a trick of the light : a place for cinephiles

Posts tagged “film

Vientienale Postcard Diary – Day 4

บัณฑิต เทียนรัตน์

โปสการ์ด 4

โปสการ์ดลำดับสี่
เวียงจันทน์ 13 พ.ค. 54

เข้าวันที่สองแล้วสิ เราตื่นเช้ามาก็ไปอาบน้ำที่ห้องน้ำรวม(อย่าลืมนะ อาบทีละคน) เสร็จสรรพก็แต่งตัว หวีผม สะพายกระเป๋า(จะเล่าทำไม?) ออกมาร้านเน็ต รีบเขียนอัพเดทอะไรไปตามประสาคนความจำสั้น สามสี่วันมานี้มีโทรศัพท์มาจากเมืองไทย สองสาย เป็นผกก.ภาพยนตร์สุดฮ็อททั้งคู่เลย(อันนี้อยากอวด) จนตอนนี้โทรศัพท์เครดิตหมดไปเรียบร้อยแล้วเป็นการตอบคำถามว่า เค้าชาร์จที่ปลายทางหรือต้นทาง?

กลางวันแดดแรง แต่ไม่ร้อน ผิดกับสองวันก่อนที่แดดเกรียมจนเหงื่อไหลไคลย้อย วันนี้เลยเดินได้สบายๆ ตั้งใจว่าถ้าไม่เจอร้านส้มตำปลาร้าก็จะไม่กินอะไรทั้งนั้น เดินจากเฮือนพักนิดเดียวก็เจอเลย มั่นใจมาก เพราะเห็นครกลูกเบ้อเริ่ม เดินเข้าไปมีทั้งตับย่าง ไก่ย่าง โถปลาร้าสีเข้มปึ้ด กลิ่นหอมชวนรับประทาน มองไปมีฝูงแมลงวันบินว่อนอย่างร่าเริง ก็เลยสั่งตำปลาแดกมาหนึ่งจาน แม่ค้าก็ตำฉัวะๆๆมาให้อย่างรวดเร็ว สีแดงเข้มไปทั้งจาน เราสั่งข้าวเหนียว และหยิบของย่างมาเสริมอีกจาน แค่นี้ก็อิ่มแปร้

งานเวียงจันทน์นาล(Vientianale)วันที่สองนี้ เริ่มตอนบ่ายครึ่ง จัดขึ้นที่หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว และจะทยอยฉายหนังจากลาว พม่า เวียดนาม เป็นหนังสั้นเสียส่วนใหญ่ และมีโปรแกรมหนังนานาชาติด้วย(ซึ่งเราไม่ได้สนเท่าไหร่ เพราะมันฉายเวลาเดียวกันกับหนังอาเซียน) ก่อนจะเปิดค่ำคืนนี้ด้วยหนังไทยปาล์มทองคำเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ด้วยนะ ดูจะเป็นโปรแกรมทองของงานนี้เลยเชียว คนลาวคงไม่ต้องอ่านซับฯเลย และเนื่องจากเป็นองค์กรเยอรมันเป็นผู้จัด จึงมีหนังอย่าง Run, Lola, Run หนังเก่าเก็บของทอม ทึกเวอร์ ผกก.เยอรมันมาฉายแถมด้วย(มาไงวะเนี่ย) ฉายก่อนลุงบุญมี และจะปิดท้ายคืนนี้จริงๆด้วยหนังผีไทย “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” อืมมม์ คนคัดหนังเค้าหลากอารมณ์ดีนะ

ผมคงดูไม่หมดหรอก เอาเป็นว่า บ่ายนี้ก็เลยเข้าไปดูเรื่องแรกเป็นแอนิเมชั่นฝรั่งเศสเรื่อง Princes & Princesses ไม่รู้มาก่อนว่าเป็นหนังเด็ก ก็เลยหมดความสนใจ นั่งหลับไปตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งๆที่มีเสียงเด็กเจี๊ยวจ๊าวมากในโรง คือดีเหมือนกันนะครับ เค้าก็ไปหาเด็กๆลาวจากโรงเรียนมาดูกัน

ต่อมา ก็เป็นหนังลาว(กำกับโดยฝรั่ง)เรื่อง Intersection (Lao PDR, 52 mins) เป็นหนังที่แสดงด้านมืดของเยาวชนลาวยุคใหม่ โดยพูดถึงเด็กวัยรุ่นสองคนที่หลงเข้าไปยุ่งกับยาบ้า จนต้องพบกับบทเรียนราคาแพง หนังทั้งสั่งทั้งสอนในตอนจบ แบบที่ถ้ามาฉายเมืองไทยคงได้เรต ส. แต่อย่างว่าล่ะฮะว่า เมื่อมันถูกสร้างในลาว มันก็ให้อารมณ์อีกแบบหนึ่ง ยิ่งถ้าจงใจสื่อสารถึงคนลาวและเยาวชนลาวได้มาชมกัน มันก็คงได้ผลในระดับที่เขาต้องการก็ได้ อันนี้ก็ไม่อยากทะเล้นไปรู้ดีอะไรมาก เพราะผมก็เพิ่งเข้าลาวมาได้สองสามวันเองอ่ะนะ คงต้องหาข้อมูลจากคนในพื้นที่ได้บ้าง แล้วจะนำมาบอกกัน

แต่หนังก็ถ่ายทำได้ดิบๆดีนะครับ มีเพลงฮิบฮ็อปลาวผสมปนเป เด็กวัยรุ่นชายสองคนที่มาเล่นก็เหมือนได้เห็นอยู่เมื่อวานซืนที่ลานริมน้ำโขง เป็นเด็กที่เกิดมาในยุคโลภาภิวัฒน์ ยุคที่ประเทศลาวต้องการการเติบโต ต้องการเพิ่มมูลค่าของจีดีพี อ้ารับการลงทุนจากต่างประเทศที่จ้องกันตาเป็นมันอยู่รายรอบด้าน แต่ขณะเดียวกันก็เห็นตัวอย่างแย่ๆของเพื่อนบ้านที่เปิดบ้านอ้าซ่าจนทรัพยากรธรรมชาติแทบไม่เหลือหลอ เศรษฐกิจโตพุ่งพรวด แต่ปัญหาของการโตเร็วเกินไป มันก็ไปสร้างปัญหาอื่นๆตามมาเป็นพรวน จะพูดไปทำไมมี เราก็มองเห็นๆอยู่

