a trick of the light : a place for cinephiles

กลแสงแห่งปี 2009 : A TRICK OF THE LIGHT TOP OF THE YEAR 2009 LIST ภาค3

กลแสงแห่งปี ภาค 1 I ภาค 2

TOP 10 หนัง โดนประจำปี 2009

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com

ล่วงเข้าปีใหม่ทีไรก็ได้เวลาสำหรับการปฏิบัติภารกิจรวบรวมสิบอันดับหนัง ‘โดน’ ประจำปีที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปว่ามีเรื่องไหนเป็นที่ติดใจควรค่าแก่การกล่าวขวัญถึงบ้าง สำหรับอันดับหนังประจำปี 2009 นี้ผู้เขียนก็ขอจัดให้สองรายการด้วยกัน ทั้งสิบอันดับหนัง ‘โดนอกโดนใจ’ และสิบอันดับหนัง ‘โดนทำร้าย’ โดยมีกติกาง่าย ๆ ว่าเป็นหนังใหม่ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูในช่วงปี ค.ศ. 2009 ซึ่งต้องขอบอกก่อนว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนพำนักอยู่ต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในปีนี้จะไม่มีการจำกัดเฉพาะหนังที่เคยมีโอกาสสัมผัสกับผืนจอในประเทศไทยเช่นเดียวกับปีที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งก็หวังว่าอานิสงส์ของการเป็นโลกไร้พรมแดนแห่งยุคโลภาภิวัฒน์คงจะทำให้หนังต่าง ๆ ที่กล่าวถึงเหล่านี้ จะมิต้องตกอยู่ในสภาพ ‘หาดูไม่ได้’ อีกต่อไป ไม่ช้าก็เร็ว

เนื่องจากหนังบางเรื่องอาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีโอกาสลงโรงฉายให้ได้ดูกัน เพราะฉะนั้นคำว่า ‘หนังใหม่’ นั้นผู้เขียนจะขอย้อนขอบเขตให้เป็นหนังที่ออกฉายครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2008 เป็นต้นมา ว่าแล้วก็ขอเชิญท่านทั้งหลายติดตามกันได้ว่ามีหนังเรื่องไหน ‘โดน’ อก ‘โดน’ ใจผู้เขียนในแง่ใดกันบ้าง

TOP 10 CINEMAPE GINGER OF THE YEAR 2009

สิบอันดับหนัง สุเทพเมพขิงประจำปี 2009

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com

ล่วงเข้าปีใหม่ทีไรก็ได้เวลาสำหรับการปฏิบัติภารกิจรวบรวมสิบอันดับหนัง ‘โดน’ ประจำปีที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปว่ามีเรื่องไหนเป็นที่ติดใจควรค่าแก่การกล่าวขวัญถึงบ้าง สำหรับอันดับหนังประจำปี 2009 นี้ผู้เขียนก็ขอจัดให้สองรายการด้วยกัน ทั้งสิบอันดับหนัง ‘โดนอกโดนใจ’ และสิบอันดับหนัง ‘โดนทำร้าย’ โดยมีกติกาง่าย ๆ ว่าเป็นหนังใหม่ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูในช่วงปี ค.ศ. 2009 ซึ่งต้องขอบอกก่อนว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนพำนักอยู่ต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในปีนี้จะไม่มีการจำกัดเฉพาะหนังที่เคยมีโอกาสสัมผัสกับผืนจอในประเทศไทยเช่นเดียวกับปีที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งก็หวังว่าอานิสงส์ของการเป็นโลกไร้พรมแดนแห่งยุคโลกาภิวัฒน์คงจะทำให้หนังต่าง ๆ ที่กล่าวถึงเหล่านี้ จะมิต้องตกอยู่ในสภาพ ‘หาดูไม่ได้’ อีกต่อไป ไม่ช้าก็เร็ว

เนื่องจากหนังบางเรื่องอาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีโอกาสลงโรงฉายให้ได้ดูกัน เพราะฉะนั้นคำว่า ‘หนังใหม่’ นั้นผู้เขียนจะขอย้อนขอบเขตให้เป็นหนังที่ออกฉายครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2008 เป็นต้นมา ว่าแล้วก็ขอเชิญท่านทั้งหลายติดตามกันได้ว่ามีหนังเรื่องไหน ‘โดน’ อก ‘โดน’ ใจผู้เขียนในแง่ใดกันบ้าง

TOP 10 CINEMAPE GINGER OF THE YEAR 2009

สิบอันดับหนัง สุเทพเมพขิงประจำปี 2009

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’

สำหรับอันดับหนัง ‘สุเทพเมพขิง’ ประจำปี 2009 นี้ ก็จะขอรวบรวมหนังชั้น ‘เทพ’ ที่โดดเด่นโดนใจผู้เขียนในด้านต่าง ๆ จนอดไม่ได้ที่จะขอมอบรางวัลส่วนตัวให้ในหมวดหมู่สาขาดังต่อไปนี้

  1. 1. ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี: INVOLUNTARY กำกับโดย Ruben Ostlund

ไม่น่าเชื่อเลยว่าหนังที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดประจำปี ค.ศ. 2009 ของผู้เขียนจะเป็นหนังเล็ก ๆ ที่เคยร่วมฉายในสาย Un Certain Regard ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 2008 ที่แทบจะไม่มีใครเอ่ยถึง ผลงานขนาดยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับจากสวีเดน Ruben Ostlund ผู้มีฝีไม้ลายมือเป็นที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง แม้จะถูกจัดอยู่ในสายรองกลุ่ม Un Certain Regard แต่หนังเรื่องนี้กลับมีอะไรหลาย ๆ อย่างละม้ายคล้ายคลึงกับหนังในสายประกวดหลายเรื่องของปีนั้น หนังแบ่งเนื้อหาออกเป็นห้าเส้นเรื่องแบบเดียวกับ Gomorrah หนังมีฉากเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการปกครองระหว่างครูนักเรียนแบบเดียวกับ The Class หนังมีฉากการชุมนุมสังสรรค์ของบรรดาญาติมิตรแบบเดียวกับ A Christmas Tale หนังมีเรื่องราวแบบส่วนตั๊วส่วนตัวของดาราดังแบบเดียวกับ Frontier of the Dawn หนังมีฉาก oral sex คล้ายกับใน Serbis หนำซ้ำยังมีการจัดภาพในระยะอึดอัดตัดหัวตัดตัวนักแสดงไม่ผิดไปจาก The Headless Woman เลยทีเดียว! หนังใช้เรื่องราวย่อย ๆ ห้าเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาถ่ายทอดปฏิกิริยาของมนุษย์ในภาวะที่อาจนำไปสู่ความรู้สึก ‘เสียหน้า’ ซึ่งก็มีทั้งกรณีชายชราที่ประสบอุบัติเหตุจากพลุไฟระหว่างงานเลี้ยงสังสรรค์แต่ดันไม่ยอมไปพบแพทย์ ดาราสาวใหญ่ที่ต้องรักษาภาพพจน์ด้วยการเก็บงำความลับบางอย่างไว้จนทำให้ใคร ๆ คนอื่นต้องเดือดร้อน ครูสาวจิตป่วยที่ต้องมีเรื่องบาดหมางกับเพื่อนครูเพราะความเจ้าหลักการมากเกินไป เด็กสาวใจแตกที่แรดเสียจนหลุดขอบเขต ไปจนถึงกลุ่มเพื่อนหนุ่มมาดแมนที่การละเล่นสุดคะนองของพวกเขาคือการจับถอดกางเกงแล้วดูดจู๋ หรือดื่มเหล้าเมาแล้วแก้ผ้าตีลังกาให้เพื่อนเอาธงจิ้มตูด! หนังโดดเด่นด้วยการจัดองค์ประกอบภาพที่สุดแสนจะแปลกหูแปลกตาโดยไม่สนใจเลยว่าผู้ชมจะเห็นหน้าเห็นตาตัวละครสำคัญในฉากนั้น ๆ หรือไม่ แต่สิ่งที่ชวนให้ทึ่งได้มากที่สุดเลยก็คือการแสดงขั้น ‘เทพ’ ของนักแสดงทุก ๆ รายที่สามารถถ่ายทอดเหตุการณ์น่าอับอายในชีวิตประจำวันใกล้ตัวออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและอาจจะสมจริงได้ยิ่งกว่างานสารคดีเสียด้วยซ้ำ ฉากเด็ด ๆ อย่างตอนที่นังเด็กสก๊อยส์เกิร์ลนั่งหน้าหงอคอตกโดนแม่ด่านั้น ต้องบอกกันตามตรงเลยว่าเป็นบรรยากาศที่ผู้เขียนเองไม่เคยพบเคยเห็นจากหนังเรื่องอื่นไหน แต่ที่ต้องยกให้เป็นฉากเด็ดแห่งปีที่ดูแล้วอึ้งได้มากที่สุดก็คือฉากกินหนอนใน apple ซึ่งต้องขอเปิดหมวกคารวะนักแสดงที่มารับบทบาทเป็นคุณครูสาว ที่สามารถถ่ายทอดสภาวะอารมณ์อันชวนอึดอัดใจออกมาได้อย่างน่าขนลุกสุด ๆ! ด้วยความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ Involuntary เป็นหนังทดลองที่ได้ทั้งความแพรวพราวในเชิงเทคนิคและการดิ่งลึกเข้าไปศึกษาพฤติกรรมหลงอัตตาของมนุษย์ที่ทำออกมาได้ ‘สุด’ ในทุก ๆ ด้านจริง ๆ

ฉากกินหนอนใน apple จาก Involuntary (2008)

