิดเหมือนหนุ่มขบถนักคิดที่ร่ายกวีด้วยเพลงปืน ใช้ชีวิตไปวันๆ แหกกฎกรอบสังคม ทำทุกอย่างตามอำเภอใจ บทสนทนาในบาร์ฉากหนึ่งพูดถึงเรื่องนี้ตรงๆ ในขณะที่ช่วงเวลาหนังออกฉายเอง บ๊อบ ดีแลน กำลังเดินบนเส้นทางดนตรีในฐานะกวีเสรีชน ภาพที่ตัวละครดีแลนมองเดอะคิดในหนังก็คงไม่ต่างอะไรกับหนุ่มสาวในยุคนั้นที่มองเขาเป็นฮีโร่ของมวลชนเช่นกัน

– Shurayukihime AKA. Lady Snowblood (Toshiya Fujita, 1973)

เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่จำเพลง The Flower of Carnage ได้ แล้วพอหันไปดูก็พบว่า หนังกำลังเปิดเรื่องด้วยสตรีร่างระหงในชุดยูกาตะสีขาวนางหนึ่งเดินชดช้อยตามสะพานถือคันร่มมาเรื่อย … จนกระทั่งเสียงบรรยายดังขึ้นว่า “เธอเป็นสตรีที่มาจากนรก” เราก็ไม่อาจละสายตาจากหนังไปได้ตลอดชั่วโมงครึ่ง มันเต็มไปด้วยเลือด เลือด และเลือด การแก้แค้นที่ไม่มีจุดสิ้นสบ เงื่อนงำที่ค่อยคลี่คลายทีละน้อย คาดเดาตัวละครไม่ได้ว่าใครจะอยู่จะไป ช่วงไคลแมกซ์ที่หักมุมจนเราหลังเดาะไปเลย สุดท้ายเส้นเรื่องว่าด้วยหญิงสาวตามแก้แค้นจากเรื่องนี้ก็กลายมาเป็น Kill Bill ของตารันติโน่นั่นเอง

– หลวงพี่กับผีขนุน (ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล, 2552)

ดูจบแล้วอยากบวช เพลงเพราะจนต้องตามหาเพลงบวชไวพจน์ชุดใหญ่มาฟัง ชอบคุณค่าและทัศนคติในหนังเรื่องนี้มากๆ เรียบแต่ถึงแก่น …

– ท้าชน (ธนกร พงษ์สุวรรณ, 2552)

ดุเดือดเลือดพล่าน แฝงนัยทางการเมืองล้ำเลิศ ชวนให้คิดต่อไปถึงไหน..ต่อไหน

– Ip Man (Wilson Yip, 2008)

เราชอบ “ยิปมัน” ในแง่ที่หนังเรียกจิตวิญญาณหนังจีนแบบชาตินิยมกลับคืนมา แต่มาในมุมมองใหม่ มองคนญี่ปุ่นไม่ได้เลวรากกันหมด ขณะเดียวกันคนจีนด้วยกันแท้ๆ ก็ใช่จะดีถมไป เราเห็นคนอย่างยิปมันลุกขึ้นสู้อย่างเดียวดายตลอดทั้งเรื่อง แม้จะมีจอมยุทธเต็มบ้านเต็มเมืองท้ายสุดแล้วการแตกความสามัคคีแก่งแย่งชิงดีเอาตัวรอดกัน ท้ายสุดชัยชนะของคนๆ เดียวก็ใช่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ มันทำให้เรารู้สึกว่า เออ ค่านิยมวีรบุรุษจุติมาเปลี่ยนสังคมด้วยตัวคนเดียวแบบหนังอย่าง หวงเฟยหง หรืออื่นๆ มันเปลี่ยนทัศนคติใหม่ตามยุคสมัยไปแล้ว ถ้าใครตีค่าว่าหนังจีนกำลังภายในกำลังจะตายเพราะตกยุค ก็ควรหา “ยิปมัน” มาลองดูกัน

– The Good, The Bad and The Weird (Ji-woon Kim, 2009)