เราไม่โทษทุนนิยมเป็นตัวร้ายก็จริง และเราไม่คลั่งที่จะแช่แข็งชนบทให้เอาแต่พอเพียงแต่ไม่พอกิน แต่ปัญหาก็คือ จะทำอย่างไรให้เจอจุดสมดุลย์ได้ล่ะ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ลาวกำลังประสบ…

จบออกมา ก็พบว่า คนดูเริ่มหน้าเดิมๆนะครับ โดยเฉพาะทีมงานที่มีอยู่เยอะทีเดียว เริ่มมีนักท่องเที่ยวขาจรเดินแวะเวียนเข้ามาบ้างแล้ว ดูโปรแกรมแล้ว มันมีห้องเล็กๆฉายหนังอยู่ชั้น 4 อีกห้องหนึ่ง นอกเหนือไปจากหอประชุมใหญ่ ผมก็เลยขึ้นลิฟท์ไป ก็พบว่ากำลังฉายเรื่อง Days of Rain (Vietnam/Germany, 73 mins)อยู่พอดี งานสารคดีจากเวียดนาม เห็นได้ชัดว่าไปไกลกว่าลาวเยอะ ทั้งการถ่ายทำ และศิลปะในการเล่าเรื่อง เข้าไปนั่งดูเพลินๆก็จบ บรรยากาศในหนังเวียดนามมักเต็มไปด้วยฝน คนท้องถิ่นที่ทำทุกอย่างได้กลางฝน ดูไม่ทันรู้เรื่องอะไรหรอกครับ เพราะคนเริ่มทยอยกันขึ้นมาดูเยอะมาก นั่งบังกันไม่เกรงใจเลย โดยมากเป็นฝรั่งเกือบทั้งหมด

ต่อด้วยอีกเรื่อง เป็นสารคดีจากลาว เรื่อง Betting on Laos (Lao PDR, 26 mins) เป็นสารคดีแบบตรงๆโต้งๆเลย มีบรรยายดูท่าจะน่าเบื่อไม่น้อย แต่พอดูๆไปก็ อืมม์ โอเคแฮะ เล่าเรื่องการพัฒนาในปัจจุบันของลาวนี่แหละ ผ่านหัวหน้าหน่วยงานทางพันธุศาสตร์ และนักธุรกิจลาวยุคใหม่ที่เติบโตจากต่างแดน พวกเขาไปบุกป่าฝ่าดง ดูความหลากหลายทางชีวภาพ และการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้านที่รุกคืบเข้ามาในลาวอย่างเงียบๆ เป็นการเล่าคู่ขนานที่ชัดเจนและแข็งแรงดี เราได้เห็นทรัพยากรธรรมชาติของลาวอันอุดมเหลือหลาย(นี่ถ้าเป็นไทย ก็คงโฆษณาไปเลยว่า อุดมสมบูรณ์ที่สุดในสามโลก!) และเห็นช่องทางการลงทุนที่งดงาม อย่างการปลูกยางพารา ผ่านนายทุนชาวจีนและญี่ปุ่นสองคนที่เข้ามาซื้อที่ดินและจ้างชาวบ้าน สร้างงาน สร้างรายได้(แต่ทำลายดิน)

หนังเล่าจบแบบสรุปให้เรียบร้อยเลยว่า ชาวลาวพึงประจักษ์ว่า เฮาจะพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไรโดยไม่สูญเสียความอุดมของแผ่นดิน อืมมม์ เลือกตั้งหนนี้ มีพรรคไหนโหนนโยบายอย่างนี้บ้างมั้ยเนี่ย มีมั้ย? หา!

หนังจบไปพร้อมช่วงถามตอบ ของนักทำหนังซาวลาว ซึ่งดูยังหนุ่มยังแน่นคนหนึ่ง และอาวุโสคนหนึ่ง มาตอบคำถามได้อย่างชัดแจ้ง จัดเจน ดูมีความหวังสำหรับอุตสาหกรรมฮูบเงาของซาวลาวเป็นอย่างมาก เห็นได้ว่า หนังยาวเล่าเรื่องของพวกเขาก็เริ่มยืนด้วยตัวเองได้ ขณะเดียวกันงานสารคดีที่ใช้วิธีการที่ง่ายกว่ากัน หากต้องจับประเด็นที่แหลมคมก็กำลังก้าวหน้าไปได้ดีเช่นเดียวกัน แม้ตอนนี้จะยังอาศัยการช่วยเหลือจากองค์กรต่างประเทศอยู่มากก็ตาม (หนังสารคดีเหล่านี้ได้ทุนจากองค์กรทุนต่างประเทศทั้งสิ้น)

ยังฉากต่ออีกหลายเรื่อง แต่ผมขอลาออกไปหาอะไรกินก่อน เพราะคืนนี้ต้องเตรียมดู “ลุงบุญมีระลึกชาติ”(อีกรอบ) การได้นั่งดูหนังเรื่องนี้ในลาว ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ก็ให้รู้สึกปลื้มราวกับเป็นเจ้าของหนังเสียเอง(ทั้งที่จริงไม่ได้อะไรเกี่ยวด้วยเลย) และอยากดูปฏิกิริยาของคนดูทั้งฝรั่งและคนลาว คนอาเซียนเองด้วย ได้ผลอย่างไร จะนำมาเล่าสู่กันฟังนะคร้าบบบบ

เกรท


Vientianale Postcard Diary – Day 3

บัณฑิต เทียนรัตน์

โปสการ์ด 3

โปสการ์ดใบที่สาม
เวียงจันทร์ 13 พ.ค. 54

เย้ เขียนไทยได้แล้ว เมื่อวานเราย้ายมาอยู่ที่เฮือนพักมีไซ ถูกกว่าที่เดิมตั้งครึ่ง เหลือ 400 บาท(แสนกีบ)รวมอาหารเช้าและซี้ตี้วิว อยู่ชั้น4 มองลงมาเห็นวัดเต็มๆ(ซิตี้ตรงไหนวะ?) ห้องโปร่งเว่อร์ เพราะหน้าเตียงเป็นหน้าต่างยักษ์สามบานติดระเบียงเลย เหมือนห้องไม่มีผนัง คนข้างนอกมองเข้ามาได้สบายเลย