ฉากสุดเทพเมพขิงประจำปี 2009 ของผู้เขียน

  1. 2. ผู้กำกับยอดเยี่ยมแห่งปี : VINCERE กำกับโดย Marco Bellocchio

สำหรับเรื่องนี้ก็มีโอกาสได้ฉายใน Bangkok International Film Festival กันไปแล้ว คิดว่าหลาย ๆ คนคงจะได้ดูกัน จริง ๆ ผู้เขียนก็ติดตามผลงานของผู้กำกับ Marco Bellocchio มามากมายหลายเรื่อง แต่ก็ยังไม่ถึงกับถูกอกถูกใจอะไร ด้วยความที่สไตล์การกำกับส่วนใหญ่ของเขาจะออกแนวเก่า ๆ เชย ๆ มุ่งเน้นความประณีตละเมียดละไมจนไม่ถึงใจ ‘วัยสะรุ่น’ อย่างผู้เขียน (ภาษาวัยรุ่นยุคไหนกันละเนี่ย?) แต่พอได้ดู Vincere เรื่องนี้ก็มีอันต้องร้อง   ‘ว้าว!’ ออกมาทันที เพราะบทที่พี่แกคิดจะทำหนังออกแนวโฉบเฉี่ยวเปรี้ยวจ๊าบขึ้นมาก็สามารถทำให้ผลงานของ      ผู้กำกับร่วมชาติรุ่นหลานอย่าง Paolo Sorrentino ต้องกลายเป็นหนังโฆษณาแอ๊บแบ๊วไปได้ในทันที สิ่งที่น่ายกย่องมากที่สุดใน Vincere คือการประสานเอาลีลาการกำกับในแบบฉบับคลาสสิกมาหลอมรวมกับเทคนิคลีลาในแบบร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืนโดยใช้ความเคลื่อนไหวในวงการศิลปะและดนตรีกลุ่ม Futurism มาเป็นสไตล์หลัก เมื่อความหนักแน่นเข้มข้นของการถ่ายทอดเรื่องราวอย่างงานระดับบรมครูรุ่นเก่าได้รับการแต่งองค์ทรงเครื่องกันด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อันทันสมัย เรื่องราวเก่า ๆ เชย ๆ อย่างประวัติชีวิตสุดรันทดของเมียลืมของ Benito Mussolini จึงสามารถกลายเป็นหนังที่สุดกิ๊บเก๋ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดู Vincere แล้วก็ชวนให้รู้สึกสะท้อนใจว่าจะมี ผู้กำกับรุ่นหลังรายไหนทำหนังได้แน่นและเนี้ยบเทียบเท่ากับผู้กำกับรุ่น Marco Bellocchio กันอีกไหม เพราะผลงานชิ้นนี้ดูจะสามารถใช้เป็นเครื่องฟ้องได้อย่างดีว่า การทำหนังให้ดูเฉี่ยวเท่ทันสมัยนั้น จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นประการใด แต่ความลุ่มลึกคมคายในการถ่ายทอดเรื่องราวต่างหากที่เป็นทักษะอมตะชนิดไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังรุ่นไหนก็จำเป็นจะต้องฝึกฝนไว้เพราะมันจะเป็นสิ่งจีรัง การจับหัวใจคนดูให้รู้สึก climax ได้ถึงห้าครั้งในหนังเรื่องเดียวอย่าง Vincere เรื่องนี้ คงจะเป็นหลักฐานพิสูจน์ข้อความข้างต้นได้เป็นอย่างดี

  1. 3. ภาพยนตร์ประดับเหรียญกล้าหาญแห่งปี : ENTER THE VOID กำกับโดย Gaspar Noe

สำหรับวงการศิลปะแล้ว การมุ่งหน้าแสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการเล่าเรื่องราวและการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกภายในนับเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะเป็นสิ่งชี้เป็นชี้ตายอนาคตของมันได้อย่างชัดเจนที่สุด นักทำหนังที่ไม่เคยจำนนต่อกรอบเกณฑ์อะไรใด ๆ ที่คนรุ่นก่อน ๆ ได้วางเอาไว้ จึงควรค่าที่จะได้รับการยกย่องไม่แพ้ผู้กำกับที่มุ่งสร้างความประทับใจด้วยฝีไม้ลายมือ สำหรับรางวัลภาพยนตร์ประดับเหรียญกล้าหาญประจำปีนี้ผู้เขียนก็มอบให้กับผู้กำกับ Gaspar Noe กับผลงานเรื่อง Enter the Void มหากาพย์ head trip หลงสมัยที่ทำออกมาได้อย่างไม่นึกเกรงกลัวอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น หนังถ่ายด้วยมุมมอง point-of-view ทั้งก่อนและหลังความตายของไอ้หนุ่มนักค้ายาชาวตะวันตกที่ไปอาศัยอยู่ในกรุงโตเกียวกับปฏิบัติการปกป้องน้องสาวแท้ ๆ ของเขาที่ทำงานเป็นนักเต้นระบำเปลื้องผ้าตามคำมั่นสัญญา ตลอดความยาวเกือบสองชั่วโมงครึ่งเราจะได้ติดตามจิตวิญญาณของชายหนุ่มรายนี้ไปสัมผัสกับซอกหลืบอันสลัวรางด้วยแสงไฟนีออนของกรุงโตเกียวอย่างไม่หยุดหย่อน สลับกับการนึกย้อนไปถึงเรื่องราวความเป็นมาในอดีต หนังชวนตะลึงไปด้วยเทคนิคการถ่ายทำและตัดต่อที่ลื่นไหลผ่านตึกกำแพงอะไรต่าง ๆ ราวกับเป็นการติดตามดวงวิญญาณกันจริง ๆ ใครที่ยังไม่คุ้นกับการนั่งดูหนังที่ผู้กำกับใช้เครนเหวี่ยงกล้องไปมาราวกับนั่งรถไฟเหาะตีลังกา ก็ขอให้หาเรื่อง Irreversible (2002) ของผู้กำกับรายเดียวกันนี้มานั่งฝึกซ้อมสายตากันเสียก่อน แต่จุดที่น่าประทับใจจริง ๆ ในผลงานชิ้นนี้ก็คือ ต่อให้ลีลาการถ่ายทอดของหนังจะสุดแสนแพรวพราวขนาดไหน ผู้กำกับก็ไม่เคยละทิ้งที่จะใส่ใจมิติด้านอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเลย เมื่อเทคนิคก็แน่น ตัวละครก็ถึง ผลงานชิ้นนี้จึงนับเป็นความตื่นเต้นแปลกใหม่ที่น่าสนใจมากที่สุดในรอบปีเลยทีเดียว

  1. 4. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี : ABOUT ELLY กำกับและเขียนบทโดย Asghar Farhadi

ต้องบอกกันตามตรงเลยว่าช่วง 30 นาทีแรกของหนังเรื่องนี้มันทำให้ผู้เขียนรู้สึกยี้แหวะได้อย่างสุดแสนคลื่นไส้   กับภาพความสนุกสนานสำราญอารมณ์ของการเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนริมทะเลของครอบครัวใหญ่ที่ตัวละครทุกรายต่างแสดงความ happy สุขีสโมสรออกมาได้อย่างน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก แต่ทันทีที่เรื่องราวพลิกผันหลังตัวละคร Elly หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ หนังก็หักเปลี่ยนโทนเรื่องไปในทันใด จากหนังครอบครัวที่ออกแนวปัญญาอ่อน ก็กลับกลายมาเป็นงาน suspense thriller ที่น่าตื่นเต้นระทึกใจได้มากที่สุดแห่งปี หนังเหมือนจะหยิบยืมกลิ่นอายจากทั้งนิยายสืบสวนสอบสวนในแบบฉบับของ Agatha Christie และผลงานอมตะอย่าง L’avventura ของ Michelangelo Antonioni แต่สุดท้ายก็คลี่คลายเรื่องราวออกมาในแบบฉบับหนังอิหร่านตัวจริงเสียงจริง ซึ่งก็คงมีแต่คนทำหนังชาตินี้เท่านั้นแหละที่จะเล่าเรื่องราวอะไรแบบนี้ออกมาได้ ไม่ขอเล่าอะไรให้เผยความไปมากกว่านี้ก็แล้วกันเผื่อหลาย ๆ คนที่ยังไม่ได้ดูอาจเสียอรรถรส เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้มี surprise ที่ไม่สามารถตัดสินอะไรได้จากเพียงช่วงค่อนแรกของหนังเลยจริง ๆ

  1. 5. ผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี : VERSAILLES กำกับโดย Pierre Schoeller

หนังเรื่องนี้เหมือนจะถูกตีตราว่าเป็นหนังเกี่ยวกับคนจรจัดที่อาศัยอยู่ในเขตนอกรั้วของพระราชวัง Versailles แต่เอาเข้าจริงแล้วผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ Pierre Schoeller ชิ้นนี้กลับมุ่งปอกเปลือกความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และปัจจัยในการดำเนินชีวิตเสียมากกว่า ด้วยการติดตามชีวิตของเด็กชายที่อาศัยอยู่ข้างถนนกับมารดาที่สามารถกินอะไรก็ได้ที่จะพอยาไส้และสามารถล้มตัวลงนอน ณ ตรงไหนก็ได้ที่มีพื้นที่เพียงพอให้เหยียดกายในฉากแรก ๆ จนเขาเติบโตมาเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นเอาแต่ใจเลือกกินเฉพาะอาหารที่เขาถูกใจและมีห้องนอนส่วนตัวที่เต็มไปด้วยสิ่งของตกแต่งไร้ความจำเป็นในฉากท้าย ๆ การผจญภัยของเด็กเหลือขอที่เหมือนจะไม่มีใครสนใจ แต่สุดท้ายเขากลับมีผู้ใส่ใจให้ความดูแลถึงสี่รายใน Versailles เรื่องนี้ จึงเป็นเหมือนการเสียดเย้ยการใช้ชีวิตที่มักจะเกินล้นไปจากความต้องการพื้นฐานจริง ๆ ของมนุษย์เราในยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างเจ็บแสบ ผู้กำกับ Pierre Schoeller ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ราวกับไม่ได้ทำเป็นเรื่องแรก เพราะเขาดูจะเข้าอกเข้าใจมนุษย์ในทุก ๆ สถานะและเพศวัยอีกทั้งยังนำเสนอออกมาได้อย่างลุ่มลึกราวกับคลุกคลีอยู่ในวงการนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ปี โดยไม่มีเค้าแววของความเป็นมือใหม่ให้เห็นเลย ผู้เขียนจึงต้องขอยกตำแหน่งผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปีให้ไปโดยไม่มีอะไรต้องลังเล หนังเรื่องนี้ได้ร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ เมื่อกลางปีที่แล้ว

