a trick of the light : a place for cinephiles

กลแสงแห่งปี 2009 : A TRICK OF THE LIGHT TOP OF THE YEAR 2009 LIST ภาค2

อาดาดล อิงคะวนิช

1. El Perro, Francisco Goya

สะดุดเจอภาพนี้ในห้อง Black Paintings ที่พิพิธพันธ์ Prado ในสเปน เป็นห้องแสดงภาพสีน้ำมันที่โกย่าเขียนขึ้นในช่วงในเขา ‘เตลิดไปแล้ว’ ตรงมุมซ้ายด้านล่างของผ้าใบทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้งผืนนี้ มีหัวหมาตัวน้อยโผล่มาให้เห็นนิดนึง พื้นที่ว่างเปล่าส่วนเหลือเปรอะเปื้อนด้วยลายพู่กันปาดสีทะมึนหม่น อะไรคือ subject ของภาพกันแน่? โกย่าวาดภาพนี้บนฝาผนังของบ้านตัวเองในช่วงบั้นปลายชีวิต ราวๆ ค.ศ 1820 หรือครึ่งศตวรรษก่อนที่ modernism จะปรากฏตัวเป็นรูปเป็นร่าง

2. มันต้องถอน ปอยฝ้าย มาลัยพร

หยั่งงี้ดิ national anthem!


3. Heremias Book 2

หนังที่ยังถ่ายทำไม่เสร็จสมบูรณ์ของผู้กำกับอินดี้ชาวฟิลิปปินส์ Lav Diaz แต่ใจดีให้ยืมไปฉายก่อนได้ ครั้งแรกที่ได้ดูเรื่องนี้ ย่องเข้าไปในห้องฉายหลังจากที่หนังเริ่มไปแล้วยี่สิบนาที ไม่สามารถปะติดปะต่อได้ว่าอะไรเป็นแกนเรื่อง ใครเป็นใคร ภาคแรกก็ยังไม่ได้ดู​ ถึงชอตสุดท้าย ชายผู้หนึ่งเดินตามทางคดเคี้ยวไปยังสุสานกับหญิงสูงอายุคนหนึ่ง พอไปถึงหินบนหลุมฝังศพที่ตั้งใจไปเยี่ยม ต่างคนต่างก็เอามือปัดเศษไม้ใบไม้แห้งบริเวณรอบๆ ทำอย่างเงียบๆ พอเสร็จก็นั่งนิ่ง หญิงผู้เดินกระย่องกระแย่งเอามือวางพาดบนเข่าของชายผู้นั้น เขาก้มหน้าลง ชอตนี้แช่นิ่งยาวนาน ถ่ายเป็นขาวดำ เห็นไกลไปถึงหลั่นเขาจรดทะเลในแบ๊คกราว์นด์ หรืออาจเป็นก้อนเมฆเทาทึม แว่วเสียงตุ๊กแกร้อง พอหนังจบลงปรากฏว่าลุกไม่ขึ้น หายใจไม่ออก

4. แก๊กตลก สิบยี่สิบสามสิบสี่สิบ ใน อีส้มสมหวัง


5. Nostalgia ของ Hollis Frampton

หนัง/ฟิล์ม/ภาพเคลื่อนไหว คืออะไร? สัมพันธ์กับภาพถ่ายอย่างไร? กับเวลาล่ะ? เสียงของนักทำหนังทดลอง Michael Snow ที่แอบอ้างเป็น Hollis Frampton บอกกับเราว่ามองเห็นอะไรบางอย่างในภาพถ่ายภาพนั้น เงาสะท้อนจากหน้าต่างโรงงานฝั่งตรงกันข้ามกับที่เขายืนถ่ายรูปอยู่ ณ วินาทีนั้น ไปสะท้อนอีกทีกับกระจกท้ายรถกระบะคันนั้น เกิดเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ปรากฏตัวขึ้นบนภาพถ่าย มีพลังถึงขั้นทำให้เขาเกิดความรังเกียจ หวาดกลัว ไม่กล้าถ่ายภาพอีกเลย (Nostalgia เป็นหนังสั้นเรื่องแรกในซี่รี่ย์สหนังเจ็ดเรื่อง Hapax Lexagomina ของ Hollis Frampton นักทำหนังทดลองชาวอเมริกันยุค 1960s กับ 1970s)

6. On the Camera Arts and Consecutive Matters: The Writings of Hollis Frampton

คนทำหนังเก่งบรมครูที่เขียนหนังสือเก่งบรมครูด้วยเช่นกัน (สังเกตได้ด้วยว่าสองสิ่งนี้มักจะไปด้วยกัน) งานเขียนของ Frampton หนุนเน้นด้วยทฤษฏีแน่นปึ๊ก กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง และตัวอักษร แต่คงมีไม่กี่คนที่สามารถเล่ามันออกมาเป็นนิทานติดตลกได้อย่าง Frampton จังหวะทิ้งลูกฮาของเขาไม่เป็นสองรองคาเฟ่ไหน สำบัดสำนวนก็สั้น ชัดเจน กระชับ กรอบความรู้ที่นำมาอ้างอิงนั้นกว้างจนอยากจะก้มลงกราบงามๆ