เมื่อวานไม่ได้ทำไรเป็นชิ้นอัน(เพราะวันแรกไปเดินเที่ยวซะเกือบหมดแล้ว) นั่งๆนอนๆผลาญเวลามาก(พยามจะทำสมาธิเหมือนกัน แต่…) เตรียมตัวตอนเย็นจะไปร่วมงานเปิด Vientianale (เค้าอ่านว่า เวียงจันทน์นาล)หรือ เทศกาลภาพยนตร์เวียงจันทน์ครั้งที่สอง ซึ่งกล้าดีจัดตรงกับคานส์เป๊ะเลย (But who care Cannes, huh? ^^) ฝนพรำตั้งแต่บ่าย ทำให้เรานั่งทอดอารมณ์อยู่แต่ในเฮือนพัก เน็ตก็เล่นได้ทางไอทัช ซึ่งพินาศมาก พิมพ์ไรก็ไม่เป็น(กรูโลว์เทคมาก) คิดถึงใครบางคนอีก ฮู่ว…

ฝนหยุดแล้ว อากาศเริ่มแจ่มใส ขึ้นห้องไปดูซิตี้วิวอีกรอบ เห็นวัดหลังเดิม(ก็แน่ล่ะสิ)ตั้งตระหง่านสงบงาม มองไปด้านขวาเป็นหลังคาบ้านและตึกแถว ลิบๆไปเป็นแม่น้ำโขงซึ่งช่วงนี้เหือดแห้งมากๆ เลยแว่บไปอาบน้ำที่ห้องน้ำรวม(แต่อาบทีละคน) กลับมาไม่ทันไร มองไปเห็นฟ้ามืดครึ้ม เมฆมืดทะมึนลอยต่ำมาเกือบติดหลังคา ฟ้าแล่บแปลบปลาบยังกะไฟช็อต อ่าว พายุมานี่หว่า ทำไมไม่มีใครบอก!

ฝนกระหน่ำลงมา หนักกว่าเมื่อบ่ายอีก ซัดระเบียงและห้องเราเต็มๆ ไอ้เราก็จะทำไงได้ล่ะ เลยนั่งอ่านหนังสือเล่นไปซะงั้น เรื่อง “ฝนตกขึ้นฟ้า” (ซึ่งพกมาได้ตรงสถานการณ์มาก) หนังสือพี่วินทร์ เริ่มสนุกเข้าไปทุกที พอๆกะฝนตกลงดินที่นี่จนน้ำเริ่มจะท่วมแล้ว เลยปิดหนังสือ เอาไงดีวะเนี่ย? กรูไม่ได้มาที่นี่เพื่อมานั่งตะบอยอ่านหนังสือนักเขียนซีไรต์นะ เลยลุกขึ้นยืนเอาไงเอากัน

พี่สาวยื่นเสื้อกันฝนม้วนๆเก๋ๆมาให้ก่อนมา โอว์ ต้องขอบคุณย้อนหลังหลายเด้อ เรารีบคว้ามาใส่อย่างรวดเร็ว เก็บกล้อง กระเป๋าตังค์ พาสปอร์ต ฯลฯ ใส่ถุงพลาสติก แล้วก็เดินฝ่าฝนออกจากเฮือนพักเลย ฝรั่งมองกันใหญ่ว่าไอ้นี่คงมีธุระร้อน ใช่สิ ก็งานเริ่มหกโมงครึ่ง ตอนนั้นมันก็มืดตื๋อแล้ว

เดินลุยฝนและน้ำท่วมบ้างพองามไปจนถึง Lao National Cultural Hall ซึ่งเป็นตึกทรงสถาปัตย์ลาวสูงใหญ่ เห็นรถคันใหญ่จอดอยู่ข้างหน้า เราก็มั่นใจว่างานคงไม่ได้ล้มเพราะพายุแน่ เดินก้าวเข้าประตูใหญ่ไป ก็เจอผู้คนเต็มไปหมดเลย หลายคนเปียกมะล่อกมะแล่ก แต่ก็ดูยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งชาติไหนมั่งก็ไม่รู้ หน้าเอเชียก็มีบ้าง แต่ก็พูดภาษาอังกฤษกันคล่องแคล่ว เห็นหน้าตาประมาณคนลาวอยู่บ้างประปราย เข้าใจว่าคงเป็น “นักทำฮูบเงา “(คนทำหนัง) ของลาวเขานี่แหละ เห็นพี่โป๋ย ศักดิ์ชาย ดีนาน(ผกก. สะบายดี หลวงพะบาง)บอกว่าจะแวะมาร่วมงานด้วย แต่ไม่เจอแฮะ สงสัยจะติดฝน

เราเข้าไปซื้อเสื้อสีแดงสด เวียงจันทน์นาล ตัวละสามหมื่นกีบ(ประมาณ 120 บาท) เค้าไม่มีเงินทอนไทยเลยซื้อได้ตัวเดียว(อีกตัวว่าจะซื้อฝากป้าเจน) สังเกตๆดูก็มีสูจิบัตรเล่มสวย สีแดงสดเหมือนกัน มีซุ้มขายหนังสือลาว เชิงวัฒนธรรมบ้าง ท่องเที่ยวบ้าง แล้วทางซ้ายและขวาของโถงก็ขึ้นบอร์ดไว้ เป็นนิทรรศการภาพถ่ายเชิงชีวิตและวัฒนธรรมของคนลาว พอเป็นสีสัน

ว่าจะเข้าไปคุยกับคนจัดก็ดูสับสนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ตามข้อมูลแล้วเป็นฝรั่งเสียเป็นส่วนใหญ่ซึ่งทำงานแบบองค์กรทางวัฒนธรรมที่ไม่แสวงผลกำไร(ประกอบไปด้วย Ak, Ding, Fanny, Helene, Irwin, Jorg, Lee & Simone) งานนี้ก็เลยฟรีทุกกิจกรรม