  1. 6. สารคดียอดเยี่ยมแห่งปี : DEAR ZACHARY: A LETTER TO A SON ABOUT HIS FATHER กำกับโดย Kurt Kuenne

ทั้งอึ้ง ทั้งซึ้ง ทั้งตะลึงแบบนึกไม่ถึงเลยทีเดียวสำหรับสุดยอดสารคดีชวนปวดหัวใจเรื่องนี้ จากบทลำนำแสดงความรำลึกอาลัยต่อ Dr Andrew Bagby คุณหมอหนุ่มใหญ่ที่เพิ่งจะเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม ซึ่งผู้กำกับ Kurt Kuenne ตั้งใจจะบันทึกไว้เป็นหนังสารคดีเพื่อให้ทายาทตัวน้อย ๆ ของคุณหมอ Andrew ผู้ต้องกำพร้าพ่อไปตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาอดีตแฟนสาวของคุณหมอได้มีโอกาสรู้จักกับบิดาบังเกิดเกล้าของตัวเอง  footage ต่าง ๆ ของ Dr Andrew Bagby ที่ผู้กำกับ Kurt Kuenne เคยบันทึกไว้ไม่ว่าจะเป็นบรรดาหนังสั้นทำมือที่คุณหมอ      เคยร่วมแสดงในวัยละอ่อน หรือวิดีโอบันทึกงานแต่งงานจึงถูกนำมาร้อยเรียงเป็นพงศาวดารชีวิตของชายหนุ่ม        ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ไม่น่าจะต้องลาจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควรเลย แต่มีหรือที่เรื่องราวชีวิตในโลกของความเป็นจริงมันจะดำเนินไปดั่งที่เราตั้งใจ เมื่อฟ้าดินช่างแสนโหดร้ายพลิกเหตุการณ์ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง    ในสารคดีเรื่องนี้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ทดสอบกำลังใจครั้งยิ่งใหญ่อันสุดแสนสะเทือนใจในระดับใจหายใจคว่ำ! โดยปกติแล้วผู้เขียนมักจะไม่มีความอดทนกับเทคนิคลีลาการนำเสนออันโฉ่งฉ่างวุ่นวายตัดไปตัดมาด้วยอัตราเร็วราวสายฟ้าแสบด้วยเหตุผลเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ในสารคดีเรื่องนี้ผู้เขียนกลับรู้สึกยินดีให้อภัยโดย     ไม่ถือสา ก็ในเมื่อมันเป็นสารคดีที่ตั้งใจทำให้เด็กที่เพิ่งรู้ความดูผู้กำกับก็ต้องสรรหาอะไร ๆ มาดึงดูดใจบ้างก็นับเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรพลังอารมณ์อันเปี่ยมล้นของตัวหนังก็ยังแข็งแกร่งพอที่จะกลบลบข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในส่วนของการนำเสนอเหล่านี้ไปได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าลึก ๆ แล้วจะอดคิดไม่ได้ว่าหนังไม่ได้มองประเด็นอย่างเป็นกลางและออกจะเข้าข้างฝ่ายครอบครัว Bagby กันอย่างชัดเจน แต่ก็นั่นแหละนะ หากจะมีใครโดนทำร้ายทารุณทางจิตใจได้อย่างหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้แล้ว การจะมานั่งฝักใฝ่อยู่ในทางสายกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดมันก็คงจะไร้หัวใจกันเกินไปสักหน่อย เพราะไม่ว่าใครจะผิดจะถูกอย่างไรครอบครัว Bagby ก็ไม่ควรที่จะต้องมาพบมาเจอกับวิบากกรรมที่หนักหน่วงอะไรเช่นนี้เลย จึงต้องขอยกให้ Dear Zachary: A Letter to a Son About His Father เป็นสุดยอดสารคดีแห่งปีที่อยากจะให้คุณผู้อ่านทั้งหลายมีโอกาสได้หามาชมด้วยตนเองโดยทั่วกัน!

  1. 7. นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแห่งปี : CHRISTOPHE MINIE จากเรื่อง JOHNNY MAD DOG กำกับโดย Jean-Stephane Sauvaire

ก่อนอื่นขอให้ทุกท่านคลิกเข้าไปชม poster หนังกันที่

http://www.allocine.fr/film/fichefilm-111823/affiches/detail/?cmediafile=19001642

แล้วโปรดจำหน้าไอ้หมอนี่ไว้ หากคุณผู้อ่านไปพบเจอมันที่ไหนก็ฝากบอกมันด้วยว่าอย่าให้ ‘กัลปพฤกษ์’ ได้เจอหน้าโดยเด็ดขาด เพราะข้าพเจ้านี่แหละจะยินดีสละชีวิตวิ่งเข้าไปกระโดดเตะก้านคอมันให้ล้มทั้งยืนโดยไม่เกรงกลัวกระสุนจากปืนที่มันถืออยู่ในมือเลย ความกักขฬะเลวระยำของไอ้ Johnny Mad Dog รายนี้นี่แหละที่ทำให้ผู้เขียนต้องเกิดอาการ ‘ของขึ้น’ หมั่นไส้ไปกับพฤติกรรมสุดอันธพาลของมันอย่างสุดจี๊ด คงคิดละสิว่าพลังอำนาจของกระบอกปืนจะทำให้มันสามารถแสดงอาการกำแหงแกร่งกร่างกับใคร ๆ ให้ก้มหัวยินยอมไปทั้งหมดได้ ฝันไปเถอะ! ‘กัลปพฤกษ์’ คนนึงหละที่ไม่ขอกลัวตาย ถึงชีวิตต้องวอดวายก็ขอได้ตะบันหน้าหมา ๆ ของมันสักครั้ง แล้วขอเอาถ้วยรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแห่งปียัดใส่ปากมันโทษฐานที่ทำให้ฉันต้อง in จนรู้สึกอยากจะฆ่าตัวละครขึ้นมาจริง ๆ!

  1. 8. นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี : KSENIYA RAPPOPORT จากเรื่อง THE DOUBLE HOUR กำกับโดย Guiseppe Capotondi

จริง ๆ เธอก็คว้ารางวัลเดียวกันนี้จากเวที VENICE FILM FESTIVAL กันไปแล้ว แต่ผู้เขียนก็อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะขอมอบรางวัลส่วนตัวให้เธออีกสักหนึ่งรางวัล กับการแสดงอันสุดแสนจะละเอียดลุ่มลึกที่สะท้อนความเร้นลับที่ไม่อาจไว้วางใจของอิสตรี ผู้เขียนชอบเหลือเกินกับหนังที่ตีแผ่พฤติกรรมสุดประหลาดล้ำในระดับคาดเดาอะไรไม่ได้ของบรรดาสาว ๆ ไม่ว่าจะเป็น Post-coitum, animal triste (1997) ของ Brigitte Rouan / Claire Dolan (1998) ของ Lodge Kerrigan / The Dreamlife of Angels (1998) ของ Eric Zonka / A vendre (1998) ของ Laetitia Masson / Rosetta (1999) ของ Jean-Pierre & Luc Dardenne / La repetition (2001) ของ Catherine Corsini / Lovely Rita (2001) ของ Jessica Hausner / A tout de suite (2004) ของ Benoit Jacquot และ A Tale in the Darkness (2009) ของ Nikolay Khomeriki กระทั่งล่าสุดก็เห็นจะมี The Double Hour ของ Guiseppe Capotondi นี่แหละที่ถ่ายทอดอารมณ์อันเร้นลับของผู้หญิงได้ดิ่งลึกมากอีกเรื่องหนึ่ง ในเรื่องนี้ Kseniya Rappoport รับบทเป็นสาวเสิร์ฟที่มีโอกาสได้สนิทสนมกับอดีตนายตำรวจที่ต้องกลายมาเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้คฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่งจากกิจกรรมการหาคู่แบบ speed date แต่หญิงสาวและชายหนุ่มคู่นี้ดูจะไม่ได้เป็นปุถุชนคนทำมาหากินธรรมดา ๆ เพราะทั้งคู่ต่างมีอดีตเป็นชนักปักหลังที่ไม่อาจจะฝังลืมไปได้ง่าย ๆ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอดีตเหล่านั้นมันคือสิ่งที่พวกเขาอยากลืมจริง ๆ? แม้โดยตัวบทหนังแล้วจะไม่ได้มีการสาดใส่อารมณ์อะไรกันมากมาย แต่ Kseniya Rappoport กลับสามารถใช้การแสดงออกทางสีหน้าและแววตามาถ่ายทอดความคิดอ่านในช่วงเวลาต่าง ๆ ของตัวละครรายนี้ได้อย่างน่าทึ่งยิ่ง ที่วิเศษที่สุดก็เห็นจะเป็นฉากสุดท้ายที่เธอสามารถสื่ออารมณ์ผ่านใบหน้าออกมาได้อย่างน่าฉงน จนคนดูเดากันไม่ถูกเลยว่าเธอกำลังคิดอ่านอะไรกันแน่ภายใต้สายตาอันแฝงไว้ด้วยปริศนาคู่นั้น . . .