ถ้าหนังคาวบอยอเมริกันคือความลุ่มลึกและเป็นเครื่องมือทางการเมือง หนังคาวบอยอิตาเลียนคือความป่าเถื่อนและการจิกกัดโลกทุนนิยม สำหรับหนังคาวบอยเกาหลีเรื่องนี้คงไม่สนใจทั้งสองอย่าง เพราะตลอดสองชั่วโมงกว่า หนังประเคนความเมามันในฉากดวลปืนสุดเว่อร์, คาแรคเตอร์สามพระเอกทั้งโหดทั้งกวน เส้นเรื่องหยิบมาจาก The Good, The Bad and The Ugly แต่หนังก็สร้างโลกใหม่ขึ้นผสมผสานวัฒนธรรมเกาหลีเข้าไปได้กลมกลืน จนไม่ใช่เป็นแค่หนังอิงหนังเท่านั้น หากยังเป็นหนังอิงสภาพสังคมหลากวัฒนธรรมในปัจจุบันที่เกิดขึ้นในแทบทุกพื้นที่ของโลกใบนี้ด้วย

 

– Russ Meyer Collection

นิยามสั้นๆ บ้าทุกเรื่อง!! ส่วนใหญ่เล่นสนุกกับเส้นเรื่องของหนังแนวต่างๆ ตั้งแต่

– หนังน้ำเน่าชิงรักหักสวาท – Mudhoney (1965), The Immoral Mr. Teas (1959)

– หนังชีวิตอีสาวห้านางตะกายดาว – Beyond the Valley of the Dolls (1970)

– ไปจนถึงหนังบู๊ลูกทุ่งๆ – Supervixens (1975)

ส่วน Faster, Pussycat! Kill! Kill! (1965) ยังไม่ได้ดู ขอยกยอดไว้เป็นปีหน้าแล้วกัน ฮ่า

โคลีเซี่ยมฟิล์ม คอลเลคชั่น

“มันพ่ะย่ะค่ะ” นิยามสั้นๆ ของหนังจากค่ายนี้ดูสนุกเอามันได้ทุกเรื่อง คิวบู๊ดูแปลกแหวกแนวเพราะได้ลักษณ์ อภิชาต ดารานักบู๊มาช่วยออกแบบคิวบู๊ให้ หวือหวาไม่แพ้คิวบู๊หนังกังฟูหลุดโลกของหวังอยู่พวก “เดชไอ้ด้วนผจญฤทธิ์จักรพญายม” แถมยังขนดาราทั้งไทยทั้งฮ่องกงมาประชันกันให้ตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

– เสือภูเขา (คมน์ อรรฆเดช, 2522)

– เพชรตัดหยก (คมน์ อรรฆเดช, 2525)

– พยัคฆ์ยี่เก (คมน์ อรรฆเดช, 2526)

– ตำรวจเหล็ก (คมน์ อรรฆเดช, 2529)

หนังบู๊ไทยในยุคหวาดภัยคอมมิวนิสต์

หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หนังระเบิดภูเขาเผากระท่อม” มีความน่าสนใจในแง่การเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลในสมัยนั้น

ใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมหาอ่านได้ใน Bioscope ฉบับ 87 อิอิ

– ทอง 1 – 2 – 3 (ฉลอง ภักดีวิจิตร, 2516 – 2525)

– เสาร์ห้า (วินิจ ภักดีวิจิตร, 2519)

– หนักแผ่นดิน (สมบัติ เมทะนี, 2520)

– สนับมือ (วินิจ ภักดีวิจิตร, 2524)

หนังของคุณพิศาล อัครเศรณี

อาเปี๊ยกเป็นพระเอกที่เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความก้าวร้าวไว้อยู่ในตัว ด้วยลุคส์ของอาเองก็ออกแนวหนุ่มขบถพอสมควร ดวงตาคมดุ แรกๆ เล่น “รักเอย” เป็นพระเอกกวนๆ ประสาทแต่พอมาเป็นพ่อเลี้ยงอารมณ์ร้ายใน “มนต์รักอสูร” ก็ได้เรื่องเลย นับจากนั้นจึงผูกขาดกับบทตบจูบๆ ไล่ตั้งแต่ “เลือดทมิฬ” (ถีบเนาวรัตน์ตกรถจี๊บ), “ไฟรักอสูร” (ถีบสุพรรษาตกเรือ ,2526) เรื่องนี้ฟิล์มสาบสูญหาดูไม่ได้แล้ว มาจบที่ “พิศวาสซาตาน” (เพ็ญพักต์กับฉากจบสุดสยิวชวนสยอง) ซึ่งพลิกสูตรหนังตบจูบทุกอย่างไปหมดเลย อาจเป็นหนังแรงที่สุด ดิบที่สุดถึงด้านมืดที่เรียกว่าตัณหาราคะในใจคนเลยทีเดียว เหล่านี้คือหนังของอาที่ได้ดูในปีนี้และประทับใจไม่รู้ลืม