สักเดี๋ยวก็เลยเดินเข้าไปในหอประชุมซึ่งกว้างขวางพอๆกับศูนย์วัฒน์บ้านเรา พื้นและพนักเก้าอี้เป็นสีแดงสด(ที่นี่เค้าคงชอบสีแดงนะ) คนก็เริ่มทยอยกันเข้ามา มีนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวก็พากันมาไม่น้อยนะ รวมกับแขกวีไอพีด้านหน้าๆบ้าง(เราเห็นป้านักเขียนซีไรต์ลาวปีนี้ด้วย) ก็ทำให้งานคึกคักไม่น้อย น่าจะมีหลักร้อยทีเดียว

งานเริ่มแล้วครับ เค้าหรี่ไฟลงไปเลย เห็นคนเป็นเงาๆกลุ่มใหญ่เดินมานั่งเรียงแถวกันบนเวที นึกว่าจะลุกกันขึ้นมาร่ายรำล้านช้าง แต่ก็ผิดถนัด เพราะพอไฟเปิดเสียงดนตรีจังหวะฮิปฮ็อปก็สนั่นลั่นโลก หนุ่มๆบนเวทีก็โดดผลึงขึ้นมาเต้นบีบ็อบ!!! เรียกเสียงกรี๊ดลั่นหอประชุมด้วยความผิดคาด เพลงเปลี่ยนจังหวะไปเรื่อยๆ พร้อมๆหนุ่มนักเต้นจาก “ลาวบั้งไฟ” (ถ้าจำชื่อไม่ผิด)ก็โยกย้ายท่าเต้นไปอย่างพลิกแพลง ทั้งตีลังกา ต่อตัว กระโดดลอดดาก ทำท่างอก่องอขิง เป็นที่สนุกสนานอย่างยิ่ง เสียงตบมือออกเกรียวไป

เต้นกันอีกชุดสองชุดพอหอมปากหอมคอ ตอนหลังมีสาวๆมาเต้นแจมด้วย แต่ก็ออกแนวแข็งแรง ไม่ได้มีตรงไหนที่จะดูแล้ว “ล้าวลาว” เลยสักนิด (ลืมแคนไปได้เลย) จากนั้นก็เข้าสู่พิธีการที่น่าเบื่อเล็กน้อย เพราะต้องมีการแปลสองภาษาตลอดเวลา มีการเชิญประธานในงานซึ่งเป็นประมาณรัฐมนตรีที่ดูแลด้าน “ฮูบเงา” ขึ้นมากล่าวเปิดงาน ภาษาลาวนั้นฟังออกได้สบาย แต่ก็มีสำนวนที่สำหรับเราแล้วจะรู้สึกแปลก(ขำๆบ้าง) เช่น “เพื่อสิให้งานนี้มีความหมาย เฮาก็จะขอเซิ่นท่านประธานขึ้นมา….” หรือ เมื่อพูดถึงกิจกรรมเวิร์คช็อป…”เป็นการโอ้โลมที่มีคุณค่ามากต่อหมู่พวกเฮานักทำฮูบเงา…” ฯลฯ อะไรประมาณนี้

จากนั้นผกก.หนังที่จะฉายเปิดคืนนี้เรื่อง “ขอเพียงฮัก” (Only Love) ก็ขึ้นมากล่าว เขาคือ Anousone Sirisackda ที่ร่วมกำกับเรื่อง”สะบายดี หลวงพะบาง”กับพี่โป๋ยนั่นเอง คุณพี่ใส่สูทขึ้นมาเลย ดูเป็นทางการมาก มากล่าวทั้งภาษาลาวและภาษาอังกฤษว่า หนังเรื่อง ขอเพียงรัก เป็นผลงานของบ.ลาวอาร์ทมีเดีย ที่ถือว่าเป็นหนังยุคใหม่เรื่องแรกๆที่ใช้ทีมงานคนทำหนังของลาวเองทั้งหมด ต่างๆจากเรื่องอื่นๆที่ร่วมกับไทยบ้าง จีนหรือเวียดนามบ้าง ฉะนั้นเรื่องนี้จึงมีความเป็นลาวแท้ๆสูงมาก คุณอนุสรณ์แกก็ออกตัวไว้เล็กน้อยว่า “เนื่องจากหนังเรื่องนี้มีความดีบ้าง(อ่าว)…ถ่ายทำกันในซนนะบด ก็ขอให้สนุกสนานกับการซมเนาะ”

ไฟดับลงดื้อๆ แล้วหนังก็ฉายเลย “ขอเพียงรัก” เป็นหนังที่เราได้เห็นตัวอย่างแล้วตอนก่อนมา ตอนนั้นก็นึกค่อนในใจว่า ต๊าย มันช่างดูเชยเสียนี่กระไร พระเอกเรียนสูงรักกับนางเอกบ้านนา มุ่งหน้าจะพัฒนาท้องถิ่นด้วยกัน หากบ้านนางเอกติดหนี้สินกับนายทุนซึ่งมีลูกชายอันธพาล ก็เลยต้องยอมไปขัดดอกอะไรประมาณนั้น พระเอกก็หน้าตาบ๊านบ้าน ตัวร้ายหน้าเหมือนอาจารย์เชน จตุพล ชมพูนิช ส่วนนางเอกรอดตัวไปเพราะสวยใสเหมือนน้องคำลี่จาก สะบายดี หลวงพะบาง การถ่ายทำก็ดูพื้นๆง่ายๆ มุมกล้องเฉยๆเชยๆเอื่อยๆ แล้วมันจะไหวเร้อออออ???