  1. 9. รางวัลนักร้องเจ้าบทบาท : RAN DANKER จากเรื่อง EYES WIDE OPEN กำกับโดย Haim Tabakman

เป็นที่น่าสังเกตว่าหนังที่ออกฉายในช่วงปี 2009 นี้มีหลายเรื่องเลยทีเดียวที่มีการใช้นักร้องดังมาร่วมรับบทบาท เด่น ๆ หากไม่นับ No One Knows About Persian Cat ของ Bahman Ghobadi ที่มีการให้กลุ่มนักร้อง underground ในอิหร่านมารับบทบาทเป็นตัวเองแล้ว ก็ยังมีเรื่อง ‘นางไม้’ ของ เป็นเอก รัตนเรือง ที่มี กิ๊บซี่-วนิดา เติมธนาภรณ์ จากวง Girly Berry เป็นนางเอก เรื่อง Vengeance ของ Johnny To ก็นำแสดงโดย Johnny Hallyday ส่วนเรื่อง Precious: Based on the Novel Push by Sapphire ของ Lee Daniels ก็มีทั้ง Mariah Carey และ Lenny Kravitz มาร่วมเล่น ด้าน The Imaginarium of Doctor Parnassus ก็ยังมี Tom Waits มาร่วมสมทบ เรื่อง Eyes Wide Open ก็ได้ rocker หนุ่มมาดเซอร์ Ran Danker มาเล่นนำ แถมยังมีเรื่อง The Silent Army ของ Jean van der Velde ที่ได้นักร้องหนุ่มใหญ่ Marco Borsato มาเปิดซิงด้านการแสดงเป็นครั้งแรกอีกด้วย          ปีนี้ผู้เขียนเลยเกิดนึกสนุกอยากลองจับเอาบรรดานักร้องเจ้าบทบาทเหล่านี้มาลองประชันฝีมือไม้ลายมือด้าน     การแสดง ดูสักทีว่านักร้องรายไหนหนอจะมีแววรุ่งในวงการนี้ได้ดีที่สุด

และผลการตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์ (เพราะตัดสินเอาเองคนเดียว) ก็สรุปออกมาว่า ตำแหน่งนักร้องเจ้าบทบาทประจำปี 2009 นี้ ก็ได้แก่ rocker หนุ่ม Ran Danker จากเรื่อง Eyes Wide Open นั่นเอง . . . อย่า! อย่า! อย่า! อย่า! ไม่ต้องไปเที่ยวป่าวประกาศกับใครต่อใครเลยนะพ่อ Ran Danker ว่าตัวเองเป็นชายแท้ 100% เพราะคงไม่มีผู้ชายประเทศไหนจะสามารถมารับบทบาทเป็นเกย์หนุ่มชาวยิวในอิสราเอลที่หาญกล้าท้าทายข้อห้ามทางศาสนาแสดงอารมณ์สิเน่หารักใคร่กับหนุ่มใหญ่ที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วได้อย่างถึงพริกถึงขิงสมจริงแบบไม่อิงเทคนิคการแสดงเยี่ยงนี้ ก็ลองดูสายตาโหยหารสสัมผัสจากผู้ชายด้วยกันที่หนุ่มเซอร์รายนี้ถ่ายทอดออกมาบ้างสิ ว่าถ้าได้ลองประสานสบดูแล้วมันจะชวนให้ขนลุกซู่ได้ขนาดไหน ไม่น่าแปลกใจที่หนุ่มใหญ่ผู้เคยเคร่งครัดอยู่ในกรอบของศาสนาอย่างคู่ขาของเขาต้องเกิดอาการตบะแตกลืมลูกลืมเมียไปได้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ถึงขนาดหาญกล้าที่จะปะทะคารมกับผู้นำทางศาสนาที่ขู่ว่าจะถูกคว่ำบาตรหากเขาไม่ละเลิกพฤติกรรมอันชั่วช้านั้นเสียด้วยประโยคเด็ดที่ว่า “ที่ผ่านมาผมเหมือนคนตายทั้งเป็น แต่วันนี้ผมกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง . . . เพราะเขา” โอว! ได้ฟังแล้วต้องอึ้งกันไปตาม ๆ กัน  แรงเสียดทานอันมากมายมหาศาลที่สองหนุ่มยิวในชุมชนเคร่งศาสนาแห่งนี้จะต้องเผชิญนั้น มันอาจจะทำให้ ก้อง-พี ของพี่ไทย ต้องกลายเป็นคู่เกย์เบบี๋ไปเลยทีเดียว

  1. 10. รางวัลผ้าเช็ดหน้าขลิบทอง : LONDON RIVER กำกับโดย Rachid Bouchareb

พูดไปจะมีใครเชื่อมั้ยเนี่ย ว่า ‘กัลปพฤกษ์’ เป็นคนที่แพ้ทางหนังที่แสดงความรักอันยิ่งใหญ่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ โดยเฉพาะเรื่องราวประมาณ ‘กูยอมตายแต่ลูกกูต้องรอด’ นี่แหละที่ทำให้ผู้เขียนต้องมีอันต้องเสียน้ำตาได้ทุกครั้ง และสำหรับหนังที่ทำลายสถิติทำให้ผู้เขียนร้องห่มร้องไห้อย่างหนักที่สุดประจำปีนี้ก็ได้แก่ผลงานเรื่อง London River ของ Rachid Bouchareb ที่ถ่ายทอดการเผชิญชะตากรรมร่วมกันของ Elizabeth หญิงม่ายจาก Guernsey กับ Ousmane แรงงานหนุ่มร่างสูงโปร่งจากแอลจีเรียที่ทำมาหากินอยู่ในฝรั่งเศส ทั้งคู่ได้พบกันระหว่างการเดินทางมาตามหาบุตรสาวและบุตรชายที่หายตัวไปหลังเกิดเหตุระเบิดรถ bus และรถไฟใต้ดิน ณ กรุงลอนดอน เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2005 ก่อนที่พวกเขาจะต้องพบกับความจริงอันแสนเจ็บปวด ผู้กำกับ Rachid Bouchareb เล่นถ่ายทอดเนื้อหาเรื่องราวชวนหัวใจสลายของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่ตกอยู่ในห้วงความห่วงใยเลือดเนื้อเชื้อไขที่ยังไม่รู้ชะตากรรมหลังเกิดวินาศภัยครั้งใหญ่ได้อย่างสมจริงเป็นธรรมชาติปราศจากการปรุงแต่ง แถมยังได้แรงหนุนจากการแสดงระดับเมพฯ ของทั้ง Brenda Blethyn และ Sotigui Kouyate ที่ถ่ายทอดหัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ออกมาได้อย่างชวนปวดหัวใจยิ่งนัก ทำให้น้ำหู น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย อะไรที่ไหลออกมาจากใบหน้าข้าพเจ้าได้มีอันต้องหลั่งทะลักออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับท่อประปาแตกตั้งแต่เพิ่งเริ่มเรื่องจนกระทั่งหนังจบ จนคนข้าง ๆ คงต้องนึกสงสัยว่าคนดูหัวดำรายนี้เป็นญาติของตัวละครฝ่ายไหนหรือถึงได้ร่ำไห้อาดูรได้หนักถึงขนาดนี้ จึงต้องขอแสดงความซูฮกด้วยรางวัล ‘ผ้าเช็ดหน้าขลิบทอง’ แห่งปีให้แก่ผลงานเรื่องนี้ไปแบบไม่มีคู่แข่งเลยก็แล้วกัน!

รางวัลพิเศษ

ด้วยอารมณ์โศกซึ้งที่ยังคั่งค้างจาก London River ผู้เขียนก็ขอเพิ่มรางวัลพิเศษเป็นการแถมท้ายมอบให้แก่บทบาทของตัวละครพ่อและแม่ในหนังที่ทำให้เราตระหนักซึ้งถึงนิยามจริงแท้ของคนเป็นพ่อเป็นแม่กันอีกสักสองรางวัล

รางวัลพิเศษ 1

รางวัลคุณพ่อดีเด่นชุดพระราชทานสีปีกแมลงทับ ได้แก่ คุณพ่อ ฟรานซิส จากเรื่อง MY MAGIC กำกับโดย Eric Khoo

กับบทบาทของคุณพ่อนักมายากลหนุ่มร่างใหญ่แต่มีนิสัยสำมะเลเทเมา แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องทำเพื่ออนาคตของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแล้ว ต่อให้ต้องเจ็บปวดใจกายขนาดไหน หรือกระทั่งแลกด้วยลมหายใจ เขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะเดินหน้าและลงมือกระทำ!

รางวัลพิเศษ 2

รางวัลคุณแม่ดีเด่นชุดซิ่นแขนกระบอกทอลาย ได้แก่ คุณแม่จูเลีย จากเรื่อง LION’S DEN กำกับโดย Pablo Trapero

กับบทบาทของคุณแม่ท้องอ่อนที่ต้องคดีฆาตกรรมจนทำให้เธอต้องหอบหิ้วทายาทตัวน้อยไปให้กำเนิดและเลี้ยงดูอยู่ในคุกกักขังแม่ลูกอ่อน  จากอุปนิสัยแบบสาวใจแตกที่เห็นลูกตัวเองเป็นมารหัวขนในช่วงแรก สัญชาตญาณความแม่ของจูเลียก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจนทำให้เธอต้องกลายเป็นนางสิงห์ร้ายที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายหรือพรากเลือดในอกของเธอไป ฉากจบของหนังมันช่างชวนให้สะใจจนเผลอไปตบเข่าคนข้าง ๆ ดังฉาดกันเลยทีเดียว!