แสดงนำ

– รักเอย (ม.จ.ทิพยฉัตร ฉัตรชัย,2521)

– มนต์รักอสูร (ม.จ.ทิพยฉัตร ฉัตรชัย, 2521)

– สุดเหงา (พันธุ์เทพ อรรถไกวัลวที, 2525)

– มัจจุราชสีน้ำผึ้ง (พันธุ์เทพ อรรถไกวัลวที, 2525)

กำกับ + แสดงนำ

– เลือดทมิฬ (2523)

– หัวใจเถื่อน (2526)

– อุ้งมือมาร (2528)

– พิศวาสซาตาน (2530)

หนังดอกดิน ล้านแล้วจ้า

เพิ่งจะมีการรีมาสเตอร์หนังผู้กำกับท่านนี้ทั้งชุด บางเรื่องชัดแจ๋วบางเรื่องยังดูไม่ได้ก็มี แต่ส่วนใหญ่ยืนยันว่า “สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกก” สามเรื่องที่เลือกมานี้อาแอ๊ด สมบัติ เมทะนี เหมาเล่นเป็นพระเอกทั้งหมด และยังชื่อ “เอก” ทั้งสามเรื่องด้วย สีสันของหนังดอกดินอยู่ที่ตัวละครบ้าๆ บอๆ เนื้อเรื่องไทยๆ ติดเชย พระเอกคนรวยหลงรักนางเอกยากจน แถมยังเป็นหนังแบบครบรส บู๊,เศร้า,ซึ้ง,ตลก หาดูได้ในหนังเรื่องเดียว

– คนกินเมีย (2517)

– กุ้งนาง (2519)

– สิงห์สำออย (2520)

Top 5 Books

น้ำผึ้งขม  – กฤษณา อโศกสิน

สนุกกว่าละครอีก

จดหมายรักในชีวิตจริงของยาขอบ – ยาขอบ

สำนวนแพรวพราวเหลือร้าย อ่านจดหมายแต่ละฉบับกว่าจะจบแทบขาดใจ

สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ – อุมเบอร์โต เอโค

ลึกลับซับซ้อนหนักอึ้ง เต็มไปด้วยความอึมครึมในโลกที่ศรัทธาเหนือกว่าความผิดถูกทางศีลธรรม สั่นคลอนศาสนจักรได้ยิ่งกว่า

ดาวินชี่ โค้ด

เก็บเบี้ยในรังโจร – ประมูล อุณหธูป แปล

สำนวนแปลร้ายเหลือ จากหนังเรื่องดัง For a Few Dollar More สนุกด้วยสำนวนมีชีวิตชีวา งานแปลชั้นครูที่เต็มไปด้วยความเจนจัดทางวรรณศิลป์อย่างแท้จริง

มาเฟียก้นซอย, เทวีเทวาศักดินาดอลล่า, หลงกลิ่นกัญชา – รงค์ วงษ์สวรรค์

ไมเกิ้ล ล้วน, แจ้ง ใบตอง พบกับแฟร็งค์ สินาตร้า สนุกมันฮาถากถางสังคมไทยได้เจ็บแสบถึงทรวง

Top 5 ละคร

ปริศนา (2530) หมิว ลลิตา – นก ฉัตรชัย

นั่งดูจากแผ่นในห้องพักที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2552 แต่ละครเรื่องนี้ดึงเรากลับสู่พระนครยุค 2480-2490 ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เห็นภาพกรุงเทพฯ ที่ท้องถนนยังโล่งไร้รถรา ผู้คนอาศัยสามล้อ, รถราง เรือเมล์เป็นหลัก มันเป็นภาพฝันอันสวยงามที่เราเกิดไม่ทันเห็นแต่ละครทำให้รู้สึกอย่างนั้นได้จริง ที่สำคัญเราสัมผัสความเป็นมนุษย์ได้ในตัวละครแทบทุกตัว ทั้งที่ตัวเรื่องนั้นช่างพาฝันคลับคล้ายซินเดอเรลล่าก็ไม่ปาน

สูตรเสน่หา (2552) เคน – แอน

ฮามาก รั่วมาก พลิกสูตรละครไทยไปหมด เป็นละครที่ผู้ชายกลายเป็นผู้ถูกกระทำตลอดเวลา ฮ่า!