หากพอดูเข้าจริงๆก็ผิดคาด แม้ว่าเนื้อเรื่องก็เป็นไปตามที่ว่าไว้นั่นแหละ หากการเล่าเรื่องก็ราบรื่นไหลลื่นดี พระเอกนางเอกคิดอะไรก็พูดออกมาหมด ไม่มีอะไรต้องสงสัยกังขา อยากจะแฟลชแบ็คอะไรก็ตัดภาพฉึบฉับไปเลย ขึ้นต้นลงท้ายแบบเดาได้ไม่มีหักมุม จบแบบแฮ็ปปี้เอนดิ้ง ทุกคนมีความสุขร่วมกัน ดำเนินเรื่องคล้ายๆละครทีวีช่องเจ็ดสมัยก่อนยังไงยังงั้น แต่หลังดูจบ ผมกลับไม่อยากลุกจากที่นั่งเลย รู้สึกประทับใจเอมอิ่มและรักทีมงานฮูบเงาลาวเหลือเกินที่สร้างสรรค์งานชิ้นนี้ออกมาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงพวกเขาจริงๆ

ทำไมเป็นงั้นล่ะ? เพราะเนื้อเรื่องที่เรารู้สึกว่าเชย หากมันก็เป็นความเชยที่พอเหมาะพอดี หนังเกิดขึ้นในชนบทลาวที่ชีวิตยังคงดำเนินไปช้าๆ ทุกคนเป็นเกษตรกรที่แม้จะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ก็ยังคงเป็นระยะเริ่มแรก นายทุนจากเมืองใหญ่ที่เห็นแก่ตัวก็ยังต้องพัฒนาตัวเองไปอีกเยอะกว่าจะชั่วร้ายได้เต็มที่(เหมือนในประเทศไทยที่สังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างแทบจะถอนรากถอนโคน) พระเอกจบการศึกษาจากในเมือง และมุ่งมั่นกลับไปพัฒนาท้องถิ่นด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำสกัดชีวภาพ และการสร้างฝายขนาดเล็กๆ รวมถึงรื้อฟื้นศูนย์พัฒนาอาชีพด้วยกองทุนหมู่บ้าน เพื่อสร้างความเข็มแข็งให้แก่ชุมชน (พี่แกเรียนจบอะไรมาเนี่ย?)

กิจกรรมทั้งหมดนี้เกิดเคียงคู่ไปกับความรักอันแสนบริสุทธิ์ระหว่างหนุ่มสาว จนเรียกได้ว่า ความรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเรื่องงาน (“ขอให้ฮักเฮามั่นคงตลอดไป ตราบเท่าที่เฮายังมีศูนย์พัฒนาอาชีพท้องถิ่น…” พระเอกให้สัจจะกับนางเอก เอ่อ..) คือมันเป็นความซ้ำซากที่ถ้าปรากฎในหนังไทยคงไม่แคล้วโดนด่า หากเมื่อมันเป็นหนังลาว มันไม่ใช่ความซ้ำซาก แต่มันกลมกลืนไปกับตัวละคร สถานที่ถ่ายทำ บทสนทนา การดำเนินเรื่อง การถ่ายภาพ แม้แต่ของประกอบฉาก ฯลฯ

ตัวร้ายเป็นหนุ่มเกกมะเหรกที่สร้างภาพให้เวียงจันทน์ดูเหมือนเมืองนรก(มีแต่ภาพผับและสาวใส่สายเดี่ยว)เมื่อเทียบกับชนบทที่แลดูเหมือนสวรรค์บ้านนา(ของจริง) หากหนุ่มเกเรก็ได้เรียนรู้จากความรักอันยิ่งใหญ่ของหนุ่มสาวบ้านนาที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงในสังคม และมุ่งมั่นที่จะรับมือกับมันอย่างเข็มแข็ง ไม่ได้ต้องการที่จะฟรีซบ้านนาเอาไว้ให้พอเพียงเหมือนหมู่บ้านในจินตนาการที่ไม่มีวันเป็นไปได้จริง

หนุ่มบ้านนาการศึกษาสูงเอง ก็ได้เรียนรู้ว่า การลงมือพัฒนาด้วยสองมือนั้นยากเย็นเพียงใด ทุกอย่างได้มาด้วยความอดทนอดกลั้น ฝ่าฟันและลองผิดลองถูก ความสำเร็จไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือเทพที่ไหนมาประทานให้ และไม่เกี่ยวอะไรกับการสร้างภาพ ทุกอย่างคือของจริง อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง คนในหมู่บ้านที่ดูเหมือนใสสะอาดก็มีทั้งคนดี คนเลว คนเห็นแก่ตัว คนซื่อ คนเซ่อ(หรือแม้แต่วายร้ายกะเทย!)

นางเอกนั้นเล่า น้องดวงใจเป็นตัวแทนของสาวยุคเก่าที่ไม่ได้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปกับความงามแบบสมัยใหม่ เหมือนน้องหลุดมาจากตำราสอนหญิงในทัศนคติของชนชั้นกลาง(ผู้ชาย) ผมไม่แน่ใจว่า คาแรกเตอร์นี้คือสาวลาวในอุดมคติที่คนลาวอยากเห็นหรือเป็นสาวลาวทั่วไปที่มีอยู่จริง แต่จะอย่างไรก็ตาม เธอคือ หญิงงามที่ผู้ชายทุกคนในโลกและแม่ผัวทุกคนอยากได้ เพราะ “สวย บริสุทธิ์ ว่าง่าย หัวอ่อน”

แต่อย่านึกว่าเธอจะไม่มีอารมณ์ความรู้สึก เพราะหลายช็อตในหนัง ดวงใจทำเอาหนุ่มๆหัวปั่น เนื่องจากความเข้มแข็งที่เธอต้องเลือกเพื่อความรักของตัวหรือเพื่อความกตัญญูต่อบุพการี…น้องนางเอกในเรื่อง สวยใสไม่แพ้น้องคำลี่จากสะบายดีหลวงพะบาง และแสดงออกทางสีหน้าได้ดีมากๆ ยิ่งเวลาเธอเศร้านั้น หัวใจเราแทบจะหลุดลอยตามไปทีเดียว