TOP 10 CINEMALADY: THE UNCLEARABLE HEPATITIS ATTACKS OF THE YEAR 2009

สิบอันดับหนังชวน ปวดตับระดับ มิไหวจะเคลียร์ประจำปี 2009

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’

เสร็จจากอันดับหนังที่ ‘โดนอกโดนใจ’ ไปแล้ว ก็ขอต่อด้วยหนังที่ ‘โดนทำร้ายอวัยวะภายใน’ จนก่อให้เกิดอาการ ‘ปวดตับ’ ระดับ ‘มิไหวจะเคลียร์’ กันบ้าง ขอบอกไว้ก่อนเลยว่ารายชื่อหนังต่าง ๆ ต่อไปนี้ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นหนัง ‘เลว’ เสมอไป แต่จะเป็นหนังที่มีบางสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึก ‘ไม่ได้ดั่งใจ’ จนอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่ามันน่าจะทำออกมาได้ดีกว่านี้ โดยจะขอไล่ลำดับความรุนแรงของอาการจากน้อยไปมากเรียงหลั่นกันไปในแต่ละอันดับ

10. LET THE RIGHT ONE IN กำกับโดย Tomas Alfredson

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้เขียนสนใจอยากรู้เรื่องราวชีวิตของบรรดาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องสังเวยโลหิตให้มากกว่าความเป็นไปของยายผีเด็กตนนั้น? ผู้เขียนมักจะอดรำคาญใจไม่ได้จริง ๆ เวลาที่คนทำหนังหันไปเข้าข้างตัวละครนำของตัวเองด้วยการยัดเยียดความรู้สึกที่ว่า ‘ก็ฉันเป็นนางเอกของเรื่องนี้นะ ทุกสิ่งอย่างที่ฉันทำจึงต้องเป็นอะไรที่ดีงามตามไปหมดสิ’ การที่ยายผีสาวตนนั้น ‘สมควร’ จะมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยต้องแลกกับลมหายใจของผู้บริสุทธิ์เพียงเพราะเหตุผลบ้องตื้นที่ว่า ‘ก็หนูยังไม่เคยมีความรักเลยนี่คะ จะปล่อยให้หนูตายอย่างเหี่ยวเฉาได้อย่างไร’ จึงเป็นอะไรที่ปวดตับรับไม่ได้เลยจริง ๆ ตัวละครที่ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจและอยากติดตามความเป็นไปมากกว่าในหนังเรื่องนี้จึงกลับกลายเป็น หญิงสาวที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยแสงสุริยาหลังรู้ว่าตัวเองมีเชื้อผีดิบด้วยศักดิ์ศรีและ spirit ที่น่ายกย่องยิ่งกว่ามากมายนัก

9. SYNECDOCHE, NEW YORK กำกับโดย Charlie Kaufman

แหม! กว่าที่ Federico Fellini จะทำ 8 ½ (1963) เขาก็ใช้เวลาฝึกปรือฝีมือในการกำกับหนังอยู่ถึง 13 ปี เชียวนะ Charlie Kaufman หละเป็นใครอะไรยังไงถึงได้หาญกล้ากำกับหนังอย่าง Synecdoche, New York เป็นหนังเปิดตัวเรื่องแรกเช่นนี้  ไม่ปฏิเสธเลยว่าวัตถุดิบต่าง ๆ ของหนังนั้นก็ยังจัดว่าแปลกใหม่น่าสนใจแต่ทักษะและฝีไม้ลายมือในการกำกับของ Charlie Kaufman นั้นมันฟ้องชัดเลยว่าเอาไม่อยู่จริง ๆ เริ่มตั้งแต่การเดินเรื่องที่ออกจะอืดยืดสวนทางกับเนื้อหาอันแปลกเปรี้ยว  gimmick กิ๊บเก๋ของหนังก็ยังดูสะเปะสะปะกระจัดกระจายไม่ค่อยจะเห็นวัตถุประสงค์หรือความเชื่อมโยงอะไรที่ชัดเจนเท่าไหร่ ราวกับจะใส่มาให้ดู cool ๆ อย่างนั้น ด้านการแสดงนำของ Philip Seymour Hoffman ก็ยังติดสไตล์ ‘เล่นใหญ่’ และออกจะหมกมุ่นกับอาการ ‘noid ของตัวละครมากเกินไปจนเราไม่อาจเห็นเค้ารอยความสำเร็จในอดีตที่จะทำให้เชื่อได้เลยว่าเขาเป็นผู้ที่สมค่าคู่ควรแก่รางวัลอัจฉริยภาพนี้จริง ๆ ยิ่งมุกของการแสดงซ้อนตัวละครจริงของหนังในช่วงท้ายนั้น บอกได้คำเดียวเลยว่าเป็นอะไรที่‘เละตุ้มเป๊ะ’ จนต้องแอบจบกันแบบดื้อ ๆ ปล่อยให้คนดูต้องมานั่งมึนว่า สรุปแล้วทั้งหมดนี้จะทำไปเพื่ออะไร ความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของ Charlie Kaufman ใน Synecdoche, New York เรื่องนี้จึงต้องกลายเป็นอารมณ์หมกมุ่นอันสุดฟุ้งซ่านฟูมฟาย ชวนให้นึกเสียดายว่าถ้าเขารอให้ฝีมือแกร่งกล้าและมีวุฒิภาวะมากกว่านี้อีกสักหน่อย หนังก็คงจะไปได้ไกลกว่านี้อีกเยอะ เฮ้อ! ถ้าอยากดูอะไรแบบนี้แนะนำให้ลองหา Cradle Will Rock (1999) ของ Tim Robbins มาแลเทียบกัน เพราะหนังดูจะทะเยอทะยานพอกันแต่ความมั่นแม่นในฝีไม้ลายมือนั้นยังห่างชั้นกว่ากันอยู่เยอะ

8. ANTICHRIST กำกับโดย Lars von Trier

สำหรับผู้กำกับที่ชอบทำอะไรสุดโต่งอย่าง Lars von Trier แล้ว เสียงตอบรับในเชิง ‘ห่วยแตก’ หรือ ‘แย่บัดซบ’ คงไม่ใช่อะไรที่ต้องมานั่งปวดหัวใจ เพราะมันย่อมเข้าทางลีลาในแบบขวางโลกของเขาอยู่แล้ว แต่เสียงตอบรับที่จะสร้างความเจ็บปวดให้ผู้กำกับตระกูลนี้ได้มากที่สุดก็คงจะเป็น ‘อืม . . . ก็เฉย ๆ งั้น ๆ ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นตรงไหน’ เสียมากกว่า แรกทีเดียวที่หนังได้ไปเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์แล้วสร้างกระแสอื้อหือฮือฮาอู้หู้อ้าหาไปกับความโฉ่งฉ่างรุนแรงเกินพิกัดของหนัง ผู้เขียนก็มีอันต้องตั้งความหวังเอาไว้เต็มหัวใจว่า Lars von Trier ต้องมีทีเด็ดอะไรมาให้ได้ตื่นตะลึงกันอีกเป็นแน่ ยิ่งตอนที่ค่าย Artificial Eye ซื้อหนังเรื่องนี้มาฉายในอังกฤษด้วยท่าทีหวั่นเกรงว่าจะผ่านคมกรรไกรกองพิจารณาภาพยนตร์ที่นี่ได้หรือไม่ ผู้เขียนก็ถึงกับใจจดใจจ่อนั่ง refresh หน้าจอรายงานผล rating ของ BBFC กันเลยทีเดียวว่าหนังเรื่องนี้จะมีโอกาสฉายในอังกฤษในรูปแบบ uncut หรือเปล่า? ผลสุดท้ายปรากฏว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านการอนุมัติ rate 18 จาก BBFC โดยไม่มีการตัดทอน แถมกรรมการยังออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยว่า “จริง ๆ แล้วความรุนแรงต่าง ๆ ใน Antichrist ก็ยังไม่ค่อยเท่าไหร่นะ ส่วนที่รุนแรงจริง ๆ ก็มีมาแค่แป๊บ ๆ หนังเรื่องอื่น ๆ ที่แรงกว่านี้ยังเคยผ่าน rate 18 โดยไม่มีการตัดมาหลายเรื่องแล้ว!” เอาหละสิ ได้ฟัง comment กรรมการแบบนี้แล้วก็ชักสงสัยว่าจะแรงจริงอย่างที่ใคร ๆ เขาว่าไหม จนผู้เขียนมีโอกาสได้ดูตอนหนังเข้าฉายวันแรกนั่นแหละถึงจะได้รู้ว่ามันก็ไม่เห็นจะอะไรสักเท่าไหร่อย่างที่กรรมการ BBFC เขาว่าจริง ๆ แต่ทำไม้ทำไมที่คานส์เขาถึงได้ hyperฯ อะไรกับหนังเรื่องนี้กันนักหนา สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดใน Antichrist ก็คือบทหนัง จากผู้กำกับที่ผู้เขียนเคยยกย่องว่าเป็นนักเล่าเรื่องตัวฉกาจรายหนึ่งของวงการ แต่เนื้อหาใน Antichrist เรื่องนี้กลับออกมาค่อนข้างจะธรรมดาจนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แถมเขายังดันทะลึ่งตั้งชื่อหนังที่ฟังดู ‘แรว้งส์’ ว่า Antichrist ทั้งที่เนื้อหาส่วนใหญ่ก็อ้างอิงจากการเยียวยาในเชิงจิตวิทยา จะแทรกตำนานทางศาสนาอยู่บ้างก็มีแค่เป็นกระสายไม่ได้ขบประเด็นอะไรจริงจังนัก คงจะเพราะชื่อหนังนี่เองที่ทำเอาหลาย ๆ คนหยิบยกเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ไปผูกโยงกับตำนานคริสต์ศาสนากันอย่างเป็นตุเป็นตะ ชวนให้สงสัยได้ต่ออีกว่า Lars von Trier เขาตั้งอกตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือ? ด้านฉากแรง ๆ ประเภทสับเฉือนอวัยวะดูยังไง ๆ ก็รู้ว่า fake ถ้าเล่นจริงเจ็บจริงขาดจริงแบบไม่ใช้ตัวแสดงแทน (แอบเห็นนะว่ามีการใช้ stand-in) อย่างนี้สิผู้เขียนถึงจะนับถือ ส่วนการแสดงระดับสติแตกของ Charlotte Gainsbourg นั้นเมื่อเอาไปเทียบกับความบ้าระดับตำนานของ Isabelle Adjani ใน Possession (1981) ของ Andrzej Zulawski แล้วก็ยังแรงได้ไม่ถึงครึ่ง โดยรวมแล้วหนังจึงดูดิบเถื่อนได้แค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่สมศักดิ์ศรีผู้กำกับกลุ่ม Les enfants terribles ร่วมสมัยอย่าง Lars von Trier รายนี้เลย จะมีดีอยู่บ้างก็งานด้านการกำกับศิลป์ที่ปรุงแต่งตอแหลได้เตะตาดี จนแทบลืมไปเลยว่าเขาเคยเป็นหนึ่งในหัวหอกการสร้างหนังแบบ Dogma เพื่อแสวงหาลีลาบริสุทธิ์! สงสัยจริง ๆ ว่า Lars von Trier ได้ดูหนังเรื่อง Secret Sunshine (2007) ของ Lee Chang-dong ก่อนที่คิดจะทำหนังเรื่องนี้ไหม เพราะถ้าได้ดูเขาคงไม่คิดจะทำหนังเนื้อหาง่อย ๆ อย่าง Antichrist ออกมาให้เป็นที่อับอาย!