ไฟรักอสูร (2552) ปกรณ์ – สุนิสา

เป็นละครเชยๆ ที่ดูสนุกมาก เสียดายที่ช่วงแรกอืดไปหน่อย กว่าจะเข้มข้นก็ผ่านไปค่อนเรื่องแล้ว เรียกว่าขาดความดุดันแบบที่

ละครของเปี๊ยก พิศาลควรจะเป็นก็ว่าได้ แต่พอถึงคราวโหดก็โหดเหลือเกินนะอาครับ ฮ่าๆๆ

น้ำผึ้งขม (2552) ฉัตรชัย – เจนี่ เทียนโพธ์สุวรรณ

ไม่บ่อยครั้งที่จะได้เห็นทีมนักแสดงหลักรวมกันอายุร่วมร้อยปี .. แต่กลับดึงอารมณ์คนดูให้ทั้งรักทั้งเกลียดตัวละครอย่างคุณปุ๊ – คุณจวง หมั่นไส้คุณโรสและลูกสาวได้อาทิตย์ชนอาทิตย์ และเป็นเรื่องน่าประหลาดใจยิ่งที่เราได้ดูพี่นก ฉัตรชัย เปล่งพานิชย์กลับไปเยือนหัวหินอีกครั้งในมาดผู้ชายเจ้าอารมณ์ ปากร้าย ช่างตรงข้ามกับภาพท่านชายพจน์ปรีชาที่เราชินตาจากปริศนาไปเสียฉิบ!

Top 10 song

ทั้งหมดล้วนเป็นเพลงที่ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดปี ไม่มีเบื่อ บางเพลงชอบเนื้อหา บางเพลงชอบภาษา มีทั้งหัวเราะร่า และน้ำตาริน

อุษาสวาท เอื้อ สุนทรสนาน

ยามอุษาฟ้ากระจ่างทั่วนภาสว่างแล้ว ตื่นนิทราเสียเถิดน้องแก้ว…สว่างแล้วนะแก้วตา

จูบฉันแล้วจงตายเสีย เวอร์ชั่น อรวี สัจจานนท์

มาช่วยกันเกลียดมาช่วยกันชัง อย่าอิหนังหวังดีในความเลวร้าย มาสิมาสัมผัสความตาย อยากฆ่าผู้ชายให้ตายเหมือนแมลง …

ดอกนีออนบานค่ำ ตั้กแตน ชลดา

ดอกอะไรดึกแล้วยังไม่นอน  ก็ดอกนีออน…บานค่ำ

น้อยใจรัก ผ่องศรี วรนุช

สี่ในสี่ห้องหัวใจ ฉันให้คุณหมด หมดไม่มีเหลืออยู่ คุณไม่รักแล้วไม่เอ็นดู พอหัวใจคุณเปิดประตู ไม่มีฉันอยู่ในนั้นเลย…

คนสุดท้าย – ผ่องศรี วรนุช

ฉันจะรักคุณเป็นคนสุดท้าย คุณจะดีจะร้ายก็จะหมายรักคุณแน่นอน ใครเขาจะลือว่าคุณคือผู้ชายกะล่อน ไม่มีที่ซุกหัวนอนพเนจรหมอนหมิ่นเซซวน

อาญารัก สุเทพ วงศ์กำแหง

ถ้าอยากประหาร จงประหารฉันด้วยความรัก โทษฉันเบาไม่ใช่โทษหนัก โปรดขังโปรดกัก ด้วยกอดได้ไหม

For Sentimental Reasons – Rod Stewart & Linda Ronstadt (ทั้งสองเวอร์ชั่น)

I Love You For Sentimental Reasons …

Un Amico – Ennio Morricone

ไม่มีคำบรรยาย ตอนแรกฟังเหมือนเพลงจีน แต่ดนตรีกลับซึ้งจนหัวใจสั่น

Yeh Dosti – Ost. Sholay

เวอร์ชั่นต้นฉบับของโชเลย์พเนจร – ยอดรัก สลักใจ ผู้วายชนม์

ความในใจ (Ost. ปริศนา) – ฉัตรชัย เปล่งพานิชย์, อ๊อด คีรีบูณ (ทั้งสองเวอร์ชั่น)

หากรู้ว่ารักเจ้ายังหลีกเร้นหลบ ถ้าพบจะพาดวงใจเปี่ยมรักมา..

One response

  1. Top 5 Books เยี่ยมมากครับ

    เมษายน 25, 2010 ที่ 1:28 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s