โลเกชั่นในเรื่องนั้น ผมไม่แน่ใจว่าถ่ายกันที่ไหน แต่มันสวยจนน่าตื่นตะลึง เทือกเขาสูงชันเรียงราย ใกล้หมู่บ้านที่ปูไปด้วยผืนนาสีเขียวสด มีหมอกขาวลอยเรี่ยห่มคลุมอยู่ตลอดทั้งวัน ลำธารใสราวกระจกไหลเลื้อยผ่าน ยินแต่เสียงน้ำไหลรินและเสียงลมพัดเอื่อยๆ หนุ่มสาวหน้าใสเดินจับมือสัญญาใจกันใต้ร่มไม้ใหญ่ “ฮักเฮาจะอยู่คู่กันตลอดไป ตราบที่เฮายังมีศูนย์พัฒนาอาชีพชาวบ้าน (อ่าว)…”

แต่ก็มีหลายอย่างที่เล่นเอาผมขำกึกๆในลำคอ มันคงเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “ความซื่อ” ละกระมัง (ตามประสาคนที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่า) เช่น ไอ้ตัวร้ายเดินถือปิ่นโต ทำท่าจะป้อนนมไวตามิลค์กล่องกะนางเอก, ฉากพระเอกนางเอกดูด “น้ำมะขาม” สูตรคุณแม่, ธนาคารลาวในเวียงจันทน์, การถ่ายทำในรถหรือฉากฝนตกพายุโดยใช้บลูสกรีน ฯลฯ อันนี้ต้องดูเองฮะ

อ่อ ที่อยากพูดถึงอีกอย่างคือการแสดง เป็นการแสดงที่เรียบเรื่อยเอามากๆๆ พระเอกนางเอกตัวร้ายเหมือนพูดกระซิบกระซาบกันในลำคอ เล่น “เล็ก” มากๆๆ แม้แต่ในฉากทุ่มทะเลาะกันตอนท้ายเรื่อง ก็เล่นได้แบบแพ้ละครโทรทัศน์ไทยราบคาบ คนลาวก็นิยมละครไทยออกจะตาย น่าจะชินกับการวี้ดว้ายตบกันกระจายมากกว่านี้(หรือจะถือเอาเป็นแบบอย่างที่เลวก็ไม่รู้สิ) แล้วอย่างมากที่สุดที่พระเอกนางเอกจะทำคือ จับมือ

อ่อ ฉากที่ตัวร้ายจะปล้ำนางเอก ก็ให้เห็นเป็นเงาๆผ่านกระจกห้องนอนเท่านั้น คือทั้งหมดดูแล้ว เหมือนย้อนไปดูหนังไทยยุคเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว มันเป็นคลิเช่ที่ให้ความรู้สึกดีจริงๆ

จริงๆยังมีแง่มุมให้จับได้อีกเยอะเหมือนกัน แต่นี่ก็ยาวมากแล้ว เอาเป็นว่า “ขอเพียงฮัก” ทำให้ค่ำคืนฉ่ำฝนในเวียงจันทน์วันนี้ของผมเป็นคืนที่น่าประทับใจ และเอมอิ่มเหลือเกิน หนังเลิกไปอย่างง่ายๆพร้อมคนดูที่พึมพัมกันทั้งโรง ผมได้แต่เสียงทำนองว่า “That’s magical, magical….”

ครับ มันอาจไม่ใช่หนังที่เลอเลิศ มีฉากประดักประเดิดในตอนท้ายหลายช็อต หากมันก็มุ่งมั่นให้ความบันเทิงเต็มที่ มีความพยายามในการผูกเรื่องให้ซับซ้อนและพยายามคลี่คลายอย่างสมเหตุสมผล ใช้การตัดต่อที่เรียบง่ายก็จริง แต่ก็ดูออกว่ามีลูกเล่น สกอร์ที่โหมประโคมมากไปสักนิด แต่ก็ไปกันได้ดีกับการเร้าอารมณ์แบบเมโลดราม่าแท้ๆ

อย่าว่าผมเว่อร์ แต่นี่คือ “ผลิตภัณฑ์” ของคนทำฮูบเงาลาวที่พวกเขาสมควรภูมิใจ และมันจะฉายที่ไหนก็ได้แบบไม่ต้องอายใคร เพราะในความเป็นตัวตนที่แท้ของงานศิลปะ หาใช่ความงามที่ไร้ที่ติ หากควรเป็นสิ่งที่จุไปด้วยเลือดเนื้อ จิตวิญญาณ และความดีเลว…ณ จุดนี้ “ขอเพียงฮัก” ทำหน้าที่ของงานศิลปะได้ดียิ่งแล้ว

…ผมเดินทอดน่อง กลับไปยังเฮือนพัก ฝนหยุดไปนานแล้ว แต่ฟ้ายังฉ่ำอยู่ แม้จะเป็นเมืองหลวงหากเวียงจันทน์เงียบเอาเสียจริงๆ มีร้านก๋วยเตี๋ยวเปิดดึกๆอยู่ไม่กี่ร้าน พอให้ผมเข้าไปฝากกระเพาะได้ มีมินิมาร์ทอยู่ร้านหนึ่งใกล้ๆ มองไปไม่เห็นแม้แต่เซเว่นอีเลฟเว่น…

ทุกอย่างในลาวเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ หรือว่าโลกใบนี้มันหมุนเร็วเกินไป…


JEANNE DIELMAN 23 QUAI DU COMMERCE ,1080 BRUXELLES : บ่วงแห่งความเป็นหญิง

 