7. ‘นางไม้ กำกับโดย เป็นเอก รัตนเรือง

เอ่อ . . . เหตุผลเชิญไปอ่านบทวิจารณ์ของผู้เขียนใน FILMAX ฉบับ 26 เดือนสิงหาคม 2552 เอาแล้วกันนะ

6. THE SEA WALL กำกับโดย Rithy Panh

Marguerite Duras / Isabelle Huppert / Rithy Panh แหม! แต่ละนามนี่ช่างเป็นอะไรที่ guarantee คุณภาพของงานได้ดีจริง ๆ แต่อย่าลืมว่านี่คือวงการหนังที่อะไร ๆ ก็สามารถจะเกิดขึ้นได้ ต่อให้มีผู้ร่วมงานระดับแม่เหล็กขนาดไหน หนังก็สามารถจะ ‘ล่ม’ ได้แบบไม่เกรงใจบารมีใคร ๆ เลยเหมือนกัน จริง ๆ ตัวบทประพันธ์ของ Marguerite Duras ถึงจะไม่วิจิตรพิสดารเหมือนเรื่องอื่น ๆ แต่มันก็ยังมีเนื้อหาสาระที่หนักแน่นพอจะทำเป็นหนังดี ๆ สักเรื่องได้ แต่ที่ชวนใจหายก็คือฝีมือการเล่าเรื่องของ Rithy Panh และการแสดงของ Isabelle Huppert ที่ดูจะอ่อนแรงลงอย่างไม่น่าเชื่อ ส่งผลให้หนังดูเปิ่นเชยและจืดชืดจนไม่น่าแปลกใจที่แทบไม่มีเทศกาลใหญ่รายไหน ๆ เทียบเชิญไปร่วมฉายเลย จำได้ว่าตอนที่ดู Rithy Panh ทำหนัง drama อย่าง Rice People (1994) กับ One Evening After the War (1998) ฝีมือเขาก็ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนี้นี่นา แล้วเหตุไฉนถึงมาพลาดท่ากับเรื่องที่ไม่น่าพลาดอย่าง The Sea Wall นี้ได้ ทั้งที่ฝีมือในเชิงสารคดีของเขาก็ยังคงเฉียบร้ายไม่แพ้ใคร ๆ ในวงการ ส่วน Isabelle Huppert เคยเล่นเรื่องอื่นมาแบบไหน เธอก็ยังคงเล่นอยู่อย่างนั้น ไม่คิดจะปรับเปลี่ยน character ตัวละครให้มันเข้ากับบทสักหน่อยเลยเรอะเจ้าป้า? ที่น่าตกใจคือพอเธอไปรับเล่นบทคล้าย ๆ กันใน White Material (2009) ของ Claire Denis เธอก็ยังคงเล่นแบบเดียวกับใน The Sea Wall เรื่องนี้แบบเป๊ะ ๆ จนชวนให้ผู้เขียนต้องตั้งข้อสงสัยขึ้นมาสักหน่อยแล้วว่าเธอเป็นนักแสดงยอดฝีมือจริง ๆ หรือ ถึงเล่นทุกบทได้เหมือนกันไปหมดเช่นนี้? เอาหละ แต่อย่างน้อยนักแสดงที่มารับบทเป็นลูกชายและลูกสาวในหนังก็ช่างคัดเลือกรูปร่างหน้าตามาได้อย่างไร้ที่ติเลยจริง ๆ แต่ละคนเวลาเดินกันกลางคันนาจึงทำให้รู้สึกเหมือนว่ากำลังเดินอยู่บน catwalk ยิ่งเขาและเธอดูจะไม่คิดหวงเนื้อหวงตัวนุ่งซิ่นคาดขาวม้าโชว์สรีระกันอย่างไม่อายวัวอายควาย อย่างน้อยหนังก็ยังมีอะไรมาคืนกำไรให้คนดูกันแบบเต็ม ๆ ตาก็แล้วกันแหละน่านะ!

5. PONYO ON THE CLIFF BY THE SEA กำกับโดย Hayao Miyazaki

หากมีใครมาถามผู้เขียนว่ามี animation เรื่องไหนบ้างที่ไม่แนะนำให้เด็กดู นอกเหนือจากบรรดา animation เรท X ทั้งหลายแล้ว ก็คงจะมีเรื่องนี้แหละที่อยากจะฝากให้ผู้ปกครองทั้งหลายใคร่ครวญให้ดี ๆ ก่อนที่จะซื้อหาหรือพาบุตรหลานไปดูชม หากไม่อยากให้พวกเขาเห็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตแบบเอาแต่ใจแถมยังได้รับการสนับสนุนจากบรรดาตัวละครผู้ใหญ่ที่พฤติกรรมไม่ค่อยจะสมกับวุฒิภาวะนัก สิ่งที่น่ารำคาญมากที่สุดก็คืออาการง้อง ๆ แง้ว ๆ ของเจ้าปลาโปเนียวที่ดูจะใช้ชีวิตอย่างเฮฮาปาจิงโกะกันอย่างไร้สติเกินไปหน่อย เพียงคิดอยากจะได้อะไรก็แค่ร้อง อ๊าย้า อ๊าย้า จาอาว จาอาว โดยคิดเอาเองว่าความไร้เดียงสาและน่ารักของตนคงมีเสน่ห์เพียงพอที่จะทำให้คนอื่น ๆ ต้องจัดหามาให้ ถึงหนังจะใช้โครงเรื่องจากนิทาน The Little Mermaid ของ Hans Christian Anderson อย่างชัดเจน แต่บทหนังเหมือนจะลืมหยิบประเด็นสำคัญเรื่อง ‘ราคาแลกเปลี่ยน’ อันเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวมาใส่ไว้ในหนังด้วย ทุกสิ่งอย่างในหนังจึงดูจะคลี่คลายลงอย่างง่ายดายเกินไป อันอาจเป็นการกล่อมเกลาให้เด็ก ๆ เรียนรู้ได้ว่าอยากได้อะไรก็แหกปากร้องโวยวายเข้าไว้ เดี๋ยวผู้ใหญ่เขาก็จัดหาให้เองหละ! เห็นอย่างนี้แล้วยังเห็นควรจะส่งเสริมให้เยาวชนได้ดูกันอีกไหมหากเราหวังจะให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้เหตุใช้ผลมากกว่าอารมณ์

4. THE BAD LIEUTENANT: PORT OF CALL – NEW ORLEANS กำกับโดย Werner Herzog

นี่ก็อีกรายที่พอจะหยิบจับงานสารคดีก็ทำออกมาได้เสียดิบดีดูมีรสนิยม แต่พอคิดจะหวนกลับมาทำหนังเล่าเรื่องกับเขาอีกครั้ง ไหงมันถึงกลายเป็นงานน่าปวดตับดับจิตถึงขนาดนี้? Werner Herzog คงจะคิดว่าบุญกุศลจากงานในยุคก่อน ๆ คงยังเหลืออีกเยอะเลยกระมัง จึงคิดจะเล่นอะไรยังไงก็ได้ใน The Bad Lieutenant: Port of Call – New Orleans เรื่องนี้   หนังจึงออกมาเหมือนพี่แกตั้งใจจะ ‘สั่ว ๆ’ ‘ชุ่ย ๆ’ แถมยังออกอาการประชดด้วยการไม่ยอมฝากฝีไม้ลายมือใด ๆ ให้ได้เห็นเขี้ยวเล็บกันอีก ไม่ว่าจะเป็นการเดินเรื่องที่น่าเบื่อถึงน่าเบื่อมาก การแสดงของ Nicolas Cage เองที่ออกแนวติ๊งต๊องเกินกว่าจะน่าเกรงขาม ไอเดียการสร้างอารมณ์ surreal กันด้วยสัตว์เลื้อยคลานนี่ก็ยังเด๋อได้อีก สรุปแล้วไม่ว่าจะมองมุมไหนอย่างไรก็ไม่อาจจะเรียกขานได้เลยว่านี่คืองานสร้างสรรค์ เล่นกันอย่างนี้บ่อย ๆ ระวังบุญเก่าจะหายหดหมดไปโดยไม่ทันตั้งตัวกันเลยนะคุณพี่!

3. KARAOKE กำกับโดย Chris Chong Chan Fui

อย่างนี้แหละที่เค้าเรียกว่า ‘แอ๊บอาร์ท’ กันแบบ Born To Be ใจคอจะไม่มีเนื้อหาสาระและความจริงใจแบบไม่ไก่กาให้คนดูบ้างเลยหรือพ่อ Chris Chong Chan Fui? หนังมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวชีวิตของตัวละครหลักที่ปราศจากเสน่ห์ชวนติดตาม แถมยังคิดจะทำเท่ด้วยการนำเสนอด้วยสูตรสำเร็จของหนังอาร์ทไม่เอาใจตลาดกันแบบตรงตัวเป๊ะ ๆ! แหม! ถ้าคิดจะทำหนังอาร์ทแล้วออกมาทื่อมะลื่อไร้ฝีมือและความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่กันแบบนี้ ก็ควรระวังให้จงดี เพราะงานตลาดที่ไม่ยี่หระต่อคุณภาพใด ๆ อย่างหนังของ พจน์ อานนท์ ก็อาจจะกลับกลายเป็นงานมีเนื้อหาสาระที่ทรงคุณค่าได้มากกว่าหนังแอ๊บอาร์ทที่ปราศจากหัวใจอย่างเรื่องนี้

2. A MOMENT IN JUNE กำกับโดย ณัฐพล วงศ์ตรีเนตรกุล

ไม่ใช่แค่แย่ แต่ถึงขึ้นสาหัสเลยทีเดียวสำหรับ A Moment in June นี่หากเป็นการตรวจข้อสอบก็เรียกได้ว่าผู้ตรวจต้องอ่านถึงสองรอบเพื่อหาที่ให้คะแนน แต่สุดท้ายก็จำใจต้องให้ 0 เต็ม 100 ไปเพราะไม่รู้จะหาจุดไหนพอจะชื่นชมได้เลย ตั้งแต่ลีลาการกำกับที่ออกจะหว่องการ์ไว้ หว่องการ์ไว ได้อย่างไม่คิดเอียงอาย ส่วนบทหนังก็เขียนขึ้นมาด้วยความไม่เข้าใจในตัวละครเอาเลย พฤติกรรมของพวกเขาจึงดำเนินไปอย่างคิดเองเออเองโดยปราศจากความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ในแต่ละเพศวัย ด้านการซ้อนทับมิติของเรื่องราวก็เป็นไปอย่างขลุกขลักประดักประเดิด ส่งผลให้เรื่องราวเพ้อฝันอันแสนหมกมุ่นของตัวละครต้องกลายเป็นอะไรที่ละครน้ำเน่ายังต้องเรียกพี่ สรุปแล้วหนังเรื่องนี้จึงเป็นได้เพียงแค่ความพยายามในการเล่าเรื่องราวอันละเอียดอ่อนที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างแข็งกระด้างทั้งทางด้านบทพูด การแสดง การกำกับ production งานดนตรี หรือแม้แต่รายละเอียดแบบย้อนยุค!