7. นิทานเล่าเรื่องจากตำนานจีน ว่าไว้ว่านานมาแล้ว โลกที่อยู่อีกด้านของบานกระจกนั้นเคยเป็นอาณาจักรที่ขึ้นกับตน สามารถก้าวข้ามติดต่อกันได้กับโลกมนุษย์ แต่ต่อมาพ่ายแพ้สงคราม ถูกจักรพรรดิแห่งโลกมนุษย์จับขัง สาบแช่งให้ผู้คนในอาณาจักรแห่งโลกที่อยู่หลังกระจกต้องเลียนแบบท่าทางของมนุษย์ที่อยู่ในโลกฝั่งตรงกันข้าม พวกเขากำลังรอคอยวันแห่งการปลดปล่อยอยู่ นิทานเรื่องนี้คัดสรรโดย Jorge Luis Borges ในหนังสือที่มีชื่อว่า The Book of Imaginary Beings

8. a cappella งาน choral orchestra ของ Richard Strauss

เผอิญเปิดเจอทางวิทยุ หลังจากนั้นรีบวิ่งไปซื้อซีดีมาฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก พลางนึกถึงเรื่องเล่าของ Frampton ใน Nostalgia คิดว่าคงกล่าวถึงสิ่งอันน่าสะพรึงกลัวสิ่งนั้นเหมือนกัน

9. โปรแกรมหนังเด็ดแห่งปี Garden Pieces

รวบหนังหลากประเภท เกี่ยวกับแมกไม้ใบหญ้า Eaux D’artifice ของ Kenneth Anger, All My Life และ Valentin de las Sierras ของ Bruce Baillie

10. Killer of Sheep

หนังนักศึกษาของ Charles Burnett ถ่ายทอดโลกของกรรมกรผิวดำใน LA ยุค 1970s ออกมาได้อย่างอ่อนโยน เศร้าสร้อย รู้ซึ้งถึงเนื้อในของโลกใบนั้น ที่กินใจเหลือเกินคือฉากสแตนเต้นสโลว์แดนซ์กับเมีย เปิดเพลง This Bitter Earth ของ Dinah Washington

กำกำก

ำกำก

11. หนังสารคดีชาติพันธุ์แนว ethnographic poetic สองเรื่องจาก ลาตินอเมริกา Araya (1959) ของผู้กำกับหญิง Margot Benacerraf และ Poetas Campesinos (1980) ของ Nicolas Echevarria สอนให้รู้ว่า หากจะลุกขึ้นมาทำหนังสารคดีแนวนี้ ขอให้สำเหนียกถึงความแตกต่างระหว่างสายตาจ้องมอง ‘ชาวบ้าน’ อย่างอ่อนโยน และให้เกียรติ อย่างที่หนังสองเรื่องนี้ทำได้ กับการมองอย่างน้ำเน่า ฟูมฟาย อันพบเห็นได้ทั่วไป ใกล้ตัวหน่อยก็อย่างเช่นหนัง ‘อิสระ’ ที่มีนามว่าเด็กโต๋

10 หนังประทับใจในปี 2009

โดย จิตรลดา อุดมประเสริฐกุล  นักดูหนัง

ปี 2009 จอยได้ดูหนังรวมแล้วทั้งหมด 187  เรื่อง เก่าใหม่คละกันไปนะคะ หนังที่ประทับใจก็มีอยู่ไม่น้อย ขอเลือกมา 10 เรื่องจากแต่ละทศวรรษก็แล้วกัน

1. L‘homme orchestre (1900)

กำกับและแสดง: Georges Méliès

คนส่วนใหญ่รู้จัก Georges Méliès จากหนังสั้น “จรวดทิ่มตาดวงจันทร์” Le voyage dans la lune (1902) แต่ว่าเขายังได้ทำหนังที่น่าทึ่งเรื่องอื่นๆ อีกกว่า 551 เรื่อง (น่าทึ่งไหม) และโชคดีที่หนังหลายๆ เรื่องของเขาได้ถูกบูรณะและหาดูได้ตาม Youtube จอยเพิ่งมาค้นพบผู้กำกับคนนี้ในปีนี้และเริ่มติดตามหาหนังของเขามาดู ซึ่งยิ่งดูก็ยิ่งทึ่งกับเทคนิคแปลกๆ ที่ไม่ได้คิดว่าจะได้เห็นจากหนังอายุมากกว่า 100 ปี  เพราะตัวของ Georges Méliès เองเป็นนักมายากลมาก่อน เมื่อเขาได้ค้นพบและทดลองเทคนิคภาพยนตร์ต่างๆ จึงนำมาประยุกต์กับมายากลได้อย่างน่าสนใจ จะเห็นได้จากหนังเรื่องนี้ที่ครีเอทีฟมากเพราะเค้าใช้เทคนิคการซ้อนภาพและตัดต่อ แสดงให้เห็นนักดนตรี 7 คน (แสดงโดย Georges Méliès เองด้วย) เล่นดนตรีพร้อมกันเป็นวงออร์เคสตร้า จอยอยากให้ผู้อ่านลองหาหนังเรื่องนี้ดู จะได้รู้ว่าหนังสร้างเมื่อ 110 ปีที่แล้ว มีเทคนิคที่น่าทึ่งแค่ไหน