โดย FILMSICK : http://filmsick.exteen.com

คุณนาย JEANNE DIELMAN อาศัยอยู่ในตึกหมายเลขยี่สิบสาม เธออาศัยอยู่กับลูกชายที่กำลังเรียนหนังสือ  ในแต่ละวันเธอจะตื่นเช้ามาทำอาหาร ขัดรองเท้าให้ลูกชาย ปลุกเขา แล้วปูโต๊ะทานอาหารเช้า พอลูกไปโรงเรียนเธอก็เก็บเตียงของลูกชายพับเข้าเป็นโซฟา เก็บโต๊ะ ล้างจาน จากนั้น ออกไปหาซื้อข้าวของเข้าบ้าน ไปตลาด  ไปไปรษณีย์ส่งจดหมาย แวะสนทนากับผู้คนก่อนจะกลับเข้าบ้านตรวจดูตู้จดหมาย ขึ้นลิฟท์ไป แล้วลงมือทำอาหารสำหรับมื้อเที่ยงที่เธอจะกินอย่างง่ายๆ และเตรียมมื้อเย็นให้ลูกชาย บางทีเพื่อนบ้านก็มาฝากลูกทารกไว้กับเธอตอนที่หล่อนไปตลาด  เธอจะนั่งคิดบัญชีรับจ่าย ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน  ปอกมันฝรั่ง รอจนเพื่อนบ้านมารับลูกคืน แวะคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้เธอจะรับฟังอย่างเฉยชา  จากนั้นไม่นานก็จะมี ผู้ชายมาที่บ้าน เธอลงมือทำงานของเธอเพื่อหาเงินเข้าบ้านระหว่างนั้นเธอจะต้มมันฝรั่งไว้บนเตา  งานจะเสร็จในช่วงเย็น เธอส่งผู้ชายออกจากห้อง พร้อมคำสัญญาสำหรับสัปดาห์หน้า จากนั้น เธอจะมาจัดการเตรียมมื้อเย็น มันฝรั่งจะสุกได้ที่ เตรียมซุปและอาหารอื่น ลูกชายกลับถึงบ้านในตอนเย็น ทำการบ้านบนโต๊ะกินข้าว จนถึงมื้อเย็น เธอจะลงมือปูตะกินอาหารเย็นกันเงียบๆ  จากนั้น เธอกับลุกชายจะออกไปข้างนอก พอกลับเข้ามา ลูกชายจะนั่งอ่านหนังสือขอร้องให้เธอเปิดวิทยุ  เธอหยิบนิตติ้งที่ถักค้างไว้มาถัก พอวิทยุบอกเวลาเธอจะปิดมัน กางเตียงให้ลูกชาย  ดูแลเครื่องทำความร้อน ให้ลูกเข้านอน จากนั้นเธอจะเข้าห้อง เปลี่ยนเป็นชุดนอน หวีผมของเอจนเข้ารูปจากนั้นก็เข้านอนก่อนที่วันใหม่ กิจกรรมเดิมจะบังเกิดซ้ำขึ้นอีกครั้ง

  (เพิ่มเติม…)


CELINE AND JULIE GO BOATING ฝันกลางวันของบรรณารักษ์ และนักมายากล

 

written by   FILMSICK +translted by CELINEJULIE

 

 

มันคงเป็นยามบ่ายในฤดูร้อน นางสาวจูลี่ บรรณารักษ์ผู้สวมแว่นหนาเตอะและมีผมหยิกหยองสีแดงเพลิง เกำลังนั่งเล่นในสวน อ่านหนังสือเล่มหนา ที่เกี่ยวกับเวทมนตร์ เอาส้นรองเท้า เขี่ยพื้นทรายวาดวงคาถา ตอนนั้นเองที่นางสาว เซลีน ผู้ซึ่งมีร่างเล็ก ผมดำตรงซอยทรงประหลาด สวมเสื้อตัวโคร่งและสะพายกระเป๋าใบยักษ์ ที่มีข้าวของล้นออกมา เดินผ่านหน้าเธอไป พลันแว่นกันแดดของเธอกระเด็นออกจากกระเป๋า

 นางสาวจูลี่มองเห็นเหตุการณ์พอดีจึงร้องทัก เธอทั้งส่งเสียงเรียก ทั้งวิ่งตาม แต่นางสาวเซลีนก็ไม่หันมอง ซ้ำยังทำนู่นนี่หายหกตกหล่นตลอดทาง นางสาวจูลี่ จึงตามเก็บไปเรื่อย และเปลี่ยนจากการให้ความช่วยเหลือ เป็นการวิ่งเล่นไล่จับกันไปรอบๆเมืองในแสงแดดยามเย็น นางสาวจูลี่สวมแว่นกันแดด และพันผ้าพันคอของนางสาวเซลีน ตามเธอไปในร้านเล็กๆ ที่เธอแสดงมายากล มาจบในร้านกาแฟ

 จากนั้นทั้งสองก็มายอู่ในก้องเดียวกัน ผลัดกันไปใช้ชีวิตของอีกฝ่ายและค้นพบบ้านผีสิงสุดประหลาด ที่ที่พวกเธอต้องผลัดกันเข้าไปค้นหาความจริงว่าใครฆ่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง โดยทั้งหมดนั้นเป็นไปอย่างครึกครื้นรื่นรมย์

(เพิ่มเติม…)


BIRTH OF THE SEANÉMA บทกล่อมเห่ทะเลกลืนเมือง ของ ศะศิธร อริยะวิชา

นิมิตวิจารณ์

BIRTH OF THE SEANÉMA บทกล่อมเห่ทะเลกลืนเมือง ของ ศะศิธร อริยะวิชา

โดย . . .  ‘กัลปพฤกษ์’  kalapapruek@hotmail.com

ไม่น่าเชื่อเลยว่าในที่สุดผู้เขียนก็มีโอกาสสัมผัสกับผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้ของ ศะศิธร อริยะวิชา อีกครั้ง หลังจากที่ดูไปได้ครึ่งเรื่องจากงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นของมูลนิธิหนังไทยเมื่อหลายปีก่อนด้วยสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อม และถึงแม้ Birth of the Seanéma จะมีโอกาสวนเวียนมาฉายในกรุงเทพฯ อีกหลังจากนั้น แต่ผู้เขียนก็ไม่เคยสบโอกาสได้ติดตามไปชมให้จบสักที กระทั่งเมื่อเทศกาล Bangkok Fringe Festival 2008 ร่วมกับมูลนิธิหนังไทยได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ณ ห้องฉายขนาดกะทัดรัดของภัทราวดีเธียเตอร์ ผู้เขียนจึงได้ชมผลงานชิ้นนี้อย่างเต็ม ๆ ในสภาวะที่พร้อมรับกับตัวหนังได้อย่างมีสติสตางค์มากขึ้น จากอาการงง ๆ เง็ง ๆ ซึ่งไม่อาจจะมั่นใจได้ว่าเป็นผลมาจากตัวหนังหรือสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อมสมบูรณ์ การได้ชม Birth of the Seanéma ในครานี้จึงทำให้ผู้เขียนมีโอกาสดูด้วยสายตาที่สามารถประมวลความรู้สึกต่าง ๆ ที่มีต่อตัวหนังได้อย่างเต็มที่ขึ้น