1. SLUMDOG MILLIONAIRE กำกับโดย Danny Boyle และ Loveleen Tandan

เพิ่งรู้นะเนี่ยว่ากรรมการออสการ์เองก็มีรสนิยม Cult นิยมหนัง ‘เสื่อม ๆ’ อะไรแบบนี้กับเขาด้วย นึกแล้วก็น่าเสียดายที่ John Waters ทำ Pink Flamingos (1972) ออกมาเร็วไป 36 ปี มิเช่นนั้นแล้วเขาอาจจะแซงหน้า Slumdog Millionaire คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครองในปี 2009 นี้เป็นแน่ อยากรู้จริง ๆ เลยว่าผู้กำกับ Danny Boyle กับ Loveleen Tandan เห็นคนดูเป็นโคเป็นกระบือหรืออย่างไรถึงคิดจะสนตะพายจูงไปทางซ้ายก็ไปซ้าย จูงไปทางขวาก็ไปขวาอย่างว่านอนสอนง่าย แหม! คนดูส่วนใหญ่เขาคงไม่ซื่อแบบคณะกรรมการออสการ์ไปทั้งหมดหรอกหนา ถึงจะคิดมาหลอกกันด้วยมุกง่าย ๆ แบบนี้ ถ้าจะเล่นกันถึงขนาดนี้ทางที่ดีก็ประกาศเตือนกันไว้หน้าโรงเลยดีกว่าว่า “คุณผู้ชมที่อยากจะสนุกสนานกับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเต็มที่ กรุณาอย่าพกสมองติดเข้าไปในโรง กรุณาฝากไว้บริเวณ counter บริการทางฝั่งซ้าย และถ้าผู้กำกับเล่าอะไรก็ขอให้เชื่อ เชื่อ เชื่อ เชื่อ เชื่อ แล้วก็เชื่อ รับรองว่าท่านจะพบกับสุขีสโมสรไปกับเรื่องราวอันสุดบันเทิงเริงใจชนิดไม่ต้องใช้สติสัมปะชัญญะใด ๆ ให้ต้องหนักกบาลกันเลย” เฮ้อ! ไอ้เราดันลืมฝากสมองเอาไว้ ถึงต้องนั่งดูอย่างอึดอัดขัดใจกับเนื้อหาสุดปัญญาอ่อน ระอากับการแสดงอันสุดกระด้างของตัวละครคู่พระคู่นาง รำคาญกับจริตลีลาด้านภาพที่พยายามจะ ‘กิ๊บเก๋’ แต่กลับกลายเป็นความ ‘เก๊’ ชนิดเด็ก ป. 4 ก็สามารถทำได้กับการหมุนพลิกกล้องง่าย ๆ แบบนั้น สุดท้ายเจ้าสุนัขสลัมตัวนี้จึงเป็นเสมือนสุนัขพันธุ์พื้นเมืองขนปุยตากลมแป๋วหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แถมนิสัยประจำตัวเวลาอยู่ต่อหน้าเจ้านายคือการวิ่งเข้ามาประจบประแจงเลียแข้งเลียขา แต่เวลาลับหลังแล้วสุนัขตัวนี้นี่แหละที่ชอบขี้เยี่ยวเรี่ยราดแล้วหันไปโทษตัวอื่น ๆ ยิ่งเวลามีขโมยขโจรเข้าบ้าน มันตัวนี้แหละที่จะวิ่งหนีเอาตัวรอดก่อนใคร ปล่อยให้สุนัขตัวอื่นเห่าเป็นตายไม่ยอมให้ใครมาบุกรุก! ใครที่คิดจะเลี้ยงสุนัขประเภทนี้ไว้ก็เชิญตามสบาย แต่ข้าพเจ้าไม่ขอเอาไว้ให้เสียข้าวสุกหรอก เฮ้อ! กาลเวลาช่วยพิสูจน์ทีเถิดหนาว่าเจ้าสุนัขสลัมตัวนี้มันมีดีอย่างที่คณะกรรมการออสการ์เขาว่าไว้จริงไหม?

สุดท้ายก่อนจากไปก็ไม่ขอลืมกราบสวัสดีปีใหม่ (แบบไม่ประจบประแจง) พ.ศ. 2553 กับคุณผู้อ่านที่รักทั้งหลาย ไว้ ณ โอกาสนี้ ขอให้มีสุขภาพพลานามัยที่ดี มีชีวีที่สุขสันต์สำราญกันตลอดทั้งศักราชนี้ด้วยเทอญ . .

ศีลภัทร ตั้งสุขนิรันดร์ นักดูหนัง

หลังจากผ่านเทศกาลหนังสั้นครั้งที่13มาสองจะสามเดือน หนังหลายๆเรื่องก็ได้รางวัลและมีที่ทางในการฉายครั้งต่อๆไป หลายเรื่องในนั้นผมก็พอมีโอกาสได้ดูซ้ำหรืออาจจะได้ยินเพียงข่าวการฉายแต่ ไม่สามารถตามไปดูได้ แต่ที่จะพิมพ์ต่อไปนี้เป็นหนังสั้นส่วนหนึ่งจากเทศกาลหนังสั้นปีนี้ที่ผมยัง จำได้และใคร่อยากจะดูซ้ำอีกที… ถ้ามีโอกาส

หนังสั้นสีขาว/ชั่วแสงเทียน/The White Short Film/The Candle Light/2009/20/ปราปต์ บุนปาน

เรา สามารถพบหนังวิพากษ์การเมืองหลัง2549ที่ทยอยออกมาแทบทุกปี แต่จะมีกี่เรื่องที่จับประเด็นอิทธิพลของสื่อที่มีต่อชนชั้นกลางแบบเราๆโดย ใช้สไตล์ของEssay Filmที่มีการลำดับความคิดอย่างเป็นระบบได้อย่างหนังเรื่องนี้? ขอบอกว่าภายใต้ฟอร์มแข็งๆที่ไร้อารมณ์หนังได้ส่ง’ความคิด’ร่วมสมัยของผู้ กำกับได้อย่างชัดเจนและสนุกคิดสนุกตีความมากทีเดียว

สีบนถนน/Colours On The Streets/2009/62/วีรพงษ์ วิมุกตะลพ

นี้ ถือเป็นหนังสั้นที่สามารถส่งผ่านประสบการณ์ความรู้สึกมาถึงผมได้มากที่สุด เรื่องหนึ่งของปี แม้หนังจะมีเพียงเส้นเรื่องบางๆและฟุตเตจที่ไม่ได้พิสดารไปจากหนังเรื่อง อื่นๆแต่ตอนแรกที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกถึงความกระหายใคร่รู้ ที่หนังส่งผ่านมาถึงคนดูได้อย่างบริสุทธิ์และชัดเจนซึ่งหาได้ยากยิ่ง
ถ้า ให้เปรียบความสงสัยต่อสิ่งรอบข้างในหนังคงมีความงดงามไม่ต่างกับอาการ ตื่นเต้นดีใจของเด็กน้อยที่เพิ่งมีโอกาสหลุดออกจากคอนโดทึบๆไปอยู่ในสวน สาธารณะเป็นครั้งแรก

(เข้าใจว่าดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์จะจัดฉายอีกทีกลางเดือนธันวาที่จะถึงนี้)

The Assignment/2008/17/พีร์ ภานุวัฒน์วนิชย์

หนัง ธรรมดาที่พูดถึงเหตุการณ์ธรรมดา(ตัวละครแอบติ๊งต๊องแต่พองาม)เรื่องนี้คงไม่ ได้ติดใจใครเป็นพิเศษมากนัก แต่การขยี้ซีนแต่ละซีนอย่างละเอียดก็ทำให้เราได้เห็นว่า แม้เหตุการณ์พื้นๆบ้านๆแต่ถ้าได้รับการใส่ใจในรายละเอียด ก็สามารถดูสนุกและ’ดี’ได้โดยไม่ต้องไปดัดเรื่องเปลี่ยนสไตล์ให้วุ่นวาย เพราะความธรรมดาก็มีเสน่ห์ของมันไม่จำเป็นจะต้องเป็นพิสดารแปลกประหลาดมาก มาย

ตะเพียนริมคลอง/2009/28/ณฐพล บุญประกอบ

หลายคนคงแอบ เสียดายที่หนังเรื่องนี้คลาดรางวัลช้างเผือกไป ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หนังเรื่องนี้คงเป็นหนังที่ครูสอนภาพยนตร์หลายๆคนหวังจะเห็นในงานthesisของ ลูกศิษย์ตน(อย่างที่ณฐพลทำให้อาจารย์ของเขาได้เห็น) เรื่องราววิถีชีวิตริมคลองได้ถูกเล่าผ่านภาษาภาพที่ปราณีต ทั้งการผูกเรื่องและวางสัญลักษณ์ในบทภาพยนตร์ก็ถือว่าละเอียดและมีชั้นเชิง ที่ดี ไหนจะเรื่องActingและการเคลื่อนกล้องที่ได้ความลื่นไหลให้กับหนังอีก หนังเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าหนังนักศึกษาไม่ใช่เพียงแค่งานทำพอจบป.ตรีหากได้ ยกระดับลวดลายและชั้นเชิงขึ้นไปเทียบ(และอาจเหนือกว่า)หนังใหญ่ในอุตสาหกรรม ได้เลยทีเดียว