2. Die Austernprinzessin (1919)

กำกับ: Ernst Lubitsch

แสดง: Victor Johnson, Ossi Oswalda, Harry Liedtke

Ernst Lubitsch (Shop Around the Corner, Ninotchka) นั้นเป็นผู้กำกับในดวงใจจอยอยู่แล้ว สไตล์หนังตลกโรแมนติคบวกทะลึ่งนิดๆ ของเขานั้นเป็นเอกลักษณ์ที่คนเรียกว่า “Lubitsch Touch“ ส่วนหนังเรื่องนี้ที่เลือกมาเพราะว่าไปค้นเจอโดยบังเอิญว่าเป็นหนังเงียบยุคแรกๆ ของลูบิชสมัยที่ยังเป็นผู้กำกับอยู่ในออสเตรีย พอได้ดูก็สุดแสนจะเซอร์ไพรส์เพราะ หนังเรื่องนี้นี่มันตลกเถิดเทิงกว่าหนังพูดของเขาในยุคหลังๆ เสียอีก แถมภาพก็สวยคมชัดแจ๋วซะไม่อยากจะเชื่อว่านี่เป็นหนังปี 1919 เนื้อเรื่องก็มีอยู่ว่า เศรษฐีเจ้าของบริษัทขายหอยนางรมกำลังกลุ้มหนักเพราะลูกสาววัยแตกพานอาละวาดทำลายข้าวของในคฤหาสน์เพราะอยากเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที เลยรบกวนให้พ่อสื่อไปหาชายที่คู่ควร ซึ่งเคราะห์กรรมนี้ก็ไปตกที่เจ้าชายนุกกี้ ที่เป็นเจ้าชายแค่ในนาม เพราะฐานะจริงตกต่ำอาศัยอยู่ในห้องใต้หลังคาเล็กๆ ที่ชอบอีกอย่างคือตอนเปิดเรื่อง ตัวผู้กำกับและนักแสดงจะมายืนยิ้มแฉ่งอยู่หน้ากล้องแนะนำตัวว่าใครแสดงเป็นอะไร ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ดูซื่อๆ ดี สมัยนี้น่าจะทำอย่างนี้บ้างนะ

3. You Can’t Take It With You (1938)

กำกับ: Frank Capra

แสดง: Lionel Barrymore, James Stewart, Jean Arthur

„ตายไป ก็เอาติดตัวไปไม่ได้” นี่คือหลักการใช้ชีวิตของคุณตามาร์ติน แวนเดอร์ฮอฟ (แสดงโดย Lionel Barrymore) ที่สอนให้สมาชิกทุกคนในบ้านใช้ชีวิตอย่างที่อยากจะเป็น ไม่ว่ามันจะบ้าบอแค่ไหนก็ตาม เอ่อ เช่นลูกชายอยากจะทำโรงงานประทัดในห้องใต้ดิน อาอยากจะเป็นนักตีระนาด แม่อยากจะวาดรูปและเขียนนิยายไปพร้อมๆ กัน หลานสาวที่ดูจะเป็นมนุษย์ธรรมดาหน่อยก็ดันไปตกหลุมรักกับลูกชายเศรษฐี (รับบทโดย James Stewart) ที่พ่อมีแผนจะเอาเงินฟาดหัวคุณตามาร์ตินให้ขายบ้านตัวเองเพื่อมาทำห้างสรรพสินค้า คนส่วนใหญ่รู้จักหนังเรื่องนี้เพราะเป็นหนังยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ ประจำปี 1939 และเป็นการร่วมงานครั้งแรกระหว่างผู้กำกับแฟรงค์ คาปราและเจมส์ สจ๊วต ก่อนที่ทั้งคู่จะร่วมกันสร้างหนังคลาสสิคเรื่องอื่นๆ เช่น Mr. Smith Goes to Washington หรือ It’s a wonderful Life ต่อไป

4. How Green Was My Valley (1941)

กำกับ: John Ford

แสดง: Roddy McDowall, Donald Crisp, Maureen O’Hara

หนังเรื่องนี้น่าสงสาร เพราะดันได้ออสการ์สาขาหนังยอดเยี่ยมประจำปี 1942 แต่ที่หนักกว่านั้นคือนี่เป็นหนังที่ชนะ Citizen Kane กับ Maltese Falcon ทำให้โดนวิจารณ์อยู่เสมอว่าสมควรไหมที่ได้รางวัลนี้ แต่จอยคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง เพราะว่าผู้กำกับจอห์น ฟอร์ด ที่มักถนัดทำหนังคาวบอยร่วมกับจอห์น เวนย์หรือเฮนรี่ ฟอนด้า เลือกที่จะทำหนังเล็กๆ ที่ เกี่ยวกับชะตากรรมของครอบครัวหนึ่งและหมู่บ้านทำเหมืองแร่ในแคว้นเวลส์ ประเทศอังกฤษ เล่าเรื่องผ่านสายตา ฮิว น้องคนเล็กสุดของครอบครัวมอร์แกน ที่ต้องทนเห็นหมู่บ้านและหุบเขาที่เคย “เขียวขจี” ของเขา มืดหม่นลงพร้อมๆ กับการแตกสลายของครอบครัวของตัวเองที่เคยอบอุ่น เพราะพิษเศรษฐกิจและความโลภของคนในหมู่บ้าน ดูเรื่องนี้แล้ว อดที่จะหลงรัก Roddy McDowell ไม่ได้ เพราะว่าเขาเล่นได้ดูน่าสงสารและก็น่าเอ็นดูด้วย หนังเรื่องนี้ทำให้เขาเป็นดาราดัง ก่อนที่จะเติบโตไปเล่นเป็นลิงใน Planet of the Apes

5. 12 Angry Men (1957)

กำกับ: Sidney Lumet

แสดง: Henry Fonda, Lee J. Cobb, Jack Warden

ห้องเล็กๆ ที่มีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่กลางห้อง เก้าอี้ 12 ตัว พัดลมที่เสียในวันที่ร้อนที่สุดแห่งปี และผู้ชายโกรษเกรี้ยว 12 คนที่ คนดูไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ รู้แต่ว่าเป็นลูกขุนหมายเลข 1 ถึง 12 ที่มาจากฐานะทางสังคมแตกต่างกัน แต่ต้องร่วมกันตัดสินความเป็นความตายของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าสังหารพ่อตัวเอง เนื่องด้วยหลักฐานและพยานเพียงพอ และอากาศที่ร้อนอบอ้าวในห้อง ทำให้ลูกขุนทั้ง 11 คน (ที่อยากจะกลับบ้านเต็มแก่) พร้อมกันลงความเห็นว่าเด็กคนนี้ผิดจริง ยกเว้นลูกขุนหมายเลข 6 (แสดงโดยเฮนรี่ ฟอนด้า) ที่ยังเชื่อว่า ชีวิตของเด็กคนหนึ่งไม่ควรที่จะตัดสินกันลวกๆ แบบนี้ หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า จะทำหนังให้สนุกและตื่นเต้น ไม่จำเป็นต้องมีฉากหรือเครื่องแต่งกายหรือเอฟเฟกต์ราคาแพงอะไรมากมาย ขอแค่มีบทที่ดีกับนักแสดงสุดยอด ก็พอแล้ว

6. El ángel exterminador (1962)

กำกับ: Luis Buñuel

จอยชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดจากหนังที่ดูในปี 2009 นี้ และในบรรดาหนังของหลุยส์ บุนเยลที่เคยดูมาด้วย หนังมีพล็อตเรื่องที่ง่ายมาก แขกทั้งหลายที่มาร่วมงานปาร์ตี้ไฮโซในคฤหาสน์แห่งหนึ่ง ค้นพบว่าไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่สามารถเดินออกจากห้องนั่งเล่นได้ (ทั้งๆ ที่ไม่มีประตูหรือกำแพงอะไรกั้นเลย) เมื่อเวลาผ่านไปหลายวัน ไม่มีทั้งน้ำและอาหาร หน้ากากของคนชั้นสูงก็ค่อยๆ หลุดออกมา และเผยให้เห็นจิตใจอันเน่าเฟะและชั้นต่ำของแต่ละคน ดูหนังบุนเยลมากๆ แล้วจะรู้เลยว่าบุนเยลนี่คงเกลียดพวกไฮโซมากแน่ๆ

7. Cabaret (1972)

กำกับ: Bob Fosse

แสดง: Liza Minnelli, Michael York, Joel Grey

เขียนมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงต้องคิดแน่ๆ เลยว่า อะไรเนี่ย หนังออสการ์อีกแล้ว นี่เดี๋ยวจะเขียนถึง Crash หรือ Million Dollar Baby ด้วยหรือเปล่านี่ ขอตอบด้วยความสัตย์จริงว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะตอนที่เลือกหนังมาเขียนนี่ไม่ได้รู้เลยว่าหนังได้รางวัลอะไรมาบ้าง ในกรุงเบอร์ลินต้นยุคสามสิบ ฮิตเลอร์และพรรคนาซีกำลังเริ่มขึ้นสู่อำนาจอย่างเงียบๆ ในขณะที่ผู้คนมัวหลงระเริงในชีวิตกลางคืนและบาร์คาร์บาเรต์อย่าง “คิทแคทคลับ” ที่มีนักร้องสาวเซ็กซี่ชาวอเมริกัน แซลลี่ โบล์ว เป็นดาราประจำคลับ ไลซ่า มินเนลลี่แสดงและเต้นได้สุดเหวี่ยงมากจนพิสูจน์ได้ว่าเธอไม่ใช่แค่ลูกสาวของจูดี้ การ์แลนด์แล้วนะ หนังเรื่อง Cabaret นี่เป็นหนังที่แปลก เพราะว่าตอนดูจบแล้วไม่ชอบเลย  แต่พอผ่านไปสองสามอาทิตย์ก็ไม่สามารถขจัดหนังเรื่องนี้ไปจากใจได้ โดยเฉพาะตัวละครอย่างแซลลี่ โบล์ว

8. The Purple Rose of Cairo (1985)

กำกับ: Woody Allen

แสดง: Mia Farrow, Jeff Daniels

ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในอเมริกา เซซิเลีย (แสดงโดยมีอา ฟาร์โรว์) หลบหนีความจำเจของงานและสามีเส็งเคร็ง โดยการเข้าไปดูหนังเรื่องโปรดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนวันหนึ่งตัวละครพระเอก (เจฟฟ์ แดเนียล) สังเกตุเห็นว่าเธอมาดูหนังบ่อยมากจนตกหลุมรักเธอ และตัดสินใจเดินออกมาจากหนังเข้าสู่โลกแห่งความจริงเพื่อมาใช้ชีวิตกับเซซิเลีย สร้างความปั่นป่วนให้กับผู้อำนวยการสร้าง คนดู เพื่อนนักแสดงที่โดนขังอยู่ในฉากเดิม และรวมไปถึงตัวของนักแสดงตัวจริง (แสดงโดยเจฟฟ์ แดเนียลเหมือนกัน) ที่พยายามตามหาตัวละครของเขาให้ไปเข้าฉากเหมือนเดิม จอยคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังในดวงใจของหลายๆ คนที่ชอบดูหนังนะคะ ยิ่งตอนจบนี่โดนมากๆ

9.  Festen (1998)

กำกับ: Thomas Vinterberg

งานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบ 60 ปีของนายเฮลเก้ที่มีครอบครัวและเพื่อนๆ มาร่วมฉลองกันอย่างคับคั่ง แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อลูกชายคนโตถือฤกษ์ดีงามนี้กล่าวอวยพรพ่อที่โต๊ะอาหาร โดยการแฉและประจานความลับชั่วของพ่อที่ตัวเองเฝ้าเก็บไว้คนเดียวมาหลายสิบปี สร้างความกระอักกระอ่วนกันไปทั่วหน้า นี่เป็นหนังด็อกม่าเรื่องแรก ใช้กล้องแฮนด์เฮลด์ แสงธรรมชาติ ภาพจึงไม่ได้คมชัด ดนตรีประกอบก็ไม่มี แต่ว่าผลงานของผู้กำกับหนุ่ม โทมัส วินเทอร์เบิร์ก เรื่องนี้จับคนดูไว้อยู่หมัด เราเนี่ยนั่งดูอยู่นอกจอแท้ๆ ยังรู้สึกอึดอัดกระสับกระส่าย เหมือนเราเป็นแขกที่อยู่บนโต๊ะอาหารไปด้วย ชื่อของหนังแปลว่า “งานเลี้ยงฉลอง” แต่ว่านี่คงเป็นงานเลี้ยงสุดท้ายของครอบครัวเฮลเก้แน่ๆ (ถึงจัดอีกก็คงจะไม่มีใครกล้ามา)

10. Black Snake Moan (2006)

กำกับ: Craig Brewer

แสดง: Samuel L. Jackson, Christina Ricci, Justin Timberlake

อย่าให้โปสเตอร์หนังเรื่องนี้หลอกคุณ ป๋า Samuel Jackson หน้าหื่นถือโซ่เส้นโตล่ามเอวน้อยๆ ของสาว Christina Ricci  ที่อยู่ในเสื้อผ้าเกือบโป๊ แต่จริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนัง heartwarming ที่สุดเท่าที่จอยดูมา และเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า Christina Ricci เป็นนางเอกหนังในฮอลลีวู้ดไม่กี่คนที่ underrated และกล้ารับบทท้าทาย ไม่อายชาวบ้าน ก็ดูตัวละครเธอในเรื่องนี้สิ แรงมาก เรย์  สาวเล็กใจโตที่เป็นโรคบ้าเซ็กส์ จนเป็นที่ฉาวปากของคนทั้งเมือง วันหนึ่งเธอโดนข่มขืน ซ้อมจนสลบและถูกทิ้งไว้ข้างถนนหน้าบ้านของลาซารัส (Samuel Jackson) คนสวนผิวดำ ที่รักษาเธอจนหายเจ็บ และเชื่อว่านี่คงเป็นบททดสอบของพระเจ้ากระมัง สั่งให้เขามาปราบผีสิงในตัวเธอ โดยการล่ามโซ่เธอไว้กับเตาผิงจนกว่าเธอจะหายบ้าผู้ชาย (ซึ่งก็ไม่ได้ง่ายเลย) จอยชอบความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละครนี้ที่แตกต่างกันสุดขั้ว แต่มาเติมเต็มกันและกัน ลาซารัสกลายมาเป็นเหมือนพ่อที่เรย์ไม่เคยมี ส่วนเรย์ก็มาเติมเต็มชีวิตที่ดูเหมือนจะไร้ค่าของลาซารัส หืม จบแบบซึ้งๆ เลย

Bonus: District 9 และ Inglourious Basterds


แถมท้ายเผื่อกันคนแซวว่า ปี 2009 ไม่มีหนังเรื่องไหนประทับใจเธอเลยเหรอ จอยขอเลือกสองเรื่องนี้มาแล้วกัน เพราะถือว่าเป็นประสบการณ์การดูหนังในโรงที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดแห่งปี โดยเฉพาะที่ก่อนเข้าไปดูนี่แทบไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับหนังเลย รู้แค่ อี๋หนังเอเลี่ยน อี๋หนังนาซี แต่พอตอนหนังฉายนี่มันส์มาก ยิ่งหนังเรื่อง Inglourious Basterds ถ้าคนที่เคยดูคงจำไอ้ 20 นาทีแรกได้ ทุกคนในโรงที่จอยดูนั่งกันเงียบและเกร็งมาก จนจอยไม่กล้ากินป๊อปคอร์นเลย (กลัวเสียงดัง)

คนมองหนัง/ทัศนทรรศน์ คอลัมนิสต์ นิตยสาร bioscope

หนังที่ได้ดูในโรงภาพยนตร์ช่วงปี 2552 และยังหลงเหลืออะไรบางอย่างติดค้างอยู่ในใจมาจนถึงปัจจุบัน

The Class  (Laurent Cantet / 2008)

โรงเรียนไม่ได้มีเพียงอำนาจครอบงำจากบนลงล่าง หรือ จากระบบการศึกษา/ครูสู่นักเรียนเท่านั้น

Huacho (Alejandro Fernández Almendras / 2009)

หนังชนบทที่ไม่โรแมนติกและไม่แอนตี้โลกาภิวัตน์อย่างง่าย ๆ ทั้งยังแฝงประเด็นเรื่องเพศสภาพไว้อย่างแยบคาย

It’s a Free World (Ken Loach / 2007)

พูดถึงด้านโหดร้ายของระบบทุนนิยมทั้งในแง่โครงสร้างและมนุษย์ผู้ปฏิบัติการได้อย่างไม่เร้าอารมณ์จนเกินควร

Silent Wedding (Horatiu Malaele / 2008)

ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “หนังตลก” แต่เป็นหนังในแนว “เมื่อบิดาต้องอาสัญ” อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ

Watchmen (Zack Snyder / 2009)

แอนตี้ฮีโร่ได้อย่างสุดร้าวราน

Eccentricities of a Blonde-haired Girl  (Manoel de Oliveira / 2009)

หนังของคนแก่ ซึ่งดูเหมือนว่าโลกปัจจุบันกำลังจะย้อนกลับไปยังจุดเปลี่ยนบางอย่างอันคล้ายคลึงกันกับสิ่งที่แกเคยประสบพบเจอมาสมัยยังเป็นหนุ่ม

A Frozen Flower (Ha Yu / 2008)

เรื่องวัง ๆ เลือด ๆ ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดใจอยู่เสมอ

Antichrist (Lars von Tier / 2009)

รัก Charlotte Gainsbourg

Flooding in the Time of Drought (Sherman Ong / 2009)

ชอบเรื่องราวของตัวละครจากอินโดนีเซีย ส่วนเรื่องราวของตัวละครจากไทยก็ตลก สนุก พิลึก และชวนให้ขบคิดตีความได้อย่างมากมาย

Milk (Gus Van Sant / 2008)

หนังนำเสนอถึงวิถีทางการต่อสู้ทางการเมืองได้อย่างน่าสนใจ

Inglorious Basterds (Quentin Tarantino / 2009)

“ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” ฉบับเก๋ ๆ เท่ ๆ และที่สำคัญคือสนุก

Dogtooth (Giorgos Lanthimos / 2009)

หนังวิพากษ์ “พ่อ-แม่” ที่ดุดันอีกหนึ่งเรื่อง

Vincere (Marco Bellocchio / 2009) และ The Viceroys (Roberto Faenza / 2007)

เรื่องแรกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพ่ออย่าง “มุสโสลินี” ผ่านมุมมองของเมียและลูกชายลับ ๆ เรื่องหลังเล่าเรื่องราวของ

“เจ้า” ที่พยายามปรับตัวเข้ากับสังคมการเมืองแบบใหม่ของอิตาลีซึ่งปกครองด้วยระบบรัฐสภา พอได้ดูหนังเหล่านี้ในช่วงเวลาปัจจุบันของประเทศไทย ก็ส่งผลให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่น่าสนใจตามมา

เจ้านกกระจอก (อโนชา สุวิชากรพงศ์ / 2552)

คมคาย กล้าหาญ กล้าแตกหัก/ตัดขาด อย่างแนบเนียน

มหา’ลัยสยองขวัญ ตอน ลิฟท์แดง (บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม / 2552)

หนัง 6 ตุลาที่เดินทางมาไกลที่สุดในปัจจุบัน

October Sonata รักที่รอคอย (สมเกียรติ วิทุรานิช / 2552)

ชอบเรื่องราวความรักของลูก ๆ ที่ถูก “พ่อ(แห่งชาติ)” และ “มาตุ(ภูมิ)” ทอดทิ้ง ขณะเดียวกัน หนังก็นำเสนอประเด็นการต่อสู้ทางการเมืองจากแง่มุมของปัจเจกบุคคล ไม่ใช่ในฐานะส่วนเสี้ยวอันพร่าเลือนของกลุ่มอัตลักษณ์ร่วม ได้อย่างน่าสนใจ

เฉือน: ฆาตกรรมรำลึก (ก้องเกียรติ โขมศิริ / 2552)

ประเด็นการเมืองเรื่องพื้นที่ การเมืองเรื่องเพศสภาพ การเมืองเรื่องความทรงจำ รวมทั้งการเมืองไทยร่วมสมัย? ถูกบรรจุอยู่ในหนังเรื่องนี้

ท้า/ชน (ธนกร พงษ์สุวรรณ / 2552)

พูดเรื่องวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยได้อย่างน่าสนใจ แม้จะไม่ได้ให้ความหวังในการหลุดพ้นออกจากวงจรดังกล่าวเอาไว้ด้วยก็ตาม

สวรรค์บ้านนา (อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ / 2552)

ถ้าลดความโรแมนติก/ความหลงใหลในชนบทลงมาสักหน่อย หนังจะเด็ดขาดมากกว่านี้

วงษ์คำเหลา (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา / 2552)

นำสังคมไทยมากลับหัวกลับหางได้อย่างน่าสนใจ ด้วยเจตจำนงที่ว่าทั้งคนที่เป็นฝ่ายกดขี่และถูกกดขี่ (ซึ่งถูกนำมาพลิกด้านภายในหนังเรียบร้อยแล้ว) ควรอยู่ร่วมกันให้ได้ แม้จะมีความขัดแย้งระหองระแหงเกิดขึ้นเป็นระยะและไม่เคยจางหายไปก็ตาม

เพลงติดหูประจำปี 2552

ชอบอัลบั้มชุด “Schools” โดยเฉพาะเพลง “Heroes” (เพลงแอนตี้ฮีโร่ที่เลือดเย็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกันกับมิวสิควิดีโอ) ของญารินดา บุนนาค

ชอบอัลบั้มชุด “เดโม ซี้ด” ของชุมพล เอกสมญา

ชอบการแสดงสดและเพลง “อีกไม่นาน” ของจุ๋ย จุ๋ยส์

ชอบคอนเสิร์ตของดิ อินโนเซนต์

สำหรับเพลงฝรั่ง ในปีที่ผ่านมานั่งดูดีวีดี “Concert for George” อยู่หลายรอบมาก จุดประสงค์แรกเริ่มที่หาซื้อดีวีดีชุดนี้มาดู ก็เพราะต้องการชมฝีไม้ลายมือการเล่นกีต้าร์ของ Albert Lee แต่ Lee กลับไม่ได้โชว์ฝีมือในคอนเสิร์ตนี้มากนัก อย่างไรก็ตาม หลังจากดูไปดูมา ผมก็กลายเป็นแฟนเพลงของ Tom Petty and the Heartbreakers และ Traveling Wilburys ซึ่งมีบทบาทสำคัญในคอนเสิร์ตดังกล่าวเข้าจนได้

หนังสือที่ชอบในปี 2552

นับถือ “ลับแล, แก่งคอย” ของอุทิศ เหมะมูล นวนิยายที่นำเรื่องเล่า/ประวัติศาสตร์ของสามัญชนมาเล่นกับประเด็นความจริง-ความลวง รวมทั้งท้าทายความคิดกระแสหลักของสังคมได้อย่างคมคายและสนุก

ชอบหนังสือประวัติศาสตร์อาหารชุด Edible ของสำนักพิมพ์ Reaktion Books ได้อ่านไปแล้วหนึ่งเล่มคือ “Hamberger: A Global History” ของ Andrew F. Smith ซึ่งเป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่อ่านง่ายและมีเนื้อหาสนุกน่าสนใจมาก สำหรับหนังสือเล่มต่อไปในชุดนี้ที่ตั้งใจไว้ว่าจะอ่านก็คือ “Pizza: A Global History” ของ Carol Helstosky

ชอบหนังสือ “ฟุตบอล ประเด็นเล็กสะท้านโลก” ของคริส บราเซียร์ ที่แปลเป็นภาษาไทยโดยประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล จัดพิมพ์โดยคบไฟ แม้การแปลบางส่วนจะมีความบกพร่องอยู่บ้าง (เหมือนผู้แปลไม่ได้เป็นแฟนฟุตบอลเท่าไหร่?) แต่ก็ถือเป็นหนังสือที่น่าเอาใจช่วย และเป็นผลงานทางความคิดอีกส่วนเสี้ยวหนึ่งที่ได้แสดงให้เห็นว่าฟุตบอลนั้นเป็นมากกว่าเกมกีฬาทั่วไป

ยกย่องการแปลหนังสือ “ชุมชนจินตกรรมฯ” ของ เบน แอนเดอร์สัน โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ชอบ “ดีไซน์+คัลเจอร์ 2” ของประชา สุวีรานนท์ ได้รับความรู้จาก “สงคราม การค้า และชาตินิยม ในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ของ พวงทอง ภวัครพันธุ์

ชอบ ได้รับแรงบันดาลใจ และรู้สึกสนุกกับการอ่าน “ศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร” ของชาตรี ประกิตนนทการ ชาตรีอาจไม่ใช่นักวิชาการเพียงคนเดียวในรุ่นอายุของเขาที่ทำการศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อย่างจริงจัง จนสามารถทำให้ผู้อ่านหลายคนมองเห็นคณะราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในมุมมองที่แตกต่างออกไปจากแบบเรียนประวัติศาสตร์กระแสหลัก ทว่าเฉดสีขององค์ความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ผิดแผกจากรัฐศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ของเขา ก็ช่วยทำให้ประวัติศาสตร์กระแสรองมีชีวิตชีวาและสามารถต่อกรกับประวัติศาสตร์กระแสหลักได้อย่างหลากหลายมีพลังยิ่งขึ้น

ชอบ “1968 เชิงอรรถการปฏิวัติ” และ “ความไม่หลากหลายของความหลากหลายทางวัฒนธรรม” ของธเนศ วงศ์ยานนาวา นักวิชาการไทยผู้ทำงานอ่าน-เขียนหนังสือหนักที่สุดคนหนึ่ง

ชอบรัฐศาสตร์สารชุดพิเศษ “รัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ 60 ปี รัฐศาสตร์สาร 30 ปี” (มี 4 เล่ม) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นบรรณาธิการที่ยิ่งใหญ่ของธเนศ วงศ์ยานนาวา

เป็นแฟนประจำของ “ฟ้าเดียวกัน” (โดยเฉพาะฉบับข้อมูลใหม่นั้นร้ายกาจมาก) และ “อ่าน”

ชื่นชม “มติชนสุดสัปดาห์” ที่จัดการกับความหลากหลายทางด้านความคิดได้อย่างค่อนข้างลงตัว นี่ถือเป็นความดีความชอบของบรรณาธิการ (หรือกองบรรณาธิการ) โดยไม่ต้องสงสัย

ชอบงานเขียนแทบทุกชิ้นในมติชนสุดสัปดาห์ของ “คำ ผกา” (รวมทั้งบทวิจารณ์ “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” ในอ่าน)

รัก “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” โดยเฉพาะลีลาการอ่านบทกวี “บูชาคนตาสว่างทุกครัวเรือน” และ “สถาปนาสถาบันประชาชน” ที่หอศิลป์กทม. และมโนทัศน์ “ประชาทิพย์” ที่ปรากฏอยู่ในบทกวีหลายชิ้นของเขา

บุคคลแห่งปี (ขำ ๆ)

“พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์”

หลายปีที่ผ่านมา มักจะมีละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ทางโทรทัศน์ติดอยู่ในการจัดอันดับแห่งปีของผมเสมอ แต่ปีนี้กลับไม่มี เพราะ “เทพสังวาลย์” ก็จบเร็วเกินไปและมีอาการแผ่วปลาย ส่วน “ปลาบู่ทอง” ก็มีเรื่องราวที่ไม่ต้องตรงกับรสนิยมส่วนตัวของตนเองมากนัก

อย่างไรก็ตาม หลังจากพยายามโยงละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องต่าง ๆ เข้ากับสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยมานานหลายปี ในปีนี้ นักแสดงจากละครประเภทดังกล่าวก็โผล่เข้ามามีบทบาทโดดเด่นในเวทีการเมืองไทยอย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน

นักแสดงคนนั้นก็คือ “พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” หรือ “เสด็จพี่” โฆษกพรรคเพื่อไทย

หลายครั้งการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของพร้อมพงศ์ก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวมากนัก (เช่นเดียวกันกับทีมโฆษกจากพรรคประชาธิปัตย์ที่มีเครดิตดีกว่าเสด็จพี่มากมาย)

และการขึ้นมามีบทบาทนำทางการเมืองของเขาก็อาจแสดงให้เห็นถึงผลเสียแห่งการพยายามจะชำระล้าง “นักการเมือง” ผ่านการยุบพรรคตัดสิทธินักการเมืองเป็นว่าเล่นด้วยกระบวนการตุลาการภิวัตน์ โดย “อำนาจหลัก” ในสังคมไทย

แต่มันเหมาะสมแล้วมิใช่หรือที่สังคมซึ่งวางหลักคิดทางการเมืองอยู่บนพื้นฐานเรื่องรามเกียรติ์หรือนารายณ์อวตารปะทะยักษ์อย่างสังคมไทย (แม้แต่การดำรงอยู่ของรูปปั้นยักษ์ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินกิจการของสนามบินสุวรรณภูมิ จนต้องถูกเคลื่อนย้ายไปในที่สุด) จะมีเสด็จพี่จากละครจักร ๆ วงศ์ ๆ มาเป็นนักการเมืองที่ได้ออกทีวีและลงหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน

แถมครั้งนี้ เสด็จพี่/เสด็จพ่อ/เทพ ยังแหกโผมาอยู่กับฝ่ายยักษ์เสียด้วย

Advertisements

2 responses

  1. Pingback: กลแสงแห่งปี 2009 : A TRICK OF THE LIGHT TOP OF THE YEAR 2009 LIST ภาค3 « กลแสง – นิตยสารหนังออนไลน์

  2. เนื้อหาลึกซึ้งหลายเรื่องเลยค่ะ แต่ชอบที่สุดคือเรื่องตำนานจีน เรื่องสงคราม2โลก แล้วมีโลกกระจกเลียนแบบมนุษย์รอวันแก้แค้นค่ะ ชอบสุดละ

    ตุลาคม 20, 2011 ที่ 11:23 pm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s