Birth of the Seanéma เป็นหนังทดลองความยาว 70 นาทีที่ใช้ภาพขาวดำของท้องทะเลและสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็นได้ในเมืองใหญ่มาถ่ายทอดไปพร้อม ๆ กับการบอกเล่าจินตนาการผ่านอักขระเฉพาะที่เรียกว่า Seanéma ซึ่งจะมาเล่าเรื่องราวย่อย ๆ ที่ไม่ค่อยจะเชื่อมต่ออะไรกันมากมายนัก โดยมีการหน่วงการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ให้ช้าลงอย่าง ultra slow motion ในทุก ๆ scene ของหนัง แถมยังใช้เทคนิคหนังเงียบด้วยการไม่ยอมให้สุ้มเสียงใด ๆ มาเป็นส่วนประกอบแต่จะใช้อักขระดังกล่าวมาถ่ายทอดถ้อยความต่าง ๆ กันแทน เนื้อเรื่องที่พอจะหยิบจับได้จาก Birth of the Seanéma ก็สรุปได้ประมาณว่า ทะเลนั้นคือสถานที่ที่บรรจุความทรงจำของทุกสรรพสิ่ง ทุกชีวิตล้วนมีต้นกำเนิดมาจากทะเล และเมื่อเมืองใหญ่ถูกกลืนหายไปในผืนน้ำ ความทรงจำคิดอ่านต่าง ๆ ของมวลชีวิตจึงถูกฝังอยู่ภายใต้ผืนสมุทรสุดไพศาลนี้ รอวันที่จะมีรอยแยกแห่งมหรรณพที่วิญญาณของความคิดอ่านเหล่านั้นจะมีโอกาสหวนกลับคืนสู่พื้นโลกอีกครั้ง (เพิ่มเติม…)


BIRTH OF SEANEMA (ศะศิธร อริยวิชชา /2004) : ความทรงจำที่สาบสูญ, ความทรงจำอันประดิษฐ์ขึ้นใหม่

BIRTH OF SEANEMA (ศะศิธร อริยวิชชา /2004) : ความทรงจำที่สาบสูญ, ความทรงจำอันประดิษฐ์ขึ้นใหม่<!–

–>

บทความชิ้นนี้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของหนัง หากการตีความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น
ภาพเหล่านั้นไหลเลื่อนจากรอยปริแตกแห่งท้องทะเล นี้คือความทรงจำซึ่งสาบสูญไป หรือนี้คือความทรงจำซึ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่ พวกเขากล่าวต่อกัน กระซิบกระซาบเพื่อมิให้ทิวามองเห็นแลราตรีได้สดับตรับฟัง พวกเขาอันคือเด็กหญิงที่กลายเป็นว่าว และคนผู้ชายผู้สร้างน้ำตามาเกาะบนกระจก เด็กหญิงผู้ที่ต่อมากลายเป็นแมงปอ กลายเป็นความทรงจำอันสาบสูญไป กลายเป็นความทรงจำอันประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ ในผู้ชายที่กลายเป็นนกเมือง เคลื่อนคล้อยคืนสู่ห้วงสมุทรอันเป็นอนันต์ ด้วยภาษาที่ราไม่อาจรู้จัก ภาพที่ไร้ซึ่งที่มา ชุดความทรงจำซึ่งยังคงดำรงอยู่โดยสลัวเลือน หากแจ่มชัดในความมีอยู่ แม้ภาพจะลาลับจากไปแล้ว

นี้คือสิ่งที่เราพอจะเล่าสู่ได้ จากชุดภาพที่เรืองแสงสีเทาอันแสนหม่นเศร้าราวกับมีหยดน้ำตารินร่วงจากจอภาพ หรือจากดวงตาเรา ภาพไร้ที่มาที่ไปไม่มีเรื่องจะเล่าขาน เป็นเพียงภาพที่บังเกิดขึ้น ดำรงคงอยู่แล้วลาลับ ภาพซึ่งบางที่อาจเล่าหรืออาจไม่ได้เล่า การกำเนิดเกิดขึ้นของภาพยนตร์หรือของท้องทะเลหรือภาพยนตร์ที่ผุดบังเกิดจากพรายฟองคลื่น เพื่อจะดับสูญลงไปอย่างรวดเร็วจนไม่อาจคว้าจับมาครอบครองได้ เว้นแต่ในความทรงจำแหว่งวิ่นของเรา

(เพิ่มเติม…)


GLASNOST CINEMA

http://www.ubu.com/film/aleinikov.html

TRAKTORA ดูเหมือนเป็นหนัง MOCKUMENTARY โดยทำทีเป็นเหมือนกับว่าตัวเองเป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับรถแทรคเตอร์ เนื่องจากดิฉันฟังบทบรรยายในหนังเรื่องนี้ไม่ออก ดิฉันจึงอาจเข้าใจหนังเรื่องนี้ผิดไปบ้าง แต่พอเดาๆเอาเองว่าหนังเรื่องนี้น่าจะแบ่งออกเป็น 4 ช่วงใหญ่ๆได้ดังนี้

1.ช่วงแรกของหนังเป็นสารคดีเกี่ยวกับรถแทรคเตอร์ ที่ใช้เสียงบรรยายแบบเสียงบรรยายมาตรฐานในหนังสารคดี

2.ช่วงที่สอง เสียงบรรยายเริ่มเปลี่ยนไปเหมือนเสียงของคนใกล้ตาย

3.ช่วงที่สาม เสียงบรรยายเปลี่ยนเป็นเสียงของผู้หญิงที่เหมือนเป็นโรคฮิสทีเรีย และตากล้องก็เหมือนกลายเป็นโรคฮิสทีเรียตามเสียงบรรยายไปด้วย

4.ช่วงที่สี่ เหมือนกับเป็นมิวสิควิดีโอเชิดชูชาติโซเวียต

(เพิ่มเติม…)