นคร โพธิ์ไพโรจน์ กองบก. BIOSCOPE

10 อันดับหนังในดวงใจที่ได้ดูตลอดปี 2552 ของ นคร โพธิ์ไพโรจน์

1. Revolutionary Road (แซม แมนเดส) : เรื่องชีวิตคู่แสนเส็งเคร็งชาวอเมริกันคือสิ่งที่ผมยี้ที่สุดก่อนจะตีตั๋วเข้าไปดู เพราะ แซม เมนเดส ก็เคยเล่าเรื่องเน่าๆ ของชาวอเมริกันมาแล้วใน American Beauty นี่นา …แต่พอได้ชมจบแล้วก็พบว่า หนังเรื่องนี้มีความเป็นสากลกว่า American Beauty ด้วยซ้ำ ชอบตรงที่คราวนี้แมนเดสเล่าเรื่องพึงละอายของความเป็นมนุษย์ได้อย่างน่าชื่นตาบาน ไม่ได้มุ่งเน้นจะเสียดสีเย้ยหยัดเหมือนหนังออสการ์เรื่องก่อนของเขา แต่เล่ามันอย่างซื่อตรงและตกผลึกมาเต็มที่แล้ว และการแสดงของ เคต วินเสล็ต ก็น่ากราบกว่าใน The Reader ด้วย

2. District 9 (นีล บลอมแคมป์): ความชาญฉลาดของหนังเรื่องนี้คือ 1. เป็นหนังเอเลี่ยนที่เปิดมาด้วยรูปแบบสารคดีเชิงข่าว ทำให้ภาพยานอวกาศลำยักษ์ดูน่าเชื่อถือและน่าตื่นตา 2. การสลับสถานะของเอเลี่ยนให้เป็นผู้ถูกกระทำแทน ยิ่งเป็นการเน้นย้ำถึงปัญหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ชนชั้น เชื้อชาติ และการเมืองที่เกิดขึ้นในแทบทุกอณูของพื้นที่โลก 3. ตัวละครในเรื่องไม่มีใครเป็นฮีโร่โดยสันดานเลยสักคน ซึ่งเป็นสัจธรรมที่ฮอลลีวูดพยายามเลี่ยงที่จะพูดถึงมาตลอด 4. การตลาดในอเมริกาที่ทำน้อยแต่คิดเยอะทำให้หนังดูน่าเชื่อถือขึ้นแยะ จนส่งผลให้ข้อ 2. ที่ผมเพิ่งกล่าวถึงเป็นที่น่าถกเถียงในวงกว้าง (ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับการโปรโมตในไทยที่คิดน้อยทำน้อยจนกลายเป็นหนังเกรดบีที่ฉายในโรงแบบขอไปทีอย่างน่าเสียดาย)

3. เฉือน (ก้องเกียรติ โขมศิริ) : ลองของ กับ ไชยา หนังเรื่องก่อนหน้าของ ก้องเกียรติ โขมศิริ คืองานชั้นดีที่เหมือนถูกตีกรอบอย่างแน่นหนาจากนายทุน แต่จู่ๆ ก็เหมือนนายทุนใจดีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเขาปล่อยให้ก้องเกียรติใส่ความเน่าเฟะของสังคมไทยลงไปในหนังเขย่าขวัญอย่างไม่ยั้ง การเมดเลย์เรื่องชั่วช้าลงไปเป็นชุดอาจทำให้หนังดู ‘เกิน’ ไปสักหน่อย แต่ไหนๆ คนทำก็มีโอกาสปล่อยของแล้ว ก็จงใส่ไม่ยั้งแบบนี้นั่นแหละครับ ผมเชียร์

4. October Sonata รักที่รอคอย (สมเกียรติ์ วิทุรานิช): ผมว่าหนังยังมีอะไรไม่ลงตัวอยู่เยอะ กระนั้นผลงานก็ได้แสดงถึงความทะเยอทะยานของคนทำได้อย่างดี โดยเฉพาะความละเมียดละไมของความเป็นมนุษย์ที่ถูกโชคชะตาเล่นตลกให้ต้องระทมทุกข์กับการรอคอยเกือบทั้งชีวิต และที่สำคัญคือนี่เป็นงานที่สะท้อนได้อย่างดีว่า หนุ่มสาวในยุค 14 ตุลาฯ และ 6 ตุลาฯ ไม่ว่าเขาหรือเธอจะมีบทบาทขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือไม่ อย่างไรเสียทุกคนก็ย่อมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางสังคมมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ (โดยเฉพาะทางความคิด)

5. สวรรค์บ้านนา (อุรุพงศ์ รักษาสัตย์): ยอมรับว่าตอนดูหนังเรื่องนี้ผมรู้สึกเบื่อปนง่วงเป็นบางช่วง อันเนื่องมาจากความคุ้นชินกับการดูหนังฮอลลีวูดแสนโฉ่งฉ่าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังสะกดผมให้จดจ่ออยู่ได้เพราะความตื่นตาจากการได้พบเห็นวัฒนธรรมของตัวละครอันแสนแตกต่างจากที่จินตนาการเอาเอง จนเมื่อดูหนังจบแล้วนำจิ๊กซอว์มาต่อเอาเองก็แทบกรี๊ดเมื่อพบว่าคนทำช่างเข้าใจโครงสร้างของสังคมไทยตั้งแต่ระดับล่างสุดขึ้นไปจนบนสุด แล้วถ่ายทอดมันจนทำให้เราได้เห็นภาพมันอย่างชัดเจนภายในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

6.คนกราบหมา (อิ๋ง เค): สิ่งที่ผมจินตนาการไว้ถึงหนังเรื่องนี้คือ ‘แรง’ อันเนื่องมาจากผลงานต่างๆ ที่ผ่านมาของอิ๋ง เค นั่นเอง แต่พอได้ดูแล้วกลับพบว่า นี่เป็นหนังที่ บ้า ฮา และ สนุกมาก (จนล้างภาพลักษณ์ของอิ๋ง เคที่ผมเคยคิดไว้ออกไปได้เลย) นี่เป็นหนังที่ลงตัวที่สุดในการหยอดมุขตลก และสามารถสะท้อนสังคมไทยได้อย่างเจ็บแสบแต่น่ารักจนผมรู้สึกว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้ดู

7. Black Water (เดวิด  เนอร์ลิช และ แอนดรูว์ ทรอคคี) : ตอนที่เช่าหนังเรื่องนี้มาดูก็แค่อยากหาหนังมาดูพักสมองสักเรื่อง แต่สำหรับหนังเรื่องนี้มันเป็นมากกว่านั้น …นี่เป็นหนังไอ้เข้คลั่งที่มีตัวละครหลักเพียง 3 คน  (มีคนท้องคนหนึ่งด้วย) และเล่าเรื่องอยู่บนต้นไม้แค่ไม่กี่ต้น  เห็นจระเข้กับตาก็แค่ไม่กี่ครั้ง แต่ทุกองค์ประกอบที่ว่ามานั่นแหละที่สร้างความระทึกจนหัวใจแทบจะหยุดเต้นได้ตลอดเรื่อง

8. พี่หมีอยากไปอียิปต์ + ฝรั่งเศส (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) : สองเรื่องนี้เป็นหนังที่มีโจทย์กำหนดไว้แล้ว (“พี่หมีฯ” เป็นหนังรณรงค์การสูบบุหรี่, “ฝรั่งเศส” เป็นหนังสร้างความเข้าใจเรื่องผู้พิการ) แต่นวพลก็สามารถเดินตามโจทย์นั้นได้โดยใช้วิธีคิดที่แหกขนบทุกหนังรณรงค์ออกมา จนทำให้ “พี่หมีฯ” กลายเป็นหนังที่หลอนที่สุด (ยิ่งกว่า Paranormal Activity อีก) ส่วน “ฝรั่งเศส” ก็สนุกที่สุดได้

9. The Rocky Horror Picture Show (จิม ชาร์แมน) : เพิ่งจะมีโอกาสได้ดู และก็พบว่า บางที …การทำหนังก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงอะไรเลย หนังก็สามารถสนุกได้เหมือนกัน  นี่เป็นงานที่ผมรู้สึกเหมือนมีใครพามาปล่อยที่ซาฟารีเวิลด์โดยไม่มีแผนที่บอกทางอะไรทั้งสิ้น มันคือการผจญภัยที่เพลิดเพลินและตื่นเต้นที่สุดแล้ว

10. Hunger  (สตีฟ แม็กควีน): หนังที่เล่าเรื่องของคนคุกก็มีให้เห็นอยู่หลายเรื่อง แต่สำหรับเรื่องนี้มันช่างเต็มไปด้วยภาพ ที่รุนแรงและเจ็บปวด ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้หลังจากดูจบกลับคือความละมุนละไมที่ทำให้เราได้ย้อนมองเรื่องราวในอดีตอันไม่น่าพิสมัยได้อย่างมีสติยิ่งขึ้น

ป.ล. เสียดายจริงๆ ที่ กระแต-ศุภักษร ไม่ได้เข้าชิงสาขาการแสดงจากสถาบันหลักใดเลย ทั้งที่เธอคือส่วนที่ดีที่สุดและเป็นธรรมชาติที่สุดของ “กอด” (คงเดช จาตุรันต์รัศมี) แท้ๆ

Advertisements

2 responses

  1. ขอบคุณมากครับ

    กุมภาพันธ์ 27, 2010 ที่ 4:57 am

  2. สุดๆเลยแต่ละคนะครับ

    มีนาคม 6, 2010 ที่ 6:12